[อดีตชาติ] ยามเฉิน ณ ค่ายที่พักชั่วคราวของทหาร ชายแดนเหนือ ่กลางถึงปลายราชวงศ์ิ
าสิ้นสุดลงแล้วธงแห่งชัยชนะโบกสะบัดเหนือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยลมหนาว เฉินจางเว่ยยืนท่ามกลางพลทหารผู้ต่อสู้เคียงข้างเขาแต่หัวใจของเขากลับล่องลอยไปไกล ไม่ได้หยุดอยู่ที่ชัยชนะบนสนามรบ แต่ไปยังซ่งหยูเฟิงหญิงสาวผู้เป็ดั่งแสงสว่างในชีวิตของเขาตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกการต่อสู้ถูกผลักดันด้วยความคิดเพียงหนึ่งเดียวคือการได้กลับไปพบนางซ่งหยูเฟิงเป็เหมือนจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของเขาการกลับไปสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของคู่หมั้นสาวคือสิ่งที่ช่วยนำพาเขาผ่านทุกอุปสรรค
ขณะที่ค่ายกำลังได้รับการรื้อถอนเพื่อเตรียมเคลื่อนทัพกลับเมืองหลวงจิตใจของเฉินจางเว่ยก็ล่องลอยไปยังข้อความสุดท้ายจากซ่งหยูเฟิง“หยกัเสร็จสมบูรณ์แล้ว” คำพูดนั้นค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในจิตใจของเขาราวกับพายุที่ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีเสียง หยกั พลังที่ไม่อาจคาดเดาได้หากมีใครรู้ถึงการมีอยู่ของมัน แผ่นดินอาจต้องเผชิญกับความวุ่นวายที่เกินกว่าจะควบคุมได้ความกังวลในใจของเฉินจางเว่ยผสมผสานกับความคิดถึงที่มีต่อซ่งหยูเฟิงทำให้เขาไม่อาจหลับตาลงได้ในหลายคืนที่ผ่านมา
ในขณะที่ขุนศึกหนุ่มกำลังเตรียมตัวขึ้นม้าจิตใจของเขาคาดหวังที่จะกลับไปหาซ่งหยูเฟิง แต่แล้วเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นบิดาของเขา แม่ทัพเฉิน เดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและหนักใจท่าทางของบิดาทำให้เฉินจางเว่ยรู้สึกถึงความไม่สบายใจ
"อาเว่ย"แม่ทัพเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น"ฮ่องเต้มีคำสั่งให้เ้ารายงานตัวที่เมืองหลวงทันที"
หัวใจของเฉินจางเว่ยเหมือนถูกดึงจมลงสู่ความเงียบคำสั่งจากฮ่องเต้? ทำไมต้องเป็ตอนนี้?ความโหยหาที่จะกลับไปหาซ่งหยูเฟิงท่วมท้นในจิตใจ เขากำหมัดแน่นขณะที่ความสับสนและความรู้สึกต่อต้านปะทุขึ้นในหัวใจของเขา "ท่านพ่อข้าต้องไปหาซ่งหยูเฟิงก่อน นางอาจตกอยู่ในอันตราย"
แม่ทัพเฉินส่ายหัวช้าๆด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ แต่ยังคงแฝงไปด้วยความหนักแน่น"พ่อเข้าใจดี ลูกชาย แต่คำสั่งของฮ่องเต้เป็สิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้เ้าคือวีรบุรุษของาครั้งนี้ ฮ่องเต้้าพบเ้าโดยทันที"
คำพูดของบิดาเข้าไปในจิตใจของเฉินจางเว่ยชายหนุ่มรู้ดีว่าคำสั่งจากฮ่องเต้ไม่อาจละเลยได้แต่หัวใจของเขากลับ้าเพียงการกลับไปหาซ่งหยูเฟิง ชายหนุ่มหันมองไปทางทิศใต้ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดถึงและความห่วงหา
ความคิดของขุนศึกหนุ่มสับสนเหตุใดฮ่องเต้จึง้าพบเขาในเวลานี้? ความโหยหาที่จะกลับไปหาซ่งหยูเฟิงกำลังถาโถมเข้ามา แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าหนทางกลับสู่เมืองหลวงนั้นสำคัญหากเขาปฏิเสธคำสั่ง ครอบครัวและเกียรติยศที่เขาและบิดาสร้างมาทั้งชีวิตอาจพังทลาย
เฉินจางเว่ยสูดลมหายใจลึกพยายามระงับความสับสนและความกังวลในใจ เขาพยักหน้า แม้หัวใจจะหนักอึ้ง"ลูกจะไปพบท่านทันทีขอรับ ท่านพ่อ"
แม่ทัพเฉินวางมือบนไหล่ของเฉินจางเว่ยท่าทีของบิดาแฝงไปด้วยความห่วงใยและความเข้มแข็ง "ระวังตัวไว้ อาเว่ยพระราชวังไม่ใช่สนามรบ มันเต็มไปด้วยเงามืดและเสียงกระซิบ ทุกอย่างไม่ใช่ในสิ่งที่เห็นเ้าอาจเป็วีรบุรุษ แต่เ้าก็อาจตกเป็เป้าหมายได้เช่นกัน"
คำเตือนของบิดาแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของเฉินจางเว่ยอย่างลึกซึ้งเขารู้ดีว่าพระราชวังเต็มไปด้วยเล่ห์กลและอุบายมากมายแต่ความคิดของเขายังคงหมุนวนไปหาซ่งหยูเฟิงหัวใจของเขาอยากจะละทิ้งทุกสิ่งเพื่อกลับไปหานางในทันทีแต่เขาก็รู้ว่าหนทางกลับสู่เมืองหลวงต้องมาก่อน ไม่ว่าภารกิจจะยากเย็นเพียงใด เฉินจางเว่ยสาบานในใจว่าเขาจะกลับไปหาซ่งหยูเฟิงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
******************************************
ยามอู่ ณ พระราชวังต้องห้าม เมืองปักกิ่ง
ห้องโถงใหญ่ของพระบรมมหาราชวังถูกประดับประดาด้วยความงดงามระยิบระยับสีทองและหยกที่ส่องประกายภายใต้แสงคบเพลิงสะท้อนถึงอำนาจและความมั่งคั่งของจักรพรรดิแต่สำหรับเฉินจางเว่ย มันราวกับว่ากำแพงสูงใหญ่เ่าั้กำลังเฝ้ามองและกดดันเขาในทุกย่างก้าวรอให้เขาพลาดพลั้งทุกความกังวลและความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการเดินทางที่ยาวนานจากทางสมรภูมิทางเหนือยังคงกดดันเขาแม้จะเปลี่ยนม้าตามสถานีพักมามากมาย แต่ความคิดถึงซ่งหยูเฟิงและความกังวลเกี่ยวกับหยกัก็ไม่เคยห่างหายจากใจเขาเลยแม้แต่น้อย
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ขุนศึกหนุ่มเดินทางมาที่พระราชวัง สถานที่แห่งนี้เคยต้อนรับเขามาแล้วหลายครั้งทว่าทุกครั้งที่เขาก้าวผ่านประตูวัง ความรู้สึกกลับไม่เคยเหมือนเดิมพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ดั่งบทกวีดูเหมือนจะกดดันเขามากขึ้นทุกครั้งที่เขาเดินผ่านไป
ขันทีนำทางเฉินจางเว่ยไปตามทางเดินยาวเงียบงันและสงบจนน่าหวาดหวั่น ยิ่งเข้าใกล้สถานที่นัดพบกับองค์จักรพรรดิจิตใจของเขายิ่งกังวลความคิดต่างๆ พุ่งขึ้นมาในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง แต่จู่ๆเขาก็หยุดเดินเมื่อเสียงกระซิบดังแ่ๆ ออกมาจากห้องด้านในมือของเขาลอยขึ้นใกล้ประตูโดยไม่รู้ตัว พยายามฟังบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่
“หยกั…”เสียงหนึ่งกระซิบอย่างเคร่งขรึม “ว่ากันว่ามันมีพลังเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้หากฮ่องเต้องค์ใดได้มัน จะสามารถควบคุมทุกสิ่ง แม้แต่ธาตุทั้งสี่ ไฟ น้ำดิน และลม ทุกสิ่งจะยอมสยบต่อพระประสงค์ของพระองค์”
เฉินจางเว่ยรู้สึกเหมือนเืในกายของเขาเย็นเฉียบในทันทีความลับที่เขาและซ่งหยูเฟิงเก็บรักษาไว้ ใครกันที่รู้เื่นี้? จิตใจของเขาวุ่นวาย ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจหากหยกัตกอยู่ในมือผู้ที่ใช้มันในทางที่ผิด หายนะคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในจังหวะที่เขากำลังไตร่ตรองนั้นประตูใหญ่เปิดออก ขุนศึกหนุ่มถูกพาเข้าไปในห้องโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยความงดงามสูงสุดองค์จักรพรรดิประทับอยู่บนบัลลังก์สูง ฉลองพระองค์ฉีฝูปักลวดลายัห้ากรงเล็บสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด สีเหลืองทองสว่างสะท้อนแสงไฟดวงเนตรของพระองค์ทอประกายด้วยความทะเยอทะยานข้างกายมีเหล่าเสนาบดีที่ยืนเรียงรายด้วยท่าทีเคร่งขรึมแต่ดวงตาของพวกเขากลับแฝงไปด้วยความกระตือรือร้น ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง
ความเงียบงันที่ปกคลุมห้องโถงใหญ่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่เฉินจางเว่ยไม่อาจมองข้ามได้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ราวกับว่าความคาดหวังในตัวเขานั้นสูงลิบลิ่วเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ คุกเข่าลงและโค้งคำนับลึกจนหน้าผากจรดพื้นเสียงของเขาเงียบสงบแต่หนักแน่น “ฝ่าาหม่อมฉันรู้สึกเป็เกียรติที่ได้รับใช้พะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิ์เอนพระวรกายไปข้างหน้าดวงเนตรที่คมกริบจ้องมองไปยังเฉินจางเว่ย พระสุรเสียงดังก้องกังวาน “เฉินจางเว่ยเ้าเป็วีรบุรุษา ข้าชื่นชมความกล้าหาญของเ้า แต่วันนี้ข้ามีภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าให้เ้า”
เฉินจางเว่ยรู้สึกถึงว่าถ้อยคำของฮ่องเต้กำลังกดดันเขาความกังวลค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาในหัวใจ เขาเงยหน้าขึ้น แววตาที่มุ่งมั่นขององค์จักรพรรดิบ่งบอกชัดเจนว่าภารกิจนี้จะไม่ง่ายและอาจเป็การตัดสินชะตากรรมของเขาและซ่งหยูเฟิง
“ตอนนี้ข้าได้ยินว่าเ้ารู้เื่บางอย่างที่มีพลังในการควบคุมธรรมชาตินั่นคือ หยกั ที่คู่หมั้นของเ้าคือผู้ที่สร้างมันขึ้นมา ใช่หรือไม่?”
เสียงของฮ่องเต้ดังก้องในห้องโถงและทุกสายตาจับจ้องมาที่เฉินจางเว่ยราวกับว่าทุกคนรอคอยคำตอบที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หัวใจของเฉินจางเว่ยเต้นรัวแต่เขาพยายามคุมสติให้สงบ
“ฝ่าาหยกันั้นทรงพลังพะย่ะค่ะ แต่มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใครใช้มันเป็สิ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อปรับสมดุลของพลังธาตุในธรรมชาติหากมันตกอยู่ในมือคนผิด หายนะอาจเกิดขึ้นได้ิญญาผู้พิทักษ์เตือนเราถึงเื่นี้อย่างชัดเจน”
ฮ่องเต้หรี่สายพระเนตรความทะเยอทะยานในพระเนตรทอประกายขณะที่พระองค์ทรงยิ้มที่มุมปาก “หายนะ? หรือบางทีอาจเป็จุดเริ่มต้นแห่งอำนาจใหม่ของจักรวรรดิหากข้ามัน ข้าจะสามารถควบคุมธาตุธรรมชาติได้จักรวรรดิของเราจะยิ่งใหญ่เหนือจักรวรรดิใดในประวัติศาสตร์ เ้าไม่เห็นด้วยหรือ เฉินจางเว่ย?”
เฉินจางเว่ยรู้สึกถึงความกดดันที่โถมเข้ามารอบตัวราวกับกำแพงสูงใหญ่ที่มองไม่เห็นกำลังบีบอัดเขา เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ฮ่องเต้หยกัผลลัพธ์จะไม่ดีอย่างแน่นอน “ฝ่าา หยกันั้นอันตรายเกินกว่าที่ใครจะควบคุมได้หากมันถูกใช้ในทางที่ผิด แผ่นดินของเราอาจเผชิญกับความหายนะอย่างที่ไม่คาดคิด”
รอยยิ้มขององค์จักรพรรดิหายไปทันทีพระเนตรแข็งกร้าวขึ้น น้ำเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “เฉินจางเว่ยข้าไม่ได้ขอความเห็นจากเ้า ข้า้าหยกั และข้า้ามันตอนนี้”
ลมหายใจของเฉินจางเว่ยสะดุดคำสั่งของจักรพรรดิ์เป็สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากเขาปฏิเสธนั่นหมายถึงการถูกตราหน้าว่าเป็ฏ แต่หากเขาทำตามคำสั่ง ซ่งหยูเฟิงจะต้องไม่ยอมให้เขานำมันไปให้ฮ่องเต้เป็แน่และหากเป็คนอื่นที่ไม่ใช่เขาไปหานาง หญิงสาวตกอยู่ในอันตรายโดยที่เขาไม่อาจปกป้องนางได้
พระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธขององค์จักรพรรดิดังก้อง“หากเ้าไม่สามารถนำหยกัมาให้ข้า ทั้งเ้าและตระกูลเฉินของเ้าจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา”
เฉินจางเว่ยออกจากพระราชวังด้วยจิตใจที่สับสนความคิดวนเวียนอยู่ระหว่างการรักษาคำสาบานที่จะปกป้องซ่งหยูเฟิงและการเผชิญหน้ากับคำสั่งของฮ่องเต้ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความกดดัน
เงามืดที่แอบซ่อนอยู่ในที่มืดเหมือนจะติดตามเขาทุกฝีก้าวขณะที่เขายืนอยู่ในลานกว้างของพระราชวัง เขาเห็นร่างลึกลับยืนอยู่ในความมืดจ้องมองเขาด้วยสายตาเ็า เฉินจางเว่ยรู้สึกถึงความหวาดหวั่นที่ค่อย ๆซึมลึกเข้ามาในจิตใจ ราวกับว่าเงามืดนี้เป็ส่วนหนึ่งของชะตากรรมที่รอเขาอยู่