เสียงลมหายใจของทุกคนดังชัดเจนในความเงียบ
หลังเสียงกระซิบสุดท้ายเลือนหาย หอจดนามก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
มีเพียงรอยดอกเหมยสีทองเจ็ดกลีบบนข้อมือซ้ายของเยว่หลัน
มันเปล่งแสงอ่อน ๆ ก่อนค่อย ๆ จางลงจนแทบมองไม่เห็น
แต่ความรู้สึกอุ่นลึกใต้ิัยังคงอยู่
เยว่หลันใช้นิ้วลูบรอยนั้นเบา ๆ
ไม่เจ็บ
ไม่แสบร้อน
แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
หลี่เฟิงเหยียนสังเกตเห็นทุกอย่าง
เขาไม่ได้ถามทันที
กลับเดินไปยังผนังด้านหนึ่งของหอ
หยิบกระจกทองสัมฤทธิ์โบราณซึ่งแขวนอยู่ระหว่างชั้นหนังสือลงมา
กระจกบานนั้นหม่นมัว
ผิวโลหะเต็มไปด้วยคราบเวลา
เขายื่นให้เยว่หลัน
“ลองดู”
เยว่หลันรับกระจกมาอย่างสงสัย
ทันทีที่นางมองเงาสะท้อนของตน
นางกลับชะงัก
ภาพในกระจกมิใช่หญิงสาวในชุดเดินทางที่ยืนอยู่ตรงนี้
แต่เป็สตรีในอาภรณ์ผู้ถือกรรม์สีขาว
ผมยาวถูกรวบด้วยปิ่นหยกสีแดง
มือถือโคมดวงเดิม
แต่สีหน้าของสตรีผู้นั้นสงบนิ่งกว่านางมาก
ราวกับผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
เยว่หลันเผลอเอื้อมมือแตะกระจก
เงาในกระจก...
กลับยกมือขึ้นพร้อมกัน
ทว่า...
มันไม่ได้แตะตรงกับมือของนาง
หากแตะลงบนรอยดอกเหมยที่ข้อมือแทน
ในวินาทีนั้น
ภาพในกระจกก็หายไป
เหลือเพียงเงาของเยว่หลันตามปกติ
“เห็นอะไร”
หลี่เฟิงเหยียนถาม
เยว่หลันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด
เหอซานฟังอย่างตั้งใจ
จากนั้นจึงถอนหายใจยาว
“ตำราโบราณกล่าวไว้...”
“หากผู้ถือกรรมเริ่มเห็นเงาของผู้มาก่อน”
“แสดงว่าการสืบทอดได้เริ่มต้นแล้ว”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“การสืบทอด?”
“ใช่”
เหอซานตอบช้า ๆ
“แต่ไม่ใช่การสืบทอดพลัง”
“เป็การสืบทอด...ความทรงจำ”
ทุกคนเงียบลง
คำตอบนั้นทำให้หอจดนามดูยิ่งลึกลับกว่าเดิม
จ้าวเหวินซึ่งเฝ้าหน้าต่างมาตลอด พลันร้องเรียก
“ทุกคนมาดูนี่!”
ทุกคนรีบเดินเข้าไป
ภายนอกหน้าต่าง...
หมู่บ้านชิงเหอเปลี่ยนไป
หิมะยังคงตก
แต่เรือนทุกหลังกลับมีแสงไฟส่องออกจากหน้าต่าง
ควันบาง ๆ ลอยขึ้นจากปล่องไฟ
บนถนนมีผู้คนเดินผ่านไปมา
เด็ก ๆ วิ่งเล่นท่ามกลางหิมะ
แม่ค้ากำลังตั้งแผงขายของ
ชายชรานั่งดื่มชาหน้าร้าน
หมู่บ้านร้าง...
กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
อาหลิงเบิกตากว้าง
“พวกเขา...กลับมาแล้วหรือ”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“ไม่”
เขาหรี่ตามองผู้คนด้านล่าง
“ไม่มีเงา”
เยว่หลันเพ่งมองตาม
จึงพบความผิดปกติ
ผู้คนเ่าั้เดิน
หัวเราะ
พูดคุย
แต่ไม่มีผู้ใดทอดเงาลงบนพื้นหิมะ
แม้แสงตะเกียงจะส่องสว่างก็ตาม
ทันใดนั้น
เสียงระฆังจากกลางหมู่บ้านดังขึ้น
กัง...
กัง...
กัง...
เพียงสามครั้ง
ผู้คนทั้งหมดหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกัน
ชายชราวางถ้วยชา
เด็กหยุดวิ่ง
แม่ค้าหยุดยื่นขายของ
ทุกคนหันศีรษะไปทางเดียวกัน
ช้า ๆ
พร้อมเพรียงกันอย่างน่าขนลุก
สายตาทั้งหมด...
มองมายังหอจดนาม
เยว่หลันรู้สึกเหมือนผู้คนหลายร้อยชีวิตกำลังจ้องมองตน
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีความยินดี
แต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ราวกับกำลังเฝ้ารอการตัดสินใจของนาง
ทันใดนั้น
สมุดเย็บด้ายในอกเสื้อเยว่หลันก็สั่นขึ้นเอง
นางรีบหยิบออกมา
หน้ากระดาษเปิดเองอย่างรวดเร็ว
หมึกสีดำค่อย ๆ ปรากฏเป็ตัวอักษร
"อย่ามองออกไปนานเกินสามลมหายใจ"
เยว่หลันรีบละสายตาจากหน้าต่างทันที
แต่จ้าวเหวิน...
ยังคงยืนมองอยู่
“จ้าวเหวิน!”
หลี่เฟิงเหยียนะโ
ชายหนุ่มไม่ตอบ
ดวงตาของเขาเหม่อลอย
ริมฝีปากค่อย ๆ ขยับ
“พวกเขา...เรียกข้า”
“พวกเขาบอกว่า...”
“ข้าควรกลับบ้าน”
สิ้นคำ
จ้าวเหวินก็เดินตรงไปยังหน้าต่าง
ก่อนปีนขึ้นขอบหน้าต่างช้า ๆ
ราวกับตั้งใจจะก้าวลงไปยังหมู่บ้านเบื้องล่าง
ทั้งที่หอจดนามตั้งอยู่สูงกว่าพื้นดินหลายสิบศอก
เยว่หลันรีบคว้าแขนเขาไว้
แต่ในวินาทีนั้นเอง
ผู้คนทุกคนในหมู่บ้านด้านล่าง...
