ตู้มมมมมมมม!!
เสียงหนึ่งกระแทกดังสนั่นไปทั่วทั้งลานกว้างด้านหน้าทางเข้าตำหนักที่สี่ศิษย์ทั้งหมดที่กำลังวิ่งเข้าไปห้ามมองภาพตรงหน้าอย่างตาค้าง คนที่หลับตาเพราะไม่กล้าดูภาพน่าหวาดเสียวนั่นได้ลืมตาขึ้นเพื่อหันกลับไปมอง...นั่นเพราะทุกอย่างพลันเงียบลงไม่มีเสียงในพริบตาเดียวซึ่งแปลกจนเกินไป
ใบหน้าของพวกเขาก็ไม่ต่างจากคนที่เห็นภาพก่อนหน้าในดวงตาของพวกเขาสะท้อนภาพของชายชราผู้มีหนวดเคราสีดอกเลาร่างกายของชายชราใหญ่โตพอๆกับลู่หลิน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แข็งแกร่งมือของชายชราคนนั้นข้างหนึ่งรับหมัดของถังเฟยหู่ไว้ในมือได้อย่างสบาย
ส่วนมืออีกข้างนั้น...ได้กดหน้าของลู่หลินให้จมลงไปในพื้นดินอยู่ฝ่ามือของชายชราดุจคีมเหล็กหนีบเข้าที่หลังคอของลู่หลินและกดลงไปจนอีกฝ่ายไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้วพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ได้ถูกส่งออกมาจากร่างกายของชายชราและกดทับใส่ร่างของทุกผู้คนบริเวณนั้นจนไม่อาจขยับตัวได้
พลังนี่ก็คือ...ปราณแท้! พลังปราณพิเศษที่เกิดจากการผสานไอสวรรค์เข้ากับการบ่มเพาะพลังพบได้ในขอบเขตนภาเท่านั้น! ในตอนนั้นเองที่เหล่าศิษย์โดยรอบของตำหนักที่สี่ได้เริ่มประสานมือคาราวะให้แก่ชายชราตรงหน้า“คาราวะท่านอาจารย์!” เสียงของพวกเขาถูกตะโกนก้องออกมาโดยพร้อมเพรียงที่แท้ชายชราคนที่มาห้ามการต่อสู้ครั้งนี้เอาไว้ก็คือซ่างกวงเหวิน! เจ้าตำหนักแห่งที่สี่ หนึ่งในผู้อาวุโสที่ทรงอำนาจมากที่สุดในสำนักและเป็นผู้ที่บุกเบิกเส้นทางการฝึกศาสตร์วายุอัคคีในสำนัก!
“เหอะ!” ซ่างกวงเหวินเอ่ยปากคำแรกออกมาก็เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายต่อลูกศิษย์ของตน“ลู่หลินเอ๋ย! เจ้ายังคงบ้าดีเดือดไม่หายเจ้าไม่ทราบหรืออย่างไรว่าอีกเพียงนิดเดียวก็จะทำให้ศิษย์พี่น้องในสำนักตายแล้วนะ!”ซ่างกวงเหวินได้ปล่อยมือออกจากหมัดของถังเฟยหู่และหันกลับไปกล่าวกับเด็กน้อยตรงหน้า“ศิษย์หลาน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? เจ้าสามารถเข้ามาได้แล้วอย่าไปสนใจลู่หลินมันเลย”
ถังเฟยหู่พยักหน้ารับตอบพร้อมกับมองภาพตรงหน้าอย่างมึนงงเขาได้เก็บรั้งเอาลมปราณทั้งหมดกลับเข้าสู่ร่างเขาประสานมือคาราวะไปยังอาจารย์ลุงตรงหน้า แต่เขาก็อ้ำอึ้งไม่ได้พูดอะไรออกมาซ่างกวงเหวินเห็นเช่นนั้นก็พอจะเดาได้เช่นกัน
ชายชราได้กล่าวออกมา“ศิษย์หลานคงจะไม่เคยเจอข้ามาก่อนถึงไม่รู้จัก ข้าคือเจ้าตำหนักที่สี่แห่งนี้มีนามว่าซ่างกวงเหวิน หรือเจ้าจะเรียกข้าว่าอาจารย์ลุงซ่างกวงก็ได้เมื่อสักครู่ข้าได้ยินหมดแล้ว เจ้าต้องการจะมาพบจิ่นเลี่ยงสินะตามข้ามาเถอะเด็กน้อย ข้าจะนำพาเจ้าไปหาเขาเอง!” ซ่างกวงเหวินกวักมือเรียกถังเฟยหู่ให้เดินตามชายชราปล่อยมือออกจากคอของลู่หลินอีกทั้งยังเดินเหยียบหลังของลูกศิษย์ตนไปเสียอีกลู่หลินที่โดนเหยียบหลังถึงกับร้องออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะสลบไปอีกรอบ
ถังเฟยหู่เห็นดังนั้นได้แต่ยิ้มแห้งๆออกมาก่อนที่เขาจะได้เดินอ้อมร่างของลู่หลินไปโดยมิได้เหยียบข้ามร่างของอีกฝ่ายไปชายหนุ่มได้ก้าวเดินตามอาจารย์ลุงซ่างกวงเหวินไปอย่างเงียบๆ ซ่างกวงเหวินได้นำพาชายหนุ่มเดินผ่านเหล่าศิษย์พี่ที่ตอนนี้กลับมาฝึกวิชากันต่อตามปกติอีกครั้งหนึ่ง
ถังเฟยหู่มองการฝึกลมปราณเพลิงผสานวายุของศิษย์ตำหนักที่สี่อย่างสนใจซึ่งซ่างกวงเหวินเองก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน ชายชราได้เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ “ศิษย์หลานแซ่ถังเจ้าสนใจวิชาปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีของข้าอย่างงั้นเหรอ?” เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปมองยังอาจารย์ลุงผู้พูดประโยคนั้นออกมาอีกฝ่ายกลับเผยรอยยิ้มอย่างแปลกพิกลออกมา ชายชราได้กล่าวออกมาอีกว่า “เท่าที่ข้าเคยประลองกับคนของสกุลถังมาก่อน…พวกเขามีสายเลือดและพลังปราณวิญญาณที่พิเศษเป็นอย่างมากเพลิงพิษของสกุลถัง…หากนำมาฝึกกับปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีของข้า!ผลที่ออกมาจะต้องน่าสนใจเป็นอย่างมาก! เจ้าสนใจย้ายมาเป็นศิษย์ตำหนักที่สี่ของข้าหรือไม่?”
ซ่างกวงเหวินลูบคางของตนพรางสำรวจใบหน้าของเด็กน้อยตรงหน้าเขาจับต้องไปยังดวงตาสีม่วงดำที่น่าพิศวงคู่นั้น “เพียงแต่ไม่ทราบว่าเจ้ามีสายของสกุลถังนั่นหรือไม่ดวงตาของเจ้าไม่ใช่สีเขียว…แต่ข้าก็รู้สึกถึงพิษอันเจือจางบนร่างของเจ้าแถมยังได้รับการแนะนำมาจากถังจิวหลงให้มาที่นี่…บางทีเจ้าอาจเป็นสายเลือดของตระกูลรองที่ไม่บริสุทธิ์เท่าไหรนักแต่อย่างน้อยเจ้าต้องมีจิตวิญญาณของตระกูลแน่! เพราะว่าเจ้ามีพิษข้ารู้! เป็นเช่นไร หากเจ้ามาเป็นศิษย์ของข้าต้องรุ่งกว่าเป็นศิษย์เจ้าหยางเฟยเทียนแน่!”
ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นกลับส่ายหน้าแล้วประสานมือคาราวะไปในเชิงขอโทษต่ออาจารย์ลุงซ่างกวงเหวินแทน“ศิษย์หลานทำเช่นนั้นมิได้หรอกอาจารย์ลุง ฮ่าๆๆ ท่านล้อข้าเล่นแล้วที่ข้ามาในวันนี้ก็เพียงแต่อยากทำการซื้อขายอาวุธจิตวิญญาณจากอาจารย์ลุงหัตถ์เหล็กกล้าจิ่นเลี่ยงเพียงเท่านั้น”
ชายชราได้ยินเช่นนั้นกลับหัวเราะออกมาแทน“ฮ่าๆๆๆ ผู้คนมากมายอยากมาเป็นศิษย์ข้าแต่ไม่มีโอกาส คนที่ข้าสนใจกลับไม่แยแส!ฮ่าๆๆ เอาเถอะ! ข้าแค่สนใจการฝึกกายของเจ้าแนวทางการฝึกรวมถึงสายเลือดความสามารถของตระกูลทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เหมาะสมกับแนวทางการฝึกของตำหนักที่สี่ยิ่งนักข้าเพียงแต่แนะนำ แต่ไม่อาจฝืนใจของเจ้าได้ เอาเถอะไว้ข้าจะคอยดูการเติบโตของเจ้าในอนาคต!”
เมื่อกล่าวเสร็จซ่างกวงเหวินก็รีบนำพาชายหนุ่มเดินตรงไปบริเวณด้านในสุดของตำหนักที่สี่แห่งนี้ในทันทีเมื่อเดินเข้ามาถึงบริเวณนี้ถังเฟยหู่สามารถาสัมผัสได้ถึงห้วงบรรยากาศที่ร้อนระอุขึ้นอย่างฉับพลันที่ด้านหน้าของเขาคือลานกว้างที่ทำจากหินสีดำที่มีลวดลายแตกระแหงซึ่งภายในลวดลายเหล่านั้นคือหินหลอมเหลวที่กำลังเปล่งความร้อนบนพื้นลานกว้างนั่นเต็มไปด้วยอาวุธมากมายที่ถูกปักเอาไว้บนพื้นราวกับเป็นสุสานแห่งอาวุธ หินหลอมเหลวใต้ลานกว้างหินสีดำไม่อาจทำอันตรายใดๆอาวุธเหล่านั้นได้เลยอาวุธเหล่านั้นมีมากมายไม่ว่าจะเป็นหอก ดาบ กระบี่ โล่อีกทั้งยังยังมีเครื่องดนตรีที่ทำจากโลหะไม่ว่าจะเป็นขลุ่ย ซอโลหะ และพิณโบราณ
ที่ด้านหน้าของเขามีบริเวณหนึ่งที่เป็นจุดศูนย์รวมของความร้อนทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้ตรงนั้นภาพที่ถังเฟยหู่เห็นก็คือเสาเพลิงขนานใหญ่ที่พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าเสาเพลิงนั้นเกิดจากรูบนพื้นที่มีขนาดประมาณหนึ่งจั้ง
ความร้อนที่ใต้ฝืนดินทั้งหมดถูกรวบรวมและปล่อยออกมาด้วยรูนั้นเปลวไฟความร้อนสูงนั้นได้เปล่งเสียงของโลหะกระทบกันก้องออกมาอยู่ตลอดเวลาและในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เริ่มสังเกตที่มาที่แท้จริงของเสียงนั้นได้แล้ว
เก๊ง! เก๊ง!เก๊ง!
ที่ด้านข้างของเสาแห่งเปลวไฟนั่นคือร่างของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่เปลือยกายท่อนบนเอาไว้ผิวหนังบนแขนทั้งสองข้างของเขาเป็นสีดำมันวาวราวกับโลหะดวงตาของถังเฟยหู่พลันเปล่งแสงสีม่วงลี้ลับออกมาด้วยวิชาตาเหยี่ยวพันลี้เขาได้สังเกตถึงแขนทั้งสองข้างของชายคนนั้นก็ได้เข้าใจในทันที
แขนทั้งสองข้างของชายลึกลับคนนั้นมีพื้นฐานมาจากวิชาดัชนีเหล็กของสำนักแต่ชายคนนี้กลับฝึกถึงขั้นเปลี่ยนแขนทั้งสองข้างให้กลายเป็นโลหะได้ มือข้างขวาของชายคนนั้นได้ถือไว้ด้วยค้อนเหล็กขนาดสั้นมือซ้ายกำไว้ซึ่งโลหะที่ถูกความร้อนหลอมจนกลายเป็นสีแดงฉาน
เก๊ง! เก๊ง!เก๊ง!
ชายคนนั้นได้ใช้ค้อนในมือขวาวาดลงมาทุบใส่ก้อนโลหะในมือซ้าย ในวินาทีที่ค้อนนั้นกระแทกลงไปได้ส่งแรงสะท้อนกลับมาจนค้อนและแขนของเขากระเด้งกลับไปแต่ชายคนนั้นก็ยังคงฟาดกระหน่ำค้อนนั้นลงไปอย่างต่อเนื่องหากเป็นแขนของคนธรรมดาทั่วไปคงจะแหลกกลายเป็นผุยผงไปแล้ว!
ซ่างกวงเหวินกอดอกมองภาพตรงหน้านั้นอย่างพอใจ “เป็นเช่นไรละมันสวยงามสินะ เปลวไฟคือสิ่งอัศจรรย์ บางครั้งก็อันตรายบางครั้งก็ทำให้เราอบอุ่นได้ อีกทั้งยังหนุนเสริมให้สายลมของสำนักเรายิ่งใหญ่ขึ้น แต่ก็…เฮ้อออ” ชายชรากลับถอนหายใจออกมา
ถังเฟยหู่ที่ได้ยินดังนั้นเองก็รู้สึกแปลกใจกับเสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความทุกข์ราวกับมีบางสิ่งอยู่ในใจซ่างกวงเหวินเองก็สังเกตเห็นถึงความแปลกใจของเด็กน้อยด้านข้างเช่นกันเขาจึงได้กล่าวออกมา “น่าขายหน้าแล้ว พอแก่ตัวลงก็มักจะนึกถึงเรื่องราวในสมัยก่อน เจ้าโชคดียิ่งนักที่เจ้าสำนักมิใช่อาจารย์ของข้าแล้วในสมัยนั้นท่านไม่ค่อยยอมรับแนวทางอันแปลกประหลาดของข้าแบบนี้…เอาละ เจ้าไปหาจิ่นเลี่ยงเถอะ”
เมื่อกล่าวเสร็จชายชราจึงได้เดินจากไปทิ้งให้ถังเฟยหู่อยู่เพียงคนเดียวชายหนุ่มได้หันกลับไปพร้อมกับประสานมือคาราวะตอบกลับไปยังซ่างกวงเหวิน “ขอบคุณอาจารย์ลุงซ่างกวงเหวินที่นำทางขอรับ” ชายหนุ่มได้หันกลับไปมองทางเสาเปลวไฟตรงหน้าอีกครั้งหนึ่งเขาได้นำเม็ดยาพิษของอาจารย์ลุงถังจิวหลงออกมา
