เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 28 คำเตือนจากนาง

    บทที่ 28 คำเตือนจากนาง

     

                   ‘สวีเจียฉี’

     

                   เสียงเรียกที่ดูห่างไกลเลื่อนลอยดังขึ้นบางเบาท่ามกลางความมืดความรู้สึกที่หนักอึ้งในร่างกายเหมือนจะหายไปราวกับกำลังล่องลอยอยู่

     

                   ‘สวีเจียฉี’เจ้าของชื่อหันหลังไปตามเสียงเรียกก็พบกับสตรีชุดแดง จ้าวซินเยว่ยืนมองเธออยู่

     

                   ‘นี่เธอ... มาก็ดีแล้วฉันมีเรื่องสงสัยเรื่องจูเชว่ที่จริงแล้ว...’ เป็นใครกันแน่

     

                   ‘อย่าให้เฉินจือหานผู้นั้นออกนอกเมืองเด็ดขาด!’ ผู้หญิงในชุดแดงไม่รอให้เธอได้พูดจบก็พูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     

                   ‘หมายความว่ายังไง เกี่ยวกับจูเชว่ใช่ไหม’

     

                   ‘หากเจ้ารักเขา ก็อย่าให้เขาออกจากเมืองพี่ใหญ่ก็เช่นกัน ก่อนที่เจ้าจะเสียหนึ่งในนั้น หรืออาจจะเสียทั้งสองคนไปตลอดกาล’

     

                   ‘จะบอกว่า...’

     

                   คนที่ถูกเตือนได้แต่สับสนหมายความว่าอะไรกัน ทั้งสองคนจะตายหรอ จากอะไรกันล่ะ

     

                   สีหน้าของสวีเจียฉีแสดงความสับสนอย่างมากเธอไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายพูดถึงอะไร พูดให้ถูก เธอไม่อยากจินตนาการมากกว่า

     

                   ‘เส้นทางที่เจ้าเลือก กำลังจะเปลี่ยนไปจากที่ข้าจากมาแต่ชะตาของเฉินจือหานดูแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยน อย่าให้เขาออกจากเมืองเด็ดขาด’

     

                   ‘เดี๋ยว!’

     

                   พรึบ!

     

     

    … … …

     

     

                   “เดี๋ยว!”

     

                   ร่างบอบบางในชุดนอนตื่นขึ้นมาพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหันบนเตียงเหงื่อไหลตามร่างกายชัดเจน ใบหน้าสวยซีด หายใจเอาลมหายใจเข้าไปอย่างรุนแรงราวกับพึ่งใช้แรงมาอย่างหนัก

     

                   “เจ้าฝันร้ายข้าจึงปลุกเจ้า”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรก็ได้ยินเสียงของบุรุษผู้หนึ่งจากด้านข้างใบหน้าสวยหันขวับตามเสียง

     

                   “เอาน้ำหรือไม่ข้าจะ...”

     

                   ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบนางก็ขยับตัวกอดร่างสูงที่นั่งบนเตียงเสียแน่นเอาใบหน้าซุกที่ไหล่กว้างกับกลิ่นไอที่คุ้นเคย

     

                   ใบหน้าหล่อเหลาของเฉินจือหานแสดงความประหลาดใจปะปนความตกใจแต่ก็ประคองแผ่นหลังของหญิงสาวพลางลูบผมยาวสลวยเบาๆ

     

                   ทุกอย่างเงียบสนิทอยู่นานจนร่างบางผละออก

     

                   “ว่าแต่ท่านมาอยู่ในห้องของข้าได้อย่างไร” เสียงหวานแหบถาม

     

                   “ก็เดินเข้ามาตรงๆเลย” ร่างสูงเอ่ยพลางชี้ไปที่ประตูด้วยรอยยิ้มไม่รู้ทุกข์ร้อน

     

                   “ช่างเถอะเจ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่ยกมือกุมหัวของตัวเองด้วยความรู้สึกปวดหนึบคำพูดของสตรีชุดแดงยังอยู่ไม่จางหาย

     

