หมอกบางๆ ลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาโบราณของเขตที่พักอาศัยตระกูลเอี้ยแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านมวลหมอกลงมาเป็ลำแสงเรืองรองเมื่อเอี้ยเสวียนก้าวเข้าสู่หอประชุมใหญ่ของตระกูลเขาััได้ถึงความเคร่งขรึมที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศ
หอประชุมใหญ่ของตระกูลเอี้ยตั้งตระหง่านอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของเขตที่พักอาศัยสถาปัตยกรรมโบราณอันงดงามสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่อันยาวนานของตระกูลเสาหินสลักลวดลายัและหงส์สูงตระหง่านรองรับหลังคากระเบื้องเคลือบสีแดงเข้มประตูไม้แกะสลักอย่างวิจิตรเปิดออกสู่ห้องโถงกว้างที่ปูด้วยหินอ่อนขัดมันวาววับ
เอี้ยเสวียนค่อยๆย่างก้าวเข้าไปในห้องโถง เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงัดและความเคารพอย่างสูงตรงกลางห้องมีแท่นบูชาบรรพบุรุษอันศักดิ์สิทธิ์เปลวเทียนไขผึ้งสีเหลืองนวลกำลังเต้นระริกอยู่เบื้องหน้าม่านควันธูปหอมที่ลอยละล่องขึ้นสู่เพดานห้อง
"มาแล้วหรือ เสี่ยวเสวียน"เสียงทุ้มต่ำของผู้าุโหมายเลขหนึ่งของตระกูลดังแ่เบา
เอี้ยเสวียนคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมต่อหน้าบรรดาผู้าุโที่นั่งเรียงแถวอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักสายตาอันคมกริบของพวกเขาจับจ้องมาที่เขา ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่ในความเงียบงันนั้นกลับแฝงไปด้วยความเป็น้ำหนึ่งใจเดียวกันเสียงลมหายใจที่หนักแน่นของทุกคนรวมกันเป็จังหวะเดียว
"ข้ามาแล้ว..เพื่อมาขอรับโทษจากท่านผู้าุโทุกท่านและท่านประมุข"เอี้ยเสวียนก้มศีรษะตอบ น้ำเสียงของเขามั่นคงแต่รู้สึกได้ถึงความเศร้าดศกและเสียใจภายในน้ำเสียงนั้น
หนึ่งในผู้าุโที่มีเคราขาวยาวและใบหน้าเหี่ยวย่นดุจกระดาษจีนเก่าขยับกายเล็กน้อย เขาคือเอี้ยเจียงบิดาของผู้ล่วงลับที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องเอี้ยเสวียนในเหตุการณ์ที่ผ่านมา
"เอี้ยเสวียน"ผู้าุโเอี้ยเจียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ"เ้าทำดีที่สุดแล้ว ลูกหลานของข้าเสียสละเพื่อปกป้องเ้านั่นคือเกียรติยศที่ตระกูลเอี้ยจะจดจำตลอดไป"
เอี้ยเสวียนก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมรู้สึกจุกในลำคอ "ข้าไม่คู่ควรกับการเสียสละนั้น ท่านผู้าุโ"
"เ้าคู่ควร"ผู้าุโอีกท่านเอ่ยขึ้น "ความหวังของตระกูลเอี้ยอยู่ที่เ้าอนาคตของพวกเราอยู่ที่เ้า"
เสียงตอบรับจากผู้าุโคนอื่นๆสอดคล้องกันเป็เสียงเดียว "เราคือครอบครัวเดียวกัน ต้องยืนหยัดเคียงข้างกันแม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม"
เอี้ยเสวียนเงยหน้าขึ้นด้วยน้ำตาคลอเบ้ารู้สึกถึงพลังและความอบอุ่นที่ได้รับจากคำพูดเ่าั้แม้จะมีความเศร้าโศกแต่ก็มีความหวังแทรกอยู่ในใจเขา
"ด่านซีเหมิน.....เป็ดั่งปราการโดดเดี่ยวที่นั่นมีอันตรายมากกว่าภายในอาณาจักรหรือบรรดาคู่แข่งที่เ้าเคยเจอมาทั้งหมด" ผู้าุโหมายเลขหนึ่งกล่าว"เ้าพร้อมหรือไม่?"
"ข้าพร้อมแล้วท่านผู้าุโ" เอี้ยเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "อีกสามปีข้าจะต้องกลับมาพบพวกท่านแน่นอนและข้าจะนำเกียรติของตระกูลเอี้ยที่เสียไปกลับมา ข้าจะไม่ทำให้ความเสียสละของทุกคนต้องสูญเปล่า"
ห้องประชุมลับของตระกูลหลี่ถูกจุดด้วยโคมไฟน้ำมันมะกอกที่ส่องแสงทองอร่ามไปทั่วห้องสะท้อนกับผนังที่ประดับด้วยแผ่นทองเป็ลวดลายัและเสือสัญลักษณ์แห่งอำนาจของตระกูลหลี่ ควันธูปสีเขียวลอยอ้อยอิ่งเป็สายบางแสดงถึงพิธีการอันเคร่งขรึมที่กำลังจะเกิดขึ้น
ที่โต๊ะประชุมทรงแปดเหลี่ยมซึ่งแกะสลักจากไม้แดงโบราณนั่งอยู่ด้วยบุคคลสำคัญจากสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียดบรรยากาศในห้องหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินมหึมากดทับอยู่
หลี่เจียงิ ประมุขตระกูลหลี่ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราเริ่มแซมด้วยสีขาว ทว่าแววตายังคมกล้าดุจใบมีดกระแทกกำปั้นลงบนโต๊ะจนถ้วยชาสั่นไหว
"หนึ่งร้อยล้านเหรียญทอง!"เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้อง"ตระกูลเอี้ยทำให้พวกเราต้องเสียทรัพยากรจำนวนมากมายถึงเพียงนี้!พวกเขาคิดว่าเงินของเราเกิดจากต้นไม้หรืออย่างไร?!"
โม่ไท่จงผู้นำตระกูลโม่ซึ่งมีร่างผอมสูงและสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม พยักหน้าช้าๆดวงตาเ็าของเขาหรี่ลงเล็กน้อย"แค่ค่าเสียหายที่พวกเขาเรียกร้องก็เพียงพอที่จะซื้อที่ดินได้ทั้งเมืองหรือเลี้ยงกองทัพได้หนึ่งปีเต็ม... เหลวไหล!"
จ้าวอวี้หลินหญิงวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์สีแดงสด ผู้นำตระกูลจ้าวซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการค้าเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาฉายแววคำนวณ
"ต่อให้แบ่งกันรับผิดชอบทั้งสี่ตระกูลก็ยังเป็เงินจำนวนยี่สิบห้าล้านต่อตระกูล" นางกล่าวเสียงเย็น"ทรัพย์สินมหาศาลเช่นนี้ แม้แต่เราก็ไม่สามารถสละออกไปได้โดยง่ายโดยเฉพาะใน่ที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเช่นนี้"
ต้วนซิงเหวินชายร่างท้วมที่มีรอยยิ้มประจำใบหน้า แต่ในวันนี้กลับไร้ซึ่งรอยยิ้มนั้นเขาเป็ผู้นำตระกูลต้วนซึ่งมีอิทธิพลลึกลับในราชสำนัก พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ”นอกจากนี้พวกเรายังถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าแข่งขันถึงห้าปี นั่นหมายความว่าในอีกห้าปีข้างหน้าความแข็งแกร่งของพวกเราจะลดน้อยลงอย่างมากเนื่องจากต้นกล้าของพวกเราจะไม่ได้รับการส่งเสริม”
