“เช่นนั้นก็ตกลง เ้าจะส่งมอบข้าวให้ข้าได้วันไหน นี่เป็ของราคาแพง ต้องขอโทษล่วงหน้าหากข้าจะยังไม่จ่ายเงินให้ตอนนี้ ขอเพียงข้าตรวจสอบข้าวทั้งสองร้อยจินก่อนว่าเรียบร้อยดีหรือไม่”
เถ้าแก่ฉีถึงกับตัวกระตุก ทำไมภรรยาถึงไม่รีบมัดจำหรือจ่ายเงินไปเลยเล่า ไม่กลัวว่าแม่นางผู้นี้จะไปขายให้ร้านธัญพืชโจวหรืออย่างไร
“เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ ข้าเองก็มีเวลาไม่มาก”
เถ้าแก่เนี้ยรีบคิด การค้าขายครั้งนี้ไม่สะดุดตาแน่นอนเพราะคู่ค้ามาในรูปแบบหญิงสาวซอมซ่อ แต่ของข้างในนี่สิไม่อาจวางใจได้ นางถึงกับไม่อยากเอาไว้ที่โกดังเลยด้วยซ้ำ
“เ้ารอข้าสักสองชั่วยาม ข้าจะไปเตรียมรถม้าและจ้างคนคุ้มกัน หากข้าวของเ้าดีเช่นข้าวตัวอย่างนี้ ข้าจะขนมันเข้าเมืองหลวงเลย แต่ก่อนที่เราจะตกลงเื่นี้ ข้ามีหนึ่งคำถามอยากถามจากเ้า” แม้จะดีใจแต่เถ้าแก่เนี้ยฉีก็ยังคงรอบคอบกว่าสามีมาก
ซูเหยาเอ่ยปากอนุญาตให้อีกฝ่ายถาม
“เหตุใดเ้าจึงเลือกร้านข้า” ทำไมไม่เลือกร้านธัญพืชโจว นางยังคงไม่ตัดประเด็นที่ว่าซูเหยาคือคู่แข่งทางการค้าที่อยากกดร้านนางให้จมดิน มันจะเป็อย่างไรถ้าซูเหยาขายข้าวสารให้นาง แล้วค่อยจ้างวานหาคนมาจี้ปล้นข้าวระหว่างทาง นั่นคืออีกฝ่ายจะได้ทั้งเงินและข้าว
ถ้าสิ่งที่คิดในหัวเป็เื่จริง ร้านฉีจะเสียทั้งเงินเสียทั้งข้าวสาร!
“มีคนแนะนำข้ามา เถ้าแก่เนี้ยเห็นรอยที่หน้าผากข้าหรือไม่...” ซูเหยาเล่าเื่ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังคร่าวๆ
สองสามีภรรยาพอได้ฟังเื่ที่ซูเหยาเกือบจะถูกขายให้เป็ภรรยาของคุณชายโจวสติเฟื่อนพวกเขาก็เข้าใจได้ หากเป็ฝ่ายตรงข้ามจริงคงไม่มัวมาทำอะไรที่ซับซ้อนเพียงนี้หรอก
นี่คงเป็ความชิงชังของคนตรงหน้าที่มีต่อร้านโจว จึงเลือกเอาของดีมาขายให้ร้านฉี ขนมเปี๊ยะตกจากฟ้าจริงๆ
“เอาล่ะ ข้าจะเชื่อใจเ้า เราจะไปเจอกันที่ใด”
“ท่านมียุ้งฉางที่ว่างหรือโกดังหรือไม่ ข้าจะให้คนเตรียมของไปไว้ในที่ของท่านในระหว่างนี้” ที่ซูเหยาเลือกโกดังว่างเพราะอีกฝ่ายจะได้ไม่คิดว่านางจะเล่นเล่ห์กลกับของด้านในนั้น ในเมื่อเป็โกดังเปล่าก็จะสบายใจทั้งสองฝ่าย
เถ้าแก่เนี้ยรีบพยักหน้า แล้วให้เถ้าแก่ฉีพาซูเหยาไป ส่วนตนนั้นก็ไปพูดคุยกับสำนักผู้คุ้มกันภัย
“เถ้าแก่ฉีข้าจะรอเถ้าแก่เนี้ยที่นี่ ท่านกลับไปที่ร้านเถิดเ้าค่ะ คนอื่นจะได้ไม่สงสัย”
เถ้าแก่ฉีพยักหน้าเห็นด้วย ที่นี่ไม่มีสิ่งใดให้นางขโมยได้ เขาเองก็ไม่อยากปิดร้านนานนักเพราะจะเป็ที่สงสัย
พอเห็นว่าอีกฝ่ายจากไปแล้ว ซูเหยาก็ยังคงนั่งรอในโกดังอย่างเงียบๆ โดยไม่รีบนำข้าวสารออกมา จนกระทั่งราวๆ หนึ่งชั่วยามเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าและผู้คนจากไกลๆ พอยืนยันว่านั่นคือเถ้าแก่เนี้ยฉีที่พาคนมาจริงๆ นางจึงค่อยดำเนินการ
เถ้าแก่เนี้ยฉีไม่รอช้า รีบลงจากรถม้าก็รีบเข้าไปในโกดังและใช้เวลาตรวจสอบข้าวสารทั้งหมดจนคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร นางก็ยิ้มอย่างพึงใจ
“180 ตำลึงทอง เก็บให้ดีล่ะ” เถ้าแก่เนี้ยฉีไม่วายกำชับ นางคิดว่าซูเหยาไม่น่าใช่เ้าของข้าวตัวจริง แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเอาข้าวมาจากไหน หากมีคนอยู่เื้ัซูเหยา ถ้าหญิงสาวทำเงินหายชีวิตทั้งชีวิตคงชดใช้ไม่พอ
ซูเหยารีบพยักหน้าแล้วใส่เงินเข้าไปอกเสื้อ ทางด้านเถ้าแก่เนี้ยฉีก็เร่งรีบ ทางซูเหยาเองก็เร่งรีบจึงได้จบบทสนทนาอย่างเรียบง่ายและต่างคนต่างแยกย้าย
“เฮ้อ”
ซูเหยาเดินย้อนกลับไปยังร้านธัญพืชฉีอีกครั้งแล้วสั่งธัญพืชหลายรายการจำนวนมาก แน่นอนว่าสิ่งนี้มีไว้สำหรับเป็เสบียงเวลาเดินทาง แม้หัวใจนางจะร่ำร้องอยากกินข้าวเม็ดขาวๆ ที่เพิ่งขายไปมากเพียงใดแต่ก็ต้องตัดใจเพราะของดีเช่นนั้นมันโดดเด่นเกินไป! ถึงสายตานางจะมองว่ามันธรรมดาและควรจะเป็อย่างนั้นก็ตาม
การเดินทางครั้งนี้มีทั้งคนที่รู้จักเ้าของร่างเดิมอย่างคนในครอบครัว และยังมีสามีหมาดๆ อีก ทำอะไรจึงต้องระมัดระวังตัว อาหารจึงควรเป็อาหารธรรมดาที่คนทั่วไปมักจะรับประทานกัน ส่วนข้าวขาวในฟาร์ม โอ้ ลืมไปเถอะ!
หลังจากที่สั่งซื้อธัญพืชกับเถ้าแก่ฉีแล้ว ซูเหยาก็เลือกซื้อเสื้อผ้าหลายชุดเพื่อเตรียมให้กับทุกคน รวมถึงของใช้ที่จำเป็มากมาย เพราะอย่างไรเสียเมืองซุ่ยหนิงก็ใกล้เมืองหลวงของใช้พวกนี้มีรูปแบบให้เลือกหลากหลายและน่าจะสวยงามกว่าเมืองชายแดน
ส่วนเื่เนื้อสดและผักสด ซูเหยาก็ไม่พลาด สองอย่างนี้นางจะนำมันใส่ไว้ฟาร์มไว้สำหรับเวลาฉุกเฉิน เพราะเป็สิ่งที่เน่าเสียง่าย ถึงจะเดินทางก็ไม่อาจนำออกมารับประทานได้อยู่ดี เื่นี้เป็หยวนเป่าที่แนะนำ เ้าตัวน้อยเอ่ยว่าฟาร์มแห่งนี้ไม่อยู่ในมิติเวลาใด ทุกสิ่งอย่างควบคุมโดยระบบ หากนำสิ่งของเข้ามาก็จะไม่เน่าเสีย เว้นก็แต่พืชและสัตว์ที่เ้าของ้าให้มันเจริญเติบโต
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าซูเหยาซื้อเมล็ดพืชด้านนอกมาใส่เอาไว้ในฟาร์มเฉยๆ เมล็ดพืชก็จะคงสภาพอยู่อย่างนั้น แต่ถ้านางมีเจตจำนงจะเพาะปลูกและออกคำสั่งให้หว่านฟาร์ม เมล็ดพืชถึงจะเจริญเติบโต
สัตว์เองก็ทำนองเดียวกัน ถ้านำเข้ามาทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตมันก็จะไม่เติบโต แต่ถ้า้าจะเลี้ยงอายุก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พอรวมกับเงินซื้อโครงรถม้าสี่คัน และม้าสี่ตัวที่ใช้บรรทุกข้าวของสองคัน บรรทุกคนสองคัน เงินที่หามาได้ก็ร่อยหรอลงในพริบตา
หญิงสาวได้แต่กุมหน้าอกอย่างปวดใจ เอาเถอะขอเพียงได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เงินทองย่อมหาใหม่ได้
และแล้ววันที่ต้องออกเดินทางเพื่อเริ่มชีวิตและเปลี่ยนชะตากรรมก็มาถึง เสียงเคาะประตูดังขึ้น ซูเหยาพยักหน้าให้มู่หลินเป็เชิงว่านางจะไปเปิดประตูเอง หากเดาไม่ผิดคนข้างนอกน่าจะเป็กู้เซียงที่นัดหมายกันไว้
แต่แล้วซูเหยาก็ต้องแปลกใจเพราะการคาดเดาของนางนั้นผิดไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกลุ่มคนตรงหน้า
“เ้าคือภรรยาของพี่ใหญ่?”
ซูเหยาตอบรับ ดูจากการรูปร่างของคนกลุ่มนี้คงเป็ทหารไม่ต่างจากกู้เซียง
“เมื่อคืนมีม้าเร็วมา พี่ชายกู้จึงต้องเดินทางไปก่อนล่วงหน้า”
ริมฝีปากบางเม้มแน่น สีหน้าของนางเหม่อลอยคล้ายว่าเศร้าสร้อยจนผู้มาใหม่รู้สึกผิด
“อย่าได้กังวลใจไปเลย แม้ไม่มีพี่ใหญ่แต่พวกเราจะคุ้มกันเ้าและครอบครัวเอง”
อันที่จริงซูเหยาไม่ได้เศร้าเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายคิดแต่อย่างใด กลับกันนางรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่กู้เซียงออกเดินทางไปก่อน เพราะจะได้ใช้เขาเป็ข้ออ้างเื่ที่มาของรถม้า เมื่อคืนนางนั่งคิดนอนคิดทั้งคืนว่าจะทำอย่างไรดีถ้ามีใครถาม หากคนตระกูลซูถามนางจะบอกว่ากู้เซียงเป็เ้าของมัน แต่หากกู้เซียงถามนางจะบอกว่าตระกูลซูเอาเงินเก็บออกมาซื้อ ซึ่งข้ออ้างพวกนี้สุ่มเสี่ยงความจะแตกมาก เพราะอย่างไรเสียทั้งสองฝ่ายก็ต้องเดินทางขบวนเดียวกันและใช้ชีวิตด้วยกันเป็เดือน คราวนี้พอกู้เซียงเดินทางไปล่วงหน้าจึงถือว่าเป็เื่ที่น่ายินดี
ส่วนที่ว่าเพราะอะไรทำไมถึงต้องเป็เขาที่ต้องควบม้าไปล่วงหน้านั้น ซูเหยาคร้านจะใส่ใจ นางมิใช่คนโงจึงพอจะคาดเดาได้เล็กน้อยว่าสถานะของกู้เซียงนั้นไม่ใช่ทหารธรรมดาแน่ๆ อาจเป็หัวหน้าหน่วยหรือหัวหน้ากองอะไรสักอย่าง ดูได้จากความสำคัญในหน้าที่ที่เขาได้รับและท่าทีที่สหายกลุ่มนี้มีต่อนางในฐานะภรรยาของกู้เซียง
“เ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี” มู่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น นางมองว่าซูเหยานั้นเป็ญาติที่แท้จริง และไม่เต็มใจนักที่จะพลัดพรากจากอีกฝ่ายไป