“อยากได้ห้องถูกกว่านี้หรอน้อง” ชายวัย40กว่าๆยิงคำถามใส่ชายหนุ่มนักศึกษาหลังจากเห็นเขาบ่นงึมงำในลำคอเมื่อรู้ราคาค่าเช่าห้อง
เด็กหนุ่มไม่ตอบอะไรมีเพียงแต่รอยยิ้มเจื่อนๆกลับมาแทน
“งั้นก็...มีอยู่ห้องนึงนะแต่จะอยู่ได้ป่ะล่ะ”เ้าของหอพักพาเขาเดินขึ้นไปชั้น 3 แล้วหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เผยให้เห็นว่าภายใน คือห้องนอนพร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ตมีห้องน้ำในตัว เหมือนเตรียมไว้พร้อมให้เข้าอยู่ได้ทันทีไม่ต่างจากห้องอื่นๆ แถมห้องนี้มีเครื่องปรับอากาศให้ด้วยดูจากตัวเครื่องก็ยังใหม่มาก แต่เมื่อเ้าของหอบอกราคาค่าเช่าต่อเดือนที่ต้องจ่าย
หนุ่มนักศึกษาก็ตาเป็ประกายรีบตอบตกลงทันทีที่ได้ยินข้อเสนอถึง “ห้องนั้น”ก็ราคามันช่างถูกซะเหลือเกินถูกแบบไม่มีที่ไหนให้เช่าราคานี้ได้หรอก เขากล้ารับประกันเลยเพราะสองวันมานี้เขาเดินหาหอพักมาเกือบ10ที่ โทรถามอีก5-6ที่ มีแต่ราคาหลายพันถึงหลักหมื่นขึ้นไปทั้งนั้น
หลังจากดูห้องเสร็จทั้งสองเดินลงมาที่ออฟฟิศผู้ดูแลหอพักถึงจะเรียกออฟฟิศให้ดูดีซักแค่ไหน แต่ความจริงก็คือห้องขนาด 4x4 เมตรที่มีเพียงโต๊ะทำงานกับตู้เก็บเอกสารเท่านั้นที่ดูเกี่ยวข้องกับงานส่วนที่เหลือของห้องคือตู้โชว์ขนาดต่างๆที่ภายในเต็มไปด้วยฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนทั้งจากฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่นยืนเรียงรายด้วยท่าทางที่ต่างกันไปเขาเลื่อนสายตาไปรอบๆห้องนักศึกษาไส้แห้งแบบเขาไม่กล้าคำนวนเลยว่าราคารวมทั้งตู้และหุ่นจะสูงขนาดไหนแต่รู้แค่ว่าแค่ตู้เดียวก็น่าจะส่งเขาเรียนได้จบถึงปริญญาโทเลยล่ะ
นักศึกษาหนุ่มยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานเหมือนรออะไรบางอย่างเ้าของหอจึงถามขึ้น “รออะไรอีกอ่ะน้อง”
เด็กหนุ่มถามกลับอย่างใสซื่อ “เอ่อ...ไม่ต้องเซ็นสัญญาเช่าห้องก่อนหรอครับ”
เ้าของหอหัวเราะลงคอหึๆ “ไม่ต้องหรอกน้อง เปลืองกระดาษเปล่าๆอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็……..เดินมาบอกพี่หน่อยละกัน ก่อนออกน่ะ”
เขาเงียบสักพักแล้วพูดต่อ “งั้นวันนี้ก็วางค่าเช่าเดือนนี้ไว้เลยแล้วกัน”
และเมื่อเห็นเด็กหนุ่มหยิบแบงค์พันมา 2-3 ใบ จึงรีบร้องทัก “เอาแค่เดือนเดียวนี่แหละน้ำ-ไฟจ่ายเองต่างหากนะ ไม่ต้องจ่ายมัดจำหรอกเผื่ออยู่ไม่ได้ เสียดายตังค์”
เด็กหนุ่มวางธนบัตรใบละ1,000บาทบนโต๊ะ ค่อยๆเลื่อนมันไปหาเ้าของหอ “พรุ่งนี้ขนของเข้าเลยใช่มั้ย”
