แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาขบคิด ซ้ำยังประหลาดใจอย่างมากนั้นก็คือ?
ปรมาจารย์อย่างหยางซุนจี้ผู้นี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็ผู้ที่อยู่เื้ัเื่เมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้าเนื่องมาจากการหายไปของโลงศพหิน ใน่เวลาที่อุกกาบาตได้ตกลงมา เพราะข่าวนั้น มันถูกแพร่สะพัดไปทั่วในหมู่ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญา
ถ้าหากว่าเื่นี้ถูกแพร่งพรายออกไปไปแล้วล่ะก็...?ผู้ฝึกฝนบ่มเพาะพลังปราณิญญาทั้งสี่มหาอาณาจักรกระทั่งผู้ฝึกฝนไร้สังกัดสันโดษเอง จะต้องตามล่าพวกเขามากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งอาจจะเป็ไปได้ว่า ของสิ่งนั้นมีอยู่จริงๆและอาจถูกโดยเ้าเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็แน่!
หากไม่เช่นนั้นแล้วมีหรือที่คนอย่างหยางซุนจี้จะปกป้องเด็กคนนี้เท่าชีวิตของตนเองซ้ำยังให้ศิษย์ผู้ซื่อสัตย์อย่างเหลียงเฉิน คอยเฝ้าเลี้ยงดูมาตลอดในระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาอย่างหลบๆ ซ่อนๆ
นั้นคือสิ่งที่เอ่อตงเว่ยครุ่นคิดเมื่อครู่ และเขาเองก็มั่นใจมากขึ้น หลังจากการปรากฏตัวของปรมาจารย์ผู้นี้ดังนั้นก็ยิ่งทำให้เขามีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นไปอีกเป็แปดส่วนเลยทีเดียว!
เอ่อตงเว่ยแสยะยิ้มมุมปาก ทว่าก็กลืนน้ำลายขมลงคอด้วยเช่นกัน
ประกายแสงจากลูกแก้วที่หัวไม้เท้าสว่างจ้าขึ้นทันทีก่อนจะมีเมฆครึ้มทะมึนปรากฏอยู่บนเหนือศีรษะของเขา
“พลังปราณิญญาขั้นระดับสองดารา และอยู่ในแค่ชั้นกลางนับว่าเ้าเองก็อดทนฝึกฝนมาเป็อย่างดีไม่น้อยเลยทีเดียว”แค่มองปราดเดียวหยางซุนจี้ก็รู้ลึกถึงระดับพลังของฝ่ายตรงข้าม พลางกล่าวเหยียดออกไปอีกว่า
“ส่วนเคล็ดวิชาธาตุเวทเพลิงอัสนีแผดเผาของเ้านั้น อยู่ใน ‘คัมภีร์วิถีเวทแห่งราชันย์’ก็จริง ทว่าเมื่อข้าพิจารณาดูแล้ว เ้าเองก็ยังฝึกฝนไปไม่ถึงไหนเลยหรือว่าเคล็ดวิชาในคัมภีร์ส่วนท้ายหายไปไม่สมบูรณ์ เหอะๆ”
หลังกล่าวจบก็มองเอ่อตงเว่ยด้วยสายตาเย็นเยียบ ซึ่งใบหน้าอีกฝ่ายก็เหมือนถอดสีออกราวกับกิ้งก่าหยางซุนจี้พลางยกมือชี้นิ้วไปที่ใบหน้าอีกฝ่าย
“เ้าจะเลือกทางไหนดี!..หรือว่าเ้าจะกัดลิ้นตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายหรือว่าจะให้ข้าสังหารเ้า เ้าจงเลือกเอาเองเถอะ เอ่อตงเว่ยนะเอ่อตงเว่ย...”หยางซุนจี้จิปากก่อนกล่าวเตือนอีกครั้งว่า“ข้าล่ะเสียดายระดับพลังปราณิญญาของเ้าจริงๆอายุของเ้าตอนนี้หากอยู่แบบกินอิ่มไม่มีอะไรทำ แล้วนอนอยู่ที่ตำหนักเ้าเฉยๆก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ถึงห้าพันปี กระทั่งตัวเ้าเอง ก็ยังเป็ถึงรองประมุขเ้าตำหนักจรัสแสงอีกแทนที่จะเสพสุขอย่างสบายที่นั้น กลับต้องมาแส้หาเื่ถึงที่นี่อีก!ช่างโง่เง่านัก!”
หยางซุนจี้ส่ายศีรษะไปมาในขณะที่กล่าวอีกครั้ง และเดินสืบเท้าเข้าหาเอ่อตงเว่ยอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
สายฟ้าห้าเส้นที่ส่องประกายพรั่นพรึง พร้อมกับเพลิงมรณะวูบไหวลุกโชนก่อนที่มันจะรวบควบกันเหลือเพียงเส้นเดียวอีกครั้ง เอ่อตงเว่ยไม่ได้พูดตอบโต้ออกไปแต่สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดเป็อย่างมากส่วนจิตใจเองก็รู้สึกขมขื่นไม่น้อยเช่นกัน
‘ทางเลือกบ้าอะไรของเ้า! เลือกทางไหนก็ต้องตายอยู่ดีแบบนี้ยังจะเรียกว่าทางเลือกอีกเหรอ?’
ทว่าชั่วขณะนั้น ภายในจิตใจกลับแปรเปลี่ยนแล้วลอบแสยะยิ้มอย่างยินดีเพราะสิ่งที่เขาคิดนั้นก็คือ หยางซุนจี้อาจไม่ได้เป็ผู้ฝึกเคล็ดวิชาธาตุเวทนั้นเองเพราะหากเกิดการต่อสู้ขึ้น โอกาสที่เขาจะหนีรอดไปได้นับได้ว่ามีถึงสามส่วนด้วยกัน
‘ช่างเดาได้แม่นเหลือเกิ๊นน!’
แต่ถึงกระนั้น เขาเองก็อดลอบหวาดกลัวขึ้นในใจไม่ได้เพราะผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้มีพลังปราณิญญาแทบจะผลิกฟ้าคว่ำดินได้ในคราวเดียว นี้มัน ‘พลังปราณิญญาระดับสี่ดารา’ เชียวนะแค่ดีดนิ้วครั้งเดียวเขาก็กลายเป็ฝุ่นละอองแล้ว แล้วจะเป็ไปได้ยังไงที่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนตรงหน้านี้ จะไม่มี ‘คัมภีร์อักขระเวทิญญา’ เพื่อใช้ฝึก ‘เคล็ดวิชาธาตุเวท’ เลยสักม้วน
และการปะทะกันในครั้งนี้ เขาเองก็นับว่าน่าเสียดายอย่างมากที่ตนนั้นดันไม่มีแก่นปราณจิติญญาธาตุ เหมือนดั่งเช่นเหลียงเฉินที่นำมาใช้ก่อนหน้าดังนั้นเขาเองก็จำเป็ที่จะต้องพึ่งพาพลังปราณิญญาที่มีอยู่ในตัวทั้งหมดและอาจต้องใช้ถึงแปดส่วนด้วยกันเลยทีเดียวเพื่อใช้ปลดปล่อยพลังธาตุเวทให้มีอนุภาพที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นซึ่งมันจะมากกว่าครั้งที่ต่อสู้กับเหลียงเฉิน และถ้าหากว่ามันสำเร็จดั่งที่เขาคิดเอาไว้เอ่อตงเว่ยพลางหัวเราะหึหึเสียงเบาในลำคอ ก่อนจะกล่าวพึมพำกับตัวเอง
“หนทางรอดของข้าเปิดกว้างขึ้นแล้ว และถ้าหากข้าหนีรอดไปได้พวกเ้าทั้งหมดจะต้องเสียใจอย่างถึงที่สุด หึหึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
หลังจากที่ดึงสติฝันหวานจนเลื่อนลอยกลับมา สายฟ้าเพียงเส้นเดียวก็พุ่งออกจากหัวไม้เท้าและมุ่งตรงเข้าหาหยางซุนจี้ด้วยความรวดเร็ว แค่ชั่วกะพริบตาเส้นสายฟ้านั้นก็พุ่งมาอยู่ในระยะเพียงไม่ถึงหนึ่งจั้งตรงหน้าหยางซุนจี้
ชายชรายังคงมีใบหน้าอันเรียบเฉยเ็าแววตาของเขาส่องประกายสงบนิ่งเยือกเย็น
พลัน่เวลานั้น มือข้างขวาของหยางซุนจี้ก็ยกขึ้นโบกสะบัดคราหนึ่งเบาๆ แล้วเสียง ‘พรึ่บ’ก็ดังขึ้น
เส้นสายฟ้าที่แม้แต่เหลียงเฉินยังไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้หากหยางซุนจี้มาไม่ทันเวลา เกรงว่าพวกเขาทั้งสองคงตกตายไปนานแล้วแต่ทว่าการโบกสะบัดมือของหยางซุนจี้เพียงแค่ครั้งเดียว เส้นสายฟ้าเท้าแขนเส้นนั้นมันกับหายไปราวกับอากาศธาตุ! เหมือนถูกลมพัดม้วนให้จางหายไปอย่างไร้ร่องรอยดูไปแล้วมันช่างง่ายดายยิ่งนัก!
“ห๊ะ..ห๊าา นี้มัน!!!”
เอ่อตงเว่ยถึงกับอ้าปากกว้างั์ตาถลนเขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาในสิ่งที่ตนเห็น และเขาเองก็สะดุ้งใถึงขีดสุด เม็ดเหงื่ออันเยียบเย็นผุดพรายอาบไปทั่วทั้งแผ่นหลังใบหน้าซีดเผือดขึ้นราวกับเจอภูตผีปีศาจ
แต่...หยางซุนจี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับใบหน้านั้นยังคงเผยความสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงอันใดและตรงส่วนชายแขนเสื้อด้านมือขวา ก็พลันปรากฏมีไอหมอกสีขาวลอยออกมาเล็กน้อย ก่อนจะจางหายไป
หลังจากนั้นแค่ชั่วอึดใจ ร่างของเอ่อตงเว่ยและศีรษะของเขาก็ถูกแยกออกจากกัน โดยที่ตัวเองก็ไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตนกันแน่ ก่อนที่ไอหมอกโลหิตอุ่นสีแดงจะพลันฟุ้งกระจายว่อนไปทั่วในอากาศทันทีทำให้ร่างและศีรษะของผู้ฝึกพลังปราณิญญาระดับสองดาราถึงกับหล่นลงพื้นดินแยกออกจากกันไปคนละทิศคนละทางและรู้สึกว่าตายง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
ก่อนที่คอของเอ่อตงเว่ย จะหลุดแยกออกจากร่างชั่วแค่เสี้ยววินาทีก่อนหน้านั้นเขาก็เบิกตากว้างใก่อนแล้ว
เพราะตรงหว่างคิ้วของหยางซุนจี้ มีวงกลมสีทองหนึ่งวงเท่าเม็ดถั่วส่องสว่างวาบออกมาแวบหนึ่งและเลยจุดวงกลมสีทองนั้นขึ้นไป มันยังมีรูปดอกบัวสีแดงที่ยังไม่บานอยู่หนึ่งดอก
...และทันทีที่เส้นชีพจรทั้งหมดของเขาหยุดนิ่ง ! ปรากฏมี ‘แก่นผลึกสีฟ้า’ ซึ่งเป็ ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุฟ้าดิน’ ส่องประกายสว่างจ้าล่องลอยออกมาจากร่างของเอ่อตงเว่ยก่อนที่มันจะพุ่งวูบหายเข้าไปที่ข้อมือซ้ายของหยางซุนจี้และต่อจากนั้นร่างไร้ิญญา และศีรษะของเขา ก็มอดไหม้สลายหายไปในอากาศธาตุทันที
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เฟยอวิ๋นก็มองเห็นั้แ่ต้นจนจบและมันก็เป็ประสบการณ์ครั้งแรกของเด็กหนุ่มจึงทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้างกว้างไปชั่วขณะหนึ่งเพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยรับรู้เื่ราวเหล่านี้เลยซักครั้งเดียวและเห็นเหตุการณ์การต่อสู้ของท่านลุง เขาเองก็ไม่เคยเห็นเลยสักครั้งเช่นกันนั้นเพราะเขาต้องรีบไปซ่อนตัวเสียก่อนในระหว่างที่พวกเขาต่อสู้กัน
หลังจากจัดการสังหารเอ่อตงเว่ยเสร็จสิ้นลงหยางซุนจี้ก็รีบรุดเข้าไปดูอาการของเหลียงเฉินในทันที
“คารวะ ทะ...ท่านอาจารย์ขอรับ”
เหลียงเฉินคุกเข่าสองข้างลงอย่างยากลำบากไม่น้อย ก่อนยกมือประสานขึ้นส่วนเฟยอวิ๋นก็เช่นกัน
“เหลียงเฉิน!เ้าไม่เป็อะไรมากก็ดีแล้ว...หากว่าเ้าพักอีกสักวันสองวันอาการาเ็ก็คงหายเป็ปลิดทิ้ง ส่วนพลังของเ้าก็จะกลับมาฟื้นฟูเช่นดังเดิมและอีกสองวันข้าจะพาเ้าและเฟยอวิ๋นย้ายไปอยู่ที่อื่น”เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ก่อนพลางประคองให้ทั้งสองลุกขึ้น
หลังจากนั้น หยางซุนจี้ก็ได้ตรวจสอบเส้นชีพจรปราณิญญาของเฟยอวิ๋นแต่ทว่าเขาเองก็ได้แต่ลอบส่ายศีรษะไปมา เพราะหลายปีที่ผ่านมานั้นตัวเขาเองก็หมดหนทางที่จะช่วยเหลือเด็กหนุ่มให้ได้มากกว่านี้
เพราะเส้นปราณิญญาของเฟยอวิ๋นขาดสะบั้น ใน่ที่เขานอนไร้สติเสมือนตายไปแล้วเมื่อครั้งนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดกับเด็กหนุ่มเช่นนี้ได้ยังไง?เพราะมนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ต่างก็ล้วนเกิดมาพร้อมกับเส้นปราณิญญาที่สมบูรณ์แต่ว่ามันยกเว้นเพียงแค่เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้น
เื่นี้หยางซุนจี้เองก็สงสัยเป็อย่างมากเช่นกัน?
‘เป็ไปได้ยังไงกัน?...ที่มีเฟยอวิ๋นเพียงผู้เดียว ที่เส้นปราณิญญาขาดสะบั้นั้แ่ตอนยังเป็เด็กน้อย?’
ชายชราถอนหายใจเบา พลางครุ่นคิดถึงเื่ราวเมื่อสิบกว่าปีก่อน
...ในค่ำคืนราตรีอันมืดมิดไร้แสงจันทร์...
หยางซุนจี้ได้รับห่อผ้าจากบุคคลลึกลับผู้หนึ่งซึ่งด้านในมีกล่องปริศนาขนาดประมาณเท่าฝ่ามือตน หลังจากส่งของถึงมือเสร็จสิ้นบุคคลผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วไร้ร่องรอยกล่องใบนี้ดูแล้วเหมือนกล่องธรรมดาทั่วๆไป
แต่ทว่าทันทีที่เขาแกะผ้าที่ห้อหุ้มนั้นออกและััไปที่กล่องไม้บนฝ่ามือ ดวงตาของเขาก็หดแคบลง
เพราะกล่องไม้นี้ มันกับถูกปิดผนึกด้วยพลังม่านเวทบางอย่างด้วยการกระทำที่ลึกลับเช่นนี้ แน่นอนว่าหยางซุนจี้ลังเลใจอยู่พักใหญ่เพราะไม่รู้ว่าของชิ้นนี้ เจตนาของผู้ส่ง้าสื่อถึงอะไรกันแน่?อาจเป็ไปได้ว่าด้านในของกล่องใบนี้ มันอาจจะมีพิษบางอย่างหรือไม่ก็อาจมีอาวุธลับซุกซ่อนอยู่ก็เป็ได้
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามหยางซุนจี้ยังคงเดินวนเวียนอยู่รอบกล่องไม้บนโต๊ะยาว เขาขบคิดอย่างหนักก่อนที่จะตัดสินใจคลายผนึกเพื่อเปิดกล่องไม้นั้นออกมา
ทันทีที่กล่องลึกลับนั้นถูกเปิดออก
อักขระเวทที่ถูกจารึกเอาไว้ก็ลอยออกมาจากกล่องไม้ หยางซุนจี้หรี่ตามอง
แล้วอ่านอักขระเวทเรืองแสงเ่าั้ ซึ่งมีข้อความว่า...
ให้หยางซุนจี้รีบเดินทางอย่างเร่งด่วนไปยังป่าดำิญญาทางทิศใต้เพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยที่อยู่ในโลงศพหินให้รอดพ้นจากความตายแล้วให้พาเด็กนั้นหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่อื่นและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่อายุครบยี่สิบปีหลังจากผ่านพ้น่เวลานี้ไป จะมีคนมาติดต่อรับตัวเด็กนั้นเอง
เมื่อข้อความที่หยางซุนจี้อ่านจบ อักขระเวทนั้นก็สลายหายไปในทันที แต่ทว่าภายในกล่องไม้กับปรากฏว่ามีป้าย ‘หยก’ อยู่ชิ้นหนึ่ง ที่เปล่งประกายออกมาเป็สีรุ้งบางเบา และยังแกะสลักเป็ รูป‘กิเลน’ ไว้บนป้ายด้วย
“นี่มัน!?... ‘ป้ายตราประทับหยกกิเลน’ เช่นนั้นเ้าเด็กน้อยคนนี้คงจะ…?”
.
.
.
.
.
………………………………
ห่างออกไปอีกประมาณหนึ่งพันลี้จากหมู่บ้านหมอกอรุณภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืนของทิวาราตรี มีเงาร่างของนกสามตัวในขณะที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ทะยานอยู่เหนือหมู่เมฆดำทะมึนที่เบื้องบนกำลังการบินของพวกมันดูไม่ช้าไม่เร็ว เพียงกระพือปีกขยับเล็กน้อยไปมาเท่านั้น
ตัวที่นำหน้าสุด เป็นกอินทรีขนาดใหญ่ลำตัวมันยาวประมาณสามจั้งมีขนสีทองทั่วทั้งตัวส่วนอีกสองตัวที่บินอยู่ด้านหลังเป็นกเหยี่ยวทมิฬที่มีขนาดราวสองจั้งทว่าที่บนหลังของพวกนกทั้งสามตัว ปรากฏมีคนนั่งอยู่เช่นเดียวกัน!
สีหน้าของบุคคลคนทั้งสามดูเคร่งขรึมเป็อย่างมาก คนที่นั่งอยู่บนหลังนกอินทรีขนทองด้านหลังห้อยกระบี่หนักเอาไว้หนึ่งเล่ม ส่วนอีกสองคนที่เหลือ ส่วนคนซ้ายยืนถือพัดเหล็กพลางโบกไปมาหน้าตาดูเย่อหยิ่งจองหอง ผิวขาวเรียบดูท่าทางเหมือนหนุ่มเ้าสำราญ ส่วนคนทางด้านขวามือรูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีสันกำลังยืนมือกอดอกแต่ดูเหมือนกำลังกำอะไรบางอย่างไว้ในมือทั้งสองข้าง
และ่เวลาเดียวกัน ห่างจากหมู่บ้านหมอกอรุณไปราวเกือบแปดร้อยลี้มีสัตว์อสูริญญาห้าเขากำลังห้อทะยานมุ่งหน้าตรงไปยังที่ที่พวกเขาพึ่งจะต่อสู้เสร็จสิ้นด้วยเช่นกัน