หลี่เจียงิกระแทกโต๊ะอีกครั้งถ้วยชาของเขากระเด็นหกเป็รอยเปื้อนบนแผนที่ตรงหน้าที่แสดงอาณาเขตของทั้งห้าตระกูลใหญ่
"ข้าจะให้เชิญตระกูลเหวินรับผิดชอบในเื่นี้ด้วย"หลี่เจียงิกล่าว น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "เื่มันเริ่มมาจากพวกเขาพวกเขาไม่อาจเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้”
"ตระกูลเหวิน?"จ้าวอวี้หลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย"ใช่พวกเขาควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วย...อย่างน้อยหนึ่งส่วนห้าของจำนวนทั้งหมด"
โม่ไท่จงพยักหน้า "ข้าเห็นด้วยหากตระกูลเหวิน้าแสดงความจงรักภักดีต่อพันธมิตรนี้ พวกเขาควรแบกรับภาระด้วยอย่างน้อยยี่สิบล้านเหรียญทอง"
"ข้าจะเป็ผู้เจรจากับหัวหน้าตระกูลเหวินเอง"หลี่เจียงิกล่าว นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะลงบนแผนที่ตรงตำแหน่งของตระกูลเหวิน"เราจะแบ่งค่าใช้จ่ายเป็ห้าส่วน... หากพวกเขาปฏิเสธเราก็จะจัดการกับพวกเขาในภายหลัง"
หัวหน้าตระกูลที่เหลือเห็นด้วยก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ "ทีนี้ มาพูดถึงการตอบโต้ตระกูลเอี้ยกัน...เราไม่สามารถโจมตีพวกเขาโดยตรงได้ในขณะนี้แต่เราสามารถรอให้เื่เงียบลงก่อนเพื่อที่จะได้ไม่มีใครสงสัยในพวกเราโดยบีบคั้นพวกเขาผ่านช่องทางอื่น"
จ้าวอวี้หลินยิ้มเ็า"ตระกูลจ้าวของข้าควบคุมเส้นทางการค้าทางตะวันออกเราสามารถขึ้นภาษีสินค้าที่ผ่านเข้าออกอาณาเขตของตระกูลเอี้ยได้ทำให้ราคาสินค้าของพวกเขาสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้"
"ตระกูลโม่จะระงับการสั่งซื้อสินค้าที่มาจากตระกูลเอี้ย" โม่ไท่จงเสริม "ไม่มีผู้ซื้ออาวุธของพวกเขาไม่ว่าสินค้าจะดีแค่ใหนก็ไม่มีประโยชน์พวกเขาจะอ่อนแอลง"
ต้วนซิงเหวินเอื้อมมือไปหยิบม้วนกระดาษจากแขนเสื้อคลี่ออกอย่างช้าๆแสดงให้เห็นเส้นทางที่ลากเป็เส้นสีแดงจากเมืองหลวงไปยังด่านซีเหมิน
"ข้าได้ข่าวว่าเอี้ยเสวียนที่โดนลงโทษให้ไปประจำการที่ด่านซีเหมิน...กำลังจะออกเดินทางข้าเสนอว่าให้ว่าจ้างมือสังหารไปลอบสังหารเอี้ยเสวียนเพื่อที่จะได้กำจัดเสี้นหนามและตัวการในครั้งนี้"
ทุกคนในห้องเงียบลงชั่วขณะก่อนที่หลี่เจียงิจะพยักหน้าอย่างช้าๆ
"หอหมื่นโลหิต..."เขากล่าวเสียงเบา "ข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับหัวหน้าหอพวกเขามีมือสังหารฝีมือดีหลายคน... แต่ค่าจ้างของพวกเขาไม่ใช่น้อยๆ"
"ข้าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง"ต้วนซิงเหวินกล่าว ั์ตาฉายแววเ็า"ถือเป็ของขวัญจากตระกูลต้วนให้กับพันธมิตรของเรา"
"ดี...ดีมาก" จ้าวอวี้หลินพยักหน้า"ข้าจะทำให้แน่ใจว่าไม่มีพ่อค้าคนใดกล้าทำการค้ากับตระกูลเอี้ยโดยเปิดเผยอีกต่อไปภายในหนึ่งเดือน พวกเขาจะรู้สึกถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และภายในสามเดือนคลังสมบัติของพวกเขาจะแห้งเหือด"
หลี่เจียงิยกถ้วยชาขึ้นสีหน้าเคร่งขรึม "เพื่อความล่มสลายของตระกูลเอี้ยและการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพวกเรา"
ทั้งสี่คนยกถ้วยชาขึ้นพร้อมกันเสียงกระทบกันของถ้วยกระเบื้องเนื้อดีดังขึ้นเบาๆ ในห้องที่มืดสลัว
"ข้าจะส่งคนไปติดต่อกับตระกูลเหวินในทันที"หลี่เจียงิกล่าว พลางม้วนแผนที่บนโต๊ะกลับ"และข้าจะส่งคนไปติดต่อกับหอหมื่นโลหิตด้วยตัวเอง...เอี้ยเสวียนจะไม่มีวันไปถึงด่านซีเหมิน"
บรรยากาศในห้องประชุมลับนั้นหนักอึ้งด้วยแผนการอันเลวร้ายในขณะที่แสงโคมน้ำมันกระพือไหวทอเงาของผู้นำทั้งสี่ตระกูลให้ทาบทอยู่บนผนังห้องอย่างบิดเบี้ยวราวกับปีศาจร้ายที่กำลังวางแผนการทำลายล้าง
"เราจะรับชัยชนะในครั้งนี้"ทุกคนในห้องกล่าวพร้อมกันก่อนที่เสียงหัวเราะอันเ็าจะดังก้องไปทั่วห้องประชุมลับ
ตัดกลับมาที่เมืองเหลยอิ๋นเฉิงเอี้ยเสวียนที่ครุ่นคิดมาทั้งคืนว่าจะช่วยครอบครัวของตนเองอย่างไรจากการจับจ้องมองของบรรดาหมาป่าทั้งหลายในที่สุดเอี้ยเสวียนจึงตัดสินใจแสดงความสามารถทั้งหมดที่เขามีเพื่อดึงดูดพันธมิตรที่แข้งแกร่งให้มาสนับสนุนตระกูลเอี้ย
วันนี้ เอี้ยเสวียนเดินทางมาถึงสมาคมผู้จารึกอักขระ เป็อาคารรูปทรงโปราณให้กลิ่นอายที่เคร่งขรึมสมกับเป็ที่รวมตัวของนักจารึกอักขระเสียงกังวานจากระฆังโบราณและเสียงพลิ้วไหวของใบไม้ใหญ่สร้างความสงบที่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอันล้ำลึกอาคารของสมาคมผู้จารึกอักขระประกอบไปด้วย 5 ชั้น ชั้นแรก เป็ชั้นที่ไว้ต้อนรับลูกค้าที่มาว่าจ้างส่วนชั้นที่2 ถึงชั้นที่ 4 เป็ ชั้นที่ไว้ให้นักจารึกอักขระทำงาน และชั้นที่ 5เป็ที่อาศัยของหัวหน้าสาขาโดยที่ด้านหลังอาคารจะมีลานกว้างที่ไว้ใช้ทดสอบนักจารึกอักขระที่จะมาสอบซึ่งตอนนี้ในลานกว้างมี คน รออยุ่ประมาณ 5 คนบางคนมาพร้อมผู้ติดตาม
ทันทีที่เอี้ยเสวียนเดินเข้าไปที่ชั้นภายในอาคารก็มี สตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามารับหน้าก่อนที่จะสอบถามว่า”สมาคมผู้จารึกอักขระยินดีต้อนรับไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้้า ให้ทางเราช่วยอะไรท่านบ้าง”
เอี้ยเสวียนคารวะกลับไปก่อนที่จะกล่าวว่า “ข้อ้ามาทดสอบการเป็นักจารึกอักขระไม่ทราบว่าข้าสามารถสอบถามรายละเอียดได้หรือไม่ ขอรับ”
