ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 11 : บ้านที่ไม่ยอมลืมเจ้าของ

    ตอนที่ 11 : บ้านที่ไม่ยอมลืมเจ้าของ
    ลมหนาวพัดแรงขึ้นในช่วงสาย
    หลินซูเหยาเดินออกจากสำนักงานกองการผลิตด้วยฝีเท้าเชื่องช้า
    เธอไม่ได้หันกลับไปมองอาคารหลังนั้นอีก
    คำตอบที่ต้องการในวันนี้ได้มาเพียงครึ่งเดียว
    มีคนรับเสบียงแทนเธอจริง
    และรอยนิ้วมือใต้ชื่อของเธอ...ไม่ใช่ของเธอ
    ที่สำคัญกว่านั้น ทันทีที่เธอถามถึงรอยนิ้วมือสมุดบัญชีก็ถูกปิดลงทันที
    แสดงว่ามีบางอย่างที่พวกเขาไม่ต้องการให้เธอเห็น
    หลินซูเหยาสูดลมหายใจลึก เธอไม่ได้ผิดหวัง
    ตรงกันข้าม...
    ยิ่งอีกฝ่ายพยายามปิดบัง ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าทิศทางที่เธอกำลังเดินมาถูกต้องแล้ว
    แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาชนตรง ๆ
    เธอต้องมีหลักฐานมากกว่านี้
    เธอทบทวนสิ่งที่รู้แล้วในหัวระหว่างเดิน
    ค่ารักษาที่จ่ายไม่ตรงกับจำนวนครั้งที่หมอเฉินมาเยี่ยม
    เอกสารที่เขียนด้วยหมึกสีเดียวกันทั้งแผ่น
    และตอนนี้ สมุดบัญชีของกองการผลิตที่ถูกปิดลงเร็วผิดปกติ
    ทุกจุดแยกกันดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย
    แต่เมื่อวางเรียงต่อกันมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างของบางอย่างที่ใหญ่กว่าความโลภธรรมดา
    ถ้าเป็นแค่ความโลภ หลินต้าจวงคงไม่ต้องระวังตัวมากขนาดนี้
    ...
    แทนที่จะเดินกลับกระท่อมทันที หลินซูเหยากลับเปลี่ยนเส้นทาง
    ถนนดินสายแคบทอดผ่านกลางหมู่บ้าน
    บ้านแต่ละหลังสร้างด้วยดินอัด หลังคากระเบื้องเก่าแทบไม่แตกต่างกัน
    มีเพียงหลังหนึ่ง...
    ที่ทำให้ฝีเท้าของเธอช้าลงโดยไม่รู้ตัว
    บ้านของหลินจิ้นกั๋ว
    บ้านที่เจ้าของร่างเดิมเติบโตมา
    และตอนนี้...
    กลายเป็นบ้านของครอบครัวหลินต้าจวง
    ประตูไม้ถูกเปลี่ยนใหม่
    รั้วไม้ไผ่ที่เคยเอียงได้รับการซ่อมแซม
    แม้แต่แปลงผักหน้าบ้านก็มีร่องรอยเพิ่งรดน้ำ
    ทุกอย่างบอกชัดว่าบ้านหลังนี้มีเจ้าของคนใหม่แล้ว
    หลินซูเหยาหยุดอยู่ห่างออกมาพอสมควร
    เธอไม่ได้คิดจะเดินเข้าไป
    เพียงมองอย่างเงียบ ๆ
    สามปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยกล้าเดินผ่านทางนี้เลยสักครั้ง
    เจ้าของร่างเดิมกลัวเกินกว่าจะมองกลัวความทรงจำที่แนบมากับกำแพงดินทุกก้อน
    แต่วันนี้ต่างออกไป
    ความกลัวแบบนั้นเริ่มจางลงแล้ว แทนที่ด้วยความสงสัยที่คมกว่าเดิม
    ทันใดนั้นเอง...
    ความทรงจำบางส่วนของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลกลับมาอย่างช้า ๆ
    ...
    ฤดูร้อนเมื่อหลายปีก่อน
    เด็กหญิงตัวเล็กนั่งอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดิน
    หลินจิ้นกั๋วกำลังฉาบผนังด้านหนึ่งของบ้าน เหงื่อไหลอาบเต็มใบหน้า
    เด็กหญิงเงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา
    "พ่อ ทำไมต้องซ่อมตรงนั้นบ่อยจังคะ"
    ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากลูกสาว
    "ตรงนี้สำคัญ"
    "สำคัญยังไงคะ"
    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม
    "โตขึ้นแล้วพ่อจะบอก"
    เด็กหญิงทำปากยื่น
    "พ่อชอบพูดแบบนี้ทุกที"
    หลินจิ้นกั๋วหัวเราะอีกครั้ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
    "จำไว้นะ"
    "ผนังห้องด้านตะวันตก..."
