“ฮูหยินใหญ่นับว่าใจกล้ามากทีเดียว” ท่านเทพยกน้ำชาขึ้นจิบ ถอนหายใจเล็กน้อย แค่ตอนเช้ายังมีเื่ให้ปวดหัวกว่าจะหมดวันไม่รู้ว่าเซียวหนิงเฉิงต้องเจอกับอะไรบ้างไหนจะอีกไม่กี่วันเซียวเฟิงเหยียนก็ต้องกลับไปทำงานองครักษ์อีก
แต่เซียวเฟิงเหยียนกลับไปทำงานก็ดีเหมือนกันเซียวหนิงเฉิงจะได้ไม่ต้องพะวงค์ว่าเขาอาจจะมาข้องเกี่ยวกับเื่ที่เซียวหนิงเฉิงกำลังทำอยู่ถึงอย่างไรก็เป็สามีภรรยากัน ใครจะอยากให้สามีมาเห็นตัวเองทำเื่แย่ๆกันล่ะ
“ข้าไม่คิดเลยว่านางจะทำเช่นนี้” เซียวหนิงเฉิงมาอยู่ที่ป้าเตาได้แค่สองวันเท่านั้นยังเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นหากเซียวเฟิงเหยียนกลับไปทำงานที่ค่ายองครักษ์แล้วจะทำอย่างไร
“สงสัยข้าต้องจัดการอีกสี่คนที่เหลือไม่ให้แม่ใหญ่ของสามีไปตามเจอ”นายเหนือชะงัก นี่รู้จริงๆด้วยรึว่าเซียวเฟิงเหยียนไปที่หอคณิกามากี่ครั้งหากรวมกับคนที่มาวันนี้ด้วยแล้วนายเหนือก็ไปที่หอคณิกาห้าครั้งพอดี
ไม่มีอะไรเล็ดลอดสายของท่านเทพไปได้จริงๆ นึกว่าแค่ล้อกันเล่น
นายเหนืออยากจะเข้าไปกอดภรรยาแล้วบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับพวกนางทั้งนั้นแต่จนใจที่ตอนนี้พวกเขายังไม่เคยชินซึ่งกันและกันแล้วการเดินไปกอดเซียวหนิงเฉิงก็ยังไม่ใช่สิ่งที่นายเหนือแห่งป้าเตาจะกล้าทำในตอนนี้
ยิ่งเทิดทูนบูชามากเท่าไหร่ยามที่อยู่ใกล้ก็ยิ่งมือไม้อ่อนแรงทำอะไรไม่ถูกเท่านั้นอย่าว่าแต่เดินเข้าไปกอดเลย แค่อยู่ใกล้ๆเซียวเฟิงเหยียนก็แทบจะลงไปนอนกองกับพื้นเพราะความปลาบปลื้มใจ
ที่ยังไม่เป็แบบนั้นเพราะความอดทนที่จะดูเป็ชายที่พึ่งพาได้ให้กับภรรยาเขาถึงยังยืนอย่างสง่าผ่าเผยแบบนี้ได้
“ท่านรู้ทั้งหมดเลยจริงๆรึ”
“เหลือแค่ยังไม่นับว่าใช้เวลากันไปเท่าไหร่” ท่านเทพหันมามองระหว่างที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างให้กับคนสนิทที่เซียวเฟิงเหยียนมองเห็นคือมันเป็รายชื่อของหอคณิกาที่เขาเคยไปในเมื่อรู้ถึงขนาดนี้นายเหนือก็ไม่มีอะไรจะเถียงแล้ว
“ยังดีที่ท่านไม่ได้นับจริงๆ” หากเซียวหนิงเฉิงนับล่ะก็กลัวว่าภรรยาคนงามผู้นี้คงได้กลัวเซียวเฟิงเหยียนแน่ๆ
“ทำไปนานรึ?” แต่ท่านเทพกลับถามขึ้นมาเสียอย่างนั้นทำไมทำเหมือนไม่อยากให้นับว่าใช้เวลากันไปเท่าไหร่
“เื่นั้นช่างมันเถอะ เราตกลงกันแล้วว่าจะไปที่หอบรรพบุรุษเพื่อพบท่านพ่อท่านสั่งคนสนิทเสร็จแล้วเราก็ไปกันเถอะ” ร่างสูงเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยถึงเื่นั้นน่ะอย่าไปสนใจมันเลย เื่ที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไป
เซียวหนิงเฉิงมองท่าทางของสามีก่อนจะถูกดึงให้เดินตามร่างสูงไปที่หอบรรพบุรุษมีลับลมคมในอะไรทำไมต้องเปลี่ยนเื่ด้วย
“แล้วท่านจะส่งพวกนางไปอยู่ที่ไหน”
“อยากรู้รึ” ท่านเทพเลิกคิ้วอยากรู้รึว่าหญิงคณิกาที่ตัวเองเคยเรียกมาปรนนิบัติจะถูกส่งไปที่ไหน
