ตอนที่ 11 : บ้านที่ไม่ยอมลืมเจ้าของ
ลมหนาวพัดแรงขึ้นในช่วงสาย
หลินซูเหยาเดินออกจากสำนักงานกองการผลิตด้วยฝีเท้าเชื่องช้า
เธอไม่ได้หันกลับไปมองอาคารหลังนั้นอีก
คำตอบที่ต้องการในวันนี้ได้มาเพียงครึ่งเดียว
มีคนรับเสบียงแทนเธอจริง
และรอยนิ้วมือใต้ชื่อของเธอ...ไม่ใช่ของเธอ
ที่สำคัญกว่านั้น ทันทีที่เธอถามถึงรอยนิ้วมือสมุดบัญชีก็ถูกปิดลงทันที
แสดงว่ามีบางอย่างที่พวกเขาไม่ต้องการให้เธอเห็น
หลินซูเหยาสูดลมหายใจลึก เธอไม่ได้ผิดหวัง
ตรงกันข้าม...
ยิ่งอีกฝ่ายพยายามปิดบัง ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าทิศทางที่เธอกำลังเดินมาถูกต้องแล้ว
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาชนตรง ๆ
เธอต้องมีหลักฐานมากกว่านี้
เธอทบทวนสิ่งที่รู้แล้วในหัวระหว่างเดิน
ค่ารักษาที่จ่ายไม่ตรงกับจำนวนครั้งที่หมอเฉินมาเยี่ยม
เอกสารที่เขียนด้วยหมึกสีเดียวกันทั้งแผ่น
และตอนนี้ สมุดบัญชีของกองการผลิตที่ถูกปิดลงเร็วผิดปกติ
ทุกจุดแยกกันดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย
แต่เมื่อวางเรียงต่อกันมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างของบางอย่างที่ใหญ่กว่าความโลภธรรมดา
ถ้าเป็นแค่ความโลภ หลินต้าจวงคงไม่ต้องระวังตัวมากขนาดนี้
...
แทนที่จะเดินกลับกระท่อมทันที หลินซูเหยากลับเปลี่ยนเส้นทาง
ถนนดินสายแคบทอดผ่านกลางหมู่บ้าน
บ้านแต่ละหลังสร้างด้วยดินอัด หลังคากระเบื้องเก่าแทบไม่แตกต่างกัน
มีเพียงหลังหนึ่ง...
ที่ทำให้ฝีเท้าของเธอช้าลงโดยไม่รู้ตัว
บ้านของหลินจิ้นกั๋ว
บ้านที่เจ้าของร่างเดิมเติบโตมา
และตอนนี้...
กลายเป็นบ้านของครอบครัวหลินต้าจวง
ประตูไม้ถูกเปลี่ยนใหม่
รั้วไม้ไผ่ที่เคยเอียงได้รับการซ่อมแซม
แม้แต่แปลงผักหน้าบ้านก็มีร่องรอยเพิ่งรดน้ำ
ทุกอย่างบอกชัดว่าบ้านหลังนี้มีเจ้าของคนใหม่แล้ว
หลินซูเหยาหยุดอยู่ห่างออกมาพอสมควร
เธอไม่ได้คิดจะเดินเข้าไป
เพียงมองอย่างเงียบ ๆ
สามปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยกล้าเดินผ่านทางนี้เลยสักครั้ง
เจ้าของร่างเดิมกลัวเกินกว่าจะมองกลัวความทรงจำที่แนบมากับกำแพงดินทุกก้อน
แต่วันนี้ต่างออกไป
ความกลัวแบบนั้นเริ่มจางลงแล้ว แทนที่ด้วยความสงสัยที่คมกว่าเดิม
ทันใดนั้นเอง...
ความทรงจำบางส่วนของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลกลับมาอย่างช้า ๆ
...
ฤดูร้อนเมื่อหลายปีก่อน
เด็กหญิงตัวเล็กนั่งอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดิน
หลินจิ้นกั๋วกำลังฉาบผนังด้านหนึ่งของบ้าน เหงื่อไหลอาบเต็มใบหน้า
เด็กหญิงเงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา
"พ่อ ทำไมต้องซ่อมตรงนั้นบ่อยจังคะ"
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากลูกสาว
"ตรงนี้สำคัญ"
"สำคัญยังไงคะ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม
"โตขึ้นแล้วพ่อจะบอก"
เด็กหญิงทำปากยื่น
"พ่อชอบพูดแบบนี้ทุกที"
หลินจิ้นกั๋วหัวเราะอีกครั้ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
"จำไว้นะ"
"ผนังห้องด้านตะวันตก..."