กลับยิ้มพร้อมกัน
เป็รอยยิ้มเดียวกัน
เหมือนเกิดจากใบหน้าเพียงใบหน้าเดียว
หลี่เฟิงเหยียนพุ่งเข้ามา
ใช้ด้ามกระบี่แตะกลางอกของจ้าวเหวิน
พร้อมกล่าวเสียงหนักแน่น
“จงจำชื่อของตน!”
จ้าวเหวินสะดุ้งสุดตัว
ดวงตากลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง
เขาทรุดลงกับพื้น หอบหายใจแรง
“ข้า...”
“เมื่อครู่...”
“ข้าเห็นบ้านของข้า”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“นั่นไม่ใช่บ้าน”
“แต่เป็สิ่งที่หอจดนามใช้ทดสอบผู้มาเยือน”
เยว่หลันหันกลับไปมองหน้าต่างอีกครั้ง
หมู่บ้านกลับเงียบงันดังเดิม
ไม่มีผู้คน
ไม่มีแสงไฟ
มีเพียงหิมะที่โปรยลงมาอย่างไม่สิ้นสุด
ราวกับภาพเมื่อครู่...
ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
แต่บนกระจกหน้าต่าง
กลับมีอักษรหนึ่งบรรทัดเขียนขึ้นจากไอน้ำ
"ผู้ถูกบันทึก...ย่อมไม่มีวันออกจากชิงเหอ"
เยว่หลันมองข้อความนั้นนิ่ง
แล้วค่อย ๆ กำโคมแดงแน่นขึ้น
เพราะนางเริ่มเข้าใจแล้วว่า...
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้พยายามฆ่าพวกเขา
แต่มันกำลังพยายาม...
"เก็บ" พวกเขาไว้เป็ส่วนหนึ่งของหอจดนาม
— จบฉากที่ 1—
ข้อความบนกระจกหน้าต่างค่อย ๆ เลือนหาย
"ผู้ถูกบันทึก...ย่อมไม่มีวันออกจากชิงเหอ"
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ
แม้แต่เสียงลมหายใจก็ดูเบาราวกับทุกคนกำลังหวั่นเกรงว่า เพียงเสียงเดียวอาจปลุกบางสิ่งที่กำลังหลับใหลอยู่ภายในหอแห่งนี้
จ้าวเหวินยังคงนั่งพิงผนัง
เหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้า
ดวงตายังคงสั่นไหว
“ข้า...จำได้ทุกอย่าง”
เขาพูดแ่เบา
“แต่ตอนนั้น ข้าคิดจริง ๆ ว่าได้กลับบ้าน”
หลี่เฟิงเหยียนยื่นถุงน้ำให้
“หอแห่งนี้ไม่ได้หลอกตา”
“แต่มันดึงเอาความปรารถนาที่ลึกที่สุดของแต่ละคนออกมา”
เหอซานพยักหน้าช้า ๆ
“ผู้ใดปล่อยใจ...ก็จะกลายเป็ส่วนหนึ่งของที่นี่”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนยิ่งระมัดระวัง
เยว่หลันหันกลับไปมองประตูบานที่แปด
พู่กันไม้เหมยในมือยังคงอุ่นอยู่
แต่แทนที่จะชี้ไปยังประตู
ปลายพู่กันกลับหันไปอีกทิศหนึ่ง
ราวกับมีแรงบางอย่างกำลังดึงมัน
หลี่เฟิงเหยียนสังเกตเห็นก่อนใคร
“ตามมันไป”
เยว่หลันพยักหน้า
นางค่อย ๆ เดินตามทิศที่พู่กันชี้
ผ่านชั้นหนังสือหลายแถว
ผ่านโต๊ะบันทึกรายนาม
จนมาหยุดอยู่ตรงมุมหนึ่งของหอ
มุมนั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
เพราะไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว
มีเพียงผนังไม้สีดำสนิท
เรียบจนผิดธรรมชาติ
อาหลิงเดินเข้ามาใกล้
เด็กหญิงเอื้อมมือจะััผนัง
แต่เยว่หลันรีบคว้ามือไว้
“เดี๋ยวก่อน”
อาหลิงชะงัก
“พี่เยว่หลัน...”
“ผนังนี้หายใจ”
ทุกคนหยุดนิ่ง
เหอซานขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร”
เด็กหญิงค่อย ๆ วางหูแนบผนัง
หลับตาลง
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงถอยออกมา
ใบหน้าซีดเผือด
“ข้าได้ยินเสียงหัวใจ”
จ้าวเหวินรีบเดินไปลองฟัง
ครู่เดียวสีหน้าของเขาก็เปลี่ยน
“จริงด้วย...”
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เสียงเต้นหนักแน่นดังมาจากอีกฟากของผนัง
ช้า...
สม่ำเสมอ...
เหมือนหัวใจของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา
ที่กำลังหลับอยู่
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้แนบหู
เขาคุกเข่าลง
ใช้นิ้วแตะพื้นไม้หน้าผนัง
จากนั้นหยิบเศษผงสีขาวขึ้นมาพินิจ
เยว่หลันเดินเข้ามาใกล้
“พบอะไร”
เขาส่งผงนั้นให้นาง
“ลองดม”
เยว่หลันสูดกลิ่นเบา ๆ
แล้วเบิกตากว้าง
“เถ้ากระดูก...”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“แต่ไม่ใช่เถ้าที่ลอยมากับหิมะ”
“มันอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
เขาใช้ปลายกระบี่ขูดพื้นไม้เบา ๆ
เศษไม้หลุดออกเพียงเล็กน้อย
ใต้แผ่นไม้...
กลับไม่ใช่ดิน
แต่เป็ชั้นเถ้าสีขาวหนาหลายนิ้ว
เหอซานค่อย ๆ หลับตาลง
“หอทั้งหลัง...”
“สร้างอยู่บนเถ้ากระดูก”
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
แสงสีแดงส่องกระทบผนังสีดำ
คราวนี้...
แทนที่ผนังจะสะท้อนแสง
กลับดูดกลืนมันเข้าไป
แล้วมีอักษรสีทองปรากฏขึ้นทีละตัว
ห้องไร้นาม
หลี่เฟิงเหยียนอ่านออกเสียงช้า ๆ
“ห้องไร้นาม...”
“หมายถึงอะไร”
ไม่มีผู้ใดตอบ
แต่ทันใดนั้น
เสียงหัวใจที่ดังอยู่หลังผนัง
กลับหยุดลง
ทุกคนเงียบกริบ
แล้วในความเงียบนั้น...
เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น
ตึก...
ตึก...
ตึก...
