ตอนที่ 2 จีบ (5)
ในสถานการณ์ที่บุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ อาสาสมัครจำเป็นต้องทำหน้าที่ของตน ต้องตัดสินว่าผู้ป่วยคนไหนที่ต้องทำการผ่าตัดทันที แล้วรีบส่งพวกเขาเข้าห้องฉุกเฉินโดยตรง
จากประสบการณ์ของบรรดารุ่นพี่ คนที่ร้องโอดครวญดังที่สุดส่วนมากมักไม่มีอันตรายถึงชีวิต กลับเป็นผู้ป่วยที่เจ็บจนแทบพูดไม่ออกที่อาจมีอันตรายถึงชีวิต
แต่ตอนนี้มีคนเจ็บมากมาย อิ่นลั่วไม่มีเวลาค่อยๆ คิดเรื่องเหล่านี้แล้ว
เขาเดินไปยืนข้างคนเจ็บที่อยู่ใกล้ที่สุด ตรวจดูอาการบาดเจ็บของอีกฝ่าย ตอนเปิดผ้ากันฝุ่นออก สิ่งแรกที่เห็นคือเลือดจำนวนมาก
สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์และการเตรียมใจแม้แต่นิดเดียว นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก อิ่นลั่วตกใจจริงๆ เขาถึงขั้นคิดอยากจะถอย แต่พอเห็นสายตาอ้อนวอนของคนเจ็บ ก็รู้สึกสงบขึ้นอีกครั้ง
เขารู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังขอความช่วยเหลือจากเขา ไม่ใช่แค่คนที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น แต่เป็นทุกคนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในขณะนี้ล้วนต้องการความช่วยเหลือทั้งสิ้น
เขาค่อยๆ ทบทวนเนื้อหาการฝึกของอาสาสมัคร ตอนไหนที่ตัวเองไม่สามารถจัดการได้ ก็ต้องปลอบประโลมผู้ป่วยก่อน
ผู้บาดเจ็บคนนั้นมองไม่เห็นบาดแผลของตน นี่ทำให้มันดูน่ากลัวมากขึ้น อิ่นลั่วรู้ว่าปฏิกิริยาที่ตนแสดงออกในเวลานี้จะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของพวกเขาได้ง่าย เขาไม่เคยพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน “ไม่เป็นไรนะครับ แค่แผลเล็กๆ เท่านั้น อดทนอีกหน่อย พวกเราขอช่วยคนที่บาดเจ็บหนักก่อน...”
คนเจ็บคนนั้นมองดูโอเมก้าคนสวยแล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ
อิ่นลั่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลังครั้งแรกผ่านไปอย่างราบรื่น ครั้งต่อไปก็ไม่ถือว่ายากมากแล้ว
อิ่นลั่วรู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่คนเจ็บคนแรกที่ตัวเองเจอยังถือว่าอาการดีอยู่บ้าง เพราะคนที่ส่งมาหลังจากนั้นต่างได้รับบาดเจ็บหนักกว่ามาก
พอเขาตรวจดูคนนี้เสร็จ ตอนกำลังจะเดินไปหาคนเจ็บเตียงถัดไป จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากเตียงผู้ป่วยด้านหลังแล้วดึงเขาเอาไว้ รู้สึกราวกับว่าการกระทำนี้ได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของอีกฝ่ายแล้ว
อิ่นลั่วหันกลับไป เห็นมือที่ดึงเขาไว้เต็มไปด้วยเลือด แขนเสื้อเขาจึงพลอยเปื้อนเลือดไปด้วย เขาสูดหายใจลึก จับมืออีกฝ่ายแน่นแล้วเปิดผ้ากันฝุ่นออกอย่างคล่องแคล่ว ใต้ผ้าห่มคือบาดแผลฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยเลือด
อิ่นลั่วจงใจใช้ผ้าห่มบังสายตาคนเจ็บไว้ เพราะไม่อยากให้คนเจ็บเห็นสภาพน่าอนาถของตัวเอง คนที่บาดสาหัสมักหมดความหวังที่จะมีชีวิตต่อได้ง่าย ซึ่งจะเพิ่มความลำบากให้กับการผ่าตัด
แต่คนคนนั้นกลับมีลางสังหรณ์เหมือนว่าตัวเองจะตายแล้ว เขาบอกกับอิ่นลั่วด้วยเสียงอ่อนแรง “ผม...ผมไม่มีทางรักษาแล้วใช่ไหม...ครับ”
“ไม่ใช่ คุณจะหายดีแน่” อิ่นลั่วพยายามให้น้ำเสียงของตัวเองดูสงบและไม่ตึงเครียด เขาดึงเตียงของคนเจ็บคนนั้นออกมาจากมุมห้องทันที เรียกคนมาช่วยกันดันเข้าห้องฉุกเฉิน “แค่ทำการผ่าตัดเท่านั้น เดี๋ยวก็หาย”
“แล้วผม...ผม”
“รอให้คุณผ่าตัดเสร็จ อยากถามอะไรผมค่อยบอกคุณ พักผ่อนสักครู่เถอะ การผ่าตัดต้องใช้พลังงานเยอะมาก”