                   “เจ้าคงอยากพักแล้วข้าไปก่อนแล้วกัน” คนตัวสูงพูดจบก็ลุกขึ้นจะเดินไปทางประตู แต่มือของเธอก็เร็วกว่ายกจับที่ข้อมือของอีกฝ่าย

     

                   “ช่วยอยู่จนกว่าข้าจะหลับได้หรือไม่”ไม่รู้อะไรดลใจให้ตนพูดออกไปแบบนั้น

     

                   ไม่มีคำพูดใดเอ่ยต่อร่างสูงเดินกลับมาขึ้นบนเตียง พร้อมกับประคองร่างของนางลงนอนบนเตียงโดยมีแขนของชายหนุ่มร่างบางก็ซุกเข้าร่างสูงปล่อยให้อีกฝ่ายกอดนางตามใจ

     

                   รู้ตัวอีกทีริมฝีปากของนางก็ขยับจูบอีกฝ่ายเบาๆหลายครั้งแววตาของเฉินจือหานเป็นประกายก่อนจะก้มลงประกบริมฝีปากกับนางอย่างลึกซึ้ง

     

                   ราตรีแสนหวานถูกปรนเปรอผ่านริมฝีปากของกันและกันมือหนาเริ่มซุกซนลูบไล้ไหล่บางที่เสื้อชั้นนอกหลุดออกไปแล้ว

     

                   “อย่าทำเช่นนี้ข้าจะห้ามตนเองไม่ไหวเอานะ” เฉินจือหานกล่าวเตือนพลางลูบที่แก้มหญิงสาวเบาๆ

     

                   “ข้ากลัวว่าท่านจะหายไปเฉินจือหาน ข้ากลัว” จ้าวซินเยว่เผลอตัวเผลอใจไปมาก อาจเพราะคำเตือนของสตรีชุดแดงผู้นั้นทำให้นางอยากยึดบุรุษตรงหน้าไว้กับนางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจากไปไหน

     

                   “แล้วข้าจะหายไปอยู่ที่ใดเล่า”มือบางถูกยกขึ้นบรรจงจรดริมฝีปากของชายหนุ่ม โดยที่นางก็ไม่ได้ตอบ

                   “รู้หรือไม่ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องชีวิตของตัวเองมาก่อน”จ้าวซินเยว่ขยับกอดปล่อยให้เฉินจือหานจับมือของนางเล่นกับมือของนางไปพลางโดยที่นางนอนฟังอีกฝ่ายเงียบๆ

                   “แต่ตอนนี้ข้าคิดถึงตัวเองยามที่มีเด็กๆอยู่รอบตัว ในเรือนหลังเล็กๆ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สงบสุขได้เฝ้ามองการเติบโตของใครบางคนเด็กๆ ที่เกิดมาจากข้าเอง”จ้าวซินเยว่ไม่ได้เงยหน้ามอง ฟังเพียงเสียงของชายหนุ่มแต่ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความจริงใจจากคำพูดเหล่านั้น

     

                   “ได้ยินเสียงลูกสาวลูกชายเล่นด้วยกันแล้วก็มีเสียงของสตรีอีกคน ที่คอยพูดกับข้า” มันทำให้ร่างสูงทำทุกอย่างอย่างปลอดภัยเพื่อจะกลับมาเจอใครสักคนที่อยู่ในห้วงความคิดนั้น

     

                   “ข้ายังไม่จากเจ้าไปไหนหรอกตราบใดที่เราสองคนยังไม่ได้สร้างสิ่งนั้นด้วยกัน” บุรุษผู้อบอุ่นเอ่ยพลางหัวเราะเสียงหัวใจที่นางได้ยินสงบนิ่งอย่างผ่อนคลาย นั่นทำให้ร่างเล็กยิ้มออกมา

     

                   “ข้ายังไม่เคยได้ยินคำรักจากท่านเลย”

     

                   “หึนอนเถอะ ข้าจะอยู่กับเจ้าจนกว่าจะหลับ”

     

                   แม้ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นใบหน้าของอีกคนแต่ก็รับรู้ได้ถึงจิตใจของกันและกันอย่างชัดเจน

     

                   นางงคาดหวังเช่นกันว่าจะมีอนาคตเช่นนั้นกับเขา

     

