บทที่ 18 ผู้หญิงที่รักด้วยใจจริง
ฉีส่าวฉิงก็ดูเหมือนว่าจะคาดเดาความคิดของเธอได้ เขาจึงหยิบเมนูอาหารบนโต๊ะขึ้นมาด้วยแววตาและสีหน้ายิ้มแย้ม
“งั้นไม่เกรงใจแล้วนะ อ้อ… อย่าลืมซื้อหุ้นตระกูลฉีของพวกเราเยอะ ๆ นะ เพราะแค่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงถึงเพดานวันเดียวก็เพียงพอจะจ่ายค่าอาหารได้แล้วละ”
ลู่จั่นเหยียนรู้ดีว่าเขากำลังพูดจาเสียดสีเื่ที่เธอยอมรับการโอนหุ้นจากคุณปู่ ทำให้ตอนนี้เธอกำมือแน่นด้วยความโกรธ แต่ก็ยังยอมอดทนไม่แสดงออกมา
“เอาอาหารแพงที่สุดของที่นี่มาอย่างละหนึ่งครับ”
ส่าวฉิงมองเมนูเพียงแวบเดียว ก่อนจะส่งให้พนักงานเสิร์ฟที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทีเบื่อหน่ายแล้วสั่งออกไปอย่างไม่เกรงใจ ทำให้รอยยิ้มที่มุมปากของเซี่ยงหว่านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างไม่มีพิรุธ
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ขมวดคิ้วทันทีที่รับบิลมาจากพนักงาน และเมื่อมองดูแล้วก็พบว่าค่าอาหารแพงมากจนถึงหลักพัน
แม้ว่าหุ้นของตระกูลฉีจะพุ่งขึ้นสูงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ความจริงแล้วเธอก็ไม่สามารถเอาออกไปขายได้ แน่นอนว่ามื้ออาหารในวันนี้เธอก็คงต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเองจริง ๆ
เมื่อจัดการเื่จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่คนจึงเดินออกมาจากร้านอาหารกันเป็คู่ ๆ โดยด้านหน้าเป็ฉีส่าวฉิงที่กำลังโอบเซี่ยงหว่านและมองเธอด้วยสายตาแห่งความรัก
“อร่อยไหม?”
เซี่ยงหว่านที่กำลังจะตอบว่าอร่อยออกไป แต่จู่ ๆ นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มตรงหน้าก็แตะที่ริมฝีปากของเธออย่างกะทันหัน
“ดูสิ เธอทานจนลิปสติกเลอะหมดแล้ว”
พูดจบก็ยังไม่ลืมที่จะใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของหญิงสาวร่างบอบบางเบา ๆ สองถึงสามครั้ง
“อย่าแกล้งกันสิ! ส่าวฉิง พี่ฉีอวี้ยังอยู่เลยนะ”
เซี่ยงหว่านหันตัวหลบเล็กน้อยด้วยใบหน้าแดงระเรื่อจากความเขินอาย ส่วนลู่จั่นเหยียนที่เดินตามหลังมาก็ได้แต่ตาค้างและจ้องมองสามีในนามของเธอกับผู้หญิงอีกคนแสดงความรักใคร่เอ็นดูต่อกัน
“เดี๋ยวผมไปส่งคุณ”
จู่ ๆ มือที่เคยว่างเปล่าของเธอกลับถูกััจากใครบางคน และเมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็ฉีอวี้ที่กำลังส่งยิ้มมาให้อย่างจริงใจ
ฉีส่าวฉิงก็หันมามองเช่นกัน แต่สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปอย่างดุดันเมื่อเห็นฉีอวี้จับมือจั่นเหยียน
“ได้ค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนยกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก
เธอยอมรับว่าการแก้แค้นเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างในครั้งนี้ก็ทำให้รู้สึกสะใจมากเหมือนกัน!
ทั้งสองฝ่ายต่างแยกย้ายกันขึ้นรถ และเมื่อมองไม่เห็นป้ายทะเบียนรถคันคุ้นเคยในกระจกมองหลังอีกต่อไป ทำให้รอยยิ้มที่มุมปากของเธอค่อย ๆ จางหายไป
ฉีอวี้ที่เห็นเช่นนั้นจึงชะลอความเร็วของรถลงและเปิดหน้าต่างเพื่อให้เธอได้ระบายความอึดอัดที่กดดันมาตลอด
“คุณรู้จักเซี่ยงหว่านใช่ไหม?”
เมื่อครู่ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลึก ๆ แล้วในแววตาของหญิงสาวก็สนใจเื่ของเซี่ยงหว่าน
“ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นเธอต้องไปเรียนต่อต่างประเทศจนทิ้งฉีส่าวฉิงไป ฉันก็คงไม่มีโอกาสได้เป็ภรรยาของตระกูลฉีมาตลอดสามปีที่ผ่านมานี้”
เธอกำลังยิ้มเยาะให้กับตัวเอง
เพราะถ้าหากตอนนั้นฉีส่าวฉิงไม่ถูกทิ้งไปจนทำให้ข้างกายของเขาว่างลง และแม้ว่าต่อให้คุณปู่จะยืนหยัดในคำพูดมากเพียงใด แต่เธอก็คงไม่ได้ก้าวเข้ามาเป็สะใภ้ของตระกูลฉีได้ง่ายดายแน่นอน
“ไม่พูดถึงเื่นี้ดีกว่า ฉันตั้งใจจะเลี้ยงข้าวคุณเพื่อตอบแทนบุญคุณสักมื้อ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็หนี้เพิ่มอีกหนึ่งอย่างแล้วละ”
เธอมองไปที่ฉีอวี้ด้วยความรู้สึกผิดมาก เพราะการใช้ประโยชน์เช่นเมื่อครู่ก็ดูไม่ให้เกียรติเขาเลยสักนิดเดียว
“งั้นคุณก็หาเวลาเลี้ยงข้าวผมอีกมื้อสิ”
ฉีอวี้ยิ้มพลางจอดรถข้างทาง ก่อนจะโน้มตัวไปเปิดประตูรถให้เธอและเอ่ยถามขึ้นมา
“คุณยังจำที่นี่ได้อยู่ไหม อยากจะไปสูดอากาศสักหน่อยหรือเปล่า?”
ลู่จั่นเหยียนจึงมองตามสายตาของเขาไปแล้วพบว่าที่ตรงนี้คือริมแม่น้ำที่เธอมาะโเพื่อระบายความเ็ปหลังจากรู้เื่เครื่องบินตกของครอบครัวครั้งก่อน แถมยังถูกเขาเข้าใจผิดคิดว่าจะฆ่าตัวตายเลยโดดลงไปช่วยขึ้นมา
“ไปสูดอากาศสักหน่อยก็ดีค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนจึงลงจากรถไปยืนเท้าแขนกับราวกั้นริมแม่น้ำ แม้ว่าสายลมที่พัดมาพร้อมกับกลิ่นเค็มที่ปะทะใบหน้าจะไม่หอมจนน่าหลงใหล แต่อย่างน้อยมันก็ยังทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นมาบ้างเหมือนกัน
ส่วนฉีอวี้ไม่ได้ลงมา แต่เขากลับนั่งอยู่ในรถอย่างเงียบเชียบและมองแผ่นหลังอันบอบบางประกอบกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องลงบนตัวเธอจนทำให้ดูอ่อนโยนและงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม
จู่ ๆ ความรู้สึกที่ถูกกดทับมาโดยตลอดก็ะเิออกมา และในที่สุดแววตาแห่งความอ่อนโยนของเขาก็มีความหนักแน่นเพิ่มขึ้นทันที ก่อนที่ฉีอวี้จะเอ่ยพึมพำขึ้นมาเบา ๆ
“จั่นเหยียน ถ้าหากคุณส่าวฉิงหย่ากันได้แล้วจริง ๆ…”
“ผมก็หวังว่าจะได้เป็คนที่อยู่ข้าง ๆ คุณ จะปกป้องและไม่ให้คุณต้องเสียใจ”