ตอนที่ 17 ความทรงจำ
ลูคัสตื่นขึ้นช้า ๆ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันยาวนานมา เมื่อสายตาค่อย ๆ ปรับตัวกับแสงสว่างภายในห้อง เขาก็เห็นเพดานไม้เก่าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่พวกเขาพักอยู่
กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ
ลูคัสค่อย ๆ ยกตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ร่างกายยังคงเจ็บระบมจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้
เสียงพลิกหน้ากระดาษดังแ่เบาจากอีกฝั่งของห้อง
เขาหันไปมอง
เรนกำลังนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ ลงมากระทบเส้นผมของเขา เรนกำลังนั่งอ่านตำราเล่มหนาอย่างเงียบ ๆ
ทันทีที่ได้ยินเสียงขยับตัว เรนก็เงยหน้าขึ้น
“อ้าว ลูคัส เป็ไงบ้าง อาการเป็ยังไงบ้าง”
เรนถามเบา ๆ ทันทีที่เห็นเพื่อนของเขาลุกขึ้นมา
ลูคัสยกมือกุมไหล่ตัวเองแล้วบิดตัวเล็กน้อย
“อือ… ก็เจ็บใช้ได้แหละ”
เขาพูดยิ้ม ๆ
“แต่นะ เรน… ชั้นแพ้ให้เ้าลอยนั่นหรือเนี่ย”
เรนปิดตำราเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินมาพิงโต๊ะ
“ไม่หรอก ลูคัส นายชนะเขาได้ต่างหาก”
เรนยิ้มบาง ๆ
“แถมเกือบฆ่าเขาด้วยซ้ำ”
ลูคัสเลิกคิ้วเล็กน้อย
“จริงดิ”
“หึ ๆ … ดูเหมือนพลังบางส่วนของนายจะเริ่มกลับมา หลังจากถูกกระตุ้นจากการถูกกดดันล่ะนะ”
เรนพูดพลางกอดอก
“แต่มันก็ทำให้นายสติหลุดเหมือนกัน เพราะมันกระทันหันเกินไป”
ลูคัสเงียบไปครู่หนึ่ง
“อ๋อ… งั้นเอง”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“งั้นก็ขอบคุณมากนะ ที่ห้ามชั้นไว้”
ลูคัสก้มมองฝ่ามือตัวเอง
ดวงตาของเขาเงียบลงเล็กน้อย
“แต่…”
เรนเงยหน้ามอง
“เหมือนชั้นจะได้ความทรงจำอะไรบางอย่างกลับมาด้วย หลังจากพลังมันตื่นขึ้น”
เรนชะงักไปเล็กน้อย
สายตาของเขาคมขึ้น
“ความทรงจำ… งั้นเหรอ”
ลูคัสพยักหน้า
“มันไม่ชัดเท่าไหร่ เหมือนเศษเสี้ยวอะไรบางอย่าง”
เขาขมวดคิ้ว
“เหมือน… ชั้นเคยอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสง… แล้วก็มีเสียงเรียกชื่อของชั้น”
เรนกอดอก
ดวงตาของเขาครุ่นคิด
“ไม่แน่… ทุกครั้งที่พลังของนายกลับมา ความทรงจำก็คงค่อย ๆ กลับมาด้วยเหมือนกัน”
ลูคัสถอนหายใจ
“ช่างมันเถอะ คิดไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร”
เรนพยักหน้า
“แต่ก็ดีมากแล้วที่นายไม่เป็อะไร”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“โชคยังดีที่เ้าลอยนั่นยังไม่ขึ้นระดับสูง ไม่งั้นพวกเราได้ซวยกันแน่”
ลูคัสหัวเราะ
“จริงของนาย”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
บรรยากาศในห้องกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง
เรนพูดขึ้น
“ตอนนี้นายขยับขึ้นมาเป็แรงค์ S ระดับกลางแล้ว หลังจากอยู่ระดับต้นมาซักพัก”
ลูคัสยิ้ม
“แบบนี้ก็ค่อยมีความมั่นใจขึ้นมาหน่อยล่ะนะ”
เรนหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา
“ไปกันเถอะ”
“ตอนนี้ได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้ว”
ทั้งสองเดินลงไปที่ชั้นล่างของโรงแรมเล็ก ๆ
เสียงพูดคุยของนักผจญภัยดังอยู่ทั่วห้องอาหาร
เรนกับลูคัสนั่งลงที่โต๊ะมุมหนึ่ง
พวกเขาทานอาหารกันอย่างเงียบ ๆ
จนกระทั่งเรนพูดขึ้น
“ชั้นก่อเื่ไว้ที่นี่แล้ว”
ลูคัสเงยหน้า
“เผลอฆ่าเ้าเซลิมนั่นไปด้วย”
