ดึกมากแล้ว ไฟในห้องทำงานของหวังย่าหนานยังสว่างอยู่ เธอนั่งเหม่อจ้องจอคอมพิวเตอร์ที่ส่องกะพริบอยู่ตรงหน้า อยู่ๆ ก็รู้สึกใจหาย
“ยังไม่กลับอีกเหรอ” เป็เสียงของจางถง
หวังย่าหนานเงยหน้าขึ้นมายิ้มด้วยความอ่อนเพลีย
“ฉันได้ยินว่าปิดคดีได้แล้ว”
“ใช่ แต่ว่าฆาตกรกลับฆ่าตัวตายในนาทีสุดท้าย”
“ฉันว่าความจริงเขาตายไปั้แ่สามปีก่อนแล้ว อย่างน้อยจิตใจของเขาก็ตายไปแล้ว”
หวังย่าหนานพยักหน้า “ฉันก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจกับอาชีพของเขา สองสิ่งนี้ถูกมองว่าเป็ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าอยู่ๆ ทั้งสองอย่างหายวับไปพร้อมกัน เช่นนั้นชายคนนี้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เสี่ยวถง เธอเจอคนตายบ่อยๆ เธอคิดยังไงกับความตาย เธอจะยิ้มรับมันไหม” ภาพรอยยิ้มมุมปากก่อนตายของโหวจวิ้นเยี่ยนปรากฏขึ้นตรงหน้าของหวังย่าหนาน หล่อนมองไม่เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของเขาเลยสักนิด
“ทุกครั้งเวลาฉันอารมณ์ไม่ดีก็จะมาที่ห้องชันสูตรตลอด มาเผชิญหน้ากับร่างที่ไร้ลมหายใจในห้องเย็น พวกเขาก็เหมือนกับเพื่อนของฉัน ฉันจะนั่งอยู่เงียบๆ สักพัก ฟังพวกเขาใช้คำพูดไร้เสียงที่เย็นะเืมาบอกความคิดในใจของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาตายไปแล้ว” จางถงวางกระเป๋าสะพายข้างลงแล้วเดินไปที่หน้าต่าง มองถนนในเมืองที่สว่างไสวแล้วพึมพำกับตัวเอง
“ความตายจริงๆ แล้วไม่น่ากลัว ฉันว่ามันน่าจะเป็การปลดปล่อยอย่างหนึ่ง พ่อของฉันก็จากแม่กับฉันไปแบบนี้เหมือนกันในตอนนั้น” พูดเสร็จจางถงก็ฝืนยิ้ม หันกลับมาเผชิญหน้ากับหวังย่าหนาน
“โบราณไม่ได้ว่าไว้แบบนี้เหรอ ตายดีกว่ามีชีวิตอย่างไร้ค่า ชีวิตนี้มีครั้งเดียว ไม่มีใครอยากจะจบชีวิตตัวเองลงแบบนี้หรอก แต่ว่าย่าหนาน ถ้าชีวิตฉันต้องผ่านเื่ราวแบบโหวจวิ้นเยี่ยนจนกลายเป็ร่างไร้ิญญา บางทีฉันอาจเลือกความตายด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นคือการปลดปล่อยอย่างหนึ่ง ถ้ามองมุมนี้ฉันก็สามารถเข้าใจที่โหวจวิ้นเยี่ยนเลือกการฆ่าตัวตายได้”
เห็นใบหน้าที่จะยิ้มก็ไม่ยิ้มของเสี่ยวถงตอนพูด หวังย่าหนานอดตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้ หล่อนรีบโบกมือพัลวัน
“เสี่ยวถง เธออย่าทำให้ฉันใสิ ถึงแม้เธอจะไม่เหลืออะไร แต่เธอก็ยังมีฉันอยู่ ถ้าเธอตายฉันก็ไม่มีเพื่อนน่ะสิ จะว่าไปตอนฉันแต่งงานเธอต้องมาเป็เพื่อนเ้าสาวด้วยนะ!” หล่อนนับนิ้วมือต่อ “ถ้าฉันมีลูก เธอก็ต้องมาเป็แม่บุญธรรมให้ลูกฉันด้วย ในอนาคตก็เป็คุณยายบุญธรรม คุณทวดบุญธรรม...”