เด็กหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ “เอามาแค่ของที่จำเป็ก่อนนะ ขนเข้าๆออกๆหลายรอบ..มันเหนื่อย” ประโยคแนะนำที่เหมือนผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาหลายครั้งจนชินชา
“ของผมไม่เยอะหรอกครับตอนนี้มาอยู่กับเพื่อนเลยมีแค่ของใช้ส่วนตัว กะว่าถ้าได้ห้องแล้ว อยู่ไปซักพักค่อยขนของจากบ้านที่ต่างจังหวัดมาน่ะครับ” เด็กหนุ่มที่ตอนนี้กลายเป็ผู้เช่าอธิบายถึงสัมภาระของตัวเอง เสร็จแล้วก็ขอตัวกลับไปเตรียมของที่จะขนเข้าพรุ่งนี้
“ป่ะเดี๋ยวพี่เดินไปส่ง จะได้ไปดื่มกับเพื่อนด้วย ป่านนี้ตั้งวงที่ม้าหินรอพี่แล้วล่ะ” พูดดั่งตาเห็น เมื่อเดินออกมานอกตึก ที่โต๊ะม้านั่งหินหน้าหอพักมีผู้ชาย 4 คนนั่งรออยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยแก้วและจานหลายใบที่ใส่กับแกล้มตั้งรออยู่แล้วขวดเครื่องดื่มต่างๆหลากสีหลายขวดวางไว้พร้อมกระติกหูหิ้วสีแดงใบย่อมบนม้านั่งข้างๆซึ่งคงเป็อะไรไม่ได้นอกจากน้ำแข็งหลอด
ตอนแรกเด็กหนุ่มคาดว่าพี่เค้าอาจมีพลังพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้ถึงรู้ว่าจะมีเพื่อนๆตั้งวงรออยู่ แต่คิดอีกทีเขาอาจคิดผิด นี่คงเป็กิจวัตรประจำวันของพวกพี่เขาเองนั่นแหละ
แสงสีส้มเข้มบนท้องฟ้าทำให้รู้ว่านี่เป็เวลาเย็นมากแล้วที่โต๊ะม้าหิน เหล่าชายฉกรรจ์หันมอง 2หนุ่มที่เพิ่งเดินออกมา ชายผมยาวไว้หนวดสไตล์เพื่อชีวิตหนึ่งในนั้นทักขึ้น“อ้าววววว มีสมาชิกใหม่หรอวันนี้ มาอยู่วันนี้เลยปล่าวหรือเข้าพรุ่งนี้” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมเสียงเฮฮาดีใจอย่างเห็นได้ชัดที่มีผู้เช่ามาเพิ่ม
การต้อนรับอย่างเป็กันเองยิ่งทำให้เด็กหนุ่มใจชื้นขึ้นเยอะชีวิตในเมืองใหญ่อาจไม่ยากอย่างที่เขาเคยคิดไว้ก็ได้ “เข้าพรุ่งนี้ครับ” คำตอบพร้อมรอยยิ้มส่งกลับไป
“อยู่คนเดียวหรอ หรืออยู่กับแฟนล่ะ” ชายอีกคนถามเขา พี่คนนี้มีรอยสักเต็มแขนทั้ง2ข้าง ถึงจะดูน่ากลัวแต่ก็เป็คำถามที่ปนน้ำเสียงเย้าหยอก“อยู่คนเดียวครับ ผมเพิ่งมาจากต่างจังหวัดยังไม่รู้จักใครเลยครับ”
เหล่ารุ่นพี่ในหอถามไถ่พอเป็พิธีถึงบ้านเกิดเมื่อได้รู้ว่ามาจากแดนอีสานเหนือก็พาชวนคุยเล่าถึงประสบการณ์ของแต่ละคนที่เคยไปเยือนในแต่ละจังหวัดในแถบนั้น “ตอนผมไปนะ ดี๊ดีขาวไปหมดเลย” พี่รอยสักคนเดิมเปิดเื่ขึ้น
“โหยหมอกลงหรอพี่รักษ์ คงหนาวน่าดูเนอะ”พี่ที่ใส่เสื้อบอลรีบชงเป็ลูกคู่