ลูคัสหัวเราะเบา ๆ
“สมกับเป็นายจริง ๆ”
เรนถอนหายใจ
“ชั้นว่าเราออกเดินทางไปอาณาจักรอื่นดีกว่า”
“ไม่งั้นพวกขุนนางมันจะส่งคนมารังควาญเราไม่หยุดแน่”
ลูคัสพยักหน้า
“ชั้นก็คิดงั้นเหมือนกัน”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด
“ชั้นว่าจะไปที่อาณาจักรเซนออฟ ของพวกอสูรน่ะ นายว่าไง”
เรนยิ้มมุมปาก
“น่าสนใจดี”
ลูคัสหัวเราะ
“ไม่ได้ไปเยี่ยมที่นั่นนานแล้วเหมือนกัน”
เรนพยักหน้า
“งั้นเอาตามนี้”
“ถ้าเราไปเร็ว ๆ หน่อย ก็น่าจะถึงในประมาณ 5–6 วัน”
ลูคัสลุกขึ้นยืน
“งั้นเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้”
“เตรียมเสบียงให้พร้อมล่ะ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปซื้อของที่จำเป็สำหรับการเดินทาง
แต่ในเมืองตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
ทหารของตระกูลเซลิสเดินลาดตระเวนอยู่ทั่วเมือง
่เย็นของวันนั้น
เรนกับลูคัสจึงมาเจอกันที่นอกกำแพงเมือง
ลูคัสถอนหายใจ
“เห้อ… วุ่นวายจริง ๆ”
“คนของเ้าเซลิสนั่นเดินเต็มเมืองไปหมด”
เขาบ่นเบา ๆ
“ทำให้ชั้นต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ตั้งนาน”
เรนยักไหล่
“เอาน่า”
“วันนี้เราไปตั้งแคมป์นอกเมืองดีกว่า”
“ดีกว่านอนในเมือง”
ไม่นานกองไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น
ทั้งสองนั่งกินอาหารเย็นอย่างเอร็ดอร่อย
เสียงไฟแตกเปรี๊ยะ ๆ ดังเป็จังหวะ
หลังจากกินเสร็จ พวกเขาก็นั่งเงียบ ๆ มองเปลวไฟ
เรนล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
มันคือ สร้อยข้อมือเส้นเล็ก
ลูคัสสังเกตเห็น
“สร้อยนั่นมันอะไรเหรอ เรน”
เขาถามขึ้นกลางความเงียบ
“ชั้นเห็นนายมองมันบ่อย ๆ”
เรนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบเบา ๆ
“ของคนสำคัญน่ะ”
“มีคนทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า”
ลูคัสเงียบไปเล็กน้อย
เรนเก็บสร้อยกลับเข้ากระเป๋า
ก่อนจะพูดขึ้น
“่นี้เื่ราวมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
ลูคัสหันมามอง
“หมายความว่าไง”
เรนมองเปลวไฟ
“ไม่แน่… อาจจะมีการรวมตัวของเหล่าผู้พิทักษ์ก็ได้”
ลูคัสทำหน้าใเล็กน้อย
“นายจะไปเจอพวกนั้นงั้นเหรอ”
“พลังของนายยังไม่กลับมาเลยนะ”
เขาขมวดคิ้ว
“แถมยังโดนคำสาปศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไรนั่นอีก”
เรนหัวเราะเบา ๆ
“ไม่หรอก”
“ชั้นเพิ่งแก้คำสาปนั้นได้”
ลูคัสชะงัก
“อะไรนะ”
เรนยิ้ม
“หลังจากไปที่ป่าแห่งภูติมา”
“ชั้นได้น้ำค้างแห่งชีวิตมาจากเซเทียร์”
“มันแก้คำสาปได้”
ลูคัสหัวเราะ
“หึ มีข่าวดีก็ไม่บอก”
เขาลุกขึ้นยืน
“ไป ๆ พักผ่อนเถอะ”
“พรุ่งนี้เราต้องรีบไปให้ถึงทะเลสาบก่อนจะข้ามไปทางตะวันตก”
คืนนั้นทั้งสองจึงแยกย้ายกันพักผ่อน
รุ่งเช้า
หมอกบาง ๆ ปกคลุมทุ่งหญ้า
เรนกับลูคัสตื่นแต่เช้า
หลังจากจัดการอาหารง่าย ๆ เสร็จ พวกเขาก็ออกเดินทางทันที
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
ลูคัสเริ่มบ่น
“เห้อ… น่าเบื่อจริง ๆ”
เขายืดตัว
“ชั้นว่ามันน่าเบื่อเกินไปนะ เรน”
เขายิ้มเ้าเล่ห์
“เราแข่งกันมั้ย”
เรนเลิกคิ้ว
“แข่งอะไร”
“ใครถึงทะเลสาบก่อน”
“คนนั้นไม่ต้องจ่ายค่าอาหารกับที่พัก”
เรนหัวเราะ
“ได้สิ”
“แต่ถ้านายแพ้ อย่ามาร้องทีหลังล่ะ”
ทั้งสองยืนข้างกัน
แล้วก้มตัวลง
ชั่วขณะนั้น…
“ตูมมม!!!”