หญิงสาวนางนั้นกล่าวว่า “โอ้วคุณชายมาได้จังหวะพอดีวันนี้จะมีการทดสอบประจำเดือน”“เชิญคุณชายมาลงทะเบียนด้านนี้พร้อมชำระค่าทดสอบ 100 เหรียญทอง”
เอี้ยเสวียนพยักหน้า และเดินไปลงทะเบียนพร้อมชำระค่าสมัครก่อนที่จะเดินตามหญิงสาวไปที่ลานทดสอบด้านหลังเมื่อเอี้ยเสวียนเดินเข้าไปก็พบว่าลานกว้างด้านหน้ามีโต๊ะพร้อมทั้งเครื่องมือในการวาดอักขระเบื้องต้นเตรียมไว้ให้ ตนจึงหาที่ว่างและนั่งลงไป
"ผู้เข้าทดสอบทุกท่าน"เสียงกรรมการผู้สูงวัยดังก้องห้องโถง "การทดสอบจะแบ่งเป็สามส่วน:การวาดอักขระพื้นฐาน 108 อักขระ ระยะเวลา ครึ่งชั่วยาม การจารึกอักขระขั้น 3ที่ถนัดที่สุดลงไป พลังงานลงบนวัสดุ และการประเมินผลพลังงานของอักขระที่จารึกขึ้นมาคะแนนจะกำหนดระดับของท่าน ั้แ่ 1 ดาว ถึงระดับสูงสุดคือ 5ดาวเงิน ขอให้ทุกท่านโชคดี"
ผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่สีหน้าเคร่งเครียดบางคนมือสั่นเล็กน้อย บางคนพยายามทำสมาธิ แต่เอี้ยเสวียนกลับยืนนิ่งดวงตาเปล่งประกายมั่นใจ
"เริ่มการทดสอบ!"
เมื่อสัญญาณดังขึ้นบรรยากาศในห้องพลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เอี้ยเสวียนหยิบพู่กันจารึกอักขระขึ้นมามือเคลื่อนไหวรวดเร็วแต่ว่ามั่นคง! ในขณะที่ผู้เข้าทดสอบคนอื่นยังคงวาดอักขระอยู่ เพียงหนึ่งเค่อเอี้ยเสวียนสามารถกวาดอักขระเบื้องต้น108 ตัวจนครบ สมบูรณ์แล้ว!
"เสร็จแล้วหรือจะเร็วเกินไปหรือเปล่าอาจจะมีข้อผิดพลาดได้!" กรรมการผู้หนึ่งครุ่นคิดขณะที่เอี้ยเสวียนเดินมาส่งกระดาษสอบให้ทันทีที่เห็นกรรมการท่านนั้นดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ "สมบูรณ์แบบมากทุกอักขระแม่นยำทั้งความเฉียบคมและแม่นยำ....เก่งมาเ้าหนุ...เ้าชื่อว่าอะไร!"
“ผู้เยาว์เอี้ยเสวียนขอรับ” เอี้ยเสวียนกล่าว
"ดีทากข้าจำเ้าได้แล้วรอสักครู่ข้าหวังว่าในการทดลองรอบที่สอง เ้าจะสร้างความแปลกใจให้ข้าได้เห็นอีก”กรรมการท่านนั้นกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
การทดสอบขั้นที่สองเป็การสร้างอักขระให้จารึกลงในยันต์โดยให้สร้างที่ตนเองถนัด ให้เวลา หนึ่งชั่วยาม
“เริ่มการทดสอบรอบที่สอง..เริ่มได้”เสวียนเริ่มจารึกอักขระลงบนแผ่นยันต์โดยเอี้ยเสวียนเลือกที่จะใช้อักขระระบิดเพื่อทำยันต์ะเิและอักขระปฐีเพื่อทำโล่ปฐี เมื่อเอี้ยเสวียนเขียนยนต์เสร็จก่อนหมดเวลาครึ่งเค่อเค้าเดินไปส่งยันต์ให้กับกรรมการ
“โอ้วคราวนี้เ้าใช้เวลาไปเยอะเลยนะ....หึมยันต์สองแผ่นมิน่าถึงใช้เวลานานขนาดนี้”กรรมการท่านนั้นกล่าวขึ้นมาก่อนที่จะขมวดคิ้วแน่นอนเค้าย่อมรู้จักอักขระที่อยู่บนยันต์ดี แต่ว่าอักขระทั้ง สองอักขระมันมีจุดที่ต่างกับอักขระดั้งเดิมเล็กน้อย
“เฮ้อ...ถึงแม้ว่าจะเขียนอักขระพื้นฐานได้ดีแต่ก้ยังไม่สามารถผสานทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง...น่าเสียดาย”กรรมการท่านนั้นรำพึงในใจ ก่อนที่จะรอจนหมดเวลา แล้วกล่าวว่า “หมดเวลา..ใครที่ยังไม่เสร็จถือว่าสอบตก” “ส่วนคนที่เสร็จแล้วให้ไปทดสอบพลังของยันต์อักขระของพวกเ้าถ้าไม่ทำงานตามที่สมควรก็ถือว่าสอบตกเช่นกัน”
คนที่ผ่านในขั้นที่สองมีเพียง 5 คนโดยเป็ชายอายุประมาณ 30-40 จำนวน 2 คนและเป็เด็กสาวอายุประมาณ 15ปีและชายสูงวัยประมาณ 50 ปี 1คนรวมเอี้ยเสวียนด้วยจากการพูดคุยทราบว่าชายคนนี้มาสอบหลายครั้งแล้วแล้วส่วนใหญ่มาตกที่ตอนนี้ ในขณะนั้นเองผลการทดสอบก็เริ่มออกมา โดยชายอายุ 30-40คนทั้งสองคนไม่ผ่านเนื่องจากยันต์ไม่ทำงาน ส่วนเด็กสาวคนนั้น ใช้อักขระยันต์อัคคีสามารถถมอบพลังอัคคีให้ได้โดยทำให้ยันต์เรียกไฟออกมาได้โดยเผายันต์ไปได้ตรึ่งแผ่นถือว่ากล้อมแกล้มผ่านไปได้ทำให้นางดีใจมาก
ตอนนี้เหลือเพียงชายชราและเอี้ยเสวียน
“ท่านผู้เฒ่าเชิญก่อน”เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้นมา
“ขอบใจมากหนุ่มน้อย...เฮ้อข้ามาสอบหลายครั้งแล้วยังไม่ผ่านสักทีหวังว่าคราวนี้ข้าคงสอบผ่าน”ชายชรากล่าว พลางถ่ายพลังปราณเข้าไปในยันต์อักขระโดยยันต์ที่ชายชราเขียนคือยันต์แสงสว่างหลังจากผ่านไปหนึ่งถ้วยชายังคงไม่มีอัไรเกิดขึ้นจนกรรมการที่เห็นชายชรามาสอบหลายครั้งยังถอนหายใจด้วยความสงสารก่อนที่กำลังจะเอ่ยปาก”เฒ่าชิว..” ทันใดนั้นเองยันต์ในมือก็เรืองแสงสว่างออกมาแม้จะน้อยนิดแต่ก็สามารถเห็นได้
“สำเร็จ....สำเร็จ ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ ฮ่าฮ่า” เฒ่าชิวพลันหัวเราะ
“ยินดีด้วยเฒ่าชิวเ้าได้เป็นักอักขระ 1 ดาวเงินแล้ว”กรรมการท่านนั้นกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ยินดี
“ของคุณท่านอาจารย์เฉินเป็อย่างมากที่ให้โอกาสข้าหลายครั้ง”เฒ่าชิวยกมือคำนับให้แก่กรรมการท่านนั้น
“เ้าพยายามด้วยตัวเอง...เอาละต่อจากนี้ไปเ้าคงสามารถหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวและบิดามารดาของเ้าได้แล้ว...ยินดีด้วย”อาจารย์เฉินผู้นั้นกล่าวด้วยใบหน้ายินดี
“เอาละเอี้ยเสวียนตาเ้าแล้ว” อาจารย์เฉินกล่าวขึ้นถึงแม้จะรู้สึกว่าอักขระยันต์ที่เอี้ยเสวียนวาดขึ้นมาคงมีอะไรผิดพลาดแต่ในฐานะกรรมการการทดสอบยังคงให้เอี้ยเสวียนทดสอบตามปกติ
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์เฉิน”เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้น ก่อนที่จะเอ่ยต่อว่า “ก่อนอื่นข้าขออธิบายก่อนว่ายันต์อักขระที่ข้าสร้างขึ้นนี้จะมีพลังมากกว่ายันต์อักขระแบบเก่าถึง10 เท่า”