คนเจ็บคนนั้นไม่พูดอะไรอีก หลับตาลงตามที่อิ่นลั่วบอกอย่างเชื่อฟัง
ขอบตาอิ่นลั่วแดงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ร้องไห้ เขาส่งคนเข้าห้องฉุกเฉินอย่างสงบและรวดเร็ว หลังมองดูคนเจ็บคนนั้นถูกดันขึ้นเตียงผ่าตัดเรียบร้อย เขาไม่ได้นั่งพักผ่อน แต่เดินไปหน้าโรงพยาบาลแล้วทำเรื่องเดิมต่อไปเรื่อยๆ
คืนนี้ยุ่งจนถึงตีสอง เขาถึงนำคนเจ็บคนสุดท้ายส่งถึงมือหมอ
หลังจัดการเรื่องที่ควรทำเสร็จ เหมือนอิ่นลั่วยังตั้งสติไม่ได้ เขายืนเหม่ออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น เขาไม่ได้สังเกตว่าตัวเองเหน็ดเหนื่อยจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง มือทั้งสองข้างก็สั่นไม่หยุด
กระทั่งจู่ๆ มีคนเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง “อิ่นลั่ว”
ตอนได้ยินเสียงนี้อิ่นลั่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ หันหลังกลับไป หลินเซวียนยืนอยู่ตรงหน้าเขา
เห็นได้ชัดว่าอัลฟ่าคนนี้ก็เพิ่งเลิกงาน เสื้อผ้ายุ่งเหยิง เส้นผมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดูเหมือนจะเหนื่อยกว่าเขามาก
อิ่นลั่วมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ถามด้วยความไม่แน่ใจ “คุณมาหาผมเหรอ”
“ใช่” ครั้งนี้หลินเซวียนไม่ปฏิเสธ มอบคำตอบที่มั่นใจแก่เขา “คุณไม่เป็นไรใช่ไหม”
ตอนเขาเดินมาก็เห็นเลือดบนแขนเสื้ออิ่นลั่วแล้ว ตอนที่เขาจัดกำลังคน ก็นึกตั้งแต่แรกแล้วว่าอาจเกิดเรื่องเช่นนี้ เขายอมรับว่าตนเองเป็นห่วงโอเมก้าคนนี้อยู่นิดหน่อย เพราะรู้ว่าอิ่นลั่วไม่มีประสบการณ์ เขาเกรงว่าอิ่นลั่วจะรู้สึกกลัว จึงคิดจะหาเวลามาดูอยู่ตลอด แต่จนแล้วจนรอดก็มาไม่ได้ ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าโอเมก้าคนนี้ทำได้ดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกภูมิใจขึ้นมา
แต่หลังจากเขาถามคำถามนี้จบ อีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่น หลินเซวียนสามารถรู้สึกผ่านเสื้อผ้าได้ว่าอีกฝ่ายตัวสั่นเทาไปทั้งตัว
ไม่ใช่ว่าอิ่นลั่วไม่กลัว แต่เพราะสถานการณ์ในตอนนั้นทำให้เขาไม่สามารถคิดถึงเรื่องอื่นได้
แต่หลังจากเห็นหลินเซวียน เกราะป้องกันทั้งหมดของเขาก็ถูกปลดออก เขานึกถึงสภาพน่าอนาถอย่างบาดแผลสาหัสเต็มไปด้วยเลือด แขนขาที่ขาดแล้วรู้สึกกลัวจนน้ำตาไหลและตัวสั่นไปหมด
แต่อ้อมแขนของอัลฟ่าคนนี้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากปล่อยมือ ไม่อยากไปไหนเลย
ถึงจะผ่านสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้อีกครั้ง อิ่นลั่วคิดว่าเขาก็ยินดีที่จะทำ เพียงเพื่อจะได้อ้อมกอดแสนอบอุ่นนี้
หลินเซวียนแข็งใจดันอีกฝ่ายออกไปไม่ได้ เขารู้ว่าโอเมก้าคนนี้อยู่ที่นี่เพื่ออะไร ดังนั้นเขายิ่งไม่สามารถทำท่าปฏิเสธออกมาได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งให้อีกฝ่ายกอด เขารู้ดีว่าทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ควรให้ความหวังแก่อิ่นลั่วแม้แต่นิด แต่ก็ยังอดที่จะยื่นมือไปตบหลังเขาเบาๆ พลางกล่าวปลอบโยนไม่ได้ “ไม่เป็นไรแล้ว”
เขารู้ว่าท่าทางระหว่างพวกเขาสองคนใกล้ชิดกันมากเกินไป
หลินเซวียนได้แต่บอกกับตัวเองว่าแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จะดีกับอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว จะให้เขาเข้าใจผิดต่อไปไม่ได้
เขาให้ความรักที่อิ่นลั่วต้องการไม่ได้ และเขาก็ไม่อยากให้อิ่นลั่วเจ็บปวด