    "อย่าให้ใครรื้อเด็ดขาด"
    เด็กหญิงพยักหน้าโดยไม่เข้าใจความหมายเพียงจดจำน้ำเสียงจริงจังที่ไม่ค่อยได้ยินจากพ่อบ่อยนัก
    ภาพความทรงจำขาดหายไปทันที
    หลินซูเหยากะพริบตาถี่ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
    **ผนังห้องด้านตะวันตก...**
    คำพูดนั้นไม่เคยอยู่ในความทรงจำที่เธอนึกออกมาก่อน
    แต่เมื่อเห็นบ้านหลังนี้ มันกลับชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

    ราวกับร่างกายนี้เก็บความทรงจำไว้มากกว่าที่สมองจะเรียกคืนมาได้ตามใจต้องอาศัยสถานที่จริงเป็นตัวกระตุ้นเท่านั้น
    เธอค่อย ๆ กวาดสายตามองตัวบ้าน
    จากระยะนี้ยังเห็นรายละเอียดไม่ชัดนัก
    เธอจึงขยับเข้าไปอีกเพียงสองก้าวในจังหวะเดียวกับที่ไม่มีใครหันมามอง
    สายตาของเธอเหลือบผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
    ภายในบ้านมืดสลัว
    แต่แสงแดดยามสายที่ส่องเฉียงเข้าไปกลับทำให้ผนังด้านหนึ่งสะท้อนสีแตกต่างจากส่วนอื่น
    หลินซูเหยาหรี่ตาลง
    ผนังทั้งห้องเป็นดินเก่าที่แตกลายงา
    มีเพียงผนังด้านตะวันตก...
    ที่พื้นผิวเรียบกว่า สีอ่อนกว่า และยังมีรอยเกรียงปาดเป็นแนวบาง ๆ
    ราวกับเพิ่งถูกฉาบขึ้นใหม่ได้ไม่นาน
    ไม่เหมือนผนังส่วนอื่นของบ้านแม้แต่น้อย
    หลินซูเหยาค่อย ๆ กำมือแน่น
    กุญแจที่พ่อซ่อนไว้
    กระดาษที่เขียนคำว่า **"บ้าน"**
    และผนังที่ถูกฉาบใหม่อย่างผิดธรรมชาติ
    ทั้งหมดกำลังค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน
    ถ้าพ่อซ่อนอะไรไว้จริงที่ที่เหมาะสมที่สุดคงไม่ใช่ใต้พื้นดินที่ใครก็ขุดเจอได้ง่าย ๆ
    แต่คือผนังห้องที่ไม่มีใครคิดจะรื้อเพราะดูเหมือนผนังธรรมดาที่ผ่านการซ่อมแซมตามปกติ
    เธอต้องหาทางเข้าไปดูใกล้ ๆ ให้ได้ไม่ใช่แค่มองผ่านช่องหน้าต่างแบบนี้
    แต่ก่อนที่เธอจะทันคิดต่อ เสียงคนในบ้านก็ดังขึ้น
    "ใครอยู่ข้างนอก"
    หัวใจหลินซูเหยาแทบหยุดเต้น เธอละสายตาจากหน้าต่างทันทีมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนหลบเข้าไปแอบข้างกองฟืนของบ้านตรงข้ามที่ไม่มีคนอยู่
    เสียงบานประตูไม้เปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าดตามด้วยฝีเท้าที่เดินมาสำรวจรอบบ้าน
    หวังชุนฮวาโผล่หน้าออกมา สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณคิ้วขมวดด้วยความสงสัย
    หลินซูเหยากลั้นหายใจ ร่างกายแนบชิดกับกองฟืนจนแทบไม่กล้าขยับ
    วินาทีนั้นยาวนานราวกับครึ่งชั่วยาม
    ในที่สุดหวังชุนฮวาก็พึมพำบางอย่างกับตัวเองแล้วหันกลับเข้าบ้านเสียงบานประตูปิดลงอีกครั้ง
    หลินซูเหยาค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา รอจนแน่ใจว่าไม่มีใครติดตามมาจึงค่อยเดินออกจากที่ซ่อนด้วยท่าทีสงบ ราวกับเพียงเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งเท่านั้น
    ทว่าภาพของผนังด้านตะวันตก...
