เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 แมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ

            แม้ว่ากระโจมนี้จะมีช่องแสงอยู่ด้านบนแต่แสงสว่างก็ยังสู้ภายในจวนไม่ได้

            เฉิงเหนียงจื่อจัดการเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าของอันเกอเอ๋อร์เรียบร้อยแล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นแม่นางหยิบรายชื่อที่ดูหลายครั้งแล้วขึ้นมาอีกจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นาง เราเดินทางมาครึ่งเดือนแล้วแม่นางควรพักผ่อนบ้าง ระวังสายตาจะเสียเอา”

            ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มพลางตอบว่า“ไม่ต้องห่วง ตาของข้ายังดีอยู่ ข้าเดาว่าคืนนี้คงมีคนมาร่วมกินข้าวเยอะพวกเจ้าก็เตรียมวัตถุดิบให้มากหน่อย ดีที่เรายังมีน้ำมันพริกจากจวนไม่อย่างนั้นยามนี้ข้าเข้าครัวเองไม่ได้ พวกเจ้าคงทำรสชาตินั้นไม่ได้แน่”

            เฉิงเหนียงจื่อเดาว่านายหญิงพยายามเปลี่ยนเรื่องจึงไม่อยากพูดอะไรมากนางอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่ห่มผ้าแน่นหนาออกไปเล่นข้างนอกกระโจมเพื่อไม่ให้รบกวนนายหญิงทำงานสำคัญ

            ติงเหว่ยถือรายชื่อไว้ในมือข้างหนึ่งขณะที่อีกข้างหนึ่งก็วางอยู่บนผ้าห่มและเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว

            สิ่งที่เรียกว่าอำนาจนั้นก็ไม่พ้นจากการมีทรัพยากรการเงิน และกำลังคน เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วก็กลายเป็นพลังที่ไม่มีใครต้านทานได้

            หากคิดดูแล้วสำหรับสถานการณ์ของนางในตอนนี้สิ่งที่หาได้ง่ายที่สุดก็คือเงิน ส่วนทรัพยากรก็พึ่งพาการเงินอีกทีแต่ที่หายากที่สุดคือกำลังคน เพราะกำลังคนก็คือหัวใจของคนและหัวใจของคนต้องใช้เวลาสะสมอย่างยาวนาน จึงเป็นสิ่งที่หายากที่สุด

            แน่นอนว่าคำกล่าวนี้ใช้ได้ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุขแต่ในตอนนี้เป็นยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายและยุคที่วุ่นวายก็เป็นยุคที่สร้างวีรบุรุษได้ง่ายที่สุด…

            นิ้วของติงเหว่ยจิ้มไปที่คำว่า“ดินปืน” ดวงตาของนางมีแววลังเลอยู่เล็กน้อยในอดีตนางมีแต่สูตรอาหารของครอบครัวในหัว และไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นๆที่นางรู้เรื่องดินปืนบ้างก็เพราะตอนมัธยมต้นเคยเล่นซุกซนจุดประทัดไปขว้างเพื่อนจนถูกพ่อของนางทำโทษอย่างหนัก ด้วยความไม่ยอมแพ้นางจึงไปค้นหนังสือจนได้รู้สูตรส่วนผสมของดินปืนและพลังทำลายอันยิ่งใหญ่ของมัน

            เมื่อมาคิดดูตอนนี้มันก็เหมือนมีบางอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว

            ในตอนนั้นนางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งประทัดเล็กๆนี้จะสร้างความปั่นป่วนในยุคสมัยที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร…

            ท่านผู้อาวุโสเหว่ยในชุดสีน้ำเงินเข้มเข้ามาในกระโจมพร้อมกับอุ้มหลานชายไว้บนบ่าของเขาพอเห็นศิษย์ของเขากำลังเหม่อลอยเหมือนคิดอะไรอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาแล้วตะโกนว่า“ต่อไปอย่าไปบอกใครว่าข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าเลย ช่างน่าอับอายเสียจริง!ลูกศิษย์ของหมอปีศาจหัตถ์เทวดาผู้เลื่องชื่ออย่างข้ากลับไม่มียาพิษติดตัวแม้สักนิดถึงแม้เจ้าจะไม่ชอบยาพิษ แต่เตรียมยาสลบไว้บ้างก็ยังดีไม่ใช่หรือ? ฝึกเข็มบินมาตั้งสองเดือน ทำไมไม่พกติดตัวไว้บ้าง พกไว้มากๆแล้วมันจะเหนื่อยนักหรือยังไง? หากเจ้าเตรียมตัวไว้บ้างสักหน่อยก็คงไม่ต้องโดนบีบบังคับให้กระโดดหน้าผาเพื่อป้องกันตัวหรอกหากเจ้าหนุ่มกงจื้อมาไม่ทันเวลาหรือถ้าด้านล่างหน้าผามีหินหรือสระน้ำอยู่เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ให้ข้าดุด่าได้หรือไม่?”

            ถึงแม้ท่านผู้อาวุโสเหว่ยจะปากร้ายและเข้มงวดกับศิษย์ของเขาแต่ในใจเขากลับอ่อนโยนและรักศิษย์คนนี้เหมือนเป็นลูกสาวจริงๆเมื่อเขาได้ยินว่าศิษย์ของเขาเกือบจะเสียชีวิตไป เขาก็โกรธจนแทบบ้า

            อันที่จริงแล้วเมื่อครู่พอได้อุ้มหลานชายอยู่หน้ากระโจมทำให้ผุ้อาวุโสเหว่ยพอจะระงับความโกรธลงได้บ้างแต่เมื่อเห็นศิษย์รักพันขาที่เจ็บไว้แน่นหนาก็ทำให้ความโกรธของเขาพุ่งขึ้นอีกครั้ง

            ติงเหว่ยรู้สึกผิดจึงก้มหน้ารับคำดุด่าอย่างสงบเสงี่ยม

            พูดไปแล้วครั้งนี้นางก็ประมาทไปจริงๆตอนที่ท่านผู้อาวุโสออกจากเมืองเฉียนโจวพร้อมกองทัพ นอกจากยารักษาโรคแล้วเขายังทิ้งยาสลบและยาพิษไว้ให้นางไม่น้อยแต่นางเป็นวิญญาณที่ซึมซับอารยธรรมสมัยใหม่มากว่ายี่สิบปีจึงไม่ได้นึกถึงการพกพาของเหล่านั้นติดตัวไปด้วย มันก็เหมือนกับคนยุคปัจจุบันที่ออกไปเดินเล่นแล้วต้องพกปืนเพื่อป้องกันตัวซึ่งเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี

            แม้แต่การใช้เข็มบินตอนที่นางฝึกก็คิดไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็นแต่ตอนฝึกนั้นเป็นการฝึกกับหุ่นเป้า นางไม่เคยคิดจะใช้เข็มบินทำร้ายใครเลย

            ผิดแล้วจำเรียนรู้จากสิ่งที่เคยผิดพลาด

            ครั้งนี้นางสูญเสียอย่างหนักและในที่สุดก็ได้บทเรียนมาในวันนั้น หากพวกชายชุดดำไม่ถูกนางล่อให้ไปทางอื่นแต่กลับเลือกโจมตีรถม้าแทน แล้วอันเกอเอ๋อร์จะยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ?

            แม้จะคิดทบทวนหลายครั้งติงเหว่ยก็ยังรู้สึกกลัวจนหน้าซีด นางยื่นมือโผกอดลูกชายไว้ในอ้อมแขนแน่นถึงพอจะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

            ท่านผู้อาวุโสเหว่ยเมื่อเห็นศิษย์รักในสภาพนี้ก็รู้สึกเสียใจที่พูดแรงเกินไปเขาจึงรีบหาคำมาปลอบใจ

            “อย่าคิดมากไปเลยข้าได้ด่าเจ้าหนุ่มกงจื้อหมิงไปแล้ว เขาบอกว่าจะหาองครักษ์มาให้เจ้าแล้วจะไม่ทิ้งพวกเจ้าสองแม่ลูกอีก เจ้าก็วางใจเถอะ แต่ของเล็กๆ น้อยๆที่พกติดตัวก็ควรเตรียมไว้บ้าง และอย่าล้มเลิกการฝึกเข็มบินกลางทางหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เจ้าก็จะมีโอกาสรอดมากขึ้น”

            “ข้าจะจำไว้ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอน ต่อไปข้าจะฝึกฝนอย่างหนักและระมัดระวังให้มาก”

            ติงเหว่ยที่ไม่สามารถลงจากเตียงได้เพราะขาเจ็บจึงก้มลงคำนับท่านผู้อาวุโสด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาของอาจารย์

            อันเกอเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่รู้สึกเบื่อพออยู่ได้สักพักก็เริ่มดิ้นและคลานไปที่มุมเตียงเพื่อคว้าแส้เล็กๆ ขึ้นมาเล่นแล้วก็ย่อขาเล็กน้อยและทำท่าขี่ม้า พลางตะโกนอย่างร่าเริงว่า “เตี่ยเตีย! ย๊า!ย๊า!”

            ท่านอาจารย์เหว่ยมองดูหลานชายอยู่สักพักก่อนจะถอนหายใจแล้วถามว่า “เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะตามเจ้าหนุ่มกงจื้อคนนั้นไป?”

            ติงเหว่ยหน้าแดงด้วยความรู้สึกผิดเพราะเรื่องนี้ท่านผู้อาวุโสได้พูดเตือนนางหลายครั้งแล้ว

            ที่ว่าเป็นอาจารย์หนึ่งวันเป็นพ่อไปชั่วชีวิตในเรื่องการแต่งงานท่านผู้อาวุโสเหว่ยย่อมมีสิทธิ์ออกเสียงเช่นเดียวกับพ่อของนางแต่ถึงแม้ว่าท่านผู้อาวุโสจะคัดค้านนางก็ยืนยันอย่างหนักแน่นทุกครั้งในฐานะศิษย์นางเป็นศิษย์ที่ไม่เชื่อฟังและทำให้ท่านอาจารย์เป็นกังวลที่สุด

            แต่ความรักเป็นเรื่องประหลาดบางคนหาเท่าไรก็หาไม่เจอ แต่บางคนเมื่อเจอแล้วก็ไม่สามารถปล่อยไปได้

            นางเกิดมาสองชีวิตและนี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกถึงความรัก แล้วนางจะถอยได้อย่างไร? ยิ่งกว่านั้นกงจื้อหมิงเองก็รักนางเช่นเดียวกัน

            “ท่านอาจารย์ข้าคงทำให้ท่านผิดหวังอีกแล้ว ศิษย์อยากจะเชื่อใจเขาสักครั้งถึงแม้ในอนาคตเขาจะไม่รักษาสัญญาและข้าอาจต้องเสียใจแต่ข้าก็จะไม่รู้สึกเสียดายที่ได้ลองเชื่อใจเขายิ่งไปกว่านั้นอันเกอเอ๋อร์เป็นสายเลือดของสกุลกงจื้อเขาเกิดมาพร้อมกับอนาคตที่รุ่งโรจน์ข้าไม่อยากจะเห็นแก่ตัวจนทำให้เขาต้องแบกรับความอับอายเรื่องพ่อที่ไม่รู้แน่ชัดหากเขาโตขึ้นแล้วอยากจะทิ้งความมั่งคั่งและเลือกใช้ชีวิตธรรมดาข้าในฐานะแม่ก็จะไม่ขัดขวาง แต่ตอนนี้เขายังเด็ก…เขาต้องการพ่อ”

            “เฮ้อเจ้าช่างเป็นเด็กดื้อจริงๆ…” ท่านผู้อาวุโสเหว่ยถอนหายใจ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีศิษย์คนนี้ของเขาหากพูดถึงความฉลาดเฉลียวก็ยังมีชายหนุ่มมากมายที่เทียบนางไม่ติดและเมื่อนางดื้อดึงแล้วก็ไม่มีอะไรจะหยุดนางได้