เขาได้ชูเม็ดยานั้นขึ้นเหนือหัวพร้อมกับตะโกนออกไป“อาจารย์ลุงจิ่นเลี่ยง ข้าน้อยถังเฟยหู่จากตำหนักที่หกได้รับการแนะนำจากอาจารย์ลุงถังจิวหลงจากตำหนักที่สองให้มาทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายอาวุธจิตวิญญาณกับท่าน”
เสียงของถังเฟยหู่ได้ลอยไปเข้าหู่ของชายวัยกลางคนที่กำลังหันหลังให้แก่ถังเฟยหู่เขาเพียงแค่หันหน้ากลับมามองเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับไปตีเหล็กตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจเขาเสียงโลหะกระทบกันยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง ถังเฟยหู่เองก็ยืนฟังเสียงโลหะเหล่านั้นต่อไปอย่างใจเย็น
ชายหนุ่มทราบดีว่าอาจารย์ลุงกำลังยุ่งกับการสร้างอาวุธของเขาจึงได้ไม่รีบร้อนอันใดและเฝ้ารอต่อไป ผ่านไปอีกสักครึ่งชั่วยามในที่สุดเสียงโลหะกระทบกันก็ได้หยุดลง ชายวัยกลางคนได้สร้างอาวุธเสร็จแล้ว! ในมือซ้ายของจิ่นเลี่ยงได้ปรากฏดาบทรงประหลาดที่ตรงกลางกลวงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าส่วนตรงกลางเป็นสายพิณขึงเอาไว้
อาวุธนั่นคือส่วนผสมระหว่างดาบและพิณโบราณสามารถเอามาใช้เป็นพิณโบราณเพื่อบรรเลงเพลง อีกทั้งยังสามารถฟาดฟันเพื่อเป็นดาบได้จิ่นเลี่ยงสะบัดมือซ้ายออกไปและปล่อยดาบนั่นให้พุ่งลงไปปักพื้นเบื้องหลังของเขาชายวัยกลางคนได้หันหลังให้กับเสาเพลิงและเดินไปหาชายหนุ่มผู้มาใหม่
เมื่อจิ่นเลี่ยงหันกลับมาจึงทำให้ชายหนุ่มสามารถเห็นอีกฝ่ายได้อย่างถนัดตาผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงเป็นชายวัยกลางคนร่างใหญ่ที่ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมของเขาเป็นสีดำและมีผมขาวแทรกบ้างประปรายใบหน้าของเขาแสดงถึงความดุร้ายออกมาตลอดเวลา บนแผ่นอกของเขามีร่องรอยบอดแผลขนาดใหญ่พาดอยู่
จิ่นเลี่ยงเดินมาจนถึงเบื้องหน้าของชายหนุ่มพร้อมกับก้มลงมอง“ถังจิวหลงให้เจ้ามาหาข้าอย่างงั้นเหรอ?”จิ่นเลี่ยงเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ “หายากนักที่คนอย่างเจ้านั่นจะแนะนำศิษย์ในสำนักให้มาหาข้าเช่นนั้นเจ้าต้องการอาวุธ เครื่องดนตรี หรือว่าจะเป็นอาวุธผสานเครื่องดนตรีละ?” จิ่นเลี่ยงกล่าวถามออกมา
ถังเฟยหู่คิดถึงสิ่งที่เขากำลังต้องการอาวุธจิตวิญญาณที่เขาเคยครอบครองทั้งหมดล้วนแต่เกี่ยวพันธ์กับวรยุทธ์ที่เขาได้ร่ำเรียนไม่ว่าจะเป็นวิชากระบี่ของตระกูล วิชาเข็มทิพย์ดอกเหมยของท่านตา หรือแม้แต่วิชาธนูที่เขาได้บัญญัติขึ้นมาเองแต่หากจะให้คิดว่าวรยุทธฺทั้งหมดที่เขาได้เรียนมาทั้งหมด...วิชาไหนสมควรที่จะแข็งแกร่งที่สุด?
เช่นนั้นก็สมควรจะเป็นเพลงทวนทัณฑ์มังกรของเจ้าสมุทรแต่น่าเสียดายนักที่เขาได้มอบสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรให้แก่อสรพิษน้อยไปแล้วจึงทำให้ตอนนี้เขาไม่สามารถใช้เพลงทวนนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าไหรนักคงได้แต่รอให้เขาสามารถบ่มเพาะสายเลือดมังกรกลืนสมุทรกับอสรพิษมรกตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ซึ่งอาวุธรูปแบบทวนเองก็น่าสนใจและเป็นแนวทางการฝึกวิชาในอนาคตของเขาได้เช่นกันซึ่งหากจะให้เขาใช้ศาสตราอสูรที่เสียหายซึ่งได้รับจากเจ้าสมุทรมาเป็นอาวุธก็คงจะไม่เหมาะมากนักเพราะสมบัติที่มีค่าเกินไปก็จะนำภัยมาสู่ตนเองหากไม่แข็งแกร่งมากพอ เหมือนดั่งคำกล่าวโบราณที่บอกว่าเจ้าตัวไม่ผิดผิดที่สมบัติที่ครอบครอง!