    ยังติดอยู่ในความคิดของเธอไม่จางหายเลยตลอดทางกลับ
    ---
    คืนนั้น เมื่อกลับถึงกระท่อมและปิดกลอนประตูเรียบร้อยแล้วหลินซูเหยาจึงยอมให้ตัวเองผ่อนคลายลงบ้าง
    การเดินไปเผชิญหน้ากับความทรงจำเก่าทั้งวันใช้พลังงานมากกว่าที่คิดร่างกายที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่เริ่มส่งสัญญาณปวดล้าตามข้อต่อ มือที่กำแน่นตลอดทางเดินกลับก็เมื่อยตึงจนแทบขยับนิ้วไม่ถนัด
    เธอเข้าห้างสรรพสินค้าในความคิดสักครู่หยิบน้ำอุ่นผสมสมุนไพรบำรุงเลือดมาจิบช้า ๆพร้อมขนมปังเนื้อนุ่มชิ้นเล็กที่ให้พลังงานโดยไม่หนักท้องเกินไปแล้วนวดคลึงข้อมือที่ยังมีรอยช้ำเบา ๆ ด้วยครีมแก้ปวดกลิ่นอ่อน
    ทุกอย่างทำอย่างพอดี ไม่มากเกินจนร่างกายฟื้นเร็วผิดสังเกต
    ระหว่างนวดข้อมือ เธอนึกย้อนภาพพ่อที่ฉาบผนังในความทรงจำอีกครั้ง
    ชายคนนั้นยิ้มง่าย พูดจาอ่อนโยนกับลูกสาวแต่กลับจริงจังผิดปกติเรื่องผนังห้องด้านตะวันตกเพียงเรื่องเดียว
    คนที่ไม่มีอะไรจะซ่อน ไม่จำเป็นต้องกำชับลูกไม่ให้ใครแตะต้องผนังบ้านตัวเอง
    พ่อรู้ตัวหรือเปล่าว่าวันหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ปกป้องความลับนั้นด้วยตัวเองจึงต้องฝากไว้กับความทรงจำของลูกสาวแทน
    ความคิดนี้ทำให้อกของเธอแน่นขึ้นเล็กน้อยไม่ใช่ความเศร้าของเจ้าของร่างเดิมอย่างเดียวอีกต่อไปแต่เป็นความรู้สึกของเธอเองที่ค่อย ๆก่อตัวขึ้นจากการรู้จักชายคนนี้ทีละน้อยผ่านเศษเสี้ยวความทรงจำ
    เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจดสิ่งที่พบเห็นวันนี้ลงไปเพิ่ม
    ผนังห้องด้านตะวันตก — ผิวเรียบกว่า สีอ่อนกว่า รอยเกรียงปาดยังใหม่
    พ่อเคยกำชับไม่ให้ใครแตะต้อง
    เธอขีดเส้นใต้ประโยคนั้นสองรอบ
    ปัญหาต่อไปไม่ใช่แค่ว่าผนังนั้นซ่อนอะไรไว้แต่คือจะหาทางเข้าไปตรวจสอบได้อย่างไร ในเมื่อบ้านหลังนั้นมีคนอาศัยอยู่ตลอดเวลาและเธอเองก็ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใด ๆที่จะขอเข้าไปในบ้านที่ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไปแล้ว
    บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปเองแต่อยู่ที่การทำให้หลินต้าจวงต้องย้ายออกจากบ้านหลังนั้นก่อน
    ความคิดนี้ผุดขึ้นมาเงียบ ๆ แล้วก็ค่อย ๆตกผลึกเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
    ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเอกสารหนี้เป็นของปลอมบ้านก็ต้องกลับมาเป็นของเธอตามกฎหมาย
    และเมื่อนั้น...ผนังด้านตะวันตกก็จะไม่มีใครขวางเธออีก
    เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลทั้งเรื่องผนังห้องด้านตะวันตกที่ต้องหาทางเข้าไปตรวจสอบและเรื่องเอกสารปลอมที่ยังไม่จบสิ้น
    แต่อย่างน้อยตอนนี้ทั้งสองเรื่องก็เชื่อมกันเป็นเป้าหมายเดียวแล้ว
    ร่างกายนี้ต้องแข็งแรงพอจะเดินไปได้ตลอดทาง
    หลินซูเหยาปิดตานอนลงบนคั่งมือยังกำแน่นราวกับยังถือภาพของผนังด้านตะวันตกไว้ในใจ