“หญิงดิวะ! แจ่มๆทั้งนั้น ขาวใสอย่างก๊ะอยู่เกาหลี” ประโยคนี้เรียกรอยยิ้มได้จากหลายคนในวง
เื่สั้นๆ พอได้คุยได้ขำก็ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเขาโชคดีที่ตัดสินใจอยู่ที่นี่ทั้งราคาที่ถูกแบบหายาก และผู้คนที่เป็กันเอง “ว่าแต่ มาอยู่ห้องไหนอ่ะน้องเผื่อว่างเดี๋ยวพวกพี่ช่วยขนของกัน” พี่ที่ใส่เสื้อช็อปแบบช่างซ่อมเสนอน้ำใจให้เขา
“ห้อง 313ครับ มีพี่คนไหนอยู่ชั้น3 ด้วยมั้ยครับ”แค่ได้ยินเลขห้อง พูดไม่ทันจบประโยค ทุกคนก็เงียบกริบ สีเืบนใบหน้าและรอยยิ้มดูเหมือนจะลดลงเล็กน้อย
เด็กหนุ่มนั่งยิ้มรอคำตอบ “อ่า.....ไม่มีเลยหรอครับไม่เป็ไรๆ ไว้ผมมานั่งเล่นกับพวกพี่ข้างล่างนี่ก็ได้ครับ”
พี่เสื้อบอลรีบพูด “มีนะน้อง มีๆพี่เอื้อเนี่ยอยู่ชั้น3 แต่แกอยู่ 301 ห่างจากห้องน้องไปหน่อย” พี่ชายสไตล์เพื่อชีวิตพยักหน้ารับที่เพื่อนพูด “พี่ว่าน้องกลับก่อนดีกว่านี่ก็เย็นมากแล้ว เพิ่งมาอยู่ไม่ชินทางน่ะ ขึ้นรถก่อนมืดดีกว่านะ” เขาพูดเสริม
เด็กหนุ่มไหว้ลารุ่นพี่ในหอและเ้าของหอพักเมื่อเห็นเขาเดินคล้อยหลังไกลออกไป พี่เอื้อ จึงพูดขึ้น “ไอ้ต้น! ทำไมเอ็งยังปล่อยห้องนั้นให้คนเช่าอีกวะเอ็งไม่สงสารเด็กมันรึไง เอ็งก็รู้ว่าห้องนั้นเป็ยังไง”
รอยยิ้มจากเ้าของหอพักส่งกลับมาอย่างมีเลศนัย“เอาน่า มันคงเจอไม่หนักหรอกม๊างงง ทนได้ 2-3 วันก็เก่งแล้ว” แก้วเครื่องดื่มถูกยกเทเข้าปาก
“แล้วดูนี่ ได้มา 1,000 ปล่อยเช่าห้อง วันสองวันได้ 1,000 เลยนะ พวกพี่ยังเช่า30วัน 3,500เองนา ไงล่า......ได้ค่ากับแกล้มกับมิกเซอร์พวกเราเยอะเลย” ต้นโบกแบงค์ 1,000ไปมาใส่หน้าเพื่อนร่วมวง
“แล้ว.....ถ้าน้องมันอยู่ได้เกิน 3วันล่ะวะพี่ต้น” หนุ่มเสื้อช็อปถามเขาเพราะถ้าเด็กนั่นทนอยู่ได้มันก็หมายความว่าเขาจะขาดกำไรค่าเช่าห้องไปหลายบาทต่อเดือน
ต้นหยุดคิดไม่นานก็ได้คำตอบ “ช่างมันอยู่ได้ก็อยู่ ดีกว่าปล่อยห้องไว้เปล่าๆ มึงรู้มั้ยตี๋แค่ห้องนั้นห้องเดียวทำกูเสียรายได้ไปเท่าไหร่” เขายกแก้วขึ้นจิบอีกครั้ง “ยกเลิกไป3ห้องที่ติดกันซ้ายขวาห้องตรงข้ามอีก1 ส่วนที่เหลือกูต้องลดค่าห้องให้ทั้งชั้นอ่ะไม่งั้นก็ไปกันหมด”
เพื่อนๆพยักหน้าพร้อมกันอย่างเข้าใจเครื่องดื่มถูกเติมเรื่อยๆ แล้วหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนตามไปเช่นกัน