พื้นดินะเิออกจากแรงส่งที่เท้า
ร่างของทั้งสองพุ่งออกไปอย่างสายฟ้า
ลมถูกแหวกออกเป็ร่องยาว
ลูคัสหัวเราะ
“เร็ว ๆ เข้า เรน”
“ชักช้าแบบนั้น ชั้นขอไปก่อนล่ะ!”
เขาพุ่งแซงขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว
เรนยิ้ม
“แค่นั้นไม่ทำให้ชนะชั้นหรอก ลูคัส”
เขาออกแรงที่ขา
“ตูมมม!!!”
พื้นดินยุบเป็หลุมใหญ่
ร่างของเรนพุ่งออกไปอีกครั้ง
ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
“งั้นชั้นขอไปก่อนล่ะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
ฟิ้ว!!!
ทั้งสองวิ่งผ่านป่า ทุ่งหญ้า และหน้าผาอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของพวกเขาทำให้ลมด้านหลังปั่นป่วน
ฝุ่นควันฟุ้งเป็ทางยาว
จนกระทั่ง…
พระอาทิตย์เริ่มตกดิน
พวกเขาก็มาถึง ท่าเรือของเมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ
ลูคัสหอบเล็กน้อย
“หึ… ชั้นชนะ”
เรนส่ายหัว
“ไม่ใช่ ชั้นต่างหาก”
ทั้งสองมองหน้ากัน
ก่อนจะหัวเราะ
“งั้นถือว่าเสมอแล้วกัน”
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น
เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ ส่องผ่านผิวน้ำของทะเลสาบกว้างใหญ่ หมอกบาง ๆ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำทำให้บรรยากาศของเมืองท่าเล็ก ๆ แห่งนี้ดูเงียบสงบอย่างประหลาด
เรนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อน เขานั่งพิงต้นไม้ที่เมื่อคืนทั้งสองใช้พักค้างแรม เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังแ่เบาอยู่ไม่ไกล
ลูคัสยังคงนอนหลับอยู่ข้าง ๆ กองไฟที่ดับไปแล้ว
เรนลุกขึ้นยืน บิดตัวเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังทะเลสาบ
“เช้าแล้วสินะ…”
ไม่นานนักลูคัสก็ขยับตัว ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพร้อมกับหาวยาว
“อืม… นี่มันเช้าแล้วเหรอ”
เขาลูบหน้าตัวเองก่อนจะมองไปรอบ ๆ
“เห้อ… เมื่อคืนวิ่งกันซะจนขาหนักไปหมด”
เรนหัวเราะเบา ๆ
“นายบ่นแบบนี้ั้แ่เมื่อวานแล้วนะ”
ลูคัสลุกขึ้นยืนแล้วบิดตัว
“ก็จริงนี่นา”
เขาหันไปมองเมืองท่าที่อยู่ไม่ไกล
“เอาเถอะ ก่อนออกเดินทางหาอะไรกินก่อนดีกว่า ชั้นหิวแล้ว”
เรนพยักหน้า
“ไปกันเถอะ”
ทั้งสองเดินเข้าไปในเมืองเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ เมืองแห่งนี้ดูเงียบกว่าที่พวกเขาคิด บ้านไม้เรียงรายอยู่ตามถนนเล็ก ๆ กลิ่นปลาตากแห้งลอยอยู่ในอากาศ
ชาวประมงหลายคนกำลังซ่อมแหอยู่ริมท่าเรือ แต่สีหน้าของพวกเขาดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เรนกับลูคัสเดินเข้าไปในร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เปิดั้แ่เช้า
พวกเขาสั่งอาหารง่าย ๆ อย่างขนมปัง ซุปปลา และเนื้อย่าง
ลูคัสกินไปพลางพูดไป
“อืม… ถึงจะเป็เมืองเล็ก ๆ แต่อาหารก็ไม่เลวเลยนะ”
เรนพยักหน้า
“จริง”
แต่ในตอนนั้นเอง
ประตูร้านก็เปิดออก
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะมองมาที่เรนกับลูคัส
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเกรงใจ
“เอ่อ… ขอรบกวนหน่อยได้ไหมครับ”
เรนเงยหน้าขึ้น
“มีอะไรหรือ”
ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อยก่อนจะถาม
“พวกคุณ… เป็นักผจญภัยใช่ไหม”
ลูคัสยิ้มบาง ๆ
“ก็ประมาณนั้น”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ ชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ดูมีความหวังขึ้นมา
ชายวัยกลางคนถอนหายใจโล่งอก
“ดีจริง ๆ ครับ… ในที่สุดก็มีนักผจญภัยมาที่นี่”
เรนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น”
ชายคนนั้นเริ่มเล่า
“่เดือนที่ผ่านมา มีมอนสเตอร์บางอย่างปรากฏตัวในทะเลสาบ”
ลูคัสหยุดกินทันที
“มอนสเตอร์ในทะเล?”