"อย่าให้ใครรื้อเด็ดขาด"
เด็กหญิงพยักหน้าโดยไม่เข้าใจความหมายเพียงจดจำน้ำเสียงจริงจังที่ไม่ค่อยได้ยินจากพ่อบ่อยนัก
ภาพความทรงจำขาดหายไปทันที
หลินซูเหยากะพริบตาถี่ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
**ผนังห้องด้านตะวันตก...**
คำพูดนั้นไม่เคยอยู่ในความทรงจำที่เธอนึกออกมาก่อน
แต่เมื่อเห็นบ้านหลังนี้ มันกลับชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ราวกับร่างกายนี้เก็บความทรงจำไว้มากกว่าที่สมองจะเรียกคืนมาได้ตามใจต้องอาศัยสถานที่จริงเป็นตัวกระตุ้นเท่านั้น
เธอค่อย ๆ กวาดสายตามองตัวบ้าน
จากระยะนี้ยังเห็นรายละเอียดไม่ชัดนัก
เธอจึงขยับเข้าไปอีกเพียงสองก้าวในจังหวะเดียวกับที่ไม่มีใครหันมามอง
สายตาของเธอเหลือบผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
ภายในบ้านมืดสลัว
แต่แสงแดดยามสายที่ส่องเฉียงเข้าไปกลับทำให้ผนังด้านหนึ่งสะท้อนสีแตกต่างจากส่วนอื่น
หลินซูเหยาหรี่ตาลง
ผนังทั้งห้องเป็นดินเก่าที่แตกลายงา
มีเพียงผนังด้านตะวันตก...
ที่พื้นผิวเรียบกว่า สีอ่อนกว่า และยังมีรอยเกรียงปาดเป็นแนวบาง ๆ
ราวกับเพิ่งถูกฉาบขึ้นใหม่ได้ไม่นาน
ไม่เหมือนผนังส่วนอื่นของบ้านแม้แต่น้อย
หลินซูเหยาค่อย ๆ กำมือแน่น
กุญแจที่พ่อซ่อนไว้
กระดาษที่เขียนคำว่า **"บ้าน"**
และผนังที่ถูกฉาบใหม่อย่างผิดธรรมชาติ
ทั้งหมดกำลังค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน
ถ้าพ่อซ่อนอะไรไว้จริงที่ที่เหมาะสมที่สุดคงไม่ใช่ใต้พื้นดินที่ใครก็ขุดเจอได้ง่าย ๆ
แต่คือผนังห้องที่ไม่มีใครคิดจะรื้อเพราะดูเหมือนผนังธรรมดาที่ผ่านการซ่อมแซมตามปกติ
เธอต้องหาทางเข้าไปดูใกล้ ๆ ให้ได้ไม่ใช่แค่มองผ่านช่องหน้าต่างแบบนี้
แต่ก่อนที่เธอจะทันคิดต่อ เสียงคนในบ้านก็ดังขึ้น
"ใครอยู่ข้างนอก"
หัวใจหลินซูเหยาแทบหยุดเต้น เธอละสายตาจากหน้าต่างทันทีมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนหลบเข้าไปแอบข้างกองฟืนของบ้านตรงข้ามที่ไม่มีคนอยู่
เสียงบานประตูไม้เปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าดตามด้วยฝีเท้าที่เดินมาสำรวจรอบบ้าน
หวังชุนฮวาโผล่หน้าออกมา สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณคิ้วขมวดด้วยความสงสัย
หลินซูเหยากลั้นหายใจ ร่างกายแนบชิดกับกองฟืนจนแทบไม่กล้าขยับ
วินาทีนั้นยาวนานราวกับครึ่งชั่วยาม
ในที่สุดหวังชุนฮวาก็พึมพำบางอย่างกับตัวเองแล้วหันกลับเข้าบ้านเสียงบานประตูปิดลงอีกครั้ง
หลินซูเหยาค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา รอจนแน่ใจว่าไม่มีใครติดตามมาจึงค่อยเดินออกจากที่ซ่อนด้วยท่าทีสงบ ราวกับเพียงเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งเท่านั้น
ทว่าภาพของผนังด้านตะวันตก...