            ตามความเห็นของเขากงจื้อหมิงก็คู่ควรกับนางแต่ตอนนี้ใจคนเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้จะมีกองทัพทหารหลายแสนนายตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำลี่สุ่ยแต่ไม่มีใครจะพนันว่าตระกูลซือหม่าจะสามารถรักษาบัลลังก์ไว้ได้เมื่อกงจื้อหมิงก้าวเข้าสู่วังหลวงแล้วเขาจะรักษาสัญญาที่จะมีภรรยาเพียงคนเดียวได้อย่างไร? ตอนนั้นคนทั้งโลกจะไม่กล่าวหาว่าเขาไม่รักษาสัญญาแต่จะพูดว่าศิษย์ของเขาหน้าไม่อายคิดจะครอบครองบัลลังก์เพียงคนเดียว

            แต่คำพูดเหล่านี้วนเวียนอยู่ที่ปากของเขาสุดท้ายเขาก็กลืนมันลงไป

            ใครเล่าจะไม่เคยผ่านช่วงวัยหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ? ใครเล่าจะไม่เคยทำตัวเป็นแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ? บางเรื่องหากไม่ลองทำดูก็คงจะไม่รู้สึกพอใจได้หรอกใช่ไหม?

            “เอาล่ะในเมื่อเจ้าชอบอาจารย์ก็จะช่วยเจ้า พรุ่งนี้เราจะเริ่มศึกษาคัมภีร์พิษกันในอนาคตเมื่อเจ้าเข้าวังหลวงอันสกปรกคัมภีร์เหล่านี้จะเป็นวิธีปกป้องชีวิตของเจ้าเอง เจ้าไม่อยากคิดร้ายกับใครแต่อย่าประมาทว่าไม่มีใครคิดจะกำจัดเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะได้สมหวัง”

            “รับทราบขอบคุณท่านอาจารย์” ติงเหว่ยเข้าใจเรื่องนี้ดีจึงตอบรับด้วยความเคารพ

            อวิ๋นอิ่งเดินเข้ามาในห้องเมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสและศิษย์กำลังเงียบสงัด นางจึงรีบพูดขึ้นว่า“ท่านผู้อาวุโสมาถึงพอดีเลยเมื่อครู่นี้แม่นางยังพูดว่าจะเชิญท่านมากินหม้อไฟในตอนเย็นพวกเรานำน้ำมันพริกมาจากจวนซึ่งมีรสเผ็ดกว่าเดิมมาก ใส่ลงในน้ำแกงกระดูกสองช้อนแล้วลวกเนื้อแกะแค่กินคำเดียวก็รู้สึกร้อนถึงภายในเลยเจ้าค่ะ”

            ท่านผู้อาวุโสที่กินอาหารในค่ายมาหนึ่งเดือนเต็มๆเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อได้ยินว่ามีหม้อไฟที่ท่านชอบมากในตอนเย็นความอยากกินก็กลับมาอีกครั้ง จึงไม่สนใจการตำหนิศิษย์อีกต่อไปดวงตาและรอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความสุข “อย่าลืมใส่ขิงหลายๆ แผ่นนะ พวกเจ้าเดินทางกันมานานควรจะขับความเย็นออกจากร่างกาย”

            “เจ้าค่ะจะทำตามที่ท่านผู้อาวุโสบอก” หลังจากที่อวิ๋นอิ่งได้พูดเปิดอกเรื่องภายในก็รู้สึกถึงความสดใสมากขึ้นตอนนี้หลังจากเอาใจผู้อาวุโสเหว่ยแล้วยังถามเรื่องสำคัญ “แม่นางนายน้อยหากำลังคนมาให้ท่านจำนวนหนึ่ง ตอนนี้อยู่ข้างนอกกระโจม แม่นางต้องการให้เรียกเข้ามาดูเลยหรือไม่?”

            ติงเหว่ยดวงตาเป็นประกายเพราะตอนนี้นางกำลังขาดแคลนคนทำงานอย่างมาก จึงพูดว่า “เชิญเข้ามาเลย!”