ชายคนนั้นพยักหน้า
“ใช่ครับ ตอนแรกพวกเราคิดว่าเป็แค่สัตว์น้ำธรรมดา”
“แต่ไม่นานมันก็เริ่มโจมตีเรือของชาวประมง”
หญิงชราคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดขึ้น
“เรือหลายลำถูกทำลายค่ะ”
“บางคนก็หายไปกลางทะเล…”
บรรยากาศในร้านเงียบลง
ลูคัสวางช้อนลง
“แล้วพวกทหารของเมืองล่ะ”
ชายคนนั้นส่ายหน้า
“เมืองเล็กแบบนี้มีทหารไม่กี่คนครับ”
“พวกเขาลองออกไปจัดการแล้ว แต่ก็ต้องถอยกลับมา”
เขาถอนหายใจ
“ตอนนี้ชาวประมงไม่กล้าออกทะเลกันเลย”
“ถ้าเป็แบบนี้ต่อไป พวกเราคงลำบากกันมาก”
ชาวบ้านอีกคนพูดเสริม
“พวกเราไม่ค่อยเห็นนักผจญภัยมาที่นี่หรอกครับ”
“แต่พอเห็นพวกคุณ ก็เลยอยากลองขอความช่วยเหลือดู”
ชายวัยกลางคนโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ช่วยพวกเราหน่อยได้ไหมครับ”
เรนกับลูคัสมองหน้ากัน
ลูคัสยิ้มมุมปาก
“ดูเหมือนเราจะมีงานเข้าแล้วนะ”
เรนถอนหายใจเบา ๆ
“ก็แบบนั้นแหละ”
เขาหันไปถามชาวบ้าน
“มอนสเตอร์ตัวนั้นโผล่แถวไหนของทะเลสาบ”
ชายคนนั้นรีบตอบ
“แถวกลางทะเลสาบครับ”
“มีเกาะเล็ก ๆ อยู่ตรงนั้น พวกเรามักเห็นมันโผล่มาแถวนั้น”
ลูคัสพิงเก้าอี้
“ฟังดูน่าสนใจดี”
เขาหันไปมองเรน
“ว่าไงล่ะเพื่อน”
เรนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ก็ถือว่าเป็การวอร์มร่างก่อนเดินทางต่อแล้วกัน”
ชาวบ้านหลายคนมีสีหน้าดีใจขึ้นทันที
“จริงเหรอครับ!”
หญิงชราคนเดิมพูดขึ้น
“ขอบคุณมากเลยค่ะ”
ลูคัสหัวเราะเบา ๆ
“อย่าดีใจเร็วไปล่ะ”
“เรายังไม่รู้เลยว่ามันเป็มอนสเตอร์ระดับไหน”
เรนลุกขึ้นยืน
“พวกเราจะไปดูสถานการณ์ก่อน”
ชายวัยกลางคนรีบพยักหน้า
“ถ้า้าเรือ พวกเราจะเตรียมให้ครับ!”
ลูคัสยืดตัวเล็กน้อย
“งั้นไปกันเลยดีไหมเรน”
เรนมองออกไปยังทะเลสาบผ่านหน้าต่างร้าน
ผิวน้ำดูสงบ
แต่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น อาจมีบางอย่างกำลังซ่อนตัวอยู่
เรนยิ้มบาง ๆ
“ไปสิ”
“ชั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าเ้ามอนสเตอร์ทะเลนั่นมันตัวอะไร”
ลูคัสหัวเราะ
“หวังว่าจะไม่ใช่อะไรที่น่าเบื่อก็แล้วกัน”
ไม่นานนักทั้งสองก็เดินออกจากร้าน มุ่งหน้าไปยังท่าเรือของเมือง
โดยมีสายตาของชาวบ้านหลายคนมองตามไปด้วยความหวัง
เพราะสำหรับเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
นักผจญภัยสองคนนี้
อาจเป็ ความหวังเดียวของพวกเขา