โม่เจิ้งตงไม่อาจทนอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป เขารีบเก็บผ้าที่เปียกโชกและข้าวของอื่น ๆ ให้เรียบร้อย ก่อนหันไปพูดกับน้องชาย “ไปกันเถอะ เรากลับกันดีกว่า…”
บ้านตระกูลโม่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งยังมีบ่อน้ำอยู่หลังบ้าน โดยปกติแล้ว น้ำที่ใช้ดื่มกินและใช้สำหรับกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ ล้วนมาจากบ่อน้ำนี้เป็หลัก
แต่การตักน้ำทีละถังลำบากเกินไป และวันนี้ก็มีผ้าค่อนข้างมาก ดังนั้น โม่เจิ้งตงจึงตัดสินใจนำผ้ามาซักในบ่อแทน
ไม่คาดคิดว่าจะเจอเื่เช่นนี้ เขาจึงทนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว
เด็กสองคนช่วยกันแบกผ้าหนัก ๆ ไป ทิ้งให้พวกผู้ใหญ่ที่กำลังซักผ้าอยู่กระซิบกระซาบกันต่อ
ป้าสองทำหน้าบึ้งพร้อมจุปาก “เด็กสองคนนี้ มองความหวังดีของข้าเป็เจตนาร้ายไปเสียได้ โถ ๆ ๆ"
คนรอบข้างต่างก็เห็นด้วย พากันออกความเห็นจอแจ
“ที่สะใภ้ห้าพูดก่อนหน้านี้ถูกจริง ๆ หญิงสาวผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างก็ถูกนางทุบตีเช่นนี้ คนเช่นนางจะมาเป็สตรีในตระกูลโม่ของเราได้อย่างไร?”
“แม้แต่กุ้ยเซียงยังออกหน้าแทนนาง เห็นแล้วช่างตลกนัก"
“กุ้ยเซียงไม่ใช่คนตระกูลโม่ของเราสักหน่อย จะไปสนใจนางทำไมกัน? แต่หากเราปล่อยให้หญิงสาวผู้นี้ก่อเื่วุ่นวายต่อไป คนตระกูลโม่จะไม่ถูกมองว่าไร้ความสามารถ เพราะถูกสตรีโฉดคอยข่มเหงรังแกเอาหรอกหรือ?”
“ทำไมเราไม่ไปบอกผู้นำตระกูล แล้วให้เขาไล่ตะเพิดนางออกไปเสียเลย!”
โดยปกติแล้ว การหย่าภรรยาจะเป็อำนาจของสามีหรือพ่อสามีเป็คนจัดการ แต่ถ้าตัวสามีไม่อยู่บ้าน ทางตระกูลก็สามารถเข้ามาจัดการแทนได้เช่นกัน
สตรีหลายคนในตระกูลโม่ต่างขุ่นข้องหมองใจ อยากตะบึงไปหาผู้นำตระกูล เรียกร้องให้ขับไล่นางออกไปเสียเดี๋ยวนั้น
มีเพียงป้าสองที่ยังมีไหวพริบ จึงออกปากเตือนคนอื่น ๆ "แต่พวกอาเชินยังไม่กลับมา นางยังไม่ถือว่าเป็คนตระกูลโม่ของเรานะ”
แม้ว่าจะมีแซ่โม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็คนของตระกูลสาขาเดียวกัน ต่อให้เกี่ยวดองกันทางสายเืก็ตาม แต่ผู้นำตระกูลโม่ก็ไม่สามารถแทรกแซงถึงเพียงนั้นได้
“อีกอย่าง ถ้าข้าจำไม่ผิด หญิงสาวคนนั้นเพิ่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน โม่หงเชินกับนางยังไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็ทางการ เช่นนั้นก็ไม่นับว่าเป็สามีภรรยากันน่ะสิ”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ถ่มน้ำลายทันที “ย้ายเข้ามาอยู่ก่อนแต่งเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก”
ป้าสองยักไหล่ “เอาเถอะ เราทุกคนรอเป็พยานก็พอ เมื่ออาเชินกลับมา เราค่อยไปคุยกับเขาให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย”
แน่นอนว่าซ่งจินเหยาไม่ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เลย วันนั้นนางซื้อข้าวสาร แป้งหมี่ขาว เครื่องปรุงรสต่าง ๆ และเมล็ดพันธุ์ผักหลากหลายชนิดที่สามารถปลูกในฤดูหนาวได้ นางตั้งใจจะฟื้นฟูแปลงผักสวนครัวขึ้นมาอีกครั้ง