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ตัดสินใจแล้วเขาได้หันไปมองยังผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงตรงหน้าพร้อมกับกล่าวออกมา “เรียนถามอาจารย์ลุงจิ่นเลี่ยงท่านมีอาวุธจิตวิญญาณจำพวกทวนบ้างหรือไม่...เอ่อศิษย์หลานมีความสนใจในด้านวรยุทธ์เพลงทวนอยู่บ้าง”
จิ่นเลี่ยงลูบคางของตนพลางใช้ความคิด“น่าแปลกนักที่เจ้าสนใจจะใช้ทวน เป็นอาวุธที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหรนักในสำนักของเรานั่นจึงทำให้ข้าผลิตอาวุธประเภททวนไม่บ่อยเท่ากับอย่างอื่นมากนัก เจ้าแน่ใจแล้วเหรอที่จึงฝึกเพลงทวนการจะหาคนชี้แนะหรือสอนสั่งเจ้าคงยาก...ไม่สิ มีคนๆนึงในสำนัก” ในตอนนั้นเองที่ดู้เหมือนว่าจิ่นเลี่ยงจะนึกถึงใบหน้าของชายคนนึงออกมาได้
ชายวัยกลางคนได้กล่าวต่อไป“เจ้ารู้จักผู้คุมกฎหยางปินหรือไม่?”
ถังเฟยหู่ได้ส่ายหน้าปฏิเสธออกไปจิ่นเลี่ยงจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “น่าแปลกนักที่เจ้าไม่รู้จักเขาผู้คุมกฎหยางแท้ที่จริงแล้วก็คือน้องชายของหยางเฟยเทียน เจ้าตำหนักที่หกซึ่งเป็นอาจารย์ของเจ้าผู้คุมกฎหยางเป็นยอดฝีมือทางด้านเพลงทวนที่เก่งที่สุดในสำนักในอนาคตหากแนวทางที่เจ้าวาดฝันไว้เกิดความติดขัดคงสามารถขอคำชี้แนะจากผู้คุมกฏหยางได้...หากเจ้ามีวาสนาเอาละ...ข้าจะพาเจ้าไปดูทวนแล้วกัน”
จิ่นเลี่ยงได้นำพาถังเฟยหู่เดินไปรอบๆบริเวณลานกว้างที่เต็มไปด้วยอาวุธอาจารย์ลุงผู้นี้ได้นำพาถังเฟยหู่ไปดูอาวุธทวนหลากหลายแบบโดยทวนเล่มแรกที่จิ่นเลี่ยงนำพาไปดูก็คือทวนเล่มหนึ่งซึ่งมีสีแดงและลวดลายของเกล็ดงู
จิ่นเลี่ยงได้กล่าวคำแนะนำออกมา“นี่คือทวนเกล็ดอสรพิษเพลิง ข้าสร้างทวนเล่มนี้ขึ้นจากเกล็ดของสัตว์อสูรเพลิงแฝงไว้ซึ่งอาคมแห่งเพลิงหากผสานใช้กับลมปราณวายุของสำนักจะสร้างคุณสมบัติวายุเพลิงอันพิเศษ ซึ่งเดิมทีข้าตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้ศิษย์ภายในตำหนักของข้าได้ใช้....เฮ้อ!แต่เจ้าบ้าพวกนั้นเอาไม่เคยสนใจเอาแต่บ่มเพาะร่างกายกับฝึกวิชากลองศึก น่าเสียดายนัก”
ถังเฟยหู่ลองเอามือออกไปคว้าจับยังทวนเกล็ดอสรพิษตรงหน้าเขาได้ยกมันขึ้นมาและลองเหวี่ยงไปมา น้ำหนักของมันเบาเป็นอย่างมาก คงเหมาะกับการโจมตีที่รวดเร็วคงมีส่วนช่วยในการเคลื่อนที่และการโจมตีที่รวดเร็วตามหลักของศาสตร์ของวายุแต่มีพลังเพลิงขึ้นมาเพื่อเสริมเท่านั้นแต่เขากลับรู้สึกว่าทวนเล่มนี้เบาจนเกินไป คงจะไม่เหมาะเท่าไหรนักในใจของเขารู้สึกไม่ถูกต้องอย่างบอกไม่ถูก