“ข้าเพียงแค่อยากช่วยเหลือถึงอย่างไรพวกนางก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าแต่ก็ไม่อยากให้พวกนางมาสร้างปัญหาให้เช่นกัน”ร่างสูงให้เหตุผล นับจากวันนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกว่าพวกนางเป็อย่างไรบ้างผ่านค่ำคืนนั้นไปทุกอย่างก็เลือนหายไปกับความมืดยามราตรีเมื่อตื่นนอนพวกเขาก็เป็คนอื่น
“ข้าจะส่งพวกนางไปอยู่ที่ไกลๆสักระยะอาจจะเป็หมู่เกาะแห่งการค้าขายที่อยู่กลางทะเลหรือไม่ก็ส่งออกไปอยู่นอกแคว้นจนกว่าเื่ทุกอย่างจะสงบ” หากไม่อยู่ในความดูแลของเผิงหลายก่อนพวกนางคงไม่มีโอกาสได้รอดชีวิตเป็แน่ตระกูลหวงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อส่งพวกนางมาเล่นงานพวกเขา
เช่นคนนี้อย่างไร ถึงขนาดไปไถ่ตัวมาด้วยทองหนึ่งชั่ง เพื่อที่จะให้นางมาอยู่ข้างกายเซียวหนิงเฉิงสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างเขากับสามีให้นางมาอยู่ที่นี่และเรียกร้องความสนใจจากนายเหนือวางแผนถึงขั้นจะวางยายั่วยวนเซียวเฟิงเหยียนเพื่อให้ร่วมหลับนอนกับนางแล้วให้นางตั้งท้องจนทำให้นายเหนือเสื่อมเสียหากเื่นี้เกิดขึ้นจริงการที่เซียวเฟิงเหยียนจะทำให้ตัวเองไร้มลทินนั้นนับว่ายากนัก
ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วฮูหยินใหญ่้าที่จะเล่นงานเซียวเฟิงเหยียนหรือไม่กันแน่การที่ดึงเอาหญิงคณิกาคนนั้นมาเป็สาวใช้ของเซียวหนิงเฉิงมีแต่จะทำให้นายเหนือที่จะเป็ฝ่ายเสียหายนางตั้งใจจะเล่นงานทั้งเขาทั้งเซียวเฟิงเหยียนหรืออย่างไร มิใช่ว่า้าให้หวงเหมยกุ้ยแต่งงานกับเซียวเฟิงเหยียนหรอกรึ
หรือนางกำลังทวงตำแหน่งที่ลูกชายของนางควรได้ไปจากเซียวเฟิงเหยียน
หึตราบเท่าที่เซียวหนิงเฉิงยังอยู่อย่าได้หวังว่าใครจะเอาตำแหน่งนายเหนือแห่งป้าเตาไปจากเซียวเฟิงเหยียนได้
“ข้าคงต้องวางคนคุ้มกันเอาไว้เพิ่มระหว่างที่ข้าไม่อยู่”
“ไม่ต้องแล้ว ที่มีตอนนี้ก็นับว่าเยอะเกินพอ” ที่รายล้อมพวกเขาอยู่ในเงามืดตอนนี้ยังไม่พออีกรึ ไม่ใช่มีกระทั่งหน่วยลับของเซียวเฟิงเหยียนรวมอยู่ด้วยกระมังหน่วยลับของเซียวหนิงเฉิงก็หกหน่วยเข้าไปแล้ว ยังจะมีคนมาเพิ่มอีกรึ
“เพื่อความปลอดภัย กันเอาไว้ย่อมดีกว่า” หน่วยลับแค่หกหน่วยจะไปพอรับมือกับความวุ่นวายที่แม่ใหญ่ของเขาจะสร้างได้อย่างไรมีคนเยอะไว้ก่อนย่อมดี
ทั้งสองมาถึงหอบรรพบุรุษที่ถูกสร้างขึ้นเป็หอหินอ่อนเจ็ดชั้นภายในบรรจุป้ายชื่อของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเอาไว้มากมายที่มันเพิ่มขึ้นมามากมายขนาดนี้คงจะเป็เพราะ่ที่ทำากับฟู่ิซ่านป้าเตาเองก็เป็หนึ่งในกำลังรบร่วมกับทัพหลวงสูญเสียกำลังคนไม่น้อยไปกว่าพรรคอื่นๆ แน่นอนว่าตระกูลหวงเองแม้จะยืมมือคนอื่นช่วยฟู่ิซ่านกระนั้นก็สูญเสียไปไม่น้อยเช่นกันต้องเริ่มฟื้นฟูตระกูลพร้อมกับที่แปดพรรคต้องฟื้นฟูตัวเอง โชคไม่ดีที่โอกาสในตอนนั้นมาเร็วเกินไปเซียวหนิงเฉิงจึงไม่ได้ลงมือกำจัดตระกูลหวงไปั้แ่ตอนนั้น
เซียวเฟิงเหยียนพาภรรยามายืนอยู่หน้าป้ายชื่อของนายเหนือคนก่อน บิดาบุญธรรมของเซียวเฟิงเหยียนจากไปเพราะโรคร้ายไม่ได้เป็เพราะการต่อสู้แต่อย่างใด เขาป่วยหนักมานานแล้วระหว่างที่ถ่ายทอดวิชาให้กับเซียวเฟิงเหยียนเขาก็ล้มป่วยเป็ระยะทั้งยังต้องรับมือตระกูลหวงที่จ้องจะใช้ป้าเตาเป็เครื่องมืออีก