นางยังไปซื้อ 'แปรงสีฟัน' ตามรูปแบบแปรงสีฟันสมัยโบราณที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยใช้ขนหมูป่าและไม้ไผ่ โดยปกติแล้ว ชาวบ้านทั่วไปจะใช้วิธี 'บ้วนปาก' เท่านั้น เพราะเป็วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด ส่วนคนที่พิถีพิถันขึ้นมาหน่อยจะนิยมใช้วิธีเคี้ยว 'กิ่งต้นหลิว' ซึ่งจะทำความสะอาดซอกฟันได้ดีกว่า ในขณะที่ผู้คนในเขตเมืองจะนิยมใช้แปรงสีฟันและกิ่งต้นหลิวเป็หลัก
ซ่งจินเหยาใช้กิ่งต้นหลิวมาหลายวันแล้ว และรู้สึกว่าไม่สบายปากเอาเสียเลย ยิ่งไปกว่านั้น นางยังสังเกตเห็นว่าพี่น้องตระกูลโม่เพียงบ้วนปากเฉย ๆ ไม่ได้ใช้กิ่งต้นหลิวเลย รวมถึงโม่ซีซีด้วย
ยังดีที่ฟันน้ำนมของโม่ซีซีก็ยังขึ้นไม่เต็มที่
ในยุคสมัยนี้ไม่มีการจัดฟัน หากใครมีฟันเก ฟันห่าง ฟันยื่น ก็ต้องยอมรับสภาพฟันของตัวเองไปตลอดชีวิต โม่ซีซีเป็เด็กที่หน้าตาน่ารัก...จะน่าเสียดายแค่ไหนหากนางโตเป็สาวแล้วฟันระเนระนาดไม่เป็ระเบียบ
ซ่งจินเหยาจึงซื้อแปรงสีฟันโบราณมาสี่อัน พร้อม 'ผงสีฟัน' ที่ทำจากเกลือและสมุนไพร รวมทั้งสิ่งของอื่น ๆ
ระหว่างทางกลับบ้าน นางเห็นคนขายน้ำตาลอี๋ถังอยู่ริมถนน นางจึงซื้อมากินเองหนึ่งชิ้น และแบ่งให้ซีซีหนึ่งชิ้น ความหวานละมุนลิ้นทำให้ดวงตาของโม่ซีซีเป็ประกายวิบวับ
ท่าทางของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
ซ่งจินเหยาอดใจไม่ไหว จนต้องหอมแก้มนางฟอดใหญ่
ในใจผุดคำถาม 'อร่อยขนาดนี้เลยหรือ?' แต่แน่นอนว่าเด็กน้อยผู้นี้ไม่เคยได้ชิมขนมสมัยใหม่ หากได้ลองแล้วละก็ นางคงรู้ว่าน้ำตาลอี๋ถังนี้รสชาติไม่ได้เื่ แถมยังทิ้งรสขมติดปลายลิ้นไว้อีก
พวกนางกลับถึงบ้านทันเวลาอาหารกลางวันพอดี เมื่อซ่งจินเหยาเดินเข้ามา นางก็เห็นว่าลานบ้านเต็มไปด้วยผ้าที่กำลังตากอยู่ ทั้งเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และอื่น ๆ
เด็กสองคนนี้...ซักเองทั้งหมดเลยหรือ?
โม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนานยืนตัวชุ่มเหงื่ออยู่ข้าง ๆ สีหน้ากระวนกระวาย พวกเขาซักผ้าเสร็จแล้วก็จริง แต่บ้านยังไม่ได้จัดการให้เรียบร้อยเลย
การตักน้ำถือเป็งานที่หนักหนาเอาการ เด็กน้อยอย่างพวกเขาตักน้ำแต่ละครั้งก็แบกไหวเพียงครึ่งถังเท่านั้น หลังจากซักผ้าแล้ว ยังต้องล้างน้ำให้สะอาดอีกรอบ...เรียกได้ว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาด
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของซ่งจินเหยา พวกเขาก็รู้สึกหวาดวิตกไม่น้อย
นางไม่ได้ดูดีใจอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้...ไม่มีท่าทีว่าจะชื่นชมเลยสักนิด
หรือว่าพวกเขาทำอะไรผิดไป? ซักผ้าไม่สะอาดหรือเปล่า?
โม่เจิ้งหนานรีบกล่าว “พวกเราซักผ้ากันหลายรอบ...สะอาดแล้วจริง ๆ นะขอรับ…”
พูดจบเขาก็นึกเสียใจ —การซักหลายครั้งเกินไปอาจทำให้เนื้อผ้าเสียหาย นี่เขาพูดแบบนั้นออกไปได้อย่างไรกัน?
ซ่งจินเหยาถอนสายตากลับมา พอเห็นถังน้ำที่วางอยู่ข้าง ๆ บ่อ จึงรู้ทันทีว่าพวกเขาซักผ้ากันที่บ้าน
ใบหน้าของนางหม่นหมองลงทันที “พวกเ้าสองคนตักน้ำขึ้นมากันเองหรือ?”
โม่เจิ้งหนานใจนไม่กล้าพูดอะไร โม่เจิ้งตงเองก็รู้สึกประหม่าและหวาดกลัว แต่สุดท้ายก็ผงกศีรษะรับเบา ๆ
“ครั้งหน้า รอข้ากลับมาก่อนค่อยซักผ้าใหญ่ ๆ เช่นนี้”
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้โกรธ เด็กทั้งสองก็ถอนใจโล่งอกพร้อมกัน โม่เจิ้งตงก้าวออกมาเตรียมจะรับโม่ซีซีมาอุ้ม เพื่อให้ซ่งจินเหยาไปทำอาหารได้สะดวกขึ้น
ทว่าซ่งจินเหยากลับโบกมือห้าม “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
พวกเขาทำงานจนเหงื่อโซมกายในฤดูหนาว...หากล้มป่วยขึ้นมาจะลำบากไม่น้อย
เด็กทั้งสองเดินไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวอย่างเชื่อฟัง พร้อมเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าชุดเก่า เพราะชุดใหม่ดูดีมีราคาเกินไป พวกเขาตั้งใจจะเก็บไว้ใส่ตอนไปสำนักศึกษาในวันรุ่งขึ้น
ซ่งจินเหยาไม่ได้ว่าอะไร และไม่ให้พวกเขาอุ้มซีซีด้วยเช่นกัน นางเพียงวางซีซีลงบนเตียง แล้วบอกให้พวกเขาพักผ่อนพลางคอยเฝ้าดูนางอยู่ใกล้ ๆ ก็พอ
มื้อกลางวัน ซ่งจินเหยาทำอาหารค่อนข้างจัดเต็ม เด็กทั้งสองทำงานหนักมากใน่เช้า พวกเขากินกันคนละสองชามใหญ่ทว่าก็ยังรู้สึกไม่หนำใจ
ซ่งจินเหยากลัวว่าพวกเขาจะอิ่มเกินไป จึงห้ามไม่ให้พวกเขากินต่อ
่บ่ายก็ใช่ว่าจะได้นั่งว่าง ๆ สวนผักหลังบ้านของตระกูลโม่อยู่ติดกับที่ดินของครอบครัวกุ้ยเซียง แต่ถูกทิ้งร้างมานานมากแล้ว หากจะใช้ที่ดินแปลงนี้อีกครั้ง พวกเขาต้องเริ่มจากขุดเปิดหน้าดินใหม่ทั้งแปลง กำจัดวัชพืชและพรวนดินให้เรียบร้อยเสียก่อน
ซ่งจินเหยาบอกให้โม่เจิ้งตงล้างจานชาม ให้โม่เจิ้งหนานคอยดูแลซีซี ส่วนนางหยิบจอบเข้าไปทำงานในสวน
นางเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ก็เห็นโม่เจิ้งตงวิ่งมาหาหน้าตาตื่น “ท่านน้า...ท่านน้า...ซีซี...หกล้ม...”
ซีซีหกล้ม?
ซ่งจินเหยาใ ทิ้งจอบแล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที นางเห็นโม่เจิ้งหนานอุ้มโม่ซีซีที่กำลังร้องไห้จ้า โม่เจิ้งหนานเองก็ดูเหมือนจะร้องไห้ตามอยู่รอมร่อ
ครั้นเห็นซ่งจินเหยาเข้ามา เขาก็ยิ่งตัวสั่นด้วยความกลัว —เขาดูแลน้องสาวไม่ดี ปล่อยให้นางล้มศีรษะกระแทกพื้น หากแม่เลี้ยงจะโกรธก็ไม่ใช่เื่แปลก
หากนาง้าจะตีเขาละก็…
ซ่งจินเหยาเดินไปหาโม่ซีซีแล้วอุ้มนางขึ้นมาสำรวจดู พบว่าทั้งศีรษะและมือมีรอยถลอกเล็กน้อย โชคดีที่ไม่ได้าเ็ร้ายแรงอะไร ซีซียังเดินไม่ค่อยคล่องนัก การหกล้มจึงเป็เื่ปกติ
นางเป่าลมเบา ๆ บนาแของโม่ซีซี พลางยิ้มกล่าว “ไม่เป็อะไรแล้วนะ ซีซีคนเก่ง ถ้าไม่ร้อง เดี๋ยวจะให้กินน้ำตาลอี๋ถัง”
โม่ซีซีหยุดร้องไห้ทันที แม้น้ำตาจะยังไหลอาบแก้ม แต่ใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
แน่นอนว่านางยังรู้สึกเจ็บ แต่ถ้าได้กินขนมแสนอร่อย ก็รู้สึกไม่ค่อยเจ็บเท่าไรแล้ว
ซ่งจินเหยายิ้ม ก่อนเดินเข้าไปในห้องเพื่อหยิบถุงขนมน้ำตาลออกมา นางยื่นขนมให้โม่ซีซีหนึ่งชิ้น และแบ่งให้เด็กชายทั้งสองคนละหนึ่งชิ้นด้วยเช่นกัน
โม่เจิ้งหนานจ้องมองขนมน้ำตาลในมือด้วยสายตาเลื่อนลอย ไม่แน่ใจว่าควรเอาเข้าปากหรือไม่
ซ่งจินเหยาเอ่ยถาม “เป็อะไรไป? ไม่ชอบกินขนมหรือ?”
โม่เจิ้งหนานส่ายศีรษะรัวเร็ว รีบยัดขนมน้ำตาลเข้าปากแล้วพูดเสียงดัง “ชอบขอรับ ชอบมาก! ท่านน้า ข้าขุดดินถอนหญ้าได้นะ ข้าจะไปช่วยขุดเดี๋ยวนี้เลย!”
.
.
.