                   ในช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่นนางก็ยังรับรู้ได้ถึงไออุ่นของอีกฝ่ายจนนางไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังหลับหรือกำลังตื่น

     

                   “ข้ารักเจ้านะจ้าวซินเยว่” เสียงอบอุ่นแผ่วเบาลอยเข้ามาในห้วงความฝันของนางนางรู้ว่ามันคือเสียงของเฉินจือหาน ใบหน้าสวยยกยิ้มพลางขยับเข้าหาร่างสูงเบาๆ

     

                   “ข้าก็รักท่าน”นางพูดตอบกลับออกไปอย่างจริงใจ ไม่บ่ายเบี่ยงและปฏิเสธหัวใจตัวเองแบบก่อนๆโดยไม่รู้เลยว่านั่นทำให้คนที่อยู่เคียงข้างหัวใจเต้นแรงกว่าเดิม

     

     

    ... ... ...

     

     

                   จ้าวซินเยว่ยังคงไปสอนดนตรีซื่อจือที่จวนของชินอ๋องวันเว้นวันสลับกับจ้าวอี้หยางในวันที่ว่างนางก็มักจะเก็บตัวอยู่ในจวน แต่นางก็ไม่ได้ว่างขนาดนั้นเพราะมีแขกประจำที่มักจะลักลอบมาอยู่กับนางตั้งแต่บ่ายหลังประชุมขุนนางพอตกดึกก็มักจะลักลอบเข้ามายังเรือนของนางและอยู่จนถึงเช้า

     

            วันนี้ก็เช่นกัน

             

            “วันนี้ช่วงสายข้ามีประชุมที่กองทัพข้าจะไปหาเจ้ากลางทางแล้วกัน” เฉินจือหานกล่าวพลางใส่เสื้อชั้นนอกหลังจากถอดเพื่อนอนที่ห้องหญิงสาวยามนี้ชายหนุ่มเปลืองท่อนบนมีแผลที่เกิดจากการฝึกและสนามรบมากมาย

             

            นับตั้งแต่คืนนั้นเฉินจือหานก็ลักลอบมานอนกับจ้าวซินเยว่ทุกคืนแม้จ้าวซินเยว่จะบ่นแต่ก็ไม่เคยไล่เลยสักครั้ง เมื่อคืนก็เช่นกัน

             

            “ถ้าไม่ว่างท่านก็ไม่ต้องตามไปก็ได้นะ ข้าแค่อยากออกไปเดินเล่นเท่านั้น”จ้าวซินเยว่ที่ตื่นเพราะแรงขยับกายของชายหนุ่มนอนตะแคงพูดกับชายหนุมที่กำลังหันหน้ามา

             

            “งั้นข้าจะส่งคนไปกับเจ้าแล้วกัน”นับตั้งแต่ที่ต่างคนต่างรู้ใจกันและกัน แม้จะไม่เคยพูดบอกรักกันตรงๆแต่ก็ไม่เคยปฏิเสธการแสดงความรู้สึกอีกเลย

             

            เฉินจือหานที่มักจะหาเวลาว่างมาอยู่กับจ้าวซินเยว่
    อย่างเปิดในตอนกลางวัน ชายหนุ่มชอบที่จะรบเร้าให้หญิงสาวบรรเลงดนตรีให้ฟังบางวันก็ชอบนอนหนุนตักหญิงสาวหลับไปทั้งอย่างนั้นหรือเวลาที่นางจะออกไปข้างนอกก็มักจะตามออกไปด้วยหากตัวไม่ว่างลูกน้องก็ต้องตามออกมาด้วย

             

            “เช่นนั้นดีกว่าเจ้าค่ะข้าไม่อยากรบกวนท่านมาก”จ้าวซินเยว่รู้ว่าวันนี้กองทัพน่าจะมีการประชุมใหญ่เพราะพี่ชายคนโตเองก็พูดเอาไว้ว่าวันนี้อาจจะกลับค่ำจึงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่ว่างเช่นกัน

             

            “ข้าไปก่อนนะ”ร่างสูงขยับมาจูบลงที่หัวของหญิงสาวเบาๆ

             

            “สิ้นเสร็จภารกิจนี้ข้าจะให้ผู้ใหญ่มาคุยเรื่องของเราสองคน” มือหยาบลูบใบหน้าสวยเบาๆ อย่างอ่อนโยนคนที่ถูกพูดด้วยมองใบหน้าชายหนุ่ม เมื่อเห็นใบหน้าจริงจังท่ามกลางความมืดนั้นเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกใจสั่นอย่างรุนแรงมากขึ้นนี้จนรู้สึกได้ถึงความร้อนบนใบหน้าของตัวเอง

             

            “รอข้านะ”เฉินจือหานก้มลงมาจูบนางอย่างบางเบาก่อนจะเร้นกายออกทางหน้าต่างห้อง

             

            ทั้งที่ยังไม่สว่างดวงจันทร์ในคืนนี้ก็มืดครึม มันดวงจันทร์เพียงเสี้ยวเดียว

             

            ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของนางถึงได้ว้าวุ่นขนาดนี้

     

     

    ... ... ...

     

     

                   จวนชินอ๋องที่ยิ่งใหญ่ในบริเวณที่สงบสุขที่ในเรือนกลางถูกจัดสรรค์ให้เป็นสถานที่รับรองแขกที่มาเยี่ยมเยียน โดยกลางเรือนยามนี้มีเครื่องดนตรีวางเอาไว้สองชิ้นพร้อมกับร่างเล็กของเด็กชายและอาจารย์วัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดที่กำลังพูดคุยกัน

     

                   เสียงดนตรีเคล้ากับเสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นสลับกันเป็นระยะ

     

                   “ซื่อจือเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเลยนะเจ้าคะ”อาจิงพูดด้วยรอยยิ้มจ้าวซินเยว่เองก็พยักหน้าเห็นด้วย

     

                   “เพราะอาจารย์ทั้งสองเก่งกาจนักข้าจึงเรียนรู้ได้อย่างดี”แม้จ้าวอี้หยางจะไม่อยู่ตรงนี้แต่อ๋องน้อยก็ยังกล่าวชื่นชม

     

                   “ซื่อจือดูชอบอี้หยางมากเลยนะเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่กล่าวหยอกล้อกับเด็กชาย เด็กชายแม้จะเขินแต่ก็ยิ้มแล้วพยักหน้า

     

                   “อาจารย์อี้หยางดุแต่ก็ใจดีข้าชอบนาง แต่ก็ชอบท่านด้วยนะ” อ๋องน้อยพูดปนหัวเราะอย่างขัดเขิน

     

                   “แต่น้อยกว่าอาจารย์อี้หยางของท่านสินะเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่ยิ้มหยอกล้อ นางไม่ได้น้อยใจที่ลูกศิษย์จะชอบคนอื่นมากกว่า กลับเอ็นดูที่ซื่อจือแสดงออกชัดเจนขนาดนี้

     

                   “ก็ถ้าข้าบอกว่าชอบอาจารย์ซินเยว่มากกว่าท่านพี่เฉินจือหานก็มักจะแกล้งข้านี่”

     

                   “งั้นข้าจะไปตักเตือนแม่ทัพให้นะเจ้าคะ”

     

                   จ้าวซินเยว่ยกยิ้มอันที่จริงเฉินจือหานก็แค่อยากจะแกล้งเล่นเท่านั้นเพียงแต่บุรุษผู้นั้นไม่รู้จักหนักเบา เห็นแค่ว่านี้คือน้องชายจึงกลั่นแกล้งแรงๆตามประสา แต่ก็รู้ว่าสองพี่น้องนี้รักกันมากอยู่ดี

     

                   ไม่นานนักจ้าวอี้หยางก็เดินเข้ามาในเรือนด้วยรอยยิ้ม อ๋องน้อยมีสายตาเป็นประกายไม่ปิดบัง

     

                   “พออี้หยางมาก็ลืมข้าเลยนะเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่หัวเราะคิกคัก

     

                   “อิจฉาหรือ”จ้าวอี้หยางพูดพลางนั่งลงประจำที่ก่อนที่สาวใช้ของจวนอ๋องจะเข้ามาวางน้ำชาเพื่อเป็นการต้อนรับอย่างคุ้นเคย