ตระกูลหวงนั้นแยกตัวออกไปจากป้าเตาประมาณสามสิบปีก่อนกระนั้นก็ยังหลงเหลือคนในตระกูลเอาไว้เพื่อคอยสอดส่องสถานการณ์ภายในป้าเตา การถอนตัวออกไปครั้งนี้ต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างอย่างแน่นอนฝ่าาทรงตรัสเอาไว้ว่าตระกูลหวงนั้น้าใช้ป้าเตาในการหวนคืนสู่อำนาจและเป็กองกำลังในการโค่นล้มตระกูลฟู่แต่ทว่าพวกเขากลับกลับถอนคนในตระกูลออกไป เหลือเอาไว้เพียงหนึ่งในสิบเซียวหนิงเฉิงคิดว่าจำนวนคนเพียงเท่านี้มันน้อยเกินไปหากคิดที่จะควบคุมป้าเตา เพราะอะไรพวกเขาถึงถอนตัวออกไปเป็เพราะไม่ได้รับความเป็ธรรมภายในป้าเตาและถูกกีดกันจากเื่ต่างๆภายในป้าเตามากเกินไปจึงได้ถอนตัวออกไปอย่างนั้นรึทำไมพวกเขาถึงไม่อยู่ที่ป้าเตาต่อ ถอนตัวออกไปทำไม
เื่นี้คาใจเซียวหนิงเฉิงอยู่มากทีเดียว การกระทำของตระกูลหวงค่อนข้างย้อนแย้งกันพวกเขาถอนตัวออกไปทำไมหรือว่าจะถอนตัวออกไปเพื่อไปตั้งหลักก่อนแล้วจะกลับมาทวงคืนป้าเตาอย่างนั้นรึการถอนตัวออกไปจากป้าเตาหนนี้ฝ่าาเองก็สงสัยว่าเป็เพราะอะไรพวกเขาถึงถอนตัวออกไปหากยังอยู่ที่ป้าเตาจะยังควบคุมเื่ต่างๆได้ง่ายกว่าหรือว่าพวกเขามีแผนอะไรถึงได้ถอนตัวออกไป
เขาต้องหาคำตอบของเื่นี้ให้พบมิเช่นนั้นอาจจะเดินตามหลังตระกูลหวงไปหนึ่งก้าวก็เป็ได้ ระหว่างนี้เสริมอาณาเขตป้องกันพรรคเอาไว้น่าจะดีกว่า
“ท่านพ่อ ข้าพาภรรยามาพบท่านแล้วขอรับ” มือหนาจุดธูปเพื่อบอกกล่าวกับดวงิญญาของบิดาในตอนนี้เขาได้แต่งงานกับคนที่ถวิลหาที่สุดแล้ว ต่อแต่นี้ไปเขาจะมีความสุขไปพร้อมกับภรรยาของเขา
เซียวหนิงเฉิงจุดธูป ยืนอยู่หน้าป้ายแกะสลักที่ผ่านมาต้องขอบคุณมากที่ช่วยดูแลเซียวเฟิงเหยียนและซือหยางเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่ ได้เป็ที่พึ่งให้กับผู้ที่ทุกข์ยาก ทั้งยังมอบป้าเตาให้พวกเขาดูแลตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเขาเขาเองก็จะทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับนายเหนือคนก่อนเช่นกันโปรดจงวางใจและหลับอย่างสงบเถิด
“เขาดีกับพวกเ้ามากจริงๆไม่ผิดหวังที่ข้าฝากพวกเ้าไว้ให้เขาดูแล” มือเรียวปักธูปลงบนกระถางเซียวเฟิงเหยียนยังจำวันที่เซียวหนิงเฉิงพาเขากับซือหยางมาที่ป้าเตาแล้วบอกว่าที่นี่คือบ้านของเขานับั้แ่นั้นเขาก็ไม่ได้เจอเซียวหนิงเฉิงอีกเลยจนกระทั่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์กระนั้นก็ทำได้เพียงมองดูจากที่ไกลๆเท่านั้น
“ท่านพ่อดีกับพวกเรามาก ปฏิบัติกับเราเช่นลูกแท้ๆบุญคุณครั้งนี้ข้าจะต้องตอบแทนให้ได้ในสักวัน”แม้ว่าเซียวเฟิงเหยียนจะจำเื่ก่อนที่จะอายุห้าปีไม่ได้แต่เขาก็จำได้ว่าตอนนั้นมีเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกท่วมในตอนนั้นก็มีคนผู้หนึ่งฝ่าเปลวเพลิงนั้นเข้ามาแล้วโอบอุ้มพวกเขาเอาไว้คนผู้นั้นก็คือเซียวหนิงเฉิงจากนั้นไม่นานพวกเขาที่ถูกช่วยเหลือก็ถูกพามาที่ป้าเตาได้รับการเลี้ยงดูในฐานะบุตรบุญธรรมของนายเหนือแห่งป้าเตาจนตอนนี้ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา ทำให้เขาภูมิใจในฐานะลูกชายได้