มิใช่ดังจากระเบียง
มิใช่ดังจากชั้นล่าง
แต่ดังมาจากอีกฟากของผนังสีดำ
เหมือนมีใครบางคน...
กำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา
ทีละก้าว
ช้า...
มั่นคง...
เยว่หลันกำพู่กันแน่น
นางััได้ว่ามันกำลังสั่น
ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว
แต่เหมือนกำลังตอบรับการมาถึงของผู้ใดผู้หนึ่ง
ทันใดนั้นเอง
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหลังผนัง
เป็เสียงชายชรา
แ่เบา
แต่ทรงอำนาจ
“ผู้ถือกรรมรุ่นที่เจ็ดสิบสาม...”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
“ท่านเป็ผู้ใด”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ข้า...ไม่มีชื่อ”
“เพราะชื่อของข้า...ถูกผู้ถือกรรมรุ่นแรกลบออกไปด้วยมือนางเอง”
ทุกคนเบิกตากว้าง
หลี่เฟิงเหยียนเองก็ชะงักเป็ครั้งแรก
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก...
มิใช่เพียงผู้ก่อตั้ง
แต่เคยเป็ผู้ลบ "ชื่อ" ของใครบางคนออกจากโลก
ยังไม่ทันที่เยว่หลันจะถามต่อ
ผนังสีดำก็เกิดรอยร้าวเล็ก ๆ
แกร๊ก...
แกร๊ก...
แสงสีทองส่องลอดออกมาจากภายใน
พู่กันไม้เหมยในมือเยว่หลันพลันลอยขึ้นเอง
ชี้ตรงไปยังรอยร้าวนั้น
พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังอยู่ในหัวของนางเพียงคนเดียว
"หากเปิดห้องนี้..."
"เ้าจะได้รู้ชื่อแรกที่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์"
"...แต่เ้าจะสูญเสียความทรงจำหนึ่งอย่างไปตลอดกาล"
เยว่หลันนิ่งงัน
นางไม่รู้ว่าควรเลือกสิ่งใด
ระหว่าง...
ความจริงของอดีต
หรือ
ความทรงจำของตนเอง
และในวินาทีนั้นเอง
รอยร้าวบนผนังก็ค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้นเอง...
— จบฉากที่ 2 —
รอยร้าวบนผนังสีดำค่อย ๆ แผ่กว้าง
แกร๊ก...
แกร๊ก...
มิใช่เสียงไม้แตก
หากเป็เสียงคล้ายหยกโบราณกำลังแยกตัวออกจากกัน
แสงสีทองอ่อนส่องลอดออกมาตามรอยแยก
มิได้เจิดจ้า
แต่กลับให้ความรู้สึกสงบนิ่งราวกับแสงอรุณแรกของฤดูใบไม้ผลิ
ทว่า...
ยิ่งแสงนั้นสว่างขึ้นเท่าใด
หัวใจของเยว่หลันกลับยิ่งหนักอึ้ง
เสียงกระซิบยังดังก้องอยู่ในใจ
"หากเปิดห้องนี้..."
"...เ้าจะสูญเสียความทรงจำหนึ่งอย่างไปตลอดกาล"
นางมิได้หวาดกลัวการสูญเสีย
สิ่งที่นางหวาดหวั่น...
คือไม่รู้ว่าจะสูญเสีย "สิ่งใด"
หลี่เฟิงเหยียนเดินมายืนเคียงข้างนาง
เขาไม่ได้ห้าม
ไม่ได้เร่ง
เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ผู้ถือกรรมทุกคน...ต้องเป็ผู้เลือกเอง”
เยว่หลันเงยหน้ามอง
“หากเป็ท่าน...”
“ท่านจะเปิดหรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“หากเปิดเพราะความอยากรู้”
“ย่อมไม่ควรเปิด”
“แต่หากเปิดเพื่อช่วยชีวิตผู้คน”
“ต่อให้ต้องสูญเสียสิ่งสำคัญ...ก็ยังควรเปิด”
คำตอบนั้นไม่ได้บอกให้นางทำสิ่งใด
แต่ทำให้เยว่หลันเข้าใจว่า...
การตัดสินใจครั้งนี้
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
มีเพียงผลลัพธ์ที่ผู้เลือกต้องยอมรับ
เหอซานเดินเข้ามา
นักพรตเฒ่าหยิบแผ่นยันต์สามแผ่นออกจากอกเสื้อ
ติดไว้รอบผนังทั้งสามด้าน
“อย่างน้อย...”
“หากสิ่งที่อยู่ข้างในคิดร้าย”
“ยันต์พวกนี้จะถ่วงเวลาให้เราได้ชั่วครู่”
จ้าวเหวินชักดาบออกจากฝัก
อาหลิงยืนอยู่ด้านหลังเยว่หลัน
แม้ใบหน้าจะซีดเผือด
แต่แววตากลับแน่วแน่
ทุกคนต่างเตรียมพร้อม
โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยคำว่า "ถอย"
เยว่หลันค่อย ๆ ยกพู่กันไม้เหมยขึ้น
ปลายพู่กันแตะลงบนรอยร้าวของผนัง
ทันทีที่ัั
แสงสีทองก็แผ่กระจายออกเป็วงกว้าง
ตัวอักษรโบราณนับร้อยปรากฏขึ้นทั่วผนัง
อักษรเ่าั้หมุนวนรอบพู่กัน
ก่อนเรียงตัวเป็ประโยคเดียว
"ผู้ถือกรรม...จงเอ่ยนามของตน"
เยว่หลันชะงัก
“เหตุใดต้องเอ่ยชื่อ”
เสียงชายชราจากอีกฟากของผนังตอบกลับ
“เพราะชื่อ...”
“คือสิ่งสุดท้ายที่ทำให้มนุษย์ยังเป็มนุษย์”
“เมื่อผู้ใดลืมชื่อของตน”
“โลกก็จะลืมผู้นั้นเช่นกัน”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
ก่อนกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ข้า...เยว่หลัน”
สิ้นเสียงของนาง
ผนังทั้งแผ่นก็สั่นะเื
ตัวอักษรโบราณแตกกระจายเป็ละอองแสง
ประตูสีดำค่อย ๆ เปิดออก
ช้า...
ช้า...
เื้ัมิใช่ห้องกว้าง
หากเป็ห้องเล็กเพียงห้องเดียว
ภายในไม่มีเครื่องเรือน
ไม่มีชั้นหนังสือ
มีเพียงแท่นหินทรงกลมอยู่กลางห้อง
และบนแท่นนั้น...
วางแผ่นศิลาสีขาวเพียงแผ่นเดียว
เมื่อเยว่หลันก้าวเข้าไป
นางกลับรู้สึกเหมือนเสียงทั้งหมดหายไป
ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตนเอง
ราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดไว้
หลี่เฟิงเหยียนและคนอื่น ๆ ยังยืนอยู่ด้านหลัง
แต่นางไม่สามารถได้ยินเสียงของพวกเขา
สิ่งเดียวที่ยังเคลื่อนไหว
คืออักษรบนแผ่นศิลา
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง
ทีละบรรทัด
"ห้องไร้นาม"
"คือสถานที่เก็บชื่อของผู้เสียสละ"
เยว่หลันขมวดคิ้ว
ผู้เสียสละ...
ไม่ใช่ผู้กระทำผิดหรือ
หมึกยังคงเขียนต่อ
"ผู้ถือกรรมรุ่นแรก..."
"มิได้ลบชื่อพวกเขาเพื่อลงโทษ"
"แต่นางลบชื่อ...เพื่อปกป้องโลก"
หัวใจของเยว่หลันเต้นแรง
ประวัติศาสตร์ที่ผู้คนเล่าขานมาตลอด...
อาจไม่ใช่ความจริง
ทันใดนั้น
แผ่นศิลาก็เกิดรอยแตกร้าว
แสงสีขาวส่องพุ่งขึ้นสู่เพดาน
พร้อมกับเสียงถอนหายใจแ่เบา
“ในที่สุด...”
“ก็มีผู้ถือกรรมกลับมาที่นี่อีกครั้ง”
เยว่หลันหันขวับ
มุมห้องซึ่งเดิมว่างเปล่า
บัดนี้มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่
อาภรณ์สีเทาซีดราวกับผ่านกาลเวลาหลายศตวรรษ
ผมและเคราสีขาวยาวถึงอก
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด...
คือดวงตาทั้งสองข้าง
ถูกปิดด้วยผ้าแพรสีดำ
ชายชรายิ้มบาง ๆ
ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้ามองไม่เห็นโลกมาสามร้อยกว่าปีแล้ว”
“แต่ข้ารู้...”
“ว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้า”
“มิใช่ผู้ถือกรรมเพียงคนเดียว”
เยว่หลันนิ่งงัน
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
ชายชราค่อย ๆ เงยหน้า
แม้ดวงตาจะถูกปิดไว้
แต่กลับเหมือนมองทะลุทุกสิ่ง
ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้หลี่เฟิงเหยียนซึ่งยืนอยู่หน้าประตูถึงกับเปลี่ยนสีหน้า
“ในหมู่พวกเ้า...”
“มีอีกผู้หนึ่ง...ที่ชะตากรรมเลือกไว้แล้ว”
ทันใดนั้นเอง
พู่กันไม้เหมยในมือเยว่หลันก็สั่นรุนแรง
ส่วนโคมแดง...
กลับหันเปลวไฟไปยังหลี่เฟิงเหยียนโดยไม่มีผู้ใดแตะต้อง
ทุกคนหันมองเขาพร้อมกัน
แต่หลี่เฟิงเหยียนกลับนิ่งเงียบ
ราวกับ...
เขารู้ความหมายของประโยคนี้อยู่แล้ว
— จบฉากที่ 3 —
ความเงียบแผ่ปกคลุมห้องไร้นาม
แม้ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดต่อ
แต่ประโยคของชายชรายังคงก้องอยู่ในใจของทุกคน
"ในหมู่พวกเ้า...มีอีกผู้หนึ่งที่ชะตากรรมเลือกไว้แล้ว"
หลี่เฟิงเหยียนยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู
แสงจากโคมแดงส่องกระทบใบหน้าของเขาเพียงครึ่งเดียว
ทำให้แววตาคมสงบยิ่งยากจะอ่านออก
เยว่หลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหันกลับไปหาชายชรา
“ท่านหมายถึงสิ่งใด”
ชายชรายิ้มบาง ๆ
“เ้ายังไม่ควรรู้”
“หากรู้ก่อนเวลา...”
“เ้าจะเริ่มไม่เชื่อแม้แต่หัวใจของตนเอง”
คำตอบนั้นมิได้คลายความสงสัย
กลับเพิ่มคำถามขึ้นอีกหลายเท่า
ชายชราค่อย ๆ ยื่นมือไปยังแท่นศิลาสีขาว
ปลายนิ้วเหี่ยวย่นลูบผ่านรอยแตกเบา ๆ
ทันใดนั้น...
พื้นผิวของศิลาก็เริ่มเปลี่ยน
จากสีขาวบริสุทธิ์
กลายเป็สีเทาหม่น
แล้วค่อย ๆ ปรากฏอักษรโบราณทีละบรรทัด
เยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้
อักษรเ่าั้มิได้ถูกสลัก
แต่เหมือนลอยอยู่ภายในเนื้อศิลา
"เมื่อโลกยังไร้ระเบียบ..."
"นามของมนุษย์ทุกผู้ ถูกจารึกไว้ในศิลาเพียงแผ่นเดียว"
เหอซานเบิกตากว้าง
“ศิลากำเนิดนาม...”
นักพรตเฒ่าพึมพำกับตนเอง
“ข้านึกว่าเป็เพียงตำนาน”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
“ตำนาน...”
“มักเป็ความจริงที่เหลือรอดเพียงครึ่งเดียว”
หมึกบนศิลายังคงเคลื่อนไหว
บรรทัดใหม่ค่อย ๆ ปรากฏ
"ผู้ถือกรรมรุ่นแรก..."
"มิใช่ผู้สร้างศิลา"
"แต่นางเป็ผู้แบ่งนามออกจากศิลา"
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“แบ่งนาม?”
ชายชราพยักหน้า
“ก่อนหน้านั้น...”
“ทุกชีวิตเชื่อมโยงกัน”
“ผู้หนึ่งเจ็บ...อีกผู้หนึ่งก็เจ็บ”
“ผู้หนึ่งตาย...ทั้งแผ่นดินย่อมสั่นะเื”
ทุกคนเงียบงัน
คำอธิบายนี้แตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่พวกเขาเคยเรียนรู้โดยสิ้นเชิง
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาช้า ๆ
“ดังนั้น...”
“ผู้ถือกรรมรุ่นแรกจึงแบ่งชะตาของผู้คนออกจากกัน”
ชายชราพยักหน้า
“ใช่”
“เมื่อแต่ละคนมีชื่อของตนเอง”
“ก็มีชะตาของตนเอง”
“โลกจึงดำรงอยู่ได้”
เยว่หลันนิ่งไป
หากเป็เช่นนั้น...
การ "ลบชื่อ" มิใช่เพียงการทำให้คนผู้หนึ่งหายไปจากความทรงจำ
แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงกฎของโลก
ทันใดนั้น
เสียงแตกร้าวเล็ก ๆ ดังขึ้นจากศิลา
แกร๊ก...
เส้นแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งออกมา
ก่อนแตกออกเป็ภาพมากมายกลางอากาศ
ภาพของเมือง
แม่น้ำ
ูเา
ผู้คน
ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันด้วยเส้นด้ายสีทอง
แต่แล้ว...
เส้นด้ายเส้นหนึ่งถูกตัดขาด
ภาพทั้งหมดสั่นะเื
เมืองทั้งเมืองค่อย ๆ เลือนหาย
ผู้คนที่เคยมีตัวตน
ค่อย ๆ จางหายจากสายตา
ไม่มีเื
ไม่มีเสียงกรีดร้อง
มีเพียง...
การถูกลืม
เยว่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด
“นี่คือ...”
ชายชราหลับตา
“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้ง...”
“เมื่อชื่อหนึ่งถูกลบออกจากศิลากำเนิดนาม”
ทันใดนั้น
พู่กันไม้เหมยในมือเยว่หลันก็ลอยขึ้นเองอีกครั้ง
ปลายพู่กันแตะลงบนศิลาอย่างแ่เบา
อักษรใหม่ปรากฏขึ้น
แต่ครั้งนี้...
มิใช่ข้อความโบราณ
หากเป็ชื่อ
"เยว่หลัน"
ทุกคนชะงัก
ก่อนที่ใครจะทันเอ่ยสิ่งใด
ชื่อของหลี่เฟิงเหยียนก็ปรากฏขึ้นถัดจากนาง
จากนั้น...
เหอซาน
จ้าวเหวิน
อาหลิง
และชายผู้สวมแหวนหยกดำ
รายชื่อทั้งหมดเรียงต่อกัน
แต่เมื่อถึงบรรทัดสุดท้าย
หมึกกลับหยุดนิ่ง
เหมือนกำลังลังเล
ผ่านไปหลายลมหายใจ
ชื่อหนึ่งจึงค่อย ๆ ปรากฏ
ช้า...
ทีละอักษร
"...ผู้ทรยศ"
ไม่มีชื่อจริง
มีเพียงคำเรียกนั้น
แต่ทันทีที่คำสุดท้ายเขียนเสร็จ
ชายชราผู้ปิดตากลับเปลี่ยนสีหน้า
รอยยิ้มอ่อนโยนหายไป
เป็ครั้งแรกที่น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ไม่...”
“เป็ไปไม่ได้...”
เยว่หลันรีบถาม
“เกิดอะไรขึ้น”
ชายชรากำมือแน่น
แม้ดวงตาจะมองไม่เห็น
แต่สีหน้าของเขากลับซีดลงอย่างชัดเจน
“ศิลากำลังเตือน...”
“ผู้ที่ถูกเรียกว่า ผู้ทรยศ...”
“ได้กลับมามีตัวตนบนโลกนี้อีกครั้ง”
สิ้นคำของชายชรา
เสียงระฆังจากกลางหมู่บ้านก็ดังขึ้น
กัง...
กัง...
กัง...
คราวนี้ดังติดต่อกัน เก้าครั้ง
ทุกครั้งที่เสียงระฆังดัง
รอยแตกร้าวบนศิลาก็ขยายกว้างขึ้น
และหิมะนอกหน้าต่าง...
เริ่มเปลี่ยนเป็สีดำทีละเกล็ด
เยว่หลันมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรง
นางรู้แล้วว่า...
การเดินทางมายังชิงเหอ
ไม่ใช่เพียงการสืบหาความจริงของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
แต่เป็จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์
ที่จะสั่นคลอนกฎของโลกทั้งใบ
— จบฉากที่ 4 —
เสียงระฆังเก้าครั้งค่อย ๆ จางหาย
แต่ความสั่นะเืยังไม่สิ้นสุด
รอยแตกร้าวบนศิลากำเนิดนามค่อย ๆ ลุกลามเป็เส้นใยละเอียด สีทองและสีดำพันเกี่ยวกันราวกับรากไม้ที่ชอนไชอยู่ใต้ผืนดิน
เยว่หลันยืนมองศิลาโดยไม่ละสายตา
ชื่อของทุกคนยังคงปรากฏอยู่บนผิวศิลา
แต่บรรทัดสุดท้าย...
ผู้ทรยศ
กลับค่อย ๆ เข้มขึ้น
หมึกดำราวกับซึมออกมาจากเนื้อศิลาเอง
ชายชราผู้ปิดตาถอนหายใจยาว
“หลายร้อยปีมาแล้ว...”
“ข้าไม่เคยเห็นศิลาตอบสนองเช่นนี้อีก”
เยว่หลันหันมอง
“ท่านรู้จักผู้ทรยศผู้นั้นหรือ”
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนส่ายศีรษะ
“ข้าไม่เคยเห็นใบหน้า”
“ไม่เคยรู้ชื่อ”
“เพราะทุกบันทึกเกี่ยวกับเขา...ถูกทำลาย”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวขึ้นอย่างสุขุม
“แต่ศิลากลับยังจำได้”
ชายชราพยักหน้า
“ใช่”
“สิ่งที่มนุษย์ลบได้”
“ศิลากำเนิดนามอาจยังคงจดจำ”
ทันใดนั้น
ศิลาสีขาวพลันเปล่งแสง
แสงมิได้พุ่งขึ้นสู่เพดาน
แต่แผ่กระจายเป็วงกลมรอบแท่นหิน
พื้นห้องเริ่มปรากฏเส้นอักษรโบราณ
เชื่อมโยงกันเป็ค่ายกลขนาดใหญ่
เหอซานก้มลงมองทันที
สีหน้าของนักพรตเฒ่าเปลี่ยนไป
“นี่ไม่ใช่ค่ายกลโจมตี”
“เป็ค่ายกล...เรียกความทรงจำ”
ทันทีที่สิ้นคำ
แสงรอบตัวทุกคนก็บิดเบือน
ห้องไร้นามค่อย ๆ เลือนหาย
แทนที่ด้วยลานหินกว้างใหญ่
ท้องฟ้าเหนือศีรษะเป็สีแดงเข้ม
เมฆหมุนวนราวกับกระแสน้ำ
ตรงกลางลาน...
มีผู้คนนับพันคุกเข่าเรียงราย
ไม่มีเสียงร้อง
ไม่มีเสียงสนทนา
ทุกคนก้มศีรษะลงอย่างสงบ
ราวกับกำลังรอพิธีสำคัญบางอย่าง
เยว่หลันมองไปรอบ ๆ
ไม่มีผู้ใดในลานหันมามองพวกนาง
ราวกับพวกนางเป็เพียงผู้สังเกตการณ์
ไม่ใช่ผู้ร่วมเหตุการณ์
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเบา ๆ
“เรากำลังเห็นอดีต”
“อย่าแตะต้องสิ่งใด”
ทุกคนพยักหน้า
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบันไดหิน้า
ตึก...
ตึก...
ตึก...
สตรีผู้หนึ่งเดินลงมาอย่างสง่างาม
อาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยสีทอง
ในมือซ้ายถือโคมแดง
มือขวาถือพู่กันไม้เหมย
ทันทีที่นางปรากฏ
ผู้คนนับพันก็ก้มศีรษะต่ำลงพร้อมกัน
ไม่มีผู้ใดเอ่ยนามของนาง
แต่เยว่หลันรู้ได้ทันที
ผู้ถือกรรม์รุ่นแรก
นางมิใช่ผู้มีสีหน้าเ็า
ตรงกันข้าม...
ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเมตตา
แต่กลับซ่อนความเหนื่อยล้าไว้อย่างลึกซึ้ง
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกเดินมาหยุดหน้าศิลากำเนิดนาม
นางยกพู่กันขึ้น
หมึกสีทองหยดลงบนผิวศิลา
ชื่อหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
แต่ก่อนที่ทุกคนจะอ่านออก
เงาร่างหนึ่งกลับก้าวออกมาจากท้ายลาน
บุรุษในอาภรณ์สีดำ
ใบหน้าถูกเงาคลุมจนมองไม่เห็น
เขามิได้เดินอย่างเร่งรีบ
หากเดินตรงเข้าหาผู้ถือกรรมรุ่นแรก
ทุกย่างก้าวของเขา
ทำให้พื้นหินใต้เท้าเกิดรอยร้าวสีดำ
เหอซานกระซิบแทบไร้เสียง
“เขา...”
“หรือว่าจะเป็...”
หลี่เฟิงเหยียนยกมือห้าม
“อย่าเพิ่งสรุป”
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกหยุดเขียน
นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้นั้น
แม้ทั้งสองจะอยู่ห่างกันหลายสิบก้าว
แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน
ไม่มีบทสนทนา
มีเพียงสายตาที่มองตอบกัน
แล้ว...
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกค่อย ๆ หลับตา
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนศิลา
พร้อมเสียงที่เบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน
“เหตุใด...จึงเป็เ้า”
สิ้นคำ
ภาพทั้งหมดก็สั่นไหวรุนแรง
ราวกับมีใครบางคนไม่้าให้ผู้ใดเห็นอดีตนี้
แสงสีดำพุ่งเข้าปกคลุมบุรุษผู้นั้น
ใบหน้าซึ่งกำลังจะปรากฏ
กลับถูกกลืนหายไป
ในขณะเดียวกัน
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง
ไม่ใช่เสียงของคนในอดีต
แต่เป็เสียงที่ดังอยู่ในปัจจุบัน
“พอได้แล้ว...”
“อดีตบทนี้...ยังไม่ถึงเวลาที่พวกเ้าจะเห็น”
ทันใดนั้น
ค่ายกลแตกกระจาย
ภาพลานหินหายวับไป
เยว่หลันและทุกคนสะดุ้งกลับมายืนอยู่ในห้องไร้นามอีกครั้ง
ทุกคนหอบหายใจ
ราวกับเพิ่งผ่านการเดินทางอันยาวนาน
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เฟิงเหยียนเปลี่ยนสีหน้า คือบนศิลากำเนิดนาม...
มีรอยมือสีดำเพิ่มขึ้นหนึ่งรอย
รอยมือนั้นเพิ่งปรากฏ
และยังมีไอหมึกสีดำลอยอ้อยอิ่ง
ชายชราผู้ปิดตากำหมัดแน่น
น้ำเสียงสั่นเป็ครั้งแรก
“เขารู้แล้ว...”
“เขารู้ว่าพวกเ้ามาถึงชิงเหอ”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“เขา...คือใคร”
ชายชราหันหน้าไปทางนาง
แม้ดวงตาจะถูกปิดไว้
แต่เยว่หลันกลับรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตรง ๆ
ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยคำตอบ
เสียงระฆังจากกลางหมู่บ้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้...
มิใช่เสียงเดียวกับก่อน
หากเป็เสียงที่หนักกว่า
ลึกกว่า
ราวกับดังมาจากใต้พิภพ
และชายชราก็กล่าวเพียงประโยคเดียว
“ผู้เฝ้าประตู...ตื่นแล้ว”
— จบฉากที่ 5 —
คำกล่าวของชายชราสิ้นสุดลง
ความเงียบที่ตามมา...
กลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียงระฆัง
"ผู้เฝ้าประตู...ตื่นแล้ว"
ไม่มีผู้ใดถามว่าผู้เฝ้าประตูคือผู้ใด
เพราะเพียงชื่อเรียกนั้น
ก็ทำให้อากาศภายในห้องไร้นามหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยภูผาทั้งลูก
เยว่หลันััได้ก่อนใคร
รอยดอกเหมยสีทองบนข้อมือซ้ายเริ่มอุ่นขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผา
แต่เป็ความอบอุ่นที่เต้นเป็จังหวะ
เหมือนชีพจรของใครอีกคนหนึ่ง
นางก้มมอง
แสงสีทองค่อย ๆ แผ่จากกลีบดอกหนึ่งไปสู่อีกกลีบ
จนกระทั่งกลีบที่หนึ่งสว่างเต็มที่
ส่วนอีกหกกลีบยังคงหม่นอยู่
ชายชราผู้ปิดตาเอ่ยขึ้นทันที
“ตราประทับเริ่มตอบรับแล้ว”
เหอซานรีบถาม
“หมายถึงสิ่งใด”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง
“ดอกเหมยทั้งเจ็ด...”
“มิใช่เครื่องหมาย”
“แต่เป็ผนึก”
ทุกคนมองไปยังข้อมือของเยว่หลันพร้อมกัน
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเข้ามาใกล้
เขามิได้จับข้อมือนาง
เพียงพิจารณาอย่างละเอียด
“กลีบแรกสว่างแล้ว”
ชายชราพยักหน้า
“ใช่”
“เมื่อกลีบสุดท้ายผลิบาน...”
เขาหยุดประโยคไว้
สีหน้าสงบนิ่งที่มีมาตลอดกลับฉายแววเศร้า
“ผู้ถือกรรมจะต้องเลือก”
เยว่หลันถามเบา ๆ
“เลือกระหว่างสิ่งใด”
ชายชราไม่ตอบ
เพียงกล่าวว่า
“เมื่อถึงวันนั้น...”
“เ้าจะรู้เอง”
ทันใดนั้น
ห้องไร้นามก็สั่นะเื
ฝุ่นจากเพดานร่วงหล่น
เสียงหินเสียดสีกันดังลั่นไปทั่วหอ
ครืดดด...
จ้าวเหวินรีบชักดาบ
“มีอะไรอยู่ข้างนอก!”
ทุกคนวิ่งออกมาที่โถงใหญ่ของหอจดนาม
ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนหยุดนิ่ง
หน้าต่างทุกบานของหอเปิดออกเอง
ลมหนาวพัดโหมเข้ามา
หิมะสีดำปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า
แต่สิ่งที่น่าใกว่านั้น...
คือชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
กำลังเดินออกจากบ้านทุกหลัง
เป็แถวอย่างพร้อมเพรียง
ไม่มีผู้ใดพูด
ไม่มีผู้ใดมองกันเอง
ทุกคนเดินไปยังลานกลางหมู่บ้าน
ราวกับถูกเรียกโดยเสียงที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสั่นไหวรุนแรง
เมื่อแสงส่องลงไป
นางจึงเห็นความจริงที่ทำให้ลมหายใจสะดุด
ผู้คนเ่าั้...
ไม่มีเงา
และไม่มีรอยเท้าบนหิมะ
แต่ละคนโปร่งแสงเพียงเล็กน้อย
ราวกับเป็เพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำ
เหอซานกำยันต์แน่น
“ไม่ใช่ิญญา...”
“ไม่ใช่คนเป็...”
“แล้วพวกเขาคืออะไรกันแน่”
ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“พวกเขาคือ...”
“ผู้ถูกลืม”
ทันใดนั้น
เสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้นจากลานกลางหมู่บ้าน
“พี่หญิง...”
เยว่หลันสะดุ้ง
เสียงนั้น...
นางเคยได้ยิน
เด็กชายอายุราวแปดขวบ
สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีซีด
กำลังยืนอยู่กลางลาน
ในมือของเขาถือกังหันไม้เล็ก ๆ
เด็กชายเงยหน้าขึ้น
รอยยิ้มสดใสผิดกับบรรยากาศรอบตัว
“พี่หญิง...”
“ในที่สุดก็กลับมา”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“เ้ารู้จักข้าหรือ”
เด็กชายหัวเราะเบา ๆ
“เมื่อก่อน...”
“พี่เคยเล่านิทานให้ข้าฟัง”
ทุกคนหันมองเยว่หลันพร้อมกัน
แต่นางกลับส่ายหน้า
“ไม่...”
“ข้าไม่เคยพบเ้า”
เด็กชายเอียงศีรษะ
ก่อนยิ้มเศร้า
“ใช่สิ...”
“พวกท่านลืมพวกเราไปหมดแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หอจดนามทั้งหลังเงียบสนิท
เยว่หลันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบีบหัวใจ
นางมั่นใจว่าไม่เคยพบเด็กคนนี้
แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของเขา
กลับเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
เหมือนเคยสัญญาอะไรบางอย่างไว้
แต่จำไม่ได้
ทันใดนั้น
หลี่เฟิงเหยียนกลับมองไปยังปลายถนนสายเหนือ
สายตาของเขาคมกริบขึ้นทันที
“เยว่หลัน...”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็จริงจัง
“อย่ามองเด็กคนนั้น”
เยว่หลันหันกลับ
“เหตุใด”
เขาไม่ตอบ
เพียงยกมือชี้ไปยังพื้นหิมะด้านหลังเด็กชาย
ทุกคนมองตาม
แล้วเืในกายก็เย็นเฉียบ
เพราะด้านหลังเด็กชาย...
มีเงาหนึ่งทอดยาวอยู่
แต่เงานั้น...
มิใช่เงาของเด็ก
เป็เงาของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่
สวมอาภรณ์สีดำ
และในมือ...
ถือโคมอีกดวงหนึ่ง
โคมสีดำสนิท
เปลวไฟภายในเป็สีขาวซีด
ชายชราผู้ปิดตากำหมัดแน่น
ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
ก่อนเอ่ยชื่อที่ไม่เคยกล่าวมาก่อน
“โคมคืนนาม...”
หลี่เฟิงเหยียนหรี่ตา
“ท่านหมายถึง...”
ชายชราพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“เขามาแล้ว...”
“ผู้ถือโคมคืนนาม”
ทันทีที่สิ้นคำ
เด็กชายกลางลานก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้...
ดวงตาทั้งสองข้างของเขา
กลับกลายเป็สีดำสนิท
ไร้ตาขาว
ไร้ประกายแห่งชีวิต
แล้วเขาก็ชี้นิ้วตรงมายังเยว่หลัน
พร้อมเอ่ยด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงของเด็กอีกต่อไป
“เขากำลังรอเ้า...หลังประตูบานสุดท้าย”
สิ้นเสียงนั้น
หิมะสีดำทั้งหมู่บ้านพลันหมุนวนขึ้นสู่ท้องฟ้า
กลายเป็พายุขนาดมหึมา
ปกคลุมหมู่บ้านชิงเหอทั้งหมด
และท่ามกลางพายุ...
เงาของบุรุษผู้ถือโคมดำ
ก็ค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้นเป็ครั้งแรก
— จบฉากที่ 6 — ????
พายุหิมะสีดำหมุนวนปกคลุมหมู่บ้านชิงเหอ
เสียงลมคร่ำครวญราวกับผู้คนนับพันกำลังร่ำไห้พร้อมกัน
เยว่หลันยืนอยู่หน้าโถงของหอจดนาม
โคมแดงในมือส่องแสงมั่นคง
แต่ครั้งนี้...
เปลวไฟของมันมิได้ขับไล่ความมืดทั้งหมด
เพราะกลางพายุ
มีแสงอีกดวงหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา
แสงสีขาวซีดจากโคมสีดำ
สองแสง...
สองสี...
กำลังเผชิญหน้ากัน
เงาร่างสูงใหญ่หยุดอยู่กลางลานหิน
หมอกดำปกคลุมทั่วร่างจนมองไม่เห็นใบหน้า
มีเพียงมือที่ถือโคมสีดำ
นิ้วทั้งห้ายาวซีดราวกระดูก
และอาภรณ์สีดำที่พลิ้วไหวแม้ไร้สายลม
ผู้คนทั้งหมู่บ้านค่อย ๆ ถอยไปอยู่ด้านหลังของเขา
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ
ราวกับกำลังถวายความเคารพ
ชายชราผู้ปิดตากำไม้เท้าแน่น
น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
“สามร้อยสี่สิบเจ็ดปี…”
“ในที่สุด…”
“เ้าก็กลับมา”
เงาร่างนั้นมิได้ตอบ
แต่โคมสีดำในมือกลับสว่างขึ้น
ทันทีที่แสงสีขาวแผ่ออก
หนังสือทุกเล่มในหอจดนามก็สั่นพร้อมกัน
หน้ากระดาษพลิกอย่างรวดเร็ว
ราวกับกำลังถูกลมที่มองไม่เห็นเปิดอ่าน
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสีแดงส่องประกายเข้มกว่าเดิม
ทันใดนั้น
โคมทั้งสองกลับสั่นพร้อมกัน
เสียงกังวานเบาดังออกมาจากภายใน
กัง…
กัง…
ไม่ใช่เสียงระฆัง
แต่คล้ายเสียงหยกสองชิ้นกระทบกัน
หลี่เฟิงเหยียนหรี่ตา
“โคมทั้งสอง…”
เหอซานพึมพำ
“กำลังตอบรับกัน”
ชายชรากล่าวช้า ๆ
“มิใช่ตอบรับ…”
“แต่กำลังจดจำ”
เยว่หลันก้มมองโคมแดงในมือ
อักษรโบราณสีทองค่อย ๆ ปรากฏรอบด้ามจับ
อักษรชุดเดียวกัน
กลับปรากฏบนโคมสีดำของอีกฝ่ายเช่นกัน
ต่างกันเพียงสี
หนึ่งเป็ทอง
อีกหนึ่งเป็เงินหม่น
พู่กันไม้เหมยในมือเยว่หลันเริ่มสั่น
ก่อนลอยขึ้นเอง
ปลายพู่กันเขียนอักษรกลางอากาศ
ไม่มีหมึก
มีเพียงแสงสีทอง
ผู้ถือกรรม
พร้อมกันนั้น
โคมสีดำก็ปล่อยละอองแสงสีเงิน
เขียนอักษรอีกคำหนึ่ง
ผู้คืนนาม
สองคำลอยอยู่กลางอากาศ
ก่อนหมุนวนเข้าหากัน
แล้วแตกกระจายเป็ประกายแสงนับพันสาย
เงาร่างในชุดดำก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
เป็ครั้งแรกที่เสียงของเขาดังขึ้น
ทุ้ม
นิ่ง
เก่าแก่ราวกับเดินทางผ่านกาลเวลามาหลายศตวรรษ
“ผู้ถือกรรมรุ่นที่เจ็ดสิบสาม…”
เยว่หลันกำโคมแน่น
“ท่านเป็ผู้ใด”
อีกฝ่ายเงียบไปชั่วครู่
ก่อนตอบเพียงสั้น ๆ
“ผู้ที่เคยเดินบนเส้นทางเดียวกับเ้า”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง
แม้แต่หลี่เฟิงเหยียนก็เปลี่ยนสีหน้า
“ท่านเคยเป็…ผู้ถือกรรม?”
เงาร่างส่ายหน้า
“ไม่…”
“ข้า…”
“คือผู้ที่ไม่อาจเป็ผู้ถือกรรมได้”
ทันใดนั้น
ลมพายุพัดแรงขึ้น
หมอกดำที่ปกคลุมร่างของเขาถูกเปิดออกเพียงชั่วขณะ
เยว่หลันเห็นเพียงครึ่งใบหน้า
เป็ชายวัยกลางคน
มีรอยแผลยาวพาดจากขมับถึงลำคอ
แต่สิ่งที่ทำให้นางชะงัก
คือดวงตาข้างซ้ายของเขา
เป็สีทองเดียวกับเปลวไฟในโคมแดง
ชายผู้นั้นรีบยกมือปิดใบหน้า
หมอกดำหวนกลับมาปกคลุมดังเดิม
ราวกับไม่้าให้ผู้ใดเห็น
เขายกโคมสีดำขึ้นช้า ๆ
“เยว่หลัน…”
“ครั้งหน้าที่เราพบกัน…”
“เ้าจะต้องเลือก”
“จะรักษาโลกใบนี้…”
“หรือรักษาคนที่เ้ารัก”
สิ้นประโยคนั้น
เขาค่อย ๆ ถอยหลัง
พร้อมกับผู้คนทั้งหมู่บ้าน
ร่างของทุกคนค่อย ๆ ละลายไปกับพายุหิมะสีดำ
ทีละคน
ทีละคน
จนเหลือเพียงลานหินที่ว่างเปล่า
หิมะกลับมาเป็สีขาวอีกครั้ง
ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดเป็เพียงความฝัน
เยว่หลันก้มมองโคมแดง
เปลวไฟกลับเป็สีแดงดังเดิม
แต่บนด้ามโคม
กลับมีอักษรเพิ่มขึ้นหนึ่งบรรทัด
ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
"เมื่อโคมทั้งสองพบกันอีกครั้ง...ผนึกสุดท้ายจะเริ่มเปิด"
หลี่เฟิงเหยียนอ่านข้อความนั้น
ก่อนเงยหน้ามองไปยังทิศเหนือ
แม้พายุจะสงบแล้ว
แต่เขากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เขาไม่ได้หนีเรา”
“เขาจงใจมาพบเรา”
เยว่หลันพยักหน้าช้า ๆ
นางกำโคมแดงไว้แน่น
เพราะนางรู้แล้วว่า…
การเดินทางมายังหมู่บ้านชิงเหอ
เป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น
ส่วนศัตรูที่แท้จริง…
เพิ่งเริ่มเปิดเผยตัวเอง
และไกลออกไปเหนือแนวเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ
เงาของประตูหินโบราณบานหนึ่ง
ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอก
เหนือบานประตูนั้นมีอักษรโบราณสี่ตัว
ประตูแรกแห่งคืนนาม
เปลวไฟในโคมแดงสั่นไหวอีกครั้ง
ราวกับรับรู้ว่า…
การเดินทางบทใหม่ของผู้ถือกรรม์กำลังจะเริ่มต้น
— จบตอนที่ 9 —