ทันทีที่ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตขาวและกางเกงขายาวสีดำเดินพ้นจากประตูรั้วหอพักเขาก็ค่อยๆล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์มือถือ เลื่อนนิ้วสไลด์หน้าจอไปจนเจอหมายเลขหนึ่งแล้วรีบกดโทรออกเขารอเสียงสัญญาณ 2-3 ครั้งปลายสายจึงมีการตอบรับ“แม่ มื้อนี่ซันได้ห้องแล้วเด้อ สิย้ายเข้ามื้ออื่น” เขาหยุดฟังเสียงแม่พูดบางอย่าง “เดี๋ยวบักโอมมานำครับมื้ออื่น แต่ก่อมีสุ่มอ้ายที่หอพักท่าซ่อยอยู่ครับ”
แต่แล้วเท้าของเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเขารู้สึกถึงบางสิ่ง มันเหมือนมีสายตาของใครซักคนจ้องมองเขาจากด้านหลังเขาหันกลับไปทันที แต่สิ่งที่เจอก็มีเพียงตึกหอพักที่เพิ่งเดินจากมาไม่นาน เขาไล่สายตาไปตามรั้วและระเบียงห้องต่างๆเผื่อว่าอาจมีคนออกมานั่งเล่นรับลมที่ระเบียงแล้วมองตามเขารึปล่าว แต่มองจนทั่วก็ไม่พบใครกลุ่มเ้าของหอพักและเพื่อนก็ยังนั่งดื่มเฮฮาเสียงดังแบบไม่สนสิ่งรอบข้าง
แล้วเมื่อกี๊มันอะไรล่ะความรู้สึกที่เหมือนโดนจ้องมองอย่างไม่ละสายตาเขาบอกไม่ได้ว่าเ้าของสายตารู้สึกอย่างไร ไม่พอใจ? สงสัย? หรือเพียงเฝ้ามองเขาแค่นั้นเขายืนนิ่งมองหาเ้าของสายตาคู่นั้น จนปลายสายเรียกชื่อดึงสติเขากลับมา “ครับๆแม่บ่มีหยังครับ ซันเบิ่งรถซื่อๆครับ งั้นแค่นี้ก่อนเด้อแม่ สิไปท่าขึ้นรถแล้วคนมันหลายย่านขึ้นบ่ทันเขา ถึงห้องบักโอมค่อยโทรหาอีกเทือเด้อครับ”โทรศัพท์ถูกกดวางสายและเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็วเหมือนรู้ว่าในเมืองใหญ่นี้มีอันตรายและขโมยขวักไขว่กันทั่วเมืองอย่างในข่าวที่เคยดู
ผ่านไปไม่นานรถเมล์สายที่เขารอก็มาถึงแม้เห็นว่ามีคนเต็มรถแล้ว แต่ก็ต้องจำใจขึ้นไปอยู่ดีเพราะถ้าจะรอคันหน้าก็กลัวต้องยืนขาแข็งรออีกนานไหนๆจะต้องยืนแล้วเขาขอไปยืนบนรถยังจะดีซะกว่า
นอกระเบียงรับลมห้อง313
มือขาวบอบบางค่อยๆลากนิ้วไปตามขอบระเบียงพลางคิดในใจ ‘อีกแล้วสินะอีกรายแล้วที่จะเข้ามาแย่งห้องชั้นอยู่ พี่ต้นนี่ก็ยังไงนะ รู้ว่าชั้นไม่ชอบก็ยังจะหลอกคนให้มาอยู่ห้องชั้นอยู่เรื่อย กะหาเงินกินเหล้าง่ายๆล่ะสิ’ว่าแล้วก็ส่งสายตาทอดมองตามชายหนุ่มที่หันรีหันขวางเหมือนหาอะไรหรือหาใคร อยู่ไม่ไกลจากหน้าหอพัก‘อืมมมมแต่คราวนี้ดูยังเด็กแฮะ ถ้าต้อนรับหนักๆแบบครั้งก่อนๆก็ดูจะใจร้ายเกินไปงั้นพรุ่งนี้ลองหยอกแบบเบาๆก่อนดีกว่า’ร่างโปร่งแสงหันหลังให้เด็กหนุ่มที่เป็เป้าหมาย เคลื่อนตัวช้าๆเข้าห้องพร้อมรอยยิ้มนิดๆเมื่อนึกถึงความสนุกที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้