ถังเฟยหู่ได้หันกลับไปกล่าวกับจิ่นเลี่ยง“จริงสิอาจารย์ลุง ข้าใคร่สงสัยว่าทำไมอาวุธจิตวิญญาณของท่านถึงมีรูปร่างเป็นอาวุธเช่นนี้เลยโดยไม่ต้องผสานกับจิตวิญญาณก่อนเมื่อก่อนข้าเคยเห็นท่านลุงในหมู่บ้านข้าสร้างอาวุธจิตวิญญาณเขากลับสร้างมันออกมาในรูปแบบของแผ่นโลหะขนาดเล็ก”
จิ่นเลี่ยงได้ยินเช่นนั้นก็ได้เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย“เจ้าดูจะมีความรู้เรื่องการสร้างอาวุธจิตวิญญาณอยู่บ้าง เช่นนั้นข้าจะบอกเล่าให้เจ้าฟังแล้วกันรูปแบบของอาวุธจิตวิญญาณสามารถมีได้หลายแบบแล้วแต่วิธีการหรือความรู้ที่ได้รับสืบทอดมาโดยวิธีการสร้างอาวุธจิตวิญญาณแบบที่เจ้าเห็นคือการใช้อาคมผสานกับโลหะเพื่อกำหนดรูปร่างของอาวุธจิตวิญญาณความแข็งแกร่งของมันจะไม่มากนักข้อดีของวิธีการแบบนี้ก็คือความง่ายในการสร้างที่ไม่ต้องการทักษะอะไรมากมาย”
เมื่อกล่าวเสร็จแล้วจิ่นเลี่ยงได้โคจรดัชนีเหล็กตามแบบฉบับของเขาออกมาแขนข้างซ้ายของเขากลายเป็นโลหะอีกครั้ง เขาได้แทงฝ่ามือของตนเองใส่พื้นสีดำที่เบื้องล่างเขาได้หยิบจับหินสีดำก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้โคจรปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีออกมาก้อนหินสีดำในมือกลายเป็นสีแดงอันร้อนระอุขึ้นมา
นิ้วมือขวาของจิ่นเลี่ยงถูกยกขึ้นพร้อมกับรวบรวมพลังวิญญาณในห้วงอากาศเข้าไว้ที่ปลายนิ้วเขาได้จรดนิ้วลงไปบนหินที่เปลี่ยนเป็นสีแดงร้อนระอุนั่น นิ้วของเขาขยับไปมาอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทันจากนั้นเขาได้ลากนิ้วของตนออกไปด้านข้างจนเส้นแสงแห่งพลังวิญญาณที่ปลายนิ้วได้ทิ้งภาพติดตาไว้ในอากาศเป็นทางยาว
ในพริบตานั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้เรียกจิตวิญญาณของตนเองออกมาลมปราณของเขาได้พวยพุ่งออกมาและกลายร่างเป็นจิตวิญญาณระดับสาม หมี่สี่กรขนเหล็กร่างของมันมีขนาดใหญ่เสียกว่าร่างของจิ่นเลี่ยงเสียอีก แขนทั้งสี่รวมถึงร่างกายของมันเต็มไปด้วยมัดกล้ามอันแข็งแกร่งในพริบตานั้นเองที่จิ่นเลี่ยงสลายร่างของหมีสี่กรแล้วนำมารวมกับวัตถุในมือซ้ายของตนและในตอนนั้นเองที่ได้ปรากฏแสงลมปราณอันเจิดจ้าออกมา เมื่อสิ้นแสงเหล่านั้นลงในมือของจิ่นเลี่ยงได้ปรากฏทวนเล่มหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับทวนเกล็ดอสรพิษเพลิงในมือของถังเฟยหู่เป็นอย่างมาก
“ข้าจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญใช้ในการสร้างอาวุธว่าต่างจากสิ่งที่เจ้าเคยเห็นในหมู่บ้านของเจ้าอย่างไร” เมื่อกล่าวเสร็จจิ่นเลี่ยงได้ควงทวนในมือของตนเองจากนั้นเขาได้หยิบจับทวนนั่นด้วยมือทั้งสองแล้วฟาดใส่ทางถังเฟยหู่อย่างรวดเร็ว!แต่เป้าหมายที่แท้จริงของจิ่นเลี่ยงก็คือทวนในมือของชายหนุ่ม!
เปรี้ยงงงง!!
เสียงดังปานฟ้าผ่าได้ดังขึ้นอย่างรวดเร็วในทันทีที่ทวนทั้งสองได้ปะทะกัน!ทวนในมือของจิ่นเลี่ยงแตกออกเป็นเสี่ยง! ชิ้นส่วนกระจายไปทั่วแตกเศษโลหะเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายร่างกายของถังเฟยหู่และจิ่นเลี่ยงได้
ชิ้นส่วนที่แตกกระจายได้สลายหายไปกลางอากาศเป็นละอองปราณพวกมันได้กลับคืนสู่ร่างกายของจิ่นเลี่ยงอีกครั้งที่มุมปากของชายวัยกลางคนได้มีเลือดไหลซึมลงมา เขาได้รับบาดเจ็บเพราะทำลายอาวุธจิตวิญญาณและมีผลสะท้อนกลับมาถึงตนเองเขาถึงกับยอมทำร้ายตนเองเพื่อสอนสั่งศิษย์หลานอย่างถังเฟยหู่
จิ่นเลี่ยงได้เช็ดเลือดที่มุมปากออก“เจ้าเห็นแล้วหรือยังละ? นี่แหละคือความแตกต่างกันของสองวิธีในการสร้างอาวุธจิตวิญญาณวิธีการที่เจ้าเคยเห็นมาข้าสามารถสร้างมันได้ในชั่วพริบตาเดียว วัตถุดิบที่ใช้และอาคมจะบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของอาวุธที่สร้างได้ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จมักจะอยู่ในรูปของผนึกโลหะเมื่อกระตุ้นอาคมภายในมันจะทำให้ผลึกโลหะเปลี่ยนรูปร่างซึ่งความหนาแน่นของผนึกโลหะจะถูกยืดออกจนกลายเป็นรูปร่างของอาวุธจิตวิญญาณซึ่งนั่นจะทำให้อาวุธที่ได้เปราะบาง”
ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจเขาเริ่มควงทวนเกล็ดอสรพิษเพลิงในมืออีกครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ตัดสินใจปักมันคืนลงไปบนพื้นดินอีกครั้งจิ่นเลี่ยงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจดูเหมือนว่าศิษย์หลานตรงหน้าจะไม่สนใจอาวุธชิ้นนี้ “เจ้าไม่สนใจทวนเล่มนี้อย่างงั้นเหรอ?เช่นนั้นข้าจะแนะนำทวนอีกเล่มให้แก่เจ้าแล้วกัน” จิ่นเลี่ยงเหวี่ยงมือออกไปทางด้านข้างแล้วโคจรปราณเพื่อดึงดูดทวนเล่มหนึ่งเข้ามาหาตัวทวนเล่มหนึ่งที่ถูกปักอยู่บนพื้นห่างไกลออกไปได้ลอยเข้ามาอยู่ในมือของชายวัยกลางคน
ในมือของจิ่นเลี่ยงได้ปรากฏทวนสีน้ำเงินที่คมของทวนเป็นสีขาวนวลลวดลายที่ด้ามจับเป็นภาพของฝูกหมาป่าอันดุร้าย “ข้าขอแนะนำให้เจ้ารู้จักทวนเขี้ยวหมาป่าสร้างขึ้นจากเขี้ยวของสัตว์อสูรหมาป่ามงกุฎอัสนี แฝงไว้ด้วยอาคมแห่งคมเขี้ยวทุกการแทงจากสามารถกระตุ้นอาคมให้เกิดการโจมตีโดยการกัดจากวิญญาณหมาป่าที่แฝงอยู่” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วจิ่นเลี่ยงก็ได้โยนทวนนั่นให้แก่ถังเฟยหู่
ชายหนุ่มคว้ามือออกไปและรับทวนนั่นมาไว้ในมือเขาได้ควงทวนไปมาและออกแรงแทงใส่อากาศอย่างรวดเร็ว มือซ้ายกำหลวมอยู่เบื้องหน้ามือขวาจับปลายทวนอย่างมั่นคงและออกแรงผลักทวนออกไปเพื่อแทงทวนในมือพุ่งใส่อากาศที่ว่างเปล่า ในทันใดนั้นเองที่เขาได้ดึงรั้งทวนกลับมาอย่างรวดเร็วและแทงออกอีกครั้งมือของเขาขยับเคลื่อนไหวแทงทวนออกไปด้วยการเคลื่อนไหวที่ลึกล้ำ
เพลงทวนทัณฑ์มังกรหมื่นมังกรลงทัณฑ์!
หนึ่งในกระบวนท่าของเพลงทวนทัณฑ์มังกรถูกนำออกมาใช้เพื่อทดสอบทวนแต่ดูเหมือนว่าสีหน้าของชายหนุ่มก็ยังไม่พอใจอยู่ดี เขาได้ดึงรั้งกระบวนท่ากลับและหมุนควงทวนนั่นก่อนที่จะนำคมทวนปักลงบนพื้นเขาได้หันไปมองทางอาจารย์ลุงจิ่นเลี่ยงพร้อมกับกล่าวออกมา “ไม่ทราบว่าอาจารย์ลุงมีทวนเล่มที่กว่าเล่มนี้หรือไม่?ข้ายังคงรู้สึกว่าทวนทั้งหมดที่ได้ใช้มายังคงเบาจนเกินไปทั้งนั้นออกจะไม่เหมาะมืออยู่บ้าง”
จิ่นเลี่ยงลูบคางของตนพลางคิดไปด้วยถึงสิ่งที่ถังเฟยหู่กำลังบอกในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดออกแล้ว “เช่นนั้นข้ามีทวนอยู่เล่มหนึ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุดในลานกว้างแห่งนี้ตามข้ามาสิ” ชายวัยกลางคนได้นำพาถังเฟยหู่เดินไปอีกสถานที่หนึ่งซึ่งสถานที่ตรงนั้นเป็นเนินเขาขนาดย่อมที่อยู่ไม่ห่างจากเสาเพลิงตรงกลางเท่าไหรนัก
จิ่นเลี่ยงชี้นิ้วไปยังทวนเล่มหนึ่งที่ปักไว้บนยอดสุดของเนินเขาขนาดย่อมตรงนั้นมันเป็นทวนเล่มสีดำที่มีลวดลายคล้ายอัสนีสีขาว “เจ้าลองทวนเล่มนี้ดู ทวนกระดูกมังกรสายฟ้าสร้างขึ้นจากโลหะธาตุอัสนีและกระดูกของสัตว์อสูรมังกรสายฟ้าสีดำซึ่งตามที่รู้กันดีว่าสัตว์อสูรจำพวกมังกรจะที่มีมวลกระดูกอันหนาแน่นมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นโดยเฉพาะในแถบฝูโจว กระดูกของมังกรสายพพันธุ์นี้นับว่าหนาแน่นมากที่สุด จึงทำให้ทวนที่ถูกสร้างโดยกระดูกของมันมีน้ำหนักอันมากมายมหาศาลที่ตัวทวนมีความพิเศษคล้ายกับทวนมังกรเจ็ดเสียงคำรามของผู้คุมกฎหยางที่ปลดปล่อยเสียงของขลุ่ยแต่ทวนเล่มนี้ข้าใช้กระดูกคอของมังกรสายฟ้าสีดำในการสร้างเสียง การควบคุมเสียงจึงยากมากอาคมที่แฝงไว้คืออาคมที่ทำให้เกิดการปะทุของพลังขึ้น การใช้งานนับว่ายาก...ผลงานแบบนี้เคยสร้างแค่เพียงเล่มเดียวเพราะขายไม่ออกเหอะๆๆ หากจะมีใครใช้ก็คนของตำหนักที่สี่ที่บ้ากล้ามกันแต่เจ้าพวกนั้นสนใจแต่ศาสตร์ดนตรีกลองศึก”
ถังเฟยหู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจเขาได้เอื้อมมือของตนออกไปจับยังทวนเล่มนั้นตรงหน้า เขาออกแรงยกทวนนั้นขึ้นมา แต่ในทันใดนั้นเองที่เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ต่างออกไปอาวุธตรงหน้านี้มีน้ำหนักที่มากมายมหาศาลเป็นอย่างมาก!
ครืดดดดด!!
ชายหนุ่มลากทวนเล่มนั้นครูดไปกับพื้นจนพื้นดินสีดำถูกผ่าแยกออกเป็นรอยซึ่งแสดงถึงความคมของมันถังเฟยหู่ไม่สามารถยกทวนเล่มนั้นขึ้นมาได้เลย เขาได้โคจรปราณมรณะออกมาเพื่อใช้เคล็ดกายหยาบมารพลังของหมึกปีศาจในร่างของเขาได้เพิ่มพละกำลังให้แก่กายเนื้อของเขาถึงแปดเท่าในทันที!
แต่การยกทวนเล่มนั้นก็ยังลำบากอยู่บ้าง ถังเฟยหู่เตะขาขวาของตนออกไปใส่ทวนเล่มนั้นจนปลายทวนถูกแรงส่งพุ่งขึ้นด้านบนแรงเหวี่ยงนั่นได้ทำให้บังเกิดรอยฟันเป็นทางบนพื้นหินสีดำคมของทวนได้ปรากฏสู่สายตาในที่สุด! คมทวนเป็นสีดำสนิทแต่ดูไปแล้วไม่คล้ายโลหะเพราะมันเป็นสีดำด้านที่ไม่สะท้อนแสงใด
ถังเฟยหู่ควงทวนเล่มนั้นไปมาอย่างยากลำบากแต่ก็ไม่ถึงกับเกินกำลังจนเกินไปหากเขาโคจรเคล็ดกายหยาบมารเอาไว้ ทวนเล่มนั้นถูกควงและวาดไปมาในจนอากาศโดยรอบราวกับถูกฟันออกเป็นเสี่ยงอาจจะเป็นเพราะน้ำหนักของมันที่มากมายจึงทำให้แรงฟาดฟันแต่ละกระบวนท่ามีอนุภาพมากกว่าทวนปกตินัก!
ปังงงง!!
ถังเฟยหู่ปักทวนเล่มนั้นกลับไปบนพื้นหินเสียงดังสนั่นขึ้นเพราะน้ำหนักของทวนเล่มนั้นที่ทำให้พื้นหินแตกออกจากกัน “เช่นนั้นขอเรียนถามอาจารย์ลุงจิ่นเลี่ยงว่าทวนกระดูกมังกรสายฟ้าเล่มนี้ต้องใช้แต้มคุณูปการเท่าไหรเพื่อซื้อขาย?”
จิ่นเลี่ยงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ“เจ้าแน่ใจแล้ว? ทวนเล่มนี้ออกจะใช้ยากจนเกินไป ลองใช้ทวนมังกรเจ็ดเสียงคำรามหรือไม่ก็ทวนเขี้ยวหมาป่าก่อนไม่ดีกว่าหรือ?ฮ่าๆๆ ข้าเพียงได้แต่แนะนำและเป็นผู้ขายสินค้าเท่านั้น ดูสายตาของเจ้าแลวก็คงจะชอบทวนเล่มนี้เป็นอย่างมากทวนเล่มนี้นับว่าเป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสามขั้นปลาย...เช่นนั้นข้าขอขายเจ้าด้วยราคาหนึ่งหมื่นแต้มคุณูปการแล้วกัน!”