สิบห้านาที..
ผมเดินได้สิบก้าว
ใช่ครับ..
ผมใช้เวลานานขนาดนั้นในการลากตัวเองเดินสิบก้าวไปข้างหน้า
ไม่ใช่เพราะผมช้า
แต่เพราะ'บางสิ่ง' ทำให้ผมช้า
แรงกดทับที่ไหลลงมาทั้งตัวทำให้แต่ละก้าวคือการออกแรงเหมือนกำลังลากหินูเาไปบนหลัง ยิ่งนาน ขาผมก็ยิ่งสั่น น้ำหนักมันเพิ่มขึ้นเองทุกทีที่ยกขาใหม่ขึ้นมา เหมือนโดนบวกแต้มลับเข้าไปทีละจุดๆ
จากตอนแรกใช้เวลาครึ่งนาทีในการก้าวขาหนึ่งก้าว
มันกลายเป็หนึ่ง..
เป็หนึ่งครึ่ง...
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็เต่าแก่หลงทุ่งที่มีใครเอาเกวียนมาติดไว้บนกระดอง
และระยะห่างจากประตูนั้นที่ผมเห็น..
ก็ยังเท่าเดิม..
สิบห้าเมตรเมื่อกี้..
สิบห้าเมตรตอนนี้...
สิบห้าเมตรอีกสามก้าวข้างหน้า....
มันทำให้ผมอยากสบถออกไปเสียงดัง ๆ ในหัวก็เริ่มตั้งคำถามว่าผมเผลอมาเดินลู่วิ่งในโรงยิมล่องหนของสำนักนี้รึไง
ทำไมระยะทางถึงได้ไม่ย่นลงเลยแม้แต่นิดเดียว
แล้วใช่..
ผมเริ่มจับความผิดปกติได้..
และแน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่ชอบทนอยู่กับสิ่งที่ดูเหมือนจะปกติ
เสียงแว่วเบา ๆ ดังในหัวคล้ายกำลังกู่ร้อง..
ซึ่งเสียงนั้นไม่ใช่ของผม..
เสียงที่เหมือนบางสิ่งในตัวผมกำลังกระซิบปลุกผมอยู่ในความเงียบ
ให้ผมเปล่งวาจาออกมาด้วยข้อความประโยคหนึ่ง
"เ.น.ต.ร...จ้.า.ว...มั.ง...ก.ร..."
ทันใดนั้น..
ดวงตาของผมร้อนวูบ
มันไม่ใช่ความเจ็บ
แต่มันคือความเปลี่ยนแปลง
ทุกอย่างรอบตัวสลัวลง แต่ดวงตาของผมกลับสว่างขึ้นจากภายใน
จากดำขลับ ก็กลายเป็เหลือง แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็สีทองวาววับ
รูม่านตาขยายออกเป็เส้นตั้ง คล้ายอสรพิษ
แต่ไม่ใช่งู..
มันคือดวงตาของั
เนตรจ้าวั
ผมไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไง
ผมรู้แค่ว่าั้แ่ตื่นขึ้นเมื่อสองปีก่อน ผมก็ใช้มันได้แล้ว
และตอนนี้ ด้วยความสามารถของดวงเนตรของผม
ภาพรอบตัวที่เคยบิดเบี้ยว ค่อย ๆ ถูกเปิดโปงทีละชั้นเหมือนใครลอกม่านผ้าออกจากตา
ประตูตรงหน้าที่อยู่ไกลกว่าสิบห้าเมตร ความจริงกลับห่างจากผมแค่ห้าเมตร
ไม่ใช่สิบห้า
ไม่ใช่สิบ
ห้า.. แค่ห้า!
และไม่ใช่แค่ประตูที่ปรากฏขึ้น
ผู้คนมากมายที่หายไปก่อนหน้านี้!!
ตอนนี้พวกเขาก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว
บางคนทรุด
บางคนล้ม
บางคนฟุบอยู่กับพื้นเหมือนหมดแรงจะหายใจ
และบางคนถูกเหยียบซ้ำอยู่
เห็นภาพแบบนั้น..
ผมก็ก้มลงมองฝ่าเท้าของตัวเอง
เฮอะ..
ผมเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนอื่นนัก
เพราะตอนนี้..
ผมกำลังเหยียบอยู่บนร่างของใครก็ไม่รู้อีกสองคน
แต่ผมถอยไม่ได้!!
ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึกผิด!!
แต่เพราะรู้ว่านี่คือสนามสอบ
และถ้าผมขยับผิดแม้แต่นิดเดียว
อาจารย์ที่คุมอยู่จะรู้ทันทีว่าผมเห็นมากกว่าสิ่งที่ควรจะเห็น
ไม่แน่ในด่านทดสอบนี้ เนตรจ้าวัของผมมันก็ไม่ต่างกับกลโกง
และในเมื่อผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังใช้กลโกงอยู่รึเปล่า
ก็ยิ่งต้องระวังไม่ให้ใครจับได้..
ผมหยัดตัวตรง สูดลมหายใจเข้าอย่างมั่นคง
ก่อนจะค่อย ๆ ยกเท้าขึ้นด้วยความระวัง
ไม่รีบร้อน ไม่เปลี่ยนจังหวะ ไม่แสดงพิรุธ
แล้วค่อย ๆ
ค่อย ๆ
เหยียบลงในพื้นที่ว่างระหว่างตัวคน
ที่ทำไป ไม่ใช่เพื่อทำให้ตัวดูเท่
แต่เพื่อไม่เหยียบซ้ำใครอีก
ไม่ใช่เพราะผมกลัวคนเกลียด
แต่เพราะผมรู้ว่า ถ้าอยากรอดไปให้ไกลกว่านี้
ผมต้องเดินแบบคนไม่โดดเด่น
แม้ว่าภายในใจตอนนี้
ผมจะเริ่มรู้ตัวแล้วก็ตามว่าผมคือคนที่ธรรมดาไม่ได้ั้แ่แรกแล้ว
ตอนนี้ผมยังยืนอยู่ในข่ายปราณนรก
เอ้ย!
ข่ายปราณทดสอบพละกำลัง ที่รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเอาหินูเาไฟมาทับหลังไว้
ผมไม่รีบเดินออกจากประตู
เพราะขยับไม่ได้
แม้เนตรจ้าวัจะทำให้ผมเห็นภาพที่แท้จริงผ่านข่ายปราณลวงตา
กระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้แรงกดทับที่โถมใส่ผมเบาลงเลยแม้แต่น้อย
ร่างกายผม.. ขาผม.. ยังถูกผลของแรงกดทับนั้นเล่นงานอยู่เหมือนเดิม
แค่โชคดีมีวิชาเนตรที่มองเห็นความบิดผันก็เท่านั้น
และแน่นอน..
ผมเป็คนรักพวกพ้อง ซึ่งอาจเป็ผลที่ผมเคยร่วมทีมฟุตบอลก็เป็ไปได้ ทำให้ผมรู้สึกเป็ห่วงซุนโหวหวังอยู่บ้าง
ผมมองไปรอบ ๆ เผื่อจะเจอเพื่อหน้าขนจอมกวนที่มากับผม
แต่ไม่ว่าจะมองกี่รอบกี่ครั้ง..
ก็ไม่มีวี่แววของซุนโหวหวังเลย
ในหัวของผมตอนนั้นคิดอยู่สองอย่าง
อย่างแรก..
หมอนั่นออกไปได้แล้ว
อย่างที่สอง..
มันยังติดอยู่ข้างหลังผม
ซึ่งผมไม่สามารถหันกลับไปมองได้ด้วยซ้ำ
ถ้าผมหันหลังในตอนนี้..
มันจะเหมือนประกาศให้คนทั้งสนามรู้เลยว่า 'เด็กคนนี้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น'
ซึ่งสิ่งที่ผมควรจะทำ ก็คือการเดินหน้าต่อแบบไม่ให้เด่นเกินไป
ผมเดินไปบ้าง ยืนบ้าง หยุดบ้าง สลับจังหวะให้ดูเนียนราวกับคนกำลังพยายามสุดชีวิต
(ทั้งที่จริง ๆ คือกำลังพยายามไม่เหยียบใครซ้ำซ้อน)
แล้วในที่สุดเมื่อผ่านเข้าสู่่ครึ่งชั่วโมง ผมก็เดินผ่านม่านปราณออกมาได้ (ฮูเร่)
ทันทีที่หลุดออกมา..
แรงกดทับที่เคยทึ้งหลังผมจนแทบขาดก็หายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
ผมนี่ทิ้งตัวลงนอนแผ่ทันที ไม่เหลือแรงแม้แต่จะกู่ร้องยินดีกับตัวเอง
กล้ามเนื้อทุกส่วนโดยเฉพาะน่อง ปวดระบมยิ่งกว่าหลังวิ่งขึ้นเขาพร้อมแบกกระสอบข้าวสาร ขานั้นแทบจะไม่ใช่ขาของผมอีกต่อไป
“โหวหวัง..
มันออกมาได้..
รึยังนะ…”
ผมพึมพำอย่างเหนื่อยล้า ร่างกายแทบขยับไม่ไหว หายใจยังลำบาก
แล้วเสียงคุ้นหูของหมอนั่นก็ดังลงมาจากทาง้า
“ดูเหมือนเอ็งจะต้องควักเงินหลายสตางค์เสียแล้ว”
ผมเงยหน้าช้า ๆ เหมือนคนใกล้หมดแรงจากการปีนเขาหิมะ
แล้วเจอหมอนั่นก็ยืนยิ้มอยู่เหนือหัวผม
ใครอนุญาตให้มันดูสบายขนาดนี้กันในตอนที่ผมหอบแทบขาดใจ!?
ผมชูนิ้วชี้ขึ้นไปช้า ๆ อย่างไม่ยอมแพ้
ชี้หน้ามันแล้วถามด้วยเสียงที่ติดจะกระซิบมากกว่าพูด
“เหตุใดนาย..
ถึงไม่ได้ดูเหนื่อยเลย..
และ..แล้วเ้าออกมาได้ั้แ่เมื่อไหร่...”
คำถามนี้ไม่ใช่แค่ความสงสัยธรรมดา
แต่มันคือคำถามที่พ่วงด้วยความอัดอั้นของคนที่แทบตายข้างในสนามสอบ
ถ้ามันบอกว่าตัวเอง 'แค่เดินช้า ๆ ก็หลุดมาได้' ล่ะก็...
ผมจะแอบบีบน้ำปลาใส่น้ำอัดลมให้มันดื่ม
“เหนื่อย? เหตุใดฉันถึงต้องเหนื่อยด้วยล่ะ”
ไอ้หมอนี่มันกล้าพูดด้วยหน้าตาใสซื่อเฉยเลย
โหวหวังยืนกอดอก ตีหน้าประมาณว่า 'อะไรเหรอ ทำไมทุกคนต้องทำเป็เื่ใหญ่' ก่อนจะชูแผ่นป้ายไม้ขึ้นมา
บนแผ่นไม้นั่นสลักเวลาไว้ว่า:
01:21
ผมนี่เบิกตาโพลง
หรี่ตา
ขยี้ตาแล้วขยี้อีกที
สุดท้ายก็ยอมแพ้ให้ความจริง
หนึ่งนาที? ยี่สิบเอ็ดวินาที!?
นี่มันวิ่งออกจากประตูหรือวาร์ป!?
“เ้า...
เ้านี่มันบ้าไปแล้วโหวหวัง!!
เ้านี่เกินคนไปไกลนัก!
เ้ารู้สึกไม่เหนื่อยอะไรเลยจริง ๆ เหรอ!?”
“ไม่หนักอะไรเลยเกลอเอ๋ย”
มันพูดพลางยิ้มแบบคนที่ไม่เคยมีคำว่า 'เมื่อยล้า' อยู่ในพจนานุกรม
“เมื่อก่อนฉันชอบซนจนถูกเ้าคุณพ่อลงโทษบ่อย ๆ ท่านเลยให้คุกเข่าแบกก้อนหินบนบ่า
ตอนแรกก็แค่ร้อยชั่ง..
แล้วก็เพิ่มมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้
ถ้าทำผิดอีก..
ก็ต้องแบกสองพันชั่งแล้วล่ะ”
ผมตาโต
หัวคิ้วกระตุก
ปากเกือบสบถออกมาเป็ภาษาแต้จิ๋ว
“สองพันชั่ง!? หนึ่งตัน!? โหวหวัง!! เ้านี่มัน เดอะทิง ที่กิน เดอะฮัลค์ เข้าไปทั้งตัวแท้ ๆ!!”
ร่างหมอนี่หนากว่าผมแค่นิดหน่อยเองนะ!!
แต่ดูเหมือนจะมีพละกำลังระดับแบกบ้านได้
ผมว่านะ..
ถ้ามีศึกใหญ่เมื่อไหร่..
แค่ให้หมอนี่แบกูเาไปทุ่มใส่ศัตรู..
ทีมเราก็ชนะแล้ว..
โหวหวังเอียงคอ
“เดอทิง? เดอหัก? นั่นมันขนมชนิดไหนเหรอ?”
ผมนิ่งไปหนึ่งวินาทีก่อนจะหัวเราะแห้ง
“ไม่ใช่ขนม! ลืมมันไปเถอะ…”
“ถ้าเป็ขนมฉันไม่กินหรอก
เกิดลงพุงขึ้นมา..
แม่สาวช่อชบาคงเมินฉันแย่”
ผมถอนหายใจ
“เอาเถอะ.. เ้ามันแข็งแรงจนน่ากลัวนั่นแหละ”
พูดพลางขยับตัวจากท่านอนมาเป็ท่านั่ง
มือสองข้างรีบนวดน่องที่ปวดตุบ ๆ ราวกับโดนงูเลื้อยกัดเมื่อครู่
“แล้วด่านที่สองล่ะ?”
ผมถามพลางมองไปทางโหวหวัง
“เ้าลองไปดูมาก่อนรึยัง? หรือยังไม่เริ่ม?”
โหวหวังชี้ไปทางด้านซ้าย
ตรงนั้นมีประตูเรียงกันอยู่สิบบาน ขนาดมาตรฐาน ไม่ใช่แบบ 'ใหญ่เว่อจนดูราวกับเทพเ้าจะออกมา' แบบด่านตะกี้
หน้าประตูมีโต๊ะไม้ตัวยาวตั้งอยู่ ข้างโต๊ะมีผู้าุโสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งกำลังนั่งแกะเมล็ดแตงโมอบเคี้ยวเล่น ส่วนอีกคนก็นั่งเขียนอะไรบางอย่างลงกระดาษด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะเบื่อโลกมากกว่าจริงจัง
“ฉันเข้าไปถามท่านเ้าคุณทั้งสองมาแล้วระหว่างรอเอ็ง...”
โหวหวังพูดพลางหาวนิด ๆ ราวกับกำลังเล่าประสบการณ์หลังตื่นจากงีบกลางวัน
“ที่ด่านนั้น เป็ด่านทดสอบไหวพริบ ข้างในของทั้งสิบประตูเหมือนกันหมด จะเลือกเข้าประตูไหนก็ได้ แต่มีเวลาแค่หนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) ในการไขปริศนา”
“ไหวพริบเหรอ...”
ผมพูดเสียงเบา ๆ พร้อมเอามือกุมขมับ
“งั้นขอพักแป๊บนึงนะ..
สมองฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสองบวกสองเท่าไหร่ตอนนี้”
“เอ็งจะพักก็ได้..
แต่แลดูแล้วฉันว่าไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอเกลอเอ๋ย”
โหวหวังพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนกำลังบอกว่าวันนี้อากาศร้อน
“จากที่ฉันเห็น..
คนเข้าทดสอบประมาณห้าสิบ..
ผ่านแค่สองคน”
ผมเด้งตัวขึ้นมาแทบจะลืมความเมื่อยขาไปชั่วขณะ
“สองในห้าสิบ!?”
“ใช่.. ตกสี่สิบแปด”
“นั่นมัน!!
สัดส่วนผ่านแค่สี่เปอร์เซ็นต์!!
โจทย์มันยากถึงขนาดนั้นเลยเหรอ!?”
“ฉันเองก็ใคร่รู้...”
โหวหวังพูดพลางจ้องไปที่ประตูทั้งสิบบาน
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันยากอย่างไร...
ถึงทำให้ผ่านกันได้น้อยขนาดนี้”
แล้วหมอนั่นก็หันกลับมายิ้มให้ผม รอยยิ้มแบบเดียวกับตอนที่เขาบอกผมว่า 'ตอนเด็กฉันแบกหินเล่นทุกวัน'
“ไปเถอะเกลอเอ๋ย..
รีบต่อแถวไว้ก่อน อย่างไรเสียก็ต้องรอคนข้างในออกมาอยู่ดี
สู้ใช้เวลาที่เอ็งนอนแผ่อยู่ตรงนี้ ไปเฝ้าเรียงแถวรอเสียดีกว่า”
พูดจบยังไม่ทันให้ผมค้าน
หมอนั่นก็ก้มลง ดึงร่างผมขึ้นจากพื้น
“เฮ้ยๆๆๆ เดี๋ยวววว!!
โหวหวัง!!
ขาชั้นยังไม่หายปวดเลย!!
เอ็งลากชั้นไปทำไม๊!!”
ผมดิ้นเหมือนปลาโดนจับใส่กระด้ง..
แต่ไร้ผล
แรงของหมอนี่มันระดับลากเรือได้ด้วยนิ้วก้อย
สุดท้าย..
ผมก็ถูกกึ่งลากกึ่งพา ไปยังโต๊ะรับผลการทดสอบ
เ้าหน้าที่ยื่นแผ่นไม้ให้ผม ก่อนพูดอย่างเรียบเฉย
“เวลาของเ้า 31 นาที 45 วินาที”
ผมกับโหวหวังเดินมาถึงหน้าด่านที่สองพร้อมกัน
ประตูทั้งสิบบานตั้งเรียงกันราวกับฝาแฝด
ไม่ได้ดูข่มขวัญแบบด่านพละกำลังก่อนหน้า
แต่มันให้ความรู้สึกแปลกกว่ามาก
ไม่รู้สิ..
มันดูเงียบผิดปกติ
เราเดินไปยื่นแผ่นไม้ให้กับอาจารย์ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้องรีบ หนึ่งในนั้นแทะเมล็ดแตงโมอยู่ ส่วนอีกคนกำลังเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษสีขาวด้วยสีหน้าที่นิ่งเสียจนผมรู้สึกว่าน่าจะฝึกสมาธิมาเกินยี่สิบปี
ซุนโหวหวังได้ลำดับที่สองของประตูที่แปด
ส่วนผมลำดับที่สองของประตูที่เก้า
ระหว่างรอ..
ผมนั่งลงพยายามพักขาให้หายตึง
แต่สายตาก็ยังไม่หยุดกวาดดูทุกอย่าง
และใช่..
มันเป็จริงอย่างที่เ้าหน้าขนว่าไว้
คนสอบตกมีเยอะกว่าคนสอบผ่านหลายเท่า
ผมนั่งนับไปด้วยจนถึงตอนที่โหวหวังจะได้เข้าไป
คนที่ผ่านมีแค่คนเดียว
บรรยากาศของที่นี่ไม่ใช่แค่เงียบแล้ว
มันเริ่มจะเย็นะเื
“คนต่อไป”
เสียงอาจารย์แทะเมล็ดแตงโมดังขึ้นอย่างเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดชื่อเมนูข้าวกลางวัน
“พบกันอีกฝั่งเกลอ”
โหวหวังหันมายิ้มให้
ผมพยักหน้าเบา ๆ ชูสองนิ้วบอกมันว่า 'ลักกี้'
แล้วเ้าหน้าขนเพื่อนผมก็ก้าวเข้าไปในประตู
ทันใดนั้นเอง...
เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็เดินสวนออกมาพร้อมผู้คุมสอบ
ผมเหลือบมองไปทันที..
เขาน่าจะอายุมากกว่าผมนิดหน่อย เสื้อผ้าไม่ได้ฉีกขาด ไม่มีาแ ไม่มีรอยฟกช้ำ...
แต่ใบหน้าของเขาน่ะ..
เหมือนเพิ่งหนีออกมาจากคุกขังิญญา
สายตาหลุกหลิก ไม่โฟกัส
ริมฝีปากพึมพำประโยคเดิมซ้ำ ๆ อย่างไร้ทิศทาง
“ข้าจำไม่ได้...เหตุใดข้าจำคำตอบไม่ได้...ทำไมกัน...ทำไมกัน!! ข้ารู้คำตอบอยู่แล้ว!! แต่คำตอบมันคืออะไรกันแน่!! ทำไมถึงจำไม่ได้!!”
ประโยคนั้นแทรกเข้ามาในหัวผมทันที ราวกับเสียงสะท้อนที่หาทางออกไม่ได้
ผมยังไม่ทันได้คิดต่อ
“เงียบ!!”
เสียงตวาดฟาดฟ้าจากผู้คุมสอบดังขึ้น
พร้อมกับมือใหญ่ที่บีบแขนของเด็กคนนั้นจนเขาแทบทรุด
“หากเ้ายังพูดมาก! ข้าจะจับเ้าขังลืมไว้ข้างในนั้นเสีย!!”
คำว่า 'ขังลืม' นั่นทำให้ผมขนลุกวาบ
เด็กคนนั้นหยุดพูดทันที
แต่แววตายังคงมึนงงและสั่นระริก
ผมนิ่ง...
พึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“รู้คำตอบ... แต่จำคำตอบไม่ได้... อย่างนั้นหรอ?”
สิ่งที่คน ๆ นั้นพูดออกมามันหมายความว่ายังไง?
ในใจเริ่มมีเสียงก้องเบา ๆ ว่า
นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบไหวพริบธรรมดาแล้ว
แต่เวลาก็ไม่ปล่อยให้ผมมีเวลาคิดนาน
“คนต่อไป…”
เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม
ผมหันไปมองตามต้นเสียง
ถึงคิวผมแล้ว
ผมลุกขึ้น
แม้ขาจะยังปวดนิด ๆ อยู่ แต่ผมไม่ลังเล
ก็แค่...หวั่นใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง
-----------
ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เป็เหตุการณ์ที่หลิวเจี้ยนหรือเกี้ยมนั้นไม่มีวันได้รู้
ตอนที่หลิวเจี้ยนยังอยู่ในด่านทดสอบพละกำลัง
เบื้องบนเหนือเมฆหลายสิบเมตรในที่ที่สายตาผู้ใดมิอาจแลเห็น ร่างใหญ่ของบุรุษคนหนึ่งยืนแน่นิ่งอยู่บนอากาศ ท่ามกลางความว่างเปล่าแห่งฟากฟ้า
เขาผู้นี้มีนามว่า ซิน เจวี่ยอู่
อาจารย์จากสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลัก ผู้ถูกส่งมาคุมสอบอย่างเงียบเชียบในฐานะ 'ผู้เฝ้ามอง' ของด่านนี้
เรือนร่างเขากำยำเหมือนูเาทั้งลูก ใบหน้าคมแข็ง ผิวสีแทนดั่งน้ำผึ้งที่กรำแดดกรำฝนมาทั้งชีวิต หัวล้านแวววับแต่กลับมีหนวดเครายาวครึ้มประหนึ่งรากไม้พันกันแน่น
ซึ่งแน่นอน...
ว่าคนผู้นี้มิได้มายืนลอยชายเพื่อฆ่าเวลา
แต่กำลังจับจ้องเบื้องล่าง ด้วยสายตากลมโตที่แฝงความรู้แจ้งของคนที่ผ่านโลกมานาน
“หืม...”
เขาขมวดคิ้ว เมื่อเห็นบางสิ่งที่สะดุดตา
“น่าแปลก..
ประตูอยู่ด้านหน้า แต่เด็กคนนี้กลับเดินเฉียงไปทางขวา...”
เด็กคนนี้ที่เขาหมายถึงนั้นไม่ใช่ใครอื่น
แต่คือหลิวเจี้ยน เด็กหนุ่มคิ้วบางที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงในสนามที่คนอื่นแทบล้มไม่เป็ท่า
ซินเจวี่ยอู่ไม่ละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว
เขาเพ่งมอง... สังเกต... วิเคราะห์
จิตภายในของเขาแหลมคมพอจะััได้ถึง กลิ่นบางอย่างที่ไม่ใช่ธรรมดา
“หึ...
ไอ้เด็กนี่ใช้กลโกงแน่ ๆ”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แต่ไม่มีแววโกรธ ไม่มีความเกรี้ยวกราดในน้ำเสียง
กลับกัน..
เขายิ้มออกมาเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเ้าเด็กคิ้วบางคนนั้นเลือกจะหยุดเดินเมื่อรู้ว่าข้างใต้ฝ่าเท้ามีร่างของผู้อื่น
และเลือกเบี่ยงเส้นทาง ไปในจุดที่ไม่มีผู้ใดนอนอยู่ พยายามจะไม่แสดงพิรุธ
“แต่ช่างเถอะ..
อย่างน้อย ๆ มันก็ยังมีคุณธรรมเพียงพอที่จะเลือกเดินทางที่ไร้ร่างคน”
เขาว่าเบา ๆ พร้อมถอนหายใจอย่างแ่เบา
“ถือเสียว่าข้าไม่เห็นก็แล้วกัน”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
เป็บุรุษหนุ่มร่างใหญ่เกือบเท่าเขา ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเยาว์ แต่กล้ามเนื้อแน่นและสายตาเปี่ยมไปด้วยพลัง
“มีอะไรหรือขอรับท่านอาจารย์? ท่านมองเห็นผู้ใดใช้กลโกงหรือ?”
ซินเจวี่ยอู่เหลือบสายตามามองศิษย์หนุ่ม..
ก่อนคลี่ยิ้มจาง ๆ ที่แทบมองไม่ออกว่าเป็รอยยิ้มจริงหรือเปล่า
“ไม่มีอะไรหรอก... ลูกเสียน”
เขาเรียกชื่อศิษย์ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นกว่าที่คิด
“อาจารย์ก็แค่มองเห็นสิ่งที่น่ายินดีก็เท่านั้นเอง”
“น่ายินดีหรือขอรับ?”
คนที่ถูกเรียกลูกเสียนขมวดคิ้ว
“ผลสอบปีนี้ของสาขาปัญจมิตร..
มีผู้สอบตกมากกว่าปีไหน ๆ ข้าไม่เห็นเป็เื่น่ายินดีตรงไหนเลย”
ซินเจวี่ยอู่หัวเราะในลำคอเบา ๆ คล้ายพึงใจ
“จำนวน... หรือจะสู้คุณภาพ
คุณภาพ... หรือจะสู้ความดี
เฉกเช่นปณิธานของวีรบุรุษสำนักสี่ขุนเขา”
เขาพูดเสียงเบา แต่หนักแน่นราวกับหินผาผ่านกาลเวลา
“เ้ายังอ่อนวัยนัก..
ลูกเสียน...
เอาไว้ภายหน้าเ้าจะเข้าใจเอง”
แล้วสายตาของซิน เจวี่ยอู่ก็ละจากเบื้องล่าง คล้ายยกเว้นให้ 'เด็กหนุ่มคนนั้น' จากสายตาของผู้พิพากษาไปเพียงชั่วคราว
แต่ก็ไม่ใช่ตลอดไป..