แม้นายเหนือคนก่อนจะรับเซียวเฟิงเหยียนและซือหยางเป็บุตรบุญธรรมทว่าท่านพ่อของพวกเขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งลูกชายพยายามถ่ายทอดวิชาที่เขามีให้ลูกๆทั้งสามแต่ไฉินั้นไม่สามารถเรียนรู้วิถีกระบี่ของท่านพ่อได้อย่างแตกฉานฝีมือของเขาจึงห่างจากเซียวเฟิงเหยียนและซือหยางไปหลายขั้นเื่นี้ทำให้เกิดการทะเลาะขึ้นภายในบ้านหลายครั้งแม่ใหญ่ก็กล่าวโทษพวกเขาทุกครั้งว่าเป็เพราะพวกเขาที่ทำให้ไฉิฝึกออกมาได้ไม่ดีบ้างก็โทษว่าท่านพ่อลำเอียงที่สอนเคล็ดวิชาให้กับพวกเขาแต่ไม่สอนให้กับลูกของตัวเองท่านพ่อเคยขึ้นเสียงใส่แม่ใหญ่ว่าเป็เพราะไฉิไม่ตั้งใจที่จะเรียนรู้ ท่านพ่อสอนพวกเขาพร้อมกันเรียนรู้พร้อมกัน ไม่ได้มอบเคล็ดวิชาให้ใครก่อน ที่ไฉิฝึกออกมาได้ไม่ดีไม่ได้เป็เพราะใครทั้งนั้นแต่เป็เพราะตัวไฉิเอง
เซียวเฟิงเหยียนรู้ว่าแท้จริงแล้วไฉินั้นมีทักษะกระบี่ที่ดีมากแต่เพราะไฉิเอาแต่อิจฉาและโกรธแค้นพวกเขา มีความรู้สึกด้านลบมากมายภายในจิตใจจนบดบังความสามารถที่แท้จริงทำให้ตามพวกเขาไม่ทันยิ่งความรู้สึกพวกนั้นมีมากเท่าไหร่กระบี่ของไฉิก็ยิ่งทื่อมากขึ้นเท่านั้น จนในที่สุดท่านพ่อก็ทนไม่ไหวแล้วบอกกับไฉิว่าหากยังเป็เช่นนี้ต่อไปท่านพ่อจะไม่สอนวิชากระบี่ให้ไฉิอีกและหลังจากที่ท่านพ่อมอบตำแหน่งนายเหนือของป้าเตาให้กับเซียวเฟิงเหยียนและมอบตำแหน่งที่ปรึกษานายเหนือให้กับซือหยางไฉิก็ออกไปจากป้าเตา ไปอยู่กับตระกูลหวงนับั้แ่นั้นเป็ต้นมา
“สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือทำความปรารถนาของเขาให้สำเร็จข้ามีสัญญาที่ต้องรักษาให้กับเขา แต่อีกไม่นานสัญญานั้นจะลุล่วงเขาจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างสงบ”
“สัญญา?”
“เป็สัญญาที่นานมาแล้ว เขารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับข้าข้าก็จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเขาเช่นเดียวกัน” ลำบากนายเหนือคนก่อนแล้วการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเซียวหนิงเฉิงนั้นไม่ง่ายดังนั้นเมื่อสัญญาของนายเหนือบรรลุผลแล้วก็ถึงเวลาที่เซียวหนิงเฉิงจะทำสัญญาของเขาให้บรรลุผลบ้าง
“ท่านทำสัญญาอะไรท่านพ่อหรือ? บอกข้าได้หรือไม่?”ดวงตาสีฟ้าหันมามอง อยากรู้รึ
“หรือว่าเ้าหึงหวงแม้กระทั่งพ่อตัวเอง?”
“ข้าจะรู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านมีสัญญากับท่านพ่อข้าที่เป็สามีย่อมต้องช่วยเหลือท่านทำสัญญานั้นให้บรรลุผล ไม่ดีรึ?”
“เด็กน้อยอย่างเ้าแค่โตมาได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าช่วยข้าได้มากแล้วหลังจากนี้ข้าจะช่วยเหลือเ้าในการเก็บกวาดสิ่งที่พ่อเ้าอยากกำจัดมากที่สุดออกไปเอง”
“ท่านหมายถึงตระกูลหวง?”
“นั่นย่อมแน่นอน อีกไม่กี่วันเ้าจะต้องกลับไปทำงานที่ค่ายองครักษ์แล้ววันนี้เราจะไปที่ไหนกันดี?” เซียวหนิงเฉิงเปลี่ยนเื่ดึงความสนใจของสามีออกจากเื่ในอดีตเื่ในอดีตเป็เื่ของคนในอดีตและคนที่เอ่ยสัญญานั้นเซียวเฟิงเหยียนไม่จำเป็ต้องรู้เื่นี้หรอก
“พาท่านไปขี่ม้ารับลม” ร่างสูงเอ่ยองครักษ์มักจะชอบขี่ม้าเป็ปกติ แต่เซียวหนิงเฉิงไม่ค่อยได้ขี่ม้าสักเท่าไหร่อีกอย่างการขี่ม้าที่ริมทะเลไม่ค่อยจะเหมาะเท่าไหร่นัก
“ขี่ม้า?”
“ห่างออกไปนอกเมืองมีทุ่งหญ้ากว้างที่เหมาะจะไปขี่ม้ารับลมวันนี้อากาศดี ท่านอยู่ที่ป้าเตาตลอดทั้งวันคงจะเบื่อ” เซียวเฟิงเหยียนคงจะไม่รู้ว่าเซียวหนิงเฉิงนั้นชอบการอยู่ในเรือนนั่งอ่านตำราเป็สิบๆเล่มโดยที่ไม่ขยับไปไหน แต่เอาเถอะในเมื่อสามีอยากจะพาไปขี่ม้ารับลมเขาก็ย่อมต้องตามใจสามี
เมื่อนายเหนือจะพาภรรยาไปขี่ม้ารับลมจึงต้องมีการผลัดเปลี่ยนชุดเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับการขี่ม้าเซียวเฟิงเหยียนพาภรรยามาที่คอกม้าเพื่อมาดูม้าคู่ใจ เป็ม้าศึกสีขาวตัวใหญ่ แผงคอขาวสะอาดเป็ระเบียบแล้วเซียวเฟิงเหยียนยังตั้งชื่อมันว่าเสี่ยวฮวาเสียด้วย
ไยตั้งชื่อม้าตัวผู้ว่าเสี่ยวฮวากัน หากมันรู้ความหมายมันคงร้องไห้แล้ว
นายเหนือให้ภรรยาขึ้นขี่ม้าก่อนก่อนจะไหวกายขึ้นไปนั่งซ้อนหลัง ม้าตัวนี้แข็งแรงเสียจริงรับน้ำหนักผู้ใหญ่สองคนได้เชียว เซียวเฟิงเหยียนเองก็ตัวเล็กเสียที่ไหน แล้วยังมีท่านเทพเพิ่มมาอีกคนไม่หนักหรอกรึ
“เสี่ยวฮวาไม่หนักหรอกรึ?” ท่านเทพอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามถึงเสี่ยวฮวาจะตัวใหญ่ก็เถอะ แต่แบบนี้จะไม่หนักเกินไปหรอกรึ
“เสี่ยวฮวาเป็ม้าศึกที่ไว้ใช้ในา แบกของที่หนักกว่าตัวเองได้หลายเท่าท่านไม่ต้องห่วง” นับว่าสมแล้วที่เป็ท่านเทพที่มีใจเมตตาแม้แต่กับม้าศึกยังเป็ห่วงเป็ใย เป็ห่วงว่ามันจะแบกพวกเขาไม่ไหว
“เช่นนั้นหรอกรึ” อาชาสีขาวพุ่งทะยานไปตามเส้นทางที่ทอดยาวออกไปไกลจนถึงทุ่งหญ้ากว้างเซียวหนิงเฉิงนั้นมองเห็นแต่ท้องทะเลที่ไกลสุดลูกหูลูกตานับว่าไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นทุ่งหญ้าโล่งยาวไกลสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ เหมาะกับการให้สัตว์น้อยใหญ่มาวิ่งเล่นเสียจริง
“ที่นี่สวยมาก น่าจะพาเสี่ยวฮวามาบ่อยๆ” ม้าศึกย่อมต้องอยู่ในทุ่งกว้างเพื่อให้มันได้ใช้พละกำลังของตัวเองเหมาะที่จะอยู่แต่ในคอกเสียที่ไหน
“เส้นทางจากป้าเตาไปที่วังหลวงไม่เหมาะที่จะให้เสี่ยวฮวาวิ่งได้เต็มกำลังนานๆครั้งข้าก็จะพาเขาออกมาเที่ยวเล่นบ้าง” แม้ว่าจะพาออกข้างนอกทุกวันกระนั้นก็ทำได้แค่ควบด้วยจังหวะไม่เร็วนักกับอาชาพันธุ์ดีวิ่งได้เร็วกว่าคนแค่นิดหน่อยจะไปสาแก่ใจได้อย่างไร
“ดูเหมือนเสี่ยวฮวาจะชอบ” มือเรียวตบเบาๆลงที่แผงคอของม้าสีขาวนายเหนือพาภรรยาควบม้ารับลมอยู่สักระยะก่อนจะพาเข้ามาที่เมืองที่อยู่อีกฟากของทุ่งหญ้ากว้างแม้ไม่ใช่เมืองหลวงแต่ที่นี่ก็มีความเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กันเหมาะที่จะมาเดินเล่นยามว่างหรือมาเดินเปลี่ยนบรรยากาศ
“ข้าชอบที่นี่” เซียวหนิงเฉิงเอ่ยบรรยากาศที่นี่แม้จะเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรืองแต่ว่าทว่ากลับเงียบสงบดีมาก เซียวเฟิงเหยียนเอาเสี่ยวฮวาไปฝากไว้ที่โรงรับฝากม้าเพื่อให้มันพักผ่อนสักเล็กน้อยก่อนกลับแล้วจูงมือภรรยาเดินเข้ามาในเมือง
“ที่นี่มีสุราชั้นดี อาหารเลิศรส มีโรงละครให้ดูการขับขานบทเพลง.....”
“แล้วยังมีย่านโคมแดงอันเลื่องชื่อที่ครั้งหนึ่งนายเหนือเคยมาแวะเวียน”เซียวหนิงเฉิงมองไปทางสามี ประเด็นนี้ล้อเลียนนายเหนือไปได้อีกนาน
“ท่านบอกแล้วว่าท่านไม่ได้โกรธ”
“ข้าก็ไม่ได้โกรธ แค่อดที่จะเอ่ยถึงไม่ได้ ย่านโคมแดงที่นี่นับว่าเลื่องชื่อมีสาวงามมากมายให้เลือกสรร ข้าเองก็อยากไปสักครั้งไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้สาวงามสักคนมาช่วยอุ่นเตียง......”
“มาเถอะข้าเลี้ยงของกินอร่อยๆท่านเองช่างย่านโคมแดงนั่นเถอะ” เอ่ยเสร็จก็ดึงเซียวหนิงเฉิงให้เดินตามตัวเองไปท่านเทพหัวเราะ พอเขาพูดแบบนี้กลับหึงหวงเขารึ เข้าใจหรือยังว่ายามที่เขาหึงหวงอีกฝ่ายเป็อย่างไรขัดใจดีใช่หรือไม่
ตอนนี้จวนจะเที่ยงวันแล้ว เซียวเฟิงเหยียนเลือกร้านที่อร่อยที่สุดในเมืองเพื่อเอาใจภรรยาสั่งอาหารที่หน้าตาน่ากินมาหลายอย่างจนเต็มโต๊ะมือเรียวจับตะเกียบเพื่อลิ้มลองรสชาติใหม่ นับว่าไม่เลวทีเดียวกับการออกมาข้างนอกครั้งนี้นอกจากจะได้กินอาหารเลิศรสแล้วเซียวเฟิงเหยียนยังพาภรรยาไปดูการแสดงละครที่กลางเมืองที่มีจัดแสดงทั้งวันอีกด้วย นับว่าป็นการเอาใจที่ฉลาดยิ่ง
แต่เซียวหนิงเฉิงไม่เลิกล้อเลียนเขาเื่ที่มาย่านโคมแดงแน่เว้นแต่จะพาเซียวหนิงเฉิงไปด้วย
ท่านเทพไม่เคยไปที่ย่านโคมแดง มีแต่ลูกศิษย์ตัวดีเท่านั้นที่ชอบไปไม่รู้ว่าไปทำไมทั้งๆที่มีแม่ทัพหลิวอยู่แล้วทั้งคน
เพราะเป็การใช้เวลาด้วยกันหลังแต่งงานวันที่สองวันนี้พวกเขาจึงอยู่ที่เมืองด้วยกัน ตระเวนกินของอร่อยทั่วเมืองเซียวหนิงเฉิงแม้จะดูเป็คนแก่ที่อ่อนแรงแต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับเป็ฝ่ายลากตัวสามีไปลองอะไรใหม่ๆแทนนายเหนือก็ตามใจภรรยา ไม่ว่าเซียวหนิงเฉิงอยากได้อะไรก็ควักเงินจ่ายให้อย่างไม่มีหวง
“พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไปที่ค่ายองครักษ์ในวังหลวง”
“ข้าอยากไปอยู่พอดี” เซียวหนิงเฉิงไม่ค่อยได้มาที่วังนานๆครั้งถึงจะเห็นเซียวเฟิงเหยียนยามที่ทำงานเป็องครักษ์ยามที่อยู่กับเซียวหนิงเฉิงสามีของเขาจะขยันเอาใจแต่เมื่ออยู่ในหน้าที่จะเปลี่ยนไปเป็คนละคนอย่างสิ้นเชิงและเซียวหนิงเฉิงชอบทั้งสองแบบ
ไม่ว่าจะแบบไหนก็ดูมีเสน่ห์สำหรับท่านเทพ
“เ้าว่า....พรุ่งนี้ฮูหยินใหญ่จะเอาเื่อะไรมาให้เรา?”พรุ่งนี้จะได้กินข้าวอย่างสงบหรือเปล่า หรือว่าจะมีเื่อะไรมาอีก
“ถูกท่านเอาทองข่มขู่ขนาดนั้นพรุ่งนี้คงจะวางมือสักวัน”
“แค่วันเดียวเองรึ” แต่เอาเถอะได้ทานข้าวกับสามีอย่างสงบสักวันแค่นั้นก็เต็มความสามารถของฮูหยินใหญ่แล้ว
“อีกอย่าง คนที่ข่มขู่นางไม่ใช่ข้า เป็เ้าต่างหาก”ท่านเทพแย้งทำสายตาน่ากลัวเสียปานนั้นจะเป็เขาที่ข่มขู่นางได้อย่างไร
“กล้าเอาหญิงคณิกามาเทียบกับท่าน แค่นี้ยังน้อยไปข้าไม่ตัดลิ้นที่พูดจาแย่ๆนั่นออกมาก็นับว่าเมตตาพอแล้ว” เมื่อพูดถึงเื่นี้ก็ทำให้นายเหนืออารมณ์ร้อนขึ้นมานิดหน่อยหากยังมีหนหน้าเขาจะตัดลิ้นนางออกมาจริงๆ
“นี่ขนาดนางยังไม่รู้ว่าข้าเป็คนเอาเ้ามาฝากเอาไว้ที่นี่ยังหาเื่มาให้ข้าได้ทุกวันหากนางรู้นางจะไม่ย้ายตัวเองมาอยู่ที่เรือนของเราเลยรึ”นอกจากนายเหนือคนก่อนแล้วไม่มีใครที่รู้เื่ที่ว่าเซียวหนิงเฉิงเป็คนพาเซียวเฟิงเหยียนและซือหยางมาที่นี่หากฮูหยินใหญ่รู้ว่าเป็ใครที่พาเด็กสองคนนี้มาแล้วทำให้ลูกชายของนางต้องกลายเป็ลูกที่ไม่ได้เื่นางคงจะหาทางเล่นงานมากกว่านี้แน่
“เื่นี้ท่านอย่าให้นางรู้จะดีกว่า มันอาจจะเป็เื่ที่น่าสนุกสำหรับท่านที่ได้กลั่นแกล้งนางแต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ยังไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะใน่ที่ข้าไม่อยู่” เซียวเฟิงเหยียนอยากจะขอเื่นี้เอาไว้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรที่สามารถทำร้ายท่านเทพได้แต่เขาก็ไม่อยากให้ภรรยาไปหาเื่กลั่นแกล้งแม่ใหญ่รั้งแต่จะทำให้เกิดเื่น่ารำคาญมากกว่า
“เข้าใจแล้วข้าจะกลั่นแกล้งนางแค่ยามที่เ้าอยู่ก็แล้วกัน” ท่านเทพรับปากหากสองป้าหลานมาสร้างความวุ่นวายให้เขาในยามที่เซียวเฟิงเหยียนไม่อยู่เขาจะเอาคืนอย่างพอประมาณก็แล้วกันไม่อยากให้สามีต้องเป็ห่วง
ทั้งสองกลับมาถึงที่พรรคในยามที่ตะวันตกดินแล้วเสี่ยวฮวาที่วันนี้ได้ออกแรงเต็มที่ก็โห่ร้องอย่างมีความสุขเอาหัวโตๆมาถูตัวท่านเทพอย่างรักใคร่ เซียวหนิงเฉิงลูบหัวมันเล็กน้อยท่านเทพไม่ค่อยได้คุยกับสัตว์บก คุยแต่กับสัตว์น้ำแต่จนตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับสัตว์น้ำเลยสักตัว น่าเบื่อนัก
“ข้าอยากได้ปลาตัวโตๆมาเลี้ยงเอาไว้ในบ่อน้ำที่น้ำตก”ร่างโปร่งหันไปบอกสามี ที่น้ำตกไม่มีสัตว์น้ำอยู่เลยสักตัวไม่มีอะไรมาแหวกว่ายดึงดูดสายตาเลย
“ย่อมได้ ท่านอยากได้ตัวอะไรอีก?” ภรรยาที่รักอยากได้มีหรือเซียวเฟิงเหยียนจะไม่ตามใจ แค่ปลาเองรึเขาหามาให้ได้อยู่แล้ว
“ข้าอยากเลี้ยงตัวนากเอาไว้ด้วย”
“ท่านจะเลี้ยงมันเอาไว้ให้มันมาไล่กัดแม่ใหญ่กับหวงเหมยกุ้ยใช่หรือไม่แต่มันจะไม่กินปลาในบ่อของท่านจนหมดหรอกรึ” แล้วพวกสาวใช้จะกลัวมันหรือเปล่าตัวนากก็ใช่ว่าจะตัวเล็กน่าอุ้มเสียที่ไหน แล้วนากยังเป็สัตว์ทะเลเสียด้วย คงไม่เหมาะที่จะเลี้ยงเอาไว้ที่นี่สักเท่าไหร่
“ที่เ้าพูดก็ถูก ปลาต้องหมดบ่อเป็แน่แล้วตัวนากยังต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ แต่สาวใช้คงจะไม่ชอบมันเท่าไหร่อืม....ข้าควรจะเอาอะไรมาใส่ไว้ในสวนหลังเรือนดี” แค่ปลาคงจะน่าเบื่อเกินไปแต่ก็ต้องเลี้ยงอะไรที่มันจะไม่กินปลาของเขาด้วย
“พังพอน?” ร่างสูงเสนอ พังพอนเป็สัตว์พิทักษ์ของป้าเตามีขนาดตัวั้แ่เท่าฝ่ามือไปจนถึงขนาดที่สามารถขึ้นขี่ได้เพราะเป็สัตว์พิทักษ์มันจึงสามารถตัวใหญ่ได้ถึงขนาดนั้นเช่นเดียวกับหมาป่าผู้พิทักษ์ของเทียนเช่อที่ตัวใหญ่จนถึงขั้นขี่ได้ที่เซียวเฟิงเหยียนมีก็ตัวใหญ่พอที่จะให้เซียวหนิงเฉิงขี่เล่นได้ทีเดียว
“พังพอนไม่ได้กินปลาเหมือนกันหรอกรึ?”