"ยันต์อักขระที่มีพลังมากกว่าเก่า10 เท่า เป็ไปไม่ได้” เสียงของอาจารย์เฉินดังขึ้น
เอี้ยเสวียนยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะลงมือถ่ายพลังปราณลงในยันต์ปฐี แล้วโยนไปที่พื้น ทันใดนั้นเองพื้นดินก่อตัวขึ้นมาเป็กำแพงสูงกว่า 5 จั้งหน่ากว่า 3 เชี๊ยะซึ่งขนาดของกำแพงดินนั่นเกินกว่าอักขระยันต์ขั้น 5 จะสร้างได้ก่อนที่จะมีใครกล่าวอะไรต่อ เอี้ยเสวียน ถ่ายพลังปราณไปที่ยันต์อักขระะเิแล้วโยนไปที่กำแพงดิน ทั้นใดนั้นเสียงะเิดังสนั่น
“ตูม” ที่สร้างขึ้นมาถึงกับะเิเป็ผงในพริบตา
“นี่มันเกินกว่า 10เท่าที่ใหน” อาจารย์เฉินเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ใสุดขีดก่อนที่จะกล่าวว่า “เ้ารอข้าสักครู่ข้าจะไปเชิญท่าเ้าหอมาเื่นี้มันเกินกว่าที่ข้าจะตัดสินได้”
เอี้ยเสวียนจึงคำนับตอบ “ยินดีขอรับ ผู้เยาว์จะรอที่นี่”
ในตอนนี้ผู้สมัครทั้งหมดต่างปากอ้าตาค้างไปหมด ด้วยอานุภาพของยันต์อักขระบางคนถึงกับกลืนน้ำลายลงไปโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นเอง หัวหน้าสมาคมผู้จารึกอักขระประจำเมืองเหลยอิ๋นเฉิงฉู่เจิ้น ผู้จารึกอักขระ 4 ดาวทอง เดินตรงมาหาเอี้ยเสวียนโดยมีอาจารย์เฉินเดินตามมาด้านหลังใบหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความปลาบปลื้มพร้อมทั้งมองไปที่พื้นที่ประลองที่เพิ่งถูกเอี้ยเสวียนะเิไปเมื่อครู่
"เอี้ยเสวียน"เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย "ในรอบร้อยปีที่ผ่านมาข้าไม่เคยเห็นความสามารถระดับนี้มาก่อน เ้าไม่เพียงทำลายทุกความเข้าใจของการจารึกอักขระยันต์แต่เ้ายังสร้างเส้นทางใหม่ๆด้วย ข้าฯไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไรดี”
เขาถอนหายใจลึกก่อนที่จะกล่าวด้วยความเสียดายว่า"สาขาของเราสามารถมอบตำแหน่งได้สูงสุดเพียงนักอักขระระดับ 5 ดาวเงินเท่านั้น แต่ความสามารถของเ้า...ข้าว่าอย่างน้อยระดับ3 ดาวทองน่าจะได้ ข้าจะส่งจดหมายถึงสำนักงานใหญ่ในเมืองหลวงทันที เพื่อเ้าจะได้รับการทดสอบในระดับที่เหมาะสมกับพร์อันล้ำเลิศของเ้า"
เอี้ยเสวียนโค้งศีรษะอย่างสง่างาม"ผู้เยาว์จะไปเมื่อถึงเวลาอันควร ขอบคุณในความปรารถนาดีของท่านเ้าหอขอรับ"
ก่อนจากไป เอี้ยเสวียนได้มอบวิธีการเขียนอักขระที่เขาค้นคว้าขึ้นเองให้กับหัวหน้าหอ เพื่อที่จะใว้สร้างอักขระและใช้ในการศึกษาและพัฒนา
หัวหน้าสมาคมมองดูอักขระด้วยมือสั่นเทาดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ "นี่มัน... นี่มัน..." เขาพูดไม่ออกทำได้เพียงมองสลับระหว่างเอี้ยเสวียนกับอักขระอย่างตกตะลึง
"ตระกูลเอี้ย"หัวหน้าสมาคมกล่าวอย่างหนักแน่น น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น"นับจากวันนี้เป็ต้นไป เราจะสนับสนุนตระกูลเอี้ยอย่างเต็มกำลัง!” ออกประกาศไปว่าใครที่กล้าเป็ศัตรูกับตระกูลเอี้ยถือว่าเป็ศัตรูของสมาคมนักอักขระด้วย”
เอี้ยเสวียนเดินไปหยุดที่หน้าผู้เฒ่าชิวแล้วเอ่ยว่า“ท่านผู้เฒ่าข้าได้ยินว่าท่าน้าเป็นักอักขระเพื่อที่้ารายได้ไปจุนเจือครอบครัวไม่ทราบว่าถ้าข้าขอเชิญท่านไปเป็อาจารย์อักขระที่ตระกูลเอี้ยไม่ทราบว่าท่าผู้เฒ่าว่าอย่างไร”
ผู้เฒ่าชิวที่ได้รับคำเชิญกะทันหันถึงกับตกตะลึงก่อนที่จะเอ่ยปากว่า “ข้าๆๆๆถ้าคุณชายไม่รังเกียจว่าข้าไร้ความสามารถข้ายินดี เป็อย่างยิ่ง”
“ฮ่าฮ่าฮ่างั้นเป็อันว่าตกลง เชิญท่าผู้เฒ่าไปเตรียมตัวเถอะอ้อท่านสามารถพาครอบครัวมาพักรวมกันที่ตระกูลเอี้ยได้ด้วยท่านจะได้สบายใจ” เอี้ยเสวียนกล่าวออกมา
ในพลบค่ำวันเดียวกันนั้นเอี้ยเสวียนแวะพบอู๋ซง เพื่อนและพันธมิตรที่แแ่ ในห้องส่วนตัวของร้านชาเล็กๆ
"ข้าเชื่อที่พ่อเ้าชอบบอกแล้วว่าทำอะไรให้มันเบาๆมือหน่อย" อู๋ซงกล่าวพลางจิบชา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า "ตอนนี้ทั้งเมืองไม่พูดถึงอะไรนอกจากอัจฉริยะแห่งตระกูลเอี้ยและคำประกาศของสมาคมนักอักขระ"
เอี้ยเสวียนทำหน้าเบี้ยวเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มอย่างทำใจ "ครั้งนี้ที่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เพื่อที่ว่าตอนข้าไปที่ด่านซีเหมินจะได้วางใจว่าตระกูลจะสามารถรับมือกับสถานะการณ์ต่างๆได้ ตระกูลเหวินลีกสี่ตระกูลจะไม่นิ่งเฉย"
เอี้ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่งดวงตาเปล่งประกายคมกริบ "เ้าช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกเขาหากมีอันตรายใดๆ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากสมาคมผู้จารึกอักขระข้าได้สร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นไว้แล้ว"
อู๋ซงพยักหน้า "พันธมิตรของเ้าทรงพลังมากพอที่จะสยบตระกูลเหวินถึงแม้อีกสี่ตระกูลก็ยังต้องคิดให้ดีก่อนลงมือ"
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าชื่อของเอี้ยเสวียนกลายเป็ตำนานที่ใครๆต่างพูดถึง—อัจฉริยะผู้สั่นะเืวงการอักขระศาสตร์ไม่มีใครรู้ว่านี่เป็เพียงก้าวแรกในการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของเขาก้าวที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตระกูลเอี้ยและอาจรวมถึงโชคชะตาของโลกใบนี้...