     

                   ไม่ใช่เพียงซื่อจือเท่านั้นที่ชื่นชอบสาวใช้ในจวนยังยิ้มแย้มรับจ้าวอี้หยาง ดูเหมือนหญิงสาวจะสนิทกับทุกคนในจวนก็ว่าได้

     

                   “งั้นข้าฝากซื่อจือต่อนะข้าอยากออกไปซื้อของเสียหน่อย” จ้าวซินเยว่กล่าวลาทั้งสองคนและบอกสาวใช้ให้บอกลาชินอ๋องด้วย ก่อนที่ตัวนางจะเดินออกไปจากจวนชินอ๋อง

     

                   รถม้าตระกูลจ้าวจอดเทียบที่ตลาดโดยมีทหารของเฉินจือหานเดินตามนางกับบ่าวทั้งสองคน

     

                   สามสาวเดินเคียงข้างกันไม่บ่อยครั้งที่จ้าวซินเยว่จะเดินอยู่นอกจวนบ่อยๆ แต่ทุกครั้งก็ยังทำให้ผู้คนตราตรึง

     

                   บุตรีตระกูลจ้าวงดงามทุกคนจ้าวอี้หยางคนรักของรุ่ยอ๋องก็ว่าไป แต่จ้าวซินเยว่นั้นยิ่งงดงามกว่ายามที่นางยิ้มออกมาแต่ละครั้งยิ่งสดใสจนผู้คนมักจะเอานางไปจินตนาการยามแต่งกวีมากมาย

     

                   “วันนี้คุณหนูอยากซื้ออะไรหรือเจ้าคะ”เสี่ยวโยวเอ่ยถาม

     

                   “ข้าเตรียมถุงหอมเอาไว้คิดว่าจะมาซื้อดอกไม้และสมุนไพรเพื่อใส่เพิ่ม” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้มมีความสุข นางได้เย็บถุงหอมสำหรับบุรุษเอาไว้นางหมายจะมอบให้เฉินจือหานแต่เพราะกลิ่นที่นางอยากให้เขาใช้มันยังไม่สมบูรณ์ขาดของบางอย่างจึงมาหาซื้อในวันนี้

     

                   “แม่ทัพต้องชอบมากแน่เจ้าค่ะ”อาจิงหัวเราะคิกคักกับเสี่ยวโยว จ้าวซินเยว่มองด้วยสายตาดุ แต่ก็ยิ้มออกมาเพราะนางก็หวังว่าเขาจะชอบเช่นกัน

     

                   ในความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเฉินจือหานดีขึ้นมากเพราะชายหนุ่มมักจะหยอดคำหวานต่อหน้าอย่างไม่อายทั้งยังแสดงความจริงใจอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนนางใจอ่อน ไม่ปฏิเสธอีกฝ่ายอีกแล้ว

     

                   พอถูกบอกว่าอยากจะเข้ามาคุยกับผู้ใหญ่เรื่องระหว่างพวกนางนางจึงไม่คิดจะบ่ายเบี่ยง

     

            ทว่าภารกิจครั้งนี้ที่เฉินจือหานว่านั้นก็คงจะไม่พ้นภารกิจการจับจูเชว่ผู้นั้นนางเองก็กังวลในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นางแค่ภาวนาว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างดี

             

            นึกถึงคำเตือนของสตรีชุดแดงผู้นั้นยิ่งทำให้นางกังวลไปใหญ่นางค่อนข้างแน่ใจว่าภารกิจที่ว่านั้นคงจะเริ่มขึ้นในอีกไม่นานแน่นอน

             

            คำที่ว่าถ้าหากไม่อยากสูญเสียไป ต้องห้ามให้บุรุษผู้นั้นออกจากเมือง คือตอนไหนกันล่ะในเมื่อเฉินจือหานและท่านพี่ก็ยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งให้ออกจากเมืองหลวงเร็วๆ นี้แม้นางจะไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ก็ไม่คิดว่าทั้งสองคนจะโกหกเหมือนๆ กัน

             

