การต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินไปจนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำหยางจวินและทหารล้วนได้รับบาดเจ็บ เมื่อตรวจสอบกำลังพลพบว่าทหารม้าสองพันนายเหลือไม่ถึงเจ็ดร้อยนายใจเขารู้สึกหนักอึ้งจนบรรยายเป็นคำพูดออกมาไม่ได้ เขาพาหม่านหรงขึ้นไปบนกำแพงเมือง
เมื่อหมิงหยวนเห็นเขาอีกครั้งหัวใจก็พลันว่างเปล่า รู้สึกราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ขาอ่อนยวบลงทันที
หม่านหรงพุ่งเข้ามากอดหมิงหยวนแน่นหมิงหยวนรู้สึกราวกับกระดูกทั้งร่างจะแหลกสลาย เหตุใดเข้าร่วมกองทัพเพียงปีเดียวกำลังวังชาถึงได้เพิ่มมากมายเช่นนี้ เมื่อได้พบเขา หมิงหยวนก็ดีใจทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องราวในอดีต จึงแสร้งทำหน้าบึ้งตึง หม่านหรงใบหน้าเปื้อนเลือดแต่เขากลับยิ้มกว้างจนหมิงหยวนหมดอารมณ์จะดุด่า
“ยังมีหน้ามายิ้มอีก!พวกเราตัดขาดความเป็นพี่น้องกับเจ้าไปนานแล้ว!” หมิงหยวนแสร้งทำหน้าบึ้งตึงพลางตบกำแพงเมือง มือเปื้อนเลือดเหนียวหนืดก่อนหน้านี้เขาตึงเครียด คิดเพียงว่าจะไม่ยอมให้ข้าศึกบุกเข้าเมืองตอนนี้หยางจวินและคนอื่นๆ กลับมาอย่างปลอดภัย เมื่อมองดูร่างกาย ใบหน้าและกำแพงเมืองรอบๆ ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดสีเข้ม หมิงหยวนก็รู้สึกสะเทือนใจแม้ในชาติที่แล้ว เขาอยู่ในเมืองหลวง เห็นราษฎรและทหารสู้รบกันมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ไม่เคยเห็นภาพน่าสยดสยองเช่นนี้มาก่อน หมิงหยวนหน้าซีดเผือดหันไปพิงกำแพงแล้วอาเจียนออกมาไม่หยุด
“นี่ๆๆหยวนเก้อเอ๋อร์ เป็นอันใดไป?” หม่านหรงรีบตบหลังเขาพลางถือโอกาสพูดแซว “หรือว่าเจ้าตั้งครรภ์?”
หมิงหยวนหันขวับไปมองเขาด้วยความโมโหกลิ่นคาวเลือดโชยมาเตะจมูก จึงรีบหันกลับไปอาเจียนต่อ
“ครั้งแรกที่ออกรบก็เป็นแบบนี้แหละอาเจียนอีกสักสองสามครั้งก็หาย”
หม่านหรงปลอบเขาน้ำเสียงหนักแน่นส่วนจี้เจ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังหยางจวินก็ได้แต่ทำหน้าดูถูกดูแคลน ดูสิบัณฑิตพวกนี้ ไม่รู้จักลำบาก บุญคุณข้าวปลาอาหารไม่เคยทราบพอให้พวกเขาออกรบปกป้องบ้านเมืองก็ทำได้แค่นี้ พวกเขาทำสิ่งใดได้บ้าง
หยางจวินมองจี้เจ๋อหม่านหรง และคนอื่นๆ รวมถึงตนเอง ทุกคนดูไม่ได้เลยสักคน “วันนี้เหนื่อยกันมากแล้ว เกือบลืมไปบาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ตอนนี้หมิงหยวนรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับถูกสัตว์ประหลาดชื่อเชอปี่ซือจากตำราน้ำกับภูเขา [1] กลืนเข้าไปในปาก เคี้ยวแล้วคายออกมาเขาทรุดตัวพิงกำแพง ไม่อยากขยับแม้แต่นิดเดียว ลืมไปแล้วว่าตัวเองถูกธนูยิงที่หลังจนกระทั่งหยางจวินพูดถึง เขาจึงเริ่มรู้สึกแสบร้อน จึงอดไม่ได้ที่จะโทษหยางจวิน “อยู่ดีๆ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเหตุใด!”
“ตกลงๆๆเป็นความผิดข้าเอง รีบลงไปล้างตัวพักผ่อนเถิด” หยางจวินตกใจ ก่อนจะหัวเราะลั่น หลังผ่านศึกนองเลือดคุณชายหมิงดูมีชีวิตชีวามากขึ้น จะหยอกล้อคงไม่ได้จึงเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วสั่งจี้เจ๋อ “รีบไปเปลี่ยนเวรเฝ้ายามพวกเจ้าลงไปพักผ่อนได้แล้ว เก็บแรงไว้ รุ่งขึ้นจะได้สู้รบต่อ”
หลังกลับเข้าเมืองหมิงหยวนกินข้าวอย่างลวกๆ แล้วล้างตัว ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน หลับเป็นตายตื่นขึ้นมาอีกทีก็เที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น ท้องร้องจ๊อกๆ หิวจนหน้ามืดพอเปิดประตูก็ได้กลิ่นหอมโชยมา เขาหลับตาเดินตามกลิ่นหอมไปที่ห้องอาหารพอหม่านหรงเห็นเขา ก็รีบลุกขึ้น “กำลังพูดถึงเจ้าอยู่เลยหากเจ้าไม่ตื่น คงพลาดของอร่อยแน่!”
หมิงหยวนไม่สนใจเขาสะบัดแขนเสื้อ นั่งลงข้างๆ หม่านหรงด้วยท่าทางสง่างามทว่าไม่นานก็พับแขนเสื้อขึ้นมาคว้าเนื้อกวางย่างจากโต๊ะหม่านหรงมากินอย่างตะกละตะกลาม หม่านหรงมองเขาตาค้างทุกคนต่างหัวเราะลั่น
หมิงหยวนกินไปหม่านหรงก็เล่าไป “วันนี้เจ้าโชคดีมากที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อกวางอร่อย วันก่อนทหารออกล่าสัตว์ในป่าทางตะวันตกวิ่งไล่กวางข้ามเขาจนติดกับอยู่ข้างนอก เพิ่งจะกลับเข้าเมืองมาได้วันนี้อีกทั้งยังพบบางอย่างด้วย...”
“ท่านแม่ทัพหยางเล่า?”
“อ้อท่านพี่หยางออกตรวจตราเมือง”
“ท่านพี่หยาง? ตั้งแต่เมื่อใดที่พวกเจ้าสนิทกัน?”
“เอ่อตอนข้าเข้าร่วมกองทัพก็อยู่ใต้บังคับบัญชาท่านพี่หยางท่านพี่หยางเก่งครบทั้งบุ๋นทั้งบู๊ กล้าหาญและมีไหวพริบ ออกรบอยู่แนวหน้าถอยทัพอยู่แนวหลัง ทหารทุกคนต่างนับถือเขา”
ก็ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้เขามีบรรดาศักดิ์
หมิงหยวนกัดเนื้อกวางเนื้อร้อนนุ่มละมุนลิ้น อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความสงสัย “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าดูไม่ค่อยยอมรับเขานะ”
หม่านหรงหน้าแดงก่ำ “ตอนนั้นข้ายังเด็ก ไร้สาระ หุนหันพลันแล่น!ตอนนี้ท่านพี่หยางคือแบบอย่างอันดับหนึ่งของข้า!”
“หุนหันพลันแล่นจริงๆโตป่านนี้แล้วยังคิดจะหนีออกจากบ้านอีก”
“ก็ ก็ ก็ตอนนั้นพวกเจ้าช่วยข้าไว้มากมาย ข้าถึงได้กลับมาเรียนต่อได้แต่ข้ากลับอยากเข้าร่วมกองทัพ ไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร” หม่านหรงก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด จู่ๆก็ถามขึ้นด้วยความกังวล “เหล่าเฉาเอ่อ ท่านพี่เฉา พูดอย่างไรบ้าง? เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
หมิงหยวนมองเขานึกถึงเฉาอู๋จิ่วที่ตอนนั้นโมโหและเป็นห่วงเขามาก ทำให้เขารู้สึกกังวลใจมาหลายวัน “เจ้ากลับไปถามเขาด้วยตัวเองเถิด”
หม่านหรงนิ่งเงียบพยักหน้าเบาๆ ตอนออกรบเขาฮึกเหิม แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเศร้าใจ “ดีใจจริงๆ ที่ได้พบพวกเจ้า หยวนเก้อเอ๋อร์เรื่องบนสนามรบไม่มีใครล่วงรู้ หากข้ากลับไปได้ จะขอโทษเขาเป็นการส่วนตัวแต่หากข้า... เจ้าช่วยไปขอโทษเขาแทนข้าด้วยนะ”
หมิงหยวนยกมือขึ้นสาดสุราใส่หน้าเขาพลางเอ่ยเสียงดุ “พูดจาเหลวไหล!อยากขอโทษก็ไปขอโทษเอง!”
หม่านหรงสะดุ้งยกมือขึ้นเช็ดใบหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมา เขายังคงเป็นคนไม่คิดมากเหมือนเดิม “อืม”
หมิงหยวนยังคงโมโหเขากินไป ด่าไป “เจ้าบ้า! เจ้าโง่! เจ้าสารเลว! ...”
หม่านหรงได้ยินเขาด่าไม่หยุดอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างจนใจ รีบเปลี่ยนเรื่องคุยพูดถึงเรื่องสำคัญที่ถูกขัดจังหวะไปเมื่อครู่ “เมื่อครู่ข้าพูดถึงเรื่องที่ทหารไปล่ากวางแล้วพบบางอย่างเจ้าเดาสิว่าเป็นผู้ใด?”
หมิงหยวนกำลังเคี้ยวเนื้อกวางอยู่ทันใดนั้นก็ลุกขึ้นยืน “หมิงเยี่ย?!”
“ใช่เขาขาหัก หมอทหารรักษาให้แล้ว ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง หึหึเจ้านี่แอบซ่อนคู่หมั้นเอาไว้ ไม่บอกพวกเราสักคำ”
“คู่หมั้น? เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หม่านหรงทำหน้างง “เขาบอกข้าเองอีกทั้งหญิงสาวคนนั้นยังสวมชุดของเขาด้วย”
หมิงหยวนขมวดคิ้วเขารีบกลืนเนื้อกวางในปากลงคอ แล้ววิ่งไปหาหมิงเยี่ยเมื่อเห็นหมิงเยี่ยกลับมาอย่างปลอดภัย เขาจึงวางใจ หากเจ้านี่เป็นอะไรไป เขาจะตอบแทนคุณตระกูลหมิงอย่างไร
“เยี่ยเก้อเอ๋อร์!”
หมิงหยวนผลักประตูเข้าไปหมิงเยี่ยนั่งพิงหัวเตียง ใบหน้าเหม่อลอย มองเพดานห้อง ร่างกายมีรอยฟกช้ำไม่น้อยขาถูกพันด้วยไม้
เห็นท่าทางเขาเช่นนั้นหมิงหยวนใจหายวาบ
“เยี่ยเก้อเอ๋อร์ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“หืม?” หมิงเยี่ยได้ยินเสียงจึงหันกลับมามองพอเห็นหมิงหยวนก็ยังคงเหม่อลอย เขาจึงส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”
“เกิดเรื่องใดขึ้น? นี่ไม่ใช่เจ้า บอกข้ามา”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ” หมิงเยี่ยยืนยันหนักแน่น ยิ่งทำให้หมิงหยวนรู้สึกแปลกใจ
หมิงเยี่ยยิ้ม “ก็ได้ มีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องดี”
“เรื่องดีใดหรือ?”
“ข้าคิดว่านางกระโดดลงน้ำมาช่วยข้า หากข้ายังหลบหน้าไม่สนใจนาง ก็คงไม่ต่างจากคนสารเลวพอดีสือชีก็อยู่ที่นี่ ข้าจึงคิดว่าจะสมรสกับนางที่เมืองโซ่วหยางนี้”
“ว่าอย่างไรนะ?!” หมิงหยวนตกตะลึง
“เจ้าตกใจอันใด? เจ้าเคยบอกว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายก็ไม่หวั่นไหวมิใช่หรือ?”
“ไม่ใช่เดี๋ยวก่อน” หมิงหยวนตกใจจนพูดไม่ออก “พวกเจ้าตระกูลหมิงกับตระกูลสวี่เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองเจียงโจวแม้สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่ค่อยดี ต่อให้ไม่จัดขบวนขันหมากหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคนก็น่าจะจัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการมิใช่หรือ ยามนี้เป็นช่วงสงครามเกรงว่าจะหาโคมไฟสีแดงสักโคมยังยาก เหตุใดเจ้าถึงอยากแต่งงานที่นี่?”
หมิงเยี่ยพูดด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “สนามรบ ทหารหาญ ขุนพลผู้กล้าหาญช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก ตระกูลใดในใต้หล้าจะได้แต่งงานบนสนามรบอย่างข้าช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก”
ยิ่งเขาพูดจาตื่นเต้นหมิงหยวนยิ่งขมวดคิ้วแน่น พอเห็นว่าหมิงหยวนกำลังจะพูดโน้มน้าวเขาหมิงเยี่ยจึงส่ายหน้าแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “หยวนเก้อเอ๋อร์ ทุกคนเห็นน้องหรงตัวเปียกโชก สวมชุดของข้ากลับมานางพูดถูก ปากคนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าคมดาบ หากไม่รีบให้นางมีที่ยืนในสังคมจากนี้นางจะใช้ชีวิตอย่างไร?”
หมิงหยวนเงียบอยู่นานสุดท้ายก็ถอนหายใจ “ก็ได้เจ้าพักผ่อนให้หายดีก่อน ข้าจะไปหารือกับท่านแม่ทัพหยางจัดงานแต่งงานให้ยิ่งใหญ่ก็แล้วกัน”
หมิงหยวนเป็นห่วงจึงไปหารือกับโหวฟางก่อนหลายวันมานี้โหวฟางสวมชุดบุรุษ คาดดาบ เฝ้าอยู่บนกำแพงเมือง วันนี้จึงได้เปลี่ยนกลับมาสวมชุดกระโปรงยาวประดับปิ่นปักผมงดงามจนน่าตะลึง
โหวฟางขมวดคิ้ว “ตั้งแต่พวกเขากลับมาน้องหรงก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นข้าเป็นห่วงนางยิ่งนัก”
หมิงหยวนเล่าความตั้งใจของหมิงเยี่ยให้โหวฟางฟังโหวฟางกลับมีท่าทีลังเล “สมรสกัน? ไม่แจ้งให้ท่านพ่อแม่ทราบ ไม่มีการสู่ขอไม่มีการเตรียมการใดๆ ทั้งสิ้น งานสมรสของสตรีเป็นเรื่องใหญ่ทำแบบนี้ไม่มักง่ายเกินไปหน่อยหรือ?”
เดิมทีหมิงหยวนก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจแต่พอโหวฟางคัดค้าน เขากลับเถียงแทนหมิงเยี่ยโดยไม่รู้ตัว “เรื่องนี้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อยแล้วพวกท่านจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร ของกำนัล ชุดแต่งงาน พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งของนอกกายกลับไปแล้วค่อยจัดการก็ได้ หมิงเยี่ยมีเจตนาดี เขาทำเพื่อคุณหนูสวี่พอสมรสกันแล้วจะได้เดินทางสะดวกขึ้นมิใช่หรือ?”
โหวฟางกำลังจะพูดต่อหมิงหยวนรีบพูดขัด “ความเห็นของพวกเราไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือคุณหนูสวี่ยินยอม ไม่เช่นนั้นต่อให้พวกเราตั้งใจแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์เจ้าลองไปถามนาง บอกความตั้งใจของพวกเราให้รู้ แล้วดูว่านางจะว่าอย่างไร”
-----