ชายชราหนวดเคราขาวรกรุกรัง ร่างเล็กยืนมองดูฟางเหนียงด้วยสายตาลามกน่าเกลียด มันมองพร้อมเอามือขึ้นมาลูบคางไปมา ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ปทุมถันเต่งตึงอวบอั๋นภายในเสื้อสีขาว ฟางเหนียงรู้สึกอายมากที่ถูกด้วยสายตาแทะโลมเช่นนั้น แต่ก็รู้แก่ใจดีว่าวรยุทธ์ของนางมิอาจเทียบกับชายชราผู้นี้ดีแม้แต่น้อย "ช่างงดงามทุกส่วนสัด ๆ จริง ๆ นังหนู ไม่น่าเชื่อเลยว่าเจ้ามีบุตรชายโตถึงเพียงนี้ ดูท่าทางเจ้าคงจะฝึกวิชาในคัมภีร์เก้าเตียง และเคยกินเศษของผลท้อสวรรค์พันปีสินะ"
พอชายชราประหลาดกล่าวจบ ดวงตาของฟางเหนียงก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ "ท่านรู้ได้อย่างไรกัน!!? เรื่องที่ข้าฝึกวิชาในคัมภีร์เก้าเตียงดูออกไม่ยากหากเป็นผู้มีวรยุทธ์สูง แต่เรื่องของท้อสวรรค์พันปีนั้นเป็นไม่ได้ที่จะรู้ มันเป็นผลไม้ประหลาดของพรรคมารราคะ มีแต่คนในตำแหน่งสูงของพรรคเท่านั้นจึงจะรู้ได้ ผู้อาวุโสเป็นใครกันแน่? " ฟางเหนียงกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ ชายชราแย้มยิ้มก่อนตอบกลับอย่างแช่มช้า "ข้าเป็นใครงั้นรึ? เฮอะ เฮอะ นามของข้าก็คือ หยวนซิงก้าน.." พอฟางเหนียงได้ยินเช่นนั้นนางก็ตกตะลึงหนักกว่าเดิมหลายเท่า "หยวนซิงก้าน..!! เทพมารราคะไร้พ่าย ประมุขของพรรคมารราคะรุ่นแรก.."
ฟางเหนียงกล่าวออกมาเสียงดัง "เจ้าเองก็รู้จักข้าด้วยงั้นรึ? น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ แล้วเจ้าเป็นใครกันล่ะ ดูท่าทางคงจะเกี่ยวข้องกับพรรคมารราคะเหมือนกันสินะ" หยวนซิงการถามกลับ ฟางเหนียงยกสองมือคารวะก่อนจะค้อมตัวแล้วเอ่ยขึ้น "ข้ามีนามว่าฟางเหนียงเป็นบุตรสาวของ ฟางตงฮั่ว ประมุขพรรคมารราคะรุ่นที่สาม" พอฟางเหนียงกล่าวจบหยวนซิงก้านก็มุ่นคิ้วเอียงคอมองนางด้วยท่าทางงุนงงน
"ฟางตงฮั่ว? ผู้ใดกันข้ามิเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม ประมุขพรรคคนปัจจุบันหาใช่เจ้าสารเลว เทียนยู่อี้หรอกรึ? "
"หามิได้ผู้อาวุโส ประมุขพรรคคนรุ่นที่สี่คนปัจจจุบันมีนามว่า เฉินยินฟง ส่วน ผู้เฒ่าเทียนยู่อี้นั้นสละตำแหน่งกลายเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของพรรคนานแล้ว"
"บัดซบ..!!" หยวนซิงก้านแผดเสียงดังลั่นพร้อมรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจนฟางเหนียงแทบหายใจไม่ออก "เจ้าอย่าได้เรียกไอ้แก่สารเลวนั้นว่า ผู้เฒ่า หรือผู้อาวุโสต่อหน้าข้าเด็ดขาด มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าอำมหิตกับพวกเจ้า" ฟางเหนียงรีบก้มหัวขอขมา หยวนซิงก้านอย่างรวดเร็ว มันจึงค่อย ๆ คลายความกดดันลง "จงเล่าเรื่องราวของพรรคที่เจ้ารู้มาให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะตอบแทนด้วยการรักษาพิษในร่างของเจ้าหนุ่มบุตรชายคนนี้ของเจ้าให้"
พอฟางเหนียงได้ยินหยวนซิงก้านกล่าวเช่นนั้น นางก็ทั้งตกใจ และดีใจในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง นางเล่าตั้งแต่ช่วงที่นางจำความได้ พอนางเกิดก็พบว่า เทียนยู่อี้ เป็นประมุขพรรครุ่นที่สอง แล้ว ส่วนประมุขพรรครุ่นแรก หรือก็คือ หยวนซิงก้านนั้น ได้เสียชีวิตตกเขาไปในการประลองกับ จ้าวหนานลู่เย เจ้าสำนักกระบี่เทพเทวะในสมัยนั้น ก่อนที่ เทียนยู่อี้จะขึ้นมาเป็นประมุขแทน พอเป็นอยู่ได้ราว ๆ สิบปี ก็มีปัญหาทางด้านร่างกายจึงได้สละตำแหน่งให้ ฟางตงฮั่ว หนึ่งในผู้คุมกฎที่มีคุณสมบัติมากพอจะสืบทอดตำแหน่ง ซึ่งก็คือบิดาของ ฟางเหนียง แต่เป็นได้ไม่ถึงห้าปี ฟางตงฮั่วก็ล้มป่วยจนเสียชีวิต ตำแหน่งจึงตกเป็นของ เฉินยินฟง แทน ไม่มีผู้ใดทราบที่มาที่ไปของคนผู้นี้ แต่ที่เขาได้ตำแหน่งก็เพราะมี เทียนยู่อี้คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง..
พอฟางเหนียงเล่าจบสีหน้าของหยวนซิงก้านดูจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นเป็นอย่างมาก "ไอ้สารเลว เทียนยู่อี้.. นอกจากจะวางแผนชั่วจนทำให้ข้าต้องมีสภาพเช่นนี้ มันยังใส่สีตีไข่ บิดเบือนความจริงให้คนรุ่นหลังเชื่อตามที่มันบอกอีก ข้าล่ะอยากจะสับมันเป็นหมื่น ๆ ชิ้นนัก" หยวนซิงก้านขบเคี้ยวเขี้ยวฟันด้วยความแค้น ฟางเหนียงรู้สึกประหลาดจึงเอ่ยถามขึ้น "งั้นก็แปลว่าสิ่งที่ข้ารู้มาตลอดนั้นไม่เป็นความจริง ผู้อาวุโสไม่ได้พ่ายแพ้จ้าวหนานลู่เย่จนตกเขา มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่? แล้วเหตุใดเป็นเวลากว่าสามสิบปีท่านถึงไม่ปรากฏตัวแล้วกลับไปทวงความยุติธรรมคืน" พอหยวนซิงก้านได้ยินฟางเหนียงถามเช่นนั้นมันก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด "เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากออกไปจากที่นี่รึ นังหนู? ข้าย่อมอยากไปอยู่แล้ว แต่ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้ ตัวข้าถูกพิษประหลาดของไอ้แก่ เที่ยนยู่อี้เล่นงาน ภายในรัศมี สองลี้หากข้าเข้าใกล้มัน พิษในร่างจะกำเริบจนตาย มันเป็นพิษที่ข้าไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน และไม่รู้วิธีถอนด้วย ข้าไม่ต้องการแลกชีวิตกับมัน แต่อยากเห็นมันทุกข์ทรมานจนตายมากกว่า"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง แล้วแบบนี้บุตรชายของข้าท่าน…."ฟางเหนียงมีสีหน้ากังวลก่อนจะมองไปที่เว่ยเซี่ย ซึ่งกำลังตัวแข็งทื่อเป็นหินอย่างน่าเกลียด โดยเฉพาะเจ้ามังกรยักษ์ตรงหว่างขาที่ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ท่อนใหญ่ลอยอยู่หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ "เจ้าหนุ่มนี่รึ? เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง พิษที่มันได้รับ เป็นพิษที่ข้าเป็นคนคิดค้นขึ้นเอง แต่ดูเหมือนว่าจะถูกปรับปรุงแก้ไขมาหลายครั้งจนเบาบางลงมาก ไม่ไหว ๆ เจ้าเด็กพวกนั้นบังอาจมาแก้สูตรยาพิษของข้าตามใจชอบ แย่จริงๆ เสียชื่อข้าหมด หากเป็นพิษดังเดิมไม่ต้องรอเวลาให้กำเริบนานเช่นนี้หรอก แค่ครึ่งก้านธูปเจ้าก็โดนมันย่ำยีไปเรียบร้อยแล้วนังหนู"
พอหยวนซิงก้านกล่าวจบร่างของมันก็พลันหายวับไปก่อนจะโผล่อยู่ข้างหน้าเว่ยเซี่ย สองนิ้วจี้คลายจุดรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน ก่อนที่มันจะพลิกม้วนฝ่ามือไปอยู่เหนือศรีษะของเว่ยเซี่ย จากนั้นก็มีไอสีม่วงค่อย ๆ ลอยขึ้นมาราวกับไอน้ำ "วิชามหาเวทมารสลายหมื่นพิษ..!!" ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง เพราะวิชานี้เป็นวิชาลับที่สาบสูญไปนานของพรรคมารราคะ มีแต่ประมุขรุ่นแรกเท่านั้นที่ฝึกสำเร็จ
เหงื่อกาฬของเว่ยเซี่ยออกซึมทั่วร่าง ใบหน้าดูผ่องใสมีเลือดหน้าเช่นเดิม ท่อนมังกรหดตัวไม่ขยายพองแล้ว (แต่ก็ยังมีขนาดใหญ่อยู่ดี เว่ยถังน่าจะให้บุตรชายมาเยอะ) จากนั้นไม่นานหยวนซิงก้านก็ชักมือกลับก่อนจะสะบัดไปด้านหลัง เว่ยเซี่ยลืมตาตื่นขึ้นอย่างตกใจก่อนจะมองสำรวจไปทั่วร่าง ก่อนที่มันจะรีบใส่เสื้อผ้า และพลันพุ่งไปโขกหัวขอขมาฟางเหนียงอย่างรวดเร็ว เพราะเกือบจะล่วงเกินมารดาของตนไป
"พอแล้วเว่ยเซี่ย ลุกขึ้น ๆ " ฟางเหนียงโอบกอดบุตรชายทั้งน้ำตา ก่อนจะพยุงตัวมันลุกขึ้น "เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลย ทั้งหมดเป็นเพราะนางแพศยาไป๋ฟู่คนเดียว แม่จะต้องคิดบัญชีกับนางให้จงได้ เอาล่ะ ยามนี้เจ้าจงไปคำนับขอบคุณผู้อาวุโสหยวนก่อน หากไม่ได้เขายื่นมือช่วยปานนี้แม่กับเจ้าก็คง….." ฟางเหนียงก้มหน้าความอับอายก่อนจะเงียบเสียงไป "ข้าเข้าใจแล้ว" เว่ยเซี่ยกล่าวพร้อมพยักหน้าก่อนจะไปคุกเข่าลงต่อหน้าหยวนซิงก้าน "ผู้อาวุโสได้โปรดรับคำขอบคุณที่ช่วย…"
"ช้าก่อน….!! เจ้าหนู" หยวนซิงก้าน ยกมือขึ้นมาห้ามก่อนจะพูดขัด "เจ้าคิดว่าข้าเป็นจิตใจดีถึงขนาดช่วยพวกเจ้าสองแม่ลูกเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลอันใดตอบแทน รึ หากคิดเช่นนั้นนับว่าเจ้าช่างไร้เดียงสานัก"
พอเว่ยเซี่ยได้ยินคำกล่าวของหยวนซิงก้านมันก็หันไปมองหน้าฟางเหนียงก่อนจะหันกลับมาถาม "เช่นนั้นท่านประสงค์สิ่งใดจากข้า กับแม่จงบอกมา หากไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถข้าก็พร้อมจะทำให้"หยวนซิงก้านแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย "หึหึ อย่าห่วงเลยเจ้าหนูสิ่งที่ข้าอยากจะให้เจ้าไปทำนั้นไม่เหลือบ่ากว่าแรงแน่นอน เจ้าทำให้ข้าได้แน่ ๆ "
"มันคือสิ่งใดรึขอรับ" หยวนซิงก้านยิ้มที่มุมปากก่อนจะกล่าวออกมาช้า ๆ " ข้าอยากจะให้เจ้าไปสังหารไอ้สารเลว เทียนยู้อี้แก้แค้นให้ข้า.."
พอได้ฟังคำขอทั้งเว่ยเซี่ย กับฟางเหนียงก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ก่อนหน้าที่เว่ยเซี่ยถูกจี้จุดมันได้ยินทุกอย่างที่ฟางเหนียงเล่า จึงทราบว่า เทียนยู่อี้ เป็นผู้ใด ด้วยวรยุทธ์ปลายแถวอย่างเว่ยเซี่ยย่อมไม่มีทางทำได้แน่นอนไหน จะเรื่องบุกเข้าไปอีกยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
"ผู้อาวุโสข้า….." "อย่าพึ่งกล่าวอันใดเจ้าหนู ข้าหาใช่คนแก่ไร้สมองที่จะส่งกระต่ายไปล่าหมาป่าไม่ จากนี้ไปหนึ่งเดือนข้าจะถ่ายทอดวิชากระบี่มารราคะเก้ากระบวนท่า กับ เคล็ดวิชาสองฝ่ามือ จับแยง ให้เจ้า หากฝึกสำเร็จก็พอจะมีโอกาสเข้าไปในพรรคได้ จากนั้นค่อยใช้พิษที่ข้าจะมอบให้ไปสังหารเจ้าเทียนยู่อี่ เมื่องานสำเร็จจงกลับมาข้า ข้าจะถอนพิษที่เหลือให้.."
พอสองแม่ลูกได้ฟังต่างก็มองหน้ากันอย่างงุนงง "พิษที่เหลือ? ผู้อาวุโสหมายความเช่นไร" ฟางเหนียงกล่าวถามด้วยความร้อนรน "ที่ข้าช่วยบุตรชายของเจ้าไปเมื่อสักครู่ เป็นเพียงการดึงพิษออกมาจากร่างแค่เก้าส่วน ยังเหลืออีกหนึ่งส่วนตกค้างอยู่ อาการกำเริบจะน้อยลงมาก แต่หากภายในสามเดือน พิษยังไม่สลายไป มันก็จะกลับมาคลุ้มคลั่งเหมือนเดิม ข้าทำเช่นนี้เพราะไม่ไหวใจใครหน้าไหนทั้งนั้น" หยวนซิงก้านกล่าวขึ้น ซึ่งฟางเหนียงพอจะเข้าใจว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นี้บ้าง
"เช่นนั้นข้าจะพาพวกเจ้าสองแม่ลูกขึ้นไปฝึกวิชาบนเขา บนนั้นมีบ้านที่ข้าพักอาศัยอยู่" หยวนซิงก้านกล่าวพร้อมส่งถ่ายพลังจากฝ่ามือไปยังก้อนหินที่ปิดทางเข้าถ้ำ จนเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงแหลกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย มันเป็นพลังวัตรที่มากมายมหาศาล สมกับเป็นประมุขพรรคมารราคะรุ่นแรกจริง ๆ
จบบทที่ 35