            อีกทั้งองค์ชายที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ก็อยู่ที่เมืองหลวงกันครบทัพหลวงก็ไม่อาจจะเคลื่อนทัพไปไหนได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

             

            ใบหน้าสวยสะบัดเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดออกยามนี้นางแค่ออกมาซื้อของ เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายถึงจะถูก

             

            “เสี่ยวโยวเจ้าเข้าไปซื้อสมุนไพรตามเทียบให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”เมื่อมาถึงหน้าร้านจ้าวซินเยว่กล่าวขอร้องบ่าวเจ้าของชื่อก็รับเทียบอย่างไม่อิดออด โดยมีคนของเฉินจือหานผู้หนึ่งเดินตามไปด้วย

             

            “เราไปดูขนมของเจ้ากันเถอะอาจิง”จ้าวซินเยว่หันไปพูดกับบ่าวตัวน้อยที่ยิ้มร่าด้วยความดีใจพลางเดินไปข้างหน้า

             

            ผลัก!

             

            ร่างบางของจ้าวซินเยว่เดินชนเข้ากับใครบางคนจนนางเกือบจะล้มแต่ก็ได้อีกฝ่ายประคองเอาไว้

             

            ในยามนั้นอาจิงและทหารของเฉินจือหายพูดคุยกันไม่ทันได้สนใจนายหญิง

             

            ผู้ชายร่างสูงใหญ่ร่างสูงพอๆกับเฉินจือหานกำลังประคองนางไม่ให้ล้ม ใบหน้าของเขาอยู่ภายใต้หน้ากากสีขาวเรียบๆปิดบังใบหน้า แววตาของเขามองนางด้วยความนิ่งเรียบ

             

            “ขออภัยเจ้าค่ะขอไม่ทันได้มอง” ร่างบางพาตัวเองออกมาจากอานัติ ก่อนจะโค้งเล็กน้อย อีกฝ่ายเองก็ค้อมหัวลงเล็กน้อย

             

            “ข้าเองก็ไม่ทันได้มองต้องขอโทษแม่นางด้วย”เสียงนุ่มกล่าวออกมาด้วยภาษาที่นางใช้สื่อสารแต่สำเนียงกลับดูเพี้ยนไปเล็กน้อยจนนางสะดุดกับสำเนียงนั้น

             

            “เป็นอะไรหรือไม่”ชายหนุ่มคนนั้นถามต่อ

             

            “ไม่เจ้าค่ะ”นางปฏิเสธทันที “พวกข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

             

            จ้าวซินเยว่แยกตัวออกมาพร้อมกับอาจิงและคนของเฉินจือหานอีกคนไปยังร้านขนมใกล้ๆโดยทุกการกระทำของหญิงสาวอยู่ในสายตาของบุรุษในหน้ากากอย่างละเอียดก่อนที่ร่างสูงจะเดินจากไปรวมกับบุรุษสูงวัยอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

             

            “นั่นใครกันหรือ”เสียงของชายมีอายุถามด้วยภาษาของแคว้นลี่ทั้งที่ยังมองสตรีคนนั้นไม่มีทางเลยที่ชายใต้หน้ากากผู้นี้จะทำตัวสะดุดตาโดยไร้สาเหตุ

             

            “จ้าวซินเยว่สตรีของเฉินจือหาน น้องสาวของจ้าวหาน” คำตอบนั้นทำให้คนสูงวัยยกยิ้มอย่างร้ายกาจ

             

            “โอ๊ะ โอของไอ้พวกเด็กเวรนั่นหรือ ท่าทางน่าสนุกดีนี่”เสียงน่ารังเกียจว่าพลางยกมือขึ้นมาลูบเคราเบาๆอย่างชั่วร้าย“เช่นนั้นก็ไปทักทายมันสักหน่อยเถอะ”

     

     

    … … …

     

     

                   “ใกล้ยามเซินแล้วคุณหนูควรจะกลับได้แล้วนะขอรับ” ทหารของเฉินจือหานนามว่ามู่จางซึ่งเป็นทหารที่ถูกส่งมาประจำเอ่ยทัดทานจ้าวซินเยว่ที่อยากเดินเล่นต่อ

     