“คงจะกินบ้าง แต่มันชอบกินงูเป็พิเศษหากินเองได้ไม่ต้องให้คนเลี้ยง” มือหนาดีดนิ้วหนึ่งครั้งสัตว์พิทักษ์ของเขาก็โผล่ออกมาให้เห็น เป็พังพอนตัวใหญ่อ้วนกลมดูน่ารักสูงประมาณเอวของเซียวเฟิงเหยียน ท่านเทพเลิกคิ้ว
“ปกติพังพอนตัวใหญ่ขนาดนี้?”
“เปล่าเฉพาะพังพอนที่เป็สัตว์พิทักษ์ประจำกายเท่านั้นถึงจะโตได้ขนาดนี้” เซียวเฟิงหยียนลูบหัวสัตว์พิทักษ์ที่สวมรัดเกล้าสีม่วง ที่หางผูกด้วยแพรสีม่วงอ่อนดูแล้วน่ารักแม้ว่ามันจะเป็ตัวผู้ก็ตามเซียวเฟิงเหยียนก็ไม่รู้ว่าใครที่ไหนเอาแพรมาผูกหางให้มันเหมือนกันแล้วมันก็ไม่เอาออกเสียด้วย
“เ้าบอกว่ามันชอบกินงู?” ต้องกินงูไปเท่าไหร่ถึงจะโตได้ถึงขนาดนี้
“ใช่ ปกติแล้วมันจะหากินเองวันไหนเบื่อๆก็ไปออกล่าในป่าแล้วก็กลับมานอนเอง” หากว่ามันกินงูแล้วถัดไปอีกเขตก็เป็เขตของอู่ตู๋หรือที่อวี๋เหมาฉาเคยบ่นว่างูที่อยู่รอบๆพรรคเริ่มน้อยลงเป็เพราะสัตว์พิทักษ์ของป้าเตา?
“มันไปหากินที่ไหน?” นายเหนือชะงักกระแอมเล็กน้อย ท่านเทพยื่นมือมาจิ้มแขนสามี มีพิรุธ
“ก็...ที่ที่มีงูเยอะๆ....”
“มันคงไม่ได้ไปกินสัตว์พิทักษ์ของอู่ตู๋หรอกใช่หรือไม่”เซียวหนิงเฉิงทำตาโต ถึงอย่างไรพังพอนตัวนี้ก็เป็สัตว์พิทักษ์แค่จัดการสัตว์พิทักษ์ที่เป็งูก็ไม่น่าที่จะเกินกำลังของมัน
เขาต้องส่งสารไปถามอวี๋เหมาฉาแล้วว่าที่ผ่านมามีสัตว์พิทักษ์ของใครหายไปบ้างหรือเปล่าเพราะมันอาจจะอยู่ในท้องสัตว์พิทักษ์ของสามีเขา....
“จะเป็ไปได้อย่างไร สัตว์พิทักษ์มีสัญชาตญาณในการแยกแยะระดับกันเองสัตว์พิทักษ์ด้วยกันย่อมไม่กินกันเองอย่างแน่นอนอย่างมากก็....ฉกเอางูตัวอวบอ้วนสักตัวมากินเป็ของว่างบ้างนานๆที” ท่านเทพหันไปมองเ้าตัวอ้วนที่ยืนอยู่ข้างๆสามีจากขนาดตัวของมันตอนนี้คงไม่ได้แค่กินเป็ของว่างแล้วกระมัง
“แล้วมันชื่ออะไร”
“เสี่ยวเจียว”
“…..”
ดูเหมือนสามีของท่านเทพจะมีปัญหาในการตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงตั้งชื่อม้าสีขาวตัวผู้ว่าเสี่ยวฮวาที่แปลว่าดอกไม้แล้วตั้งชื่อพังพอนสัตว์พิทักษ์ตัวผู้ว่าเสี่ยวเจียวที่แปลว่าน่ารัก
เป็เื่ดีของเ้าสองตัวนี้ที่ไม่รู้ภาษามนุษย์ เป็โชคดีมากจริงๆเฮ้อ