ยังติดอยู่ในความคิดของเธอไม่จางหายเลยตลอดทางกลับ
---
คืนนั้น เมื่อกลับถึงกระท่อมและปิดกลอนประตูเรียบร้อยแล้วหลินซูเหยาจึงยอมให้ตัวเองผ่อนคลายลงบ้าง
การเดินไปเผชิญหน้ากับความทรงจำเก่าทั้งวันใช้พลังงานมากกว่าที่คิดร่างกายที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่เริ่มส่งสัญญาณปวดล้าตามข้อต่อ มือที่กำแน่นตลอดทางเดินกลับก็เมื่อยตึงจนแทบขยับนิ้วไม่ถนัด
เธอเข้าห้างสรรพสินค้าในความคิดสักครู่หยิบน้ำอุ่นผสมสมุนไพรบำรุงเลือดมาจิบช้า ๆพร้อมขนมปังเนื้อนุ่มชิ้นเล็กที่ให้พลังงานโดยไม่หนักท้องเกินไปแล้วนวดคลึงข้อมือที่ยังมีรอยช้ำเบา ๆ ด้วยครีมแก้ปวดกลิ่นอ่อน
ทุกอย่างทำอย่างพอดี ไม่มากเกินจนร่างกายฟื้นเร็วผิดสังเกต
ระหว่างนวดข้อมือ เธอนึกย้อนภาพพ่อที่ฉาบผนังในความทรงจำอีกครั้ง
ชายคนนั้นยิ้มง่าย พูดจาอ่อนโยนกับลูกสาวแต่กลับจริงจังผิดปกติเรื่องผนังห้องด้านตะวันตกเพียงเรื่องเดียว
คนที่ไม่มีอะไรจะซ่อน ไม่จำเป็นต้องกำชับลูกไม่ให้ใครแตะต้องผนังบ้านตัวเอง
พ่อรู้ตัวหรือเปล่าว่าวันหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ปกป้องความลับนั้นด้วยตัวเองจึงต้องฝากไว้กับความทรงจำของลูกสาวแทน
ความคิดนี้ทำให้อกของเธอแน่นขึ้นเล็กน้อยไม่ใช่ความเศร้าของเจ้าของร่างเดิมอย่างเดียวอีกต่อไปแต่เป็นความรู้สึกของเธอเองที่ค่อย ๆก่อตัวขึ้นจากการรู้จักชายคนนี้ทีละน้อยผ่านเศษเสี้ยวความทรงจำ
เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจดสิ่งที่พบเห็นวันนี้ลงไปเพิ่ม
ผนังห้องด้านตะวันตก — ผิวเรียบกว่า สีอ่อนกว่า รอยเกรียงปาดยังใหม่
พ่อเคยกำชับไม่ให้ใครแตะต้อง
เธอขีดเส้นใต้ประโยคนั้นสองรอบ
ปัญหาต่อไปไม่ใช่แค่ว่าผนังนั้นซ่อนอะไรไว้แต่คือจะหาทางเข้าไปตรวจสอบได้อย่างไร ในเมื่อบ้านหลังนั้นมีคนอาศัยอยู่ตลอดเวลาและเธอเองก็ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใด ๆที่จะขอเข้าไปในบ้านที่ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไปแล้ว
บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปเองแต่อยู่ที่การทำให้หลินต้าจวงต้องย้ายออกจากบ้านหลังนั้นก่อน
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาเงียบ ๆ แล้วก็ค่อย ๆตกผลึกเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเอกสารหนี้เป็นของปลอมบ้านก็ต้องกลับมาเป็นของเธอตามกฎหมาย
และเมื่อนั้น...ผนังด้านตะวันตกก็จะไม่มีใครขวางเธออีก
เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลทั้งเรื่องผนังห้องด้านตะวันตกที่ต้องหาทางเข้าไปตรวจสอบและเรื่องเอกสารปลอมที่ยังไม่จบสิ้น
แต่อย่างน้อยตอนนี้ทั้งสองเรื่องก็เชื่อมกันเป็นเป้าหมายเดียวแล้ว
ร่างกายนี้ต้องแข็งแรงพอจะเดินไปได้ตลอดทาง
หลินซูเหยาปิดตานอนลงบนคั่งมือยังกำแน่นราวกับยังถือภาพของผนังด้านตะวันตกไว้ในใจ