“เธอไม่ต้องนับต่อแล้ว ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย” จางถงหัวเราะ แล้วคว้ากระเป๋าสะพายข้างที่อยู่บนเก้าอี้ขึ้นมา “ไป เราไปกินมื้อดึกกันดีกว่า ตรงหัวมุมถนนมีร้านเปิดใหม่ ได้ยินพวกฝ่ายเทคนิคที่เข้าเวรบอกว่ารสชาติไม่เลว แถมราคามิตรภาพอีกด้วย”
“เอาสิ!” หวังย่าหนานตกลงด้วยความดีใจ เธอรีบปิดคอมพิวเตอร์ หยิบเสื้อโค้ทกับกระเป๋าสะพายขึ้นมา แล้วเดินไปที่ประตู แต่จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ พึมพำออกมา “ฉันยังเขียนตอนท้ายไม่เสร็จ...” แล้วทำท่าจะเดินกลับไป แต่กลับถูกจางถงขวางไว้
“อ๊ะ ย่าหนาน คดีก็ปิดแล้ว วันนี้ผ่อนคลายสักวันเถอะ อย่าฝืนขนาดนั้นเลย พักผ่อนเถอะ หัวหน้าหลี่ไม่ตำหนิเธอหรอก!”
พูดเสร็จเธอก็ไม่เปิดโอกาสให้หวังย่าหนานพูดต่อ รีบคว้าแขนหล่อนลากออกไปข้างนอก ปากบ่นพึมพำ “จะว่าไปเราสองก็ไม่ค่อยได้เม้าท์กันเลยนะ ฉันตั้งใจมาหาเธอก็เพราะมีเื่จะคุยด้วย วันนี้ถือว่าเห็นแก่ฉันแล้วกัน...”
หวังย่าหนานมองจางถง พยักหน้าอย่างจนปัญญาแล้วหัวเราะออกมา หวังย่าหนานเป็ผู้หญิงที่ชอบการเอาชนะ เธอยอมได้ที่จะสูญเสียทุกอย่าง รวมทั้งเื่การแต่งงาน แต่เธอกลับรู้ตัวดีว่าขาดเพื่อนไม่ได้ อะไรที่เรียกว่า ‘เพื่อน’ นั่นก็คือคนที่จะไม่เคยโมโหใส่คุณเวลาที่คุณเอาแต่ใจ คนที่บอกให้คุณ ‘ลดความอ้วน’ แต่กลับหัวเราะตาหยีแล้วลากคุณไปหาของกิน คนที่ไม่สนใจเื่ในอดีตแล้วโอบไหล่คุณในเวลาที่คุณเสียใจ ให้คุณสามารถร้องไห้เสียงดังได้…จางถงก็คือคนแบบนี้
หวังย่าหนานรู้ดีว่าตัวเองสามารถเชื่อใจหล่อนได้เหมือนกับเชื่อใจแขนขาของตัวเอง สามารถเปิดเผยความในใจให้จางถงฟังได้อย่างหมดเปลือก แต่หวังย่าหนานกลับรู้สึกสงสัยที่จางถงไม่เคยเล่าเื่ที่อยู่ในใจของตัวเองออกมาเลยสักครั้ง แต่กลับปกปิดไว้อย่างมิดชิดแทน ราวกับบ่อน้ำที่มองไม่เห็นก้นบ่อ
หวังย่าหนานจะไม่สืบหาความจริง แต่ใจของเธอกลับไม่มีความคิดที่จะล้มเลิก ขณะเดียวกันเธอก็เชื่อว่าเป็เพราะเื่ของเวลา จะต้องมีสักวันที่จางถงจะเล่าความในใจของตัวเองให้เธอฟัง
อากาศเหนือสุสานเย็นะเืเหมือนกับเถ้ากระดูกที่ฝังอยู่ในหลุมฝังศพ รอบตัวไม่ได้ยินแม้แต่เสียงนกร้อง มีแค่เพียงเสียงจิ้งหรีดร้องดิ้นรนอย่างไร้เรี่ยวแรง แสงแดดหายไปจากท้องฟ้านานมากแล้ว ไม่รู้ว่าฟ้ามืดครึ้มั้แ่เมื่อไหร่ เสียงฟ้าร้องจากที่ไกลออกไปดังลอยเข้ามาเป็ระยะๆ อีกเดี๋ยวพายุฝน่บ่ายก็กำลังจะตกลงมาแล้ว
จางถงยื่นมือออกไปััป้ายหลุมศพที่เย็นเฉียบ ผิวขรุขระบนป้ายหลุมศพที่ทำจากหินแกรนิตบาดนิ้วเธอ ทิ้งความหดหู่อันน่าประหลาดไว้ น้ำตาค่อยๆ ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างพร่ามัว วินาทีที่พ่อตัดสินใจะโตึก ไม่รู้ว่าในสมองของพ่อได้คิดหรือเปล่าว่าบนโลกใบนี้ยังมีภรรยาคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและลูกสาวอีกคนที่รักเขามากอยู่
“พ่อคะ หนูมาเยี่ยมพ่อแล้วค่ะ คิดถึงพ่อจังเลย” ถึงแม้พ่อจะจากโลกใบนี้ไปเกือบยี่สิบปีแล้ว ตอนนั้นจางถงยังเป็แค่เด็กน้อย แต่ความรักที่มีต่อบิดาก็เป็ความทรงจำที่ไม่มีวันจางหายไปชั่วชีวิต บางครั้งจางถงก็โทษพ่อเหมือนกันว่าเป็เพราะการจากไปของเขาได้นำพาความสุขทั้งหมดของตัวหล่อนไปด้วย ั้แ่นั้นมาชีวิตของจางถงจึงมีแค่ความรักที่บางครั้งก็ปกติบางครั้งก็สับสนของแม่
หล่อนจินตนาการรอยยิ้มของพ่อยามที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ในความทรงจำของหล่อนกลับมีเพียงั์ตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาคู่นั้นของพ่อเท่านั้น น้องสาวจากไปแล้ว พ่อกลัดกลุ้มจนผมเปลี่ยนกลายเป็สีขาวภายในคืนเดียว หลังจากนั้นสามเดือนพ่อที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านอีกครั้ง จางถงเห็นแต่ความผิดหวังและความแปลกหน้าในแววตาของเขา ในสายตาของพ่อไม่มีเธออยู่อีกต่อไปแล้ว พ่อใช้ชีวิตที่มีค่าแลกกับความสงบตลอดกาลในใจของตัวเอง
แต่แปปเดียวจางถงก็เลิกโทษพ่อของเธอ นั่นเป็เพราะเขารักลูกสาวทั้งสองคนมากเกินไป จางถงเข้าใจดีว่าพ่อตามหาน้องสาวไม่เจอ จึงใช้ความตายมาชดเชยความสะเพร่าของตัวเองอย่างไม่ลังเล จนเกิดเป็โศกนาฏกรรมในที่สุด
“หนูเอาของขวัญมาให้พ่อค่ะ” เธอพูดพร้อมสอดมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างของตัวเอง หยิบรูปถ่ายคู่ของตัวเองกับแม่ออกมา เธอค่อยๆ สอดรูปถ่ายเข้าไปในช่องเล็กๆ ใต้แผ่นป้ายหลุมศพที่เป็ที่วางกล่องบรรจุอัฐิ
“แบบนี้เวลาพ่อคิดถึงพวกเราก็จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแล้วไงคะ”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
“จางถงพูด กี่โมง...สถานที่ล่ะ...” เธอดูนาฬิกาข้อมือ “ดูแลศพให้ดีด้วย อีกยี่สิบนาทีฉันถึง”
หลังจากวางสาย จางถงก็มองป้ายหลุมศพของพ่อแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ หล่อนลังเลก่อนที่จะใช้ปลายนิ้วลูบััภาพถ่ายขนาดเล็กของพ่อ พึมพำออกมา “วางใจเถอะค่ะพ่อ หนูจะไม่ทำให้พ่อขายหน้า!”
ฝนเริ่มปรอยลงมา จางถงเดินกลับออกไปตามทางเดิน และเร่งฝีเท้าไปทางประตูสุสานโดยไม่หันหลังกลับมามอง