หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 ตอน ชิงซี 3

            ‘สำหรับหญิงสาวที่เติบโตในวังหลัง การเชื่อใจใครสักคนย่อมเป็นเรื่องยากใช่หรือไม่?’

            ชิงซีครุ่นคิดอย่างใจเย็น

            อันที่จริงตลอดระยะเวลาสี่พันปีที่ผ่านมานางมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบทั้งที่อยู่ตัวคนเดียวนางมักพบเจอผู้คนที่น่ารักและมิตรภาพที่งดงามอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามนั่นอาจเป็นเพราะไม่มีใครรู้ตัวตนของนาง

            ถ้าพวกเขารู้ตัวตนของนางในฐานะประมุขแห่งตระกูลมู่ใครกันจะคบหานางอย่างจริงใจ?

            ประมุขตระกูลมู่ไม่สามารถมีเพื่อนแท้ได้ 

            หลังจากพูดจบ นางก็มองอวิ๋นจื่อด้วยดวงตาที่สดใสและรอคอยคำตอบ

            “ข้าแค่ไม่รู้ว่าจะอดทนให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้อย่างไร”ในที่สุดหญิงสาวก็เลิกลังเลและเล่าความจริงให้ชิงซีฟัง

            บางทีในใจของอวิ๋นจื่อประมุขตระกูลใหญ่ผู้ร่ำรวย รู้จักมารดาของนาง และยอมเสี่ยงด้วยการนำเอาตระกูลที่มั่นคงของตนเองมาเดิมพันกับการให้ความช่วยเหลือนางเช่นนี้คงไม่มีทางหักหลังนางได้

            ลึกๆ แล้วการเชื่อใจใครสักคนเป็นเรื่องยากสำหรับอวิ๋นจื่อตอนนี้คนสุดท้ายที่นางเชื่อใจได้เสียชีวิตภายใต้เงื้อมมือของชิงเกอโดยปราศจากเหตุผลที่เหมาะสม

            อวิ๋นจื่อรู้ว่านางแทบไม่เหลือใครให้เชื่อใจอีกแล้ว 

            ‘บางทีข้าควรลองเชื่อใจผู้อื่นดูสักครั้ง...เชื่อใจหญิงสาวผู้ลึกลับที่อยู่ตรงหน้าคนนี้’

            จากนั้นนางก็กล่าวเสียงสั่นว่า 

            “ถ้าข้ามีชีวิตอยู่ได้ถึงร้อยปีข้าคงใช้เวลาประมาณหนึ่งในห้าอยู่ร่วมกับเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ข้าจะเจอคนที่ข้าอยากใช้เวลาทั้งชีวิตร่วมกันข้าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ชิงซี ข้า…”

            “หยุดพูดเถิดข้าเข้าใจแล้ว” ชิงซีตัดบท

            อันที่จริงนางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันในระยะเวลาสี่พันปีที่ผ่านมานางไม่เคยเป็นฝ่ายที่ต้องรอคอย

            น่าจะเป็นอย่างที่หมี่เจียเคยกล่าวเอาไว้

            ‘เหตุใดผู้คนที่จิตใจเย็นชาเหมือนน้ำแข็งในศาลาน้ำแข็งหิมะจึงต้องใส่ใจความสงบสุขของโลกมนุษย์ด้วย?’

            ในใจของชิงซีเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง

            ก่อนที่นางจะคลายความสงสัยหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าก็พูดขึ้นว่า

            “ชิงซีข้ารู้ว่าการที่ข้าเป็นเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี แต่ข้าไม่รู้จริงๆว่าต้องทำอย่างไร”

            แววตาที่ไร้เดียงสาของอวิ๋นจื่อทำให้ชิงซีนึกถึงตัวเองเมื่อหลายพันปีก่อนตอนที่นางอ้อนขอขาหมูตุ๋นจากหมี่เจีย

            ชิงซีแอบยิ้มในใจแต่ใบหน้าของนางกลับแสดงออกถึงความสุขุมเป็นพิเศษ 

            “โอ้ข้านึกขึ้นได้พอดี เจ้าเคยได้ยินชื่อสำนักชิงซานหรือไม่?” ชิงซีถามด้วยรอยยิ้ม 

            สำนักชิงซาน?

            นั่นคืออะไร? เป็นสำนักฝึกยุทธ์หรือไม่?

            เป็นไปได้ไหมว่าตระกูลมู่ติดต่อกับผู้คนในสำนักชิงซาน?

            ไม่สิ ชื่อนี้ฟังดูคุ้นๆ ดูเหมือนมีคนเคยกล่าวถึงมันแล้ว

            แต่ใครกัน?

            อวิ๋นจื่อพยายามเค้นความทรงจำว่าใครเคยกล่าวถึงสำนักนี้แต่ก็จำไม่ได้ 

            ชิงซียิ้มบางๆ และกล่าวว่า“ข้ารีบร้อนเกินไป เจ้าเป็นคนจิตใจดี เพราะฉะนั้นการอาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับประมุขสำนักชิงซาน ข้าสามารถส่งเจ้าไปที่นั่นซึ่งเป็นสำนักกระบี่อันดับหนึ่งเพื่อฝึกฝนทักษะการป้องกันตัวและมันย่อมส่งผลดีต่อเจ้าด้วย เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”

            หญิงสาวแลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วถามว่า“เหตุใดเจ้าถึงอยากให้ข้าฝึกกระบี่?”

            นางไม่เคยจับกระบี่มาก่อนด้วยซ้ำ!

            หญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยในความทรงจำของนาง มีเพียงผู้หญิงน่ารำคาญอย่างโจวยี่เท่านั้นที่ใช้กระบี่เป็น

            ชิงซียิ้มอย่างเย็นชาและกล่าวว่า“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดโจวยี่ถึงยังมีชีวิตอยู่?”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความเศร้าโศกและความขุ่นเคืองของอวิ๋นจื่อยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกนางกล่าวว่า “ชิงซีโปรดให้ความกระจ่างด้วย”

            ชิงซีจึงเริ่มเท้าความตั้งแต่ต้น 

            น้ำเสียงของนางราบเรียบเป็นพิเศษทำให้อวิ๋นจื่อตื่นตระหนกอยู่ในใจ

            ปรากฏว่าเมื่อครั้งโจวยี่ยังเด็กนางเป็นศิษย์ที่ประมุขคนก่อนแห่งสำนักชิงซานโปรดปรานมากที่สุด ต่อมาก่อนที่ประมุขคนนั้นจะตายเขาได้ส่งมอบตำแหน่งประมุขให้กับศิษย์อีกคนและคำสั่งเสียสุดท้ายของเขาคือสำนักชิงซานจะต้องปกป้องโจวยี่ให้ถึงที่สุด

            ดังนั้นโจวยี่จึงยังมีชีวิตอยู่

            เหตุใดคนบาปที่ทำลายราชวงศ์ถึงอยู่รอดปลอดภัยทั้งยังได้รับการปกป้องจากสำนักกระบี่อันดับหนึ่งของยุทธภพ?

            อวิ๋นจื่อไม่พอใจเป็นอย่างมาก 

            หลังจากฟังคำพูดของชิงซี อวิ๋นจื่อก็ตกอยู่ในความเงียบถ้านางต้องการฆ่าผู้หญิงคนนั้น นางจะต้องกลายเป็นศัตรูของสำนักชิงซานตอนนี้ด้วยความสามารถของนางเองหรือแม้แต่ความช่วยเหลือจากตระกูลมู่ นางย่อมไม่มีทางทำสำเร็จแน่

            ทันใดนั้นชิงซีก็กล่าวว่า

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดโจวยี่ถึงไม่ให้คนฆ่าเจ้าในตอนนั้น?เหตุใดชางอู๋หลิงถึงหายไป?”

            “เพราะเหตุใด?”

            อวิ๋นจื่อถามอย่างอ่อนโยน

            คืนนั้นโจวยี่บอกนางแล้วแต่คำพูดของนางจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่?

            อารมณ์ที่อธิบายไม่ได้ดูเหมือนจะผุดขึ้นในใจของอวิ๋นจื่อ

            แม้ว่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วแต่อวิ๋นจื่อก็ยังต้องการคำยืนยัน

            นางรู้สึกกระวนกระวายและรอคอยคำตอบจากชิงซี

            คำถามแรกของชิงซีกระตุ้นให้อวิ๋นจื่อเกิดความสงสัยเป็นอย่างมากส่งผลให้นางแทบไม่มีเวลาขบคิดเกี่ยวกับคำถามที่สอง

            นางคิดว่าถ้านางอยู่ในฐานะเดียวกับโจวยี่นางจะไม่ปล่อยให้โอกาสงามๆ เช่นนี้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน

            ในขณะที่อวิ๋นจื่อกำลังจะถามออกไปเสียงของชิงซีก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            “อันที่จริงเจ้าไม่ต้องกังวลถ้าต้องมีใครสักคนตายระหว่างเจ้ากับโจวยี่ คนคนนั้นย่อมไม่ใช่เจ้าอย่างแน่นอน”

            “เพราะเหตุใด?”

            นางถามด้วยความสงสัย 

            แม้ว่าคำตอบที่ได้รับอาจทำให้สิ่งที่นางเข้าใจมาตลอดหลายปีพังทลายลงก็ตาม 

            นางต้องการคำยืนยันเกี่ยวกับสิ่งที่โจวยี่พูดในคืนนั้น

            ชิงซีมองอวิ๋นจื่อแปลกๆแล้วกล่าวว่า “เพราะนางเคยรักบิดาของเจ้ามาก บิดาของเจ้า…” นางหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อว่า“เขาก็รักนางมากเช่นกัน”

            ‘อันที่จริงบิดาของเจ้าไม่ใช่คนที่เจ้าเคยคิดมาโดยตลอด’

            ชิงซีกัดลิ้นของตัวเองและไม่พูดประโยคสุดท้ายออกไปนางไม่รู้ว่าหญิงสาวที่ไร้เดียงสาอย่างอวิ๋นจื่อจะทนรับเรื่องนี้ได้หรือไม่มิหนำซ้ำเรื่องนี้ยังเป็นปัญหาของคนรุ่นก่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอวิ๋นจื่ออีกด้วย

            ชิงซีคิดว่าเรื่องนี้คงต้องรอไปก่อน

            แต่ปฏิกิริยาของอวิ๋นจื่อนั้นเฉยเมยมากราวกับว่านางรู้อยู่แล้ว

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน