บทที่17 การมาถึงของเผ่าจอมเวทย์
ไม่นานศิษย์กลุ่มแรกที่ไปพักกินข้าวก็กลับมาก็เห็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดพวกเขาเลยไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดมากก็รีบเข้าไปจัดสมุนไพรอย่างเงียบๆและส่งให้จวินซีตรวจ จนกระทั่งอาทิตย์ใกล้จะตกดินก็มารวมตัวกันหน้าโรงหมอและเดินทางกลับสำนักของตนทันที
ระหว่างเดินทางจวินซีกับผู้าุโสามก็ปรึกษากันว่าจะจัดศิษย์ที่้าศึกษาวิชาเเพทย์ในสำนักให้จัดเวรผลักเปลี่ยนกันไปช่วยที่โรงหมอ ให้ศิษย์เ่าั้เรียนรู้วิชาแพทย์และสมุนไพรไปในตัว ทว่าเื่นี้ต้องรอความเห็นชอบจากจ้าวสำนักและผู้าุโที่เหลือก่อน จวินซีเห็นด้วยกับสิ่งที่าุโสามคิด
พอวันต่อมาผู้าุโสามก็เสนอเื่นี้ในที่ประชุมระหว่างหารือเื่ตัวแทนของสำนักในการประคองที่จะมากถึงและเื่สถานที่รับรองเผ่าจอมเวทย์ที่กำลังจะเกินทางมาถึงในอีกไม่ช้านี้
เมื่อผู้าุโที่เหลือได้ยินเื่นี้เข้าต่างก็เห็นด้วย ทว่าคงปล่อยศิษย์เ่าั้ไปตามลำพังไม่ได้ ก็พากันลงความเห็นว่าทั้งให้คนของสำนักติดตามดูแลความปลอดภัยให้กับศิษย์เหล่าด้วยและก็หาลือกันต่ออีกครึ่งชั่วยามก็พากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
จวินซีวันนี้นางก็ไม่มีการสอนจึงกลับไปยังเรือนไผ่หยกของคนที่อยู่ป่าไผ่ด้านหลังสำนักและนั่งลงบนโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่อยู่ริมลำธารเพื่อเข้าฌาญบําเพ็ญ ทว่าก็มีผีเสื้อสาส์นของเผ่าจอมเวทย์นางจึงยื่นมือไปรับก็ปรากฏข้อความขึ้น ซึ่งผีเสื้อส่งสาส์นตัวนั้นเป็ของหลี่เซียนนั้นเองใจความว่า ' นางกับต้าจงจะเดินทางมาพร้อมกับผู้าุโทั้งห้า อีกไม่ก็จะมาถึง ' จวินซีจึงยกยิ้มขึ้นมาแลัวก็หลับตาเข้าฌานบำเพ็ญต่อ
กลางเดือนสี่หิมะก็เริ่มละลายเเล้วและก็เริ่มเข้าสู่่ของฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็ทางการและที่สำคัญเผ่าจอมเวทย์ก็เดินทางมาถึงสำนักพยัคฆ์เมฆาตามวันเวลาที่กำหมดโดยมาเหล่าผู้าุโทั้งเจ็ดและจ้าวสำนักก็ออกมาต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงกันที่หน้าทางเข้าสำนัก ซึ่งมันก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนแถวนั้นเป็อย่างมาก ชาวบ้านต่างก็มารอชมว่าธิดาเทพจะงดงามอย่างที่ผู้คนร่ำลือกันหรือไม่ ทว่าผู้คนต่างก็ผิดหวังไปตามกันเพราะไม่มีวี่แววของธิดาเทพเลยมีแต่ผู้าุโเผ่าและเหล่าผู้ติดตามเท่านั้น
" ผู้น้อยน้อมต้อนรับเหล่าผู้าุโ " เฟิงเทียนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีไม่แข็งกระด้างหรือนอบม้อมจนเกินไป
ไป๋หลงเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างพึงใจแล้วเอ่ยขึ้น " ลำบากจ้าวสำนักแล้ว แล้วเสี่ยวซีของพวกเราเล่า " ไป๋หลงเอ่ยถามหาจวินซีเมื่ไม่ได้เห็นนางออกมาต้อนรับในครั้งนี้ด้วย
" วันนี้เสี่ยวซีนางมีสอนศิษย์ในสำนักขอรับ ผู้าุโ " เฟิงเทียนเอ่ยตอบ
เมื่อลี่เจวี๋ยได้ยินก็เอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี " โอ้...เสียวซีของพวกเราโตขึ้นแล้วจริงๆ " ผู้าุโที่เหลือได้ยินก็พากันพยักทีหนึ่งอย่างเห็นด้วย
" พวกท่านคงเดินทางกันมาจนเหนื่อยกันแล้ว ข้าจะให้พาพวกท่านได้ยังที่พักที่จัดเตรียมไว้ให้ พอเสี่ยวซีนางสอนศิษย์ในชั้นเรียนเสร็จแล้วเข้าจะให้คนไปตามมาพบพวกท่าน " ผู้าุโหนึ่งเอ่ยขึ้น
ไป๋หลงพยักหน้าตกลงและเดินเข้าไปในสำนักพยัคฆ์เมฆาแล้วก็ไปยังที่พักของตนที่ทางสำนักจัดเตรียมไว้ให้
ส่วนอีกด้วยหนึ่งทางสำนักฝึกยุทธ์หรือแม้กระทั่งราชวงศ์ของทั้งห้าแคว้นบ้างก็เป็ฮ่องเต้ที่เสด็จมาด้วยตนเองต่างก็พากันหลั่งไหลเข้ามายังมืองชายแดนหลินซีแห่งนี้เป็จำนวนมาก ไม่ว่าที่พักรับรองหรือตามโรงเตี๊ยมต่างๆก็มีคนเข้าพักจนแทบจะไม่เหลือห้องว่างด้วยซ้ำเพราะใกล้จะถึงวันพิธีบูชาสัตว์เทพผู้ทักษ์และงานประลองฝีมือของห้าแคว้นขึ้นทุกที
เมื่อมีผู้คนเดินทางเข้าเมืองทางมู่หลงซีก็วุ่ยวายกันไม่น้อยทั้งรักษาความปลอดภัยให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายและไหนจะดูเเล้วไม่ให้สำนักยุทธต่างไม่ได้ก่อเื่ขึ้นอีกมันไม่ง่ายเลย ยังดีที่ทางสำนักพยัคฆ์เมฆาผู้ที่รับผิดชอบจัดงานประลองของห้าแคว้นตั้งกฎได้ว่าหากผู้ใดหรือสำนักใดที่เข้าร่วมการประลองมีการทะเลาะวิวาทกันจะถูกตัดสิทธิ์ทันที ผู้ที่ออกกฎนี้มาถือว่าฉลาดอยู่พอสมควร ดังนั้นจึงมีการทะเลาะวิวาทระหว่างสำนักเกิดขึ้นในระหว่างนี้
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่หลงซีที่ตรวจรายงานอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าประตูห้องหนังสือของตนและเอ่ยขึ้น " เข้ามา "
พอคนด้านนอกได้รับอนุญาตเเล้วก็ผลักประเข้าไปด้านในแล้วเอ่ยขึ้น " ท่านอ๋อง หม่อมฉันเห็นว่า่นี้พระองค์เหน็ดเหนื่อยกับราชกิจ หม่อมฉันเลยตุ๋นน้ำแกงบำรุงกำลังมาให้เพคะ "
" เซี่ยอี้ เ้าไม่ต้องลำบากตุ๋นน้ำให้กับเปิ่นหวางเช่นนี้หรอก " มู่หลงซีเห็นว่าเป็ผู้ใดจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เฝิงเซี่ยอี้จึงเดินเข้าไปหามู่หลงซีแล้ววางน้ำแกงลงที่โต๊ะเเล้วเอ่ยขึ้นมา " เมื่อตอนเย็นหม่อมฉันเห็นท่านอ๋องยังไม่ทานอะไรเลยก็เลยเคี่ยวน้ำแกงถ้วยนี้มาให้เพคะ ท่านอ๋องทรงเสวยน้ำแกงเถอะนะเพคะ "
มู่หลงซีปรายตามองยังชามน้ำแกงของเฝิงเซี่ยอี้อย่างเฉยชา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่กับเฝิงเซี่ยอี้ตามลำพัง " วางไว้ก่อน เปิ่นหวางสะสางงานตรงหน้าแล้วเปิ่นหวางถึงจะกิน "
เมื่อนางได้ยินที่มู่หลงซีเอ่ยก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา ั้แ่ที่นางมาถึงเมืองชายแดนแห่งนี้มู่หลงซีดูเหมือนจะห่างเหินจากนางขึ้นเรื่อยๆเป็เพราะเหตุในนางก็ไม่อาจรู้ได้ " ท่านอ๋อง... " เฝิงเซี่ยอี้เอ่ยขึ้นอย่างเเผ่วเบาพร้อมกับน้ำตาคลอ
มู่หลงซีจึงเงยหน้าขึ้นมองเฝิงเซี่ยอี้ ตอนนี้รู้สึกรำคาญนางขึ้นมาเสียอย่างงั้นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า " อี้เอ๋อร์ นี้ก็ดึกมากแล้วเ้าเข้ามาในห้องของเปิ่งหวางโดยลำพังถ้าคนนอกรู้เข้าชื่อเสียงเ้าอาจเสียหายเอาได้ เช่นนั้นเ้ากลับไปเถอะ "
" เพคะ " เฝิงเซี่ยอี้เม้มริมฝีปากของตนจนเป็เส้นตรงแล้วเดินออกไปจากห้องหนังสือของมู่หลงซีอย่างเงียบๆแล้วปล่อยน้ำตาของนางไหลรินจากดวงตากลมโตของนาง มู่หลงซีไม่คนเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่เ็าเลยสักครั้ง นี่เป็ครั้งแรกไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดกันแน่
สาวใช้คนสนิทเห็นเ้านายของตนร้องไห้ก็เอ่ยขึ้นปลอบ " คุณหนูเ้าค่ะ บ่าวคิดว่าท่านอ๋องคงจะไม่ได้ตั้งใจเอ่ยเช่นนี้กับคุณหนูหรอกเ้าค่ะ คุณหนูก็เห็นว่าช่างนี้ท่านอ๋องทรงเหน็บเหนื่อยจากราชกิจ อีกอย่างที่ท่างอ๋องเอ่ยเช่นนั้นก็เพราะห่วงชื่อเสียงของคุณหนูนะเ้าค่ะ "
" แต่ว่าเมื่อก่อนท่านพี่ซีเป็คนเป็เช่นนี้เลย " เฝิงเซี่ยอี้เอ่ยขึ้นมา
" ก็นั้นกันก่อนที่คุณจะถึงวัยปักปิ่นนะเ้าคะ ตอนนี้คุณก็โตเป็สาวเเล้วและก็ถึงวัยออกเรือนเเล้วด้วย ท่านอ๋องคงเกรงว่าชื่อเสียงของคุณหนูจะเสียหายก่อนถึงวันออกเรือนแน่เลยเ้าคะ "
เฝิงเซี่ยอี้คิดตามที่คนสนิทของตนเอ่ยให้ฟังแล้วก็พอมีเหตุผลแล้วเอ่ยขึ้น " เช่นนั้นเราก็กลับเรือนกันเถอะ " แล้วนางก็เดินกลับเรือนพักรับรองที่มู่หลงซีจัดเตรียมให้
มู่หลงซีได้ยินที่เฝิงเซี่ยอี้กับสาวใช้คนสนิทพูดคุยกันเมื่อครู่ก็พลันถอนหายใจแล้วเดินไปยังริมหน้าต่างบานที่อยู่ในทิศของสำนักพยัคฆ์เมฆาแล้วเอ่ยขึ้นพึมพัมเบาๆ " เสี่ยวซี ตอนนี้เ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่.... "