            หลังจากพูดจบนางก็หันไปทางท่านผู้อาวุโสและพูดด้วยรอยยิ้ม“ท่านอาจารย์ ท่านเป็นคนมีสายตาเฉียบแหลมที่สุด มิสู้อยู่ช่วยดูให้ข้าหน่อยได้ไหม?”

            ศิษย์ให้ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ท่านผู้อาวุโสมีความสุขยิ่งขึ้นอย่างที่คาดไว้แต่เขาก็แกล้งพูดอย่างปากแข็งว่า “ข้าก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วจะนั่งอยู่ที่นี่สักพักก็แล้วกัน”

            อวิ๋นอิ่งเลิกผ้ากระโจมขึ้นไม่นานก็พาหญิงสาวสี่คนเข้ามาในกระโจม

            ทั้งสี่คนดูเหมือนมาจากที่เดียวกันเสื้อผ้าของพวกนางไม่ว่าจะเป็นสีหรือแบบก็ดูเหมือนกันทุกคนมีท่าทีเคร่งขรึมอยู่สามส่วน มองแล้วเหมือนกับเป็นพี่น้องกันหากจะพูดสิ่งที่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียวก็คือรูปร่างซึ่งมีทั้งสูงและเตี้ยทั้งอ้วนและผอม

            ติงเหว่ยมองพวกนางสักพักแล้วพูดด้วยรอยยิ้มบางๆว่า “พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้าง?”

            หญิงสาวคนที่สูงที่สุดซึ่งดูเหมือนจะมีอายุมากกว่าก้าวออกมาเล็กน้อยโค้งตัวและตอบว่า“พวกบ่าวไม่มีชื่อ ใช้เพียงรหัสเรียกเท่านั้นก่อนหน้านี้ท่านผู้เป็นเจ้านายมีคำสั่งให้ท่านหญิงเป็นผู้ตั้งชื่อ”

            ติงเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยนางเดาว่าหญิงสาวเหล่านี้ดูเหมือนจะมาจากที่เดียวกับเฟิงจิ่วดังนั้นจึงคิดว่าพวกนางต้องเป็นหนึ่งในผู้คุ้มกันที่เป็นยอดฝีมือจากที่แห่งนั้นเป็นแน่ก็เหมือนกับเหล่ายอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินส่วนกลุ่มจินซางอิ่นสามกลุ่มก็คือผู้ที่ถูกคัดออกมา

            เมื่อคิดได้ดังนี้นางก็รู้สึกหวานชื่นภายในใจเพราะไม่มีหญิงสาวคนไหนไม่ชอบความเอาใจใส่จากคนรัก

            “ข้าเองก็ไม่ชอบกาพย์กลอนอีกอย่างพวกเจ้าก็เรียนรู้การแพทย์กันอยู่แล้ว มิสู้ใช้ชื่อจากสมุนไพรเถอะ ตังกุยเหลียนเชี่ยว ไป๋จู๋และจวี๋เกิ่ง สี่ชื่อนี้เป็นเช่นไร?”

            “ขอบคุณแม่นางสำหรับการตั้งชื่อ”

            หญิงสาวทั้งสี่คนเดินเข้าไปขอบคุณและรับชื่อใหม่พร้อมโค้งคำนับ

            ติงเหว่ยโบกมือและรีบถามต่อ“พวกเจ้ารู้จักการใช้เครื่องคิดเลขและตรวจสอบบัญชีหรือไม่?”

            หญิงสาวทั้งสี่คนดูเหมือนจะแปลกใจเพราะปกติแล้วพวกนางจะถูกถามเกี่ยวกับทักษะการต่อสู้และการใช้อาวุธไม่คิดว่าคำถามแรกของนายคนใหม่จะเป็นการถามชื่อและคำถามที่สองยังแปลกประหลาดเช่นนี้

            พวกนางหันไปสบตากันก่อนที่ตังกุยจะตอบว่า “เรียนแม่นาง พวกเรารู้เพียงพื้นฐานเล็กน้อยไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247