                   “งั้นหรือพวกเรากลับกันเถอะ” จ้าวซินเยว่รับฟัง

     

                   ระหว่างทางเดินกลับรถม้าใบหน้าสวยก็มองเห็นชายหนุ่มผู้ใส่หน้ากากเดินออกมาจากตรอกแห่งหนึ่งพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูแข็งแรง

     

                   “แม่นางเจอกันอีกแล้ว” บุรุษใต้หน้ากากเอ่อทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร จ้าวซินเยว่ยกยิ้มโดยไม่ทันได้สังเกตทหารทั้งสองที่ดูเกร็งขึ้นมา สายตาดูจริงจังแต่สตรีทั้งสามไม่ได้รู้ตัวเลย

     

                   “ท่านอีกแล้ว”ใบหน้าสวยก้มลงพร้อมรอยยิ้มตามมารยาทเล็กน้อย

     

                   “บังเอิญเสียจริงคงเป็นโชคชะตาเล่นตลกแล้ว” บุรุษผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเดายาก ส่วนชายสูงวัยข้างกายก็ยกยิ้มอย่างผู้ใหญ่ใจดี

     

                   “คุณหนูผู้นี้หรือที่เจ้าว่าเมื่อครู่” มือสากลูบเคราของตัวเอง

     

                   “นี่ท่านลุงของข้าเองเราสองคนเป็นนักเดินทางพึ่งมาถึงที่นี่เมื่อสองวันก่อน”บุรุษใส่หน้ากากแนะนำเรียบๆพร้อมกับอธิบายนางก็พอจะรู้ว่าพวกเขาเป็นคนต่างถิ่นจากสำเนียงเพียงน้อยนิดที่เปล่งออกมา

     

                   “งั้นหรือเจ้าคะ”นางก้มหัวเพื่อทำความเคารพตามมารยาท

     

                   “หากมีโอกาสและไม่รบกวนเวลาเกินไป คงต้องให้แม่นางช่วยแนะนำสถานที่ต่างๆ เสียแล้ว” เป็นคนมีอายุพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรจ้าวซินเยว่แม้จะรู้สึกแปลกใจแต่ก็ยิ้มและกำลังจะตอบ แต่ว่า

     

                   “ซินเยว่”เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลังของสองลุงหลานเสี้ยววินาทีชายหนุ่มก็ทำหน้าน่ากลัวก่อนจะเดินมาประชิดตัวนาง

     

                   “แม่เจ้าเป็นห่วงให้คนออกมาตามแล้ว สัญญาว่าจะกลับไปก่อนยามเซินมิใช่หรือ”เฉินจือหานจับมือบางแน่นพูดกับนางก่อนจะมองหน้าสองคนนั้น

     

                   “เป็นคู่รักที่น่าอิจฉาจังเลยนะ”ชายสูงวัยกล่าวด้วยรอยยิ้มแปลกๆทั้งยังมองเฉินจือหานด้วยดวงตาเรียบเฉยไม่เหมือนรอยยิ้ม

     

                   “เจ้ากลับก่อนเถอะดูแลนางให้ถึงจวนอย่างปลอดภัย” เฉินจือหานกำชับทหารของตนเอง ก่อนจะผลักจ้าวซินเยว่ให้เดินออกไปจากตรงนั้นแม้จะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ แต่ก็คิดเอาว่าคงเป็นเพราะความหึงหวงปกติหญิงสาวจึงเดินออกไป ไม่ลืมก้มหัวให้ทั้งสองคนก่อนจากไปด้วย

     

                   “งั้นพวกข้าก็ต้องขอตัวเพราะคืนนี้มี งานใหญ่ รออยู่ ท่านแม่ทัพก็ควรจะไปเตรียมตัวนะเพราะนี่อาจจะเป็นงานสุดท้ายของท่าน หึๆ” คนสูงวัยพูดเบาๆ ก่อนจะจบหัวเราะในลำคอพลางเดินจากไปพร้อมกับบุรุษใต้หน้ากากที่มองเขาด้วยสายตาเย็นชา

     

                   หลี่รุ่ยเต๋อกับหวงจื่อเหว่ย อยู่ในเมืองหลวงแล้ว!

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน