บทที่ 36 จังหวะการอยู่ร่วมกัน
ฉินเสี่ยวซู่กลับบ้านพร้อมกับข่าวซุบซิมเต็มกระบุงพลันได้กลิ่นหอมโชยมาจากห้องครัว
ไป๋อวี้อารมณ์ดีเลยทำกับข้าวเต็มโต๊ะ
ฉินเสี่ยวซู่เพิ่งเข้ามาก็ได้กลิ่นน้ำแกงหน่อไม้ที่ตัวเองชื่นชอบ
เขาวิ่งดุ่ม ๆ เข้าไปตะโกนใส่ไป๋อวี้ซึ่งกำลังยุ่งอยู่ “อันนี้ต้องทำเยอะ ๆ เข้าใจไหม! อีกไม่กี่วันจะเหลือแต่หน่อไม้แห้งแล้ว!”
ไป๋อวี้กล่าว “ได้เลย ฉันจะทำให้ทุกวัน คอยดูว่านายจะเบื่อไหม”
ฉินเสี่ยวกั่วกับน่าวจงนั่งอยู่ด้วยกัน ขนาดตัวคนไม่ได้ใหญ่กว่าไก่เท่าไหร่นัก กำลังหัวเราะ ‘เอิ๊กอ๊าก’ ใส่พี่ชายตัวเอง
ฉินเสี่ยวซู่วิ่งเข้าไปลูบหัวเธอทีหนึ่ง
จากนั้นเขาก็เดินตามหลังไป๋อวี้แจ
หญิงสาวพูดด้วยความสงสัย “ทำอะไรเนี่ย หลบไปหน่อย ระวังร้อนด้วย”
ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยอย่างมีเลศนัย “จ้าวต้าหมินรังแกเธอใช่ไหม”
ไป๋อวี้เงียบไปพักหนึ่ง “...เปล่านี่”
ความจริงฉินเสี่ยวซู่คิดอยู่ตลอด วันนี้เธอหน้าบึ้งกลับมา แล้วออกไปพร้อมกับพ่อของเขา
หลับไปได้แค่แป๊บเดียว พอตื่นมาออกไปข้างนอกก็ได้ยินว่าจ้าวต้าหมินโดนทำร้ายแล้ว
ได้ยินผู้คนซุบซิบคุยกันหนาหู แต่เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายจ้าวต้าหมิน
เด็กหนุ่มอดเดาไม่ได้ หรือจ้าวต้าหมินจะรังแกเธอ เลยถูกฉินต้าซานพ่อของเขาจัดการ
แต่เธอกลับบอกว่าไม่ใช่…
ฉินเสี่ยวซู่ไม่ค่อยอยากเชื่อ แถมยังคิดไปเองอีกว่าไป๋อวี้กับพ่อคงไม่อยากให้เขาเป็นห่วง
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วพลางพูดขึ้นว่า “เอาเป็นว่าเธออย่าออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกแล้วกัน! ดูหน้าตาเธอสิ แค่ไปกองส่งกำลังบำรุงยังมีแต่คนมองเลย! บ้านฉันขาดแคลนของกินหรือเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือไง! เป็นผู้หญิงต้องอยู่บ้านทำอาหาร...”
ไป๋อวี้เตะก้นเขาทีหนึ่ง “ไปให้พ้นเลย”
ฉินเสี่ยวซู่คลึงก้นป้อย ๆ “ยัยผู้หญิงชั่ว ถ้าไม่เห็นแก่อาหารล่ะก็ฉันซัดเธอไปนานแล้ว!”
ฉินเสี่ยวกั่วตะคอกเสียงดัง “พี่คะ!”
เสร็จกัน ลืมไปว่าเจ้าตัวเล็กยังอยู่
ฉินเสี่ยวซู่ลุกพรวดทันที
เขาแก้ตัวยิ้ม ๆ “พี่ไม่ได้ด่า พี่แค่หวังดีกับเธอเฉย ๆ”
ฉินเสี่ยวกั่วเบะปาก “พี่ต้องพูดจาอ่อนหวานกับแม่มากกว่านี้หน่อยสิ”
รอยยิ้มของฉินเสี่ยวซู่แข็งค้าง
“พี่จะพูดแบบเดิมก็ได้นะ” ฉินเสี่ยวกั่วเอ่ยอย่างร้อนใจ “แต่พี่ต้องเรียกว่าแม่ ห้ามเรียกเธอแบบนั้น”
ถึงจะเป็นเด็ก แต่ก็รู้ว่า ‘ยัยผู้หญิงชั่ว’ ไม่ใช่คำพูดที่ดีอะไร
ไป๋อวี้หันหน้ามาเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความชั่วร้าย
ฉินเสี่ยวซู่นิ่งเงียบ “...”
ไป๋อวี้พูด “เรียกแม่สิ”
ฉินเสี่ยวซู่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาเอ่ยด้วยเสียงเบาหวิวเหมือนยุงบิน “แม่”
จากนั้นหันหลังวิ่งออกจากห้องครัวไป
……
ตั้งแต่วันนั้น ตระกูลจ้าวก็หัวหมุนกับเรื่องของตัวเอง ไป๋อวี้เลยไม่รีบไปทำงาน
แต่เธอก็ไม่ได้อยู่เฉย ลงมือเก็บกวาดบ้านอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบ
ทำทีเก็บของในบ้านเสร็จแล้ว จึงฉวยจังหวะที่ฉินต้าซานยังอยู่บ้านให้เขาทำคอกเลี้ยงไก่ในสวน
อีกไม่นานแม่ไก่อายุครึ่งปีสามตัวที่อุ้มกลับมาน่าจะใกล้ออกไข่แล้ว พวกมันทั้งเชื่องและว่าง่าย ไม่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว
ตอนนี้พ่อไก่แก่อย่างน่าวจงคอยดูแลแม่ไก่สามตัวอย่างองอาจน่าเกรงขาม ถือเป็นไก่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว
จากนั้นให้ฉินต้าซานกับฉินเสี่ยวซู่หักร้างถางพงที่ว่างในสวน
นานวันเข้าเธอก็ค่อย ๆ จับจังหวะการใช้ชีวิตร่วมกับฉินต้าซานได้แล้ว
เขาคงจะมองเธอเป็นพาร์ทเนอร์ชีวิตล่ะมั้ง วัน ๆ ไม่มายุ่งวุ่นวายกับเธอเลย
เธอก็เลยใจกล้าขึ้นมา มองเขาเป็นเพียง ‘เพื่อนต่างเพศที่นอนร่วมเตียง’ และคอยสั่งเขาให้ทำงานอย่างไม่เกรงใจ
ยังไงซะ มันก็เป็นการเก็บกวาดบ้านเขาให้เป็นระเบียบนี่นา!
…
ผ่านไปอีกสองวัน ฉินต้าซานบอกเธอว่าพรุ่งนี้จะขึ้นเขา
เธอรู้ว่าเขาเป็นนายพราน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋อวี้พบเจอเหตุการณ์ที่ชายหนุ่มจะขึ้นเขาตั้งแต่มาอยู่ที่นี่
แถมเพิ่งมาบอกเธอว่าจะขึ้นเขาในตอนเที่ยงของหนึ่งวันก่อนเดินทาง
ไป๋อวี้ชะงักไปทันที “ฤดูใบไม้ผลิไม่ล่าสัตว์ไม่ใช่เหรอ?”
เธอได้ยินมาว่าสัตว์ส่วนมากจะเลี้ยงลูกในฤดูใบไม้ผลิ เลยไม่ล่าสัตว์กัน
ฉินเสี่ยวซู่ที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงหัวเราะเยาะเธอ “เธอจะไปรู้อะไร เราไม่ล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิก็จริง แต่สัตว์ป่าบนเขาจะลงมารุกรานชาวบ้าน ถ้าพ่อกับคนอื่น ๆ ไม่ขึ้นไปยิงขู่ กลางคืนเธอหลับไม่สนิทแน่”
ส่วนฉินต้าซานอธิบายว่า “พุ่งเป้าไปที่การขับไล่เป็นหลัก”
อ้อ…
ไป๋อวี้ประหม่านิดหน่อย “ต้องเตรียมอะไรบ้าง?”
“เตรียมเสบียงกรังกับน้ำ แล้วก็ยาทาแผล” เขานิ่งไปเล็กน้อย “ฉันเตรียมเสร็จหมดแล้ว”
โอเค…
แต่วันสองวันนี้เขาดีกับเธอมากทีเดียว ซ้ำยังช่วยทำงานตั้งมากมาย
ไป๋อวี้กล่าว “งั้นเดี๋ยวเตรียมของกินให้นายอีกหน่อยแล้วกัน”
ฉินต้าซานไม่ได้พูดอะไร หยิบปืนล่าสัตว์มาทำความสะอาด และตรวจเช็กลำกล้อง
ในบ้านมีปืนสองกระบอก ปืนคาบศิลา*[1]สั้นกระบอกหนึ่งที่เหมือนว่าในกลุ่มล่าสัตว์จะมีกันทุกคน และปืนลูกซองยาวอีกกระบอกหนึ่ง
ปกติเขาจะเก็บใส่กล่องเฉพาะสองใบ และแขวนกล่องไว้บนผนังห้องนอน
ตอนไป๋อวี้เข้ามาทำความสะอาด เธอตกใจแทบแย่เมื่อเห็นมันในครั้งแรก
ตอนนี้พอเห็นเขาเอาปืนออกมา เธอก็ตกใจจนรีบเดินอ้อมหลบปากกระบอกปืนทันที
ฉินต้าซานไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ เขาแค่ขยับเล่นไปมาเหมือนปกติ แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนปากกระบอกปืนเอาแต่ไล่ตามเธออย่างนั้นแหละ…
“ฉินต้าซาน!” ไป๋อวี้ตะโกนอย่างตื่นตระหนก
ฉินต้าซานเงยหน้ามองเธออย่างประหลาดใจครู่หนึ่ง พบว่าเธอแทบกระโดดขึ้นไปอยู่บนตู้แล้ว
เขาก้มหน้ามองปากกระบอกปืนของตนอีกครั้ง พลางผุดรอยยิ้มที่แลดูไร้ความปรานีออกมา
ฉินเสี่ยวซู่หัวเราะจนตัวโยนอยู่ข้าง ๆ “ขี้ขลาดเสียจริง”
“ยังจะมายิ้มอีก! รีบขยับเจ้านั่นไปทางอื่นเลยนะ”
ฉินต้าซานเลยขยับหันข้างใส่เธอ
ไป๋อวี้เดินแนบติดผนังออกไป พอถึงหน้าประตูก็สาวเท้าวิ่งทันที
ฉินเสี่ยวกั่วดูชอบใจที่ได้เห็นหญิงสาววิ่งมาหา พลันกระโดดโหยงเหยงขึ้นมา “แม่คะ!”
ไป๋อวี้รีบคว้าตัวลูกน้อยไว้ทันควัน “อย่าเข้าไปในบ้าน!”
“ทำไมล่ะคะ?”
“ในบ้านมีเสือ!”
“อ้อ ฮ่า ๆ หนูไม่กลัวหรอก พ่อหนูปราบเสือได้”
สองแม่ลูกพูดคุยกันในเรื่องไร้สาระ ก่อนจะค่อย ๆ เดินจากไป
ฉินต้าซานที่อยู่ในห้อง ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของทั้งคู่ก็ผุดรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมา
ฉินเสี่ยวซู่ขยับเข้าไปใกล้ ทำหน้าด้านพูดว่า “พ่อ ขอผมสัมผัสเจ้านี่หน่อยสิ...”
ฉินต้าซานมองค้อนเขา “ไปไกล ๆ เลย”
……
เช้าวันต่อมา เช้าตรู่จริง ๆ เพราะฟ้ายังไม่สาง แม้แต่ไก่ยังไม่ตื่นเลย
ทว่าฉินต้าซานก็ลุกขึ้นแล้ว
ไป๋อวี้ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เหมือนจะมีเสียงหมาเห่าอยู่ข้างนอก
ฉินต้าซานก้มตัวลงจุดตะเกียงน้ำมัน แบกปืนล่าสัตว์ แล้วหยิบถุงสัมภาระ
ไหน ๆ ไป๋อวี้ก็ตื่นแล้วเลยลุกขึ้นซะเลย ดันฉินเสี่ยวซู่ที่ท่านอนไม่เรียบร้อยลงจากตัว จากนั้นขยับเข้าไปหอมหน้าผากของเสี่ยวกั่ว
ความจริงเด็กโตอย่างฉินเสี่ยวซู่ไม่ควรนอนรวมกับพ่อแม่แล้ว
แต่คนบ้านนี้นอนรวมกันบนเตียงเตาใหญ่ และที่สำตัญคือฉินเสี่ยวซู่จะนอนคั่นกลางระหว่างเธอกับฉินต้าซาน
ดังนั้นไป๋อวี้เลยยังไม่ไล่เจ้าเด็กคนนี้ออกไปเพราะในตอนนี้ยังคิดวิธีที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ไม่ออก…
อากาศกลางวันกับกลางคืนที่นี่ไม่ต่างกันมากนัก แต่เวลานี้ยังถือว่าดึกสงัด อากาศเลยเย็นนิดหน่อย
ไป๋อวี้ควานตามเตียงเตาแล้วฉวยหยิบเสื้อคลุมหนังตัวหนึ่งมาใส่
มันตัวใหญ่และออกจะหนาไปหน่อย แต่เธอคิดว่าใส่ถูไถไปก่อน
ฉินต้าซานหันมองเธอแวบหนึ่งแต่ก็ไม่พูดอะไร เขาเปิดตู้แล้วหยิบเสื้อคลุมอีกตัวออกมา
ไป๋อวี้เห็นก็พูดอย่างกระดากอาย “นายจะเอาเสื้อตัวนั้นขึ้นเขาไปด้วยเหรอ?”
ฉินต้าซานรับคำว่า ‘อืม’ ก่อนจะเดินออกไป
[1] ปืนคาบศิลา หนึ่งในชื่อเรียกปืนไฟของไทย ปืนไฟ หมายถึง อาวุธปืนที่ใช้ยิงกระสุน ดินดำ โดยใช้วิธียิงประทับบ่า (ปืนเล็กยาว) และยิงมือเดียว (ปืนเล็กสับหรือปืนนก) โดยจะบรรจุกระสุนและดินดำเข้าทางปากกระบอก