ตอนที่ 29 งานวิจัยกับการเข้าหาผู้คน
“ขอบคุณค่ะ”ฉันกล่าวขอบคุณพี่หมอหลังจากที่นายเอิร์ธจากไปฉันค่อนข้างมั่นใจว่าพี่หมอบอกพี่ลายเมฆว่าฉันนั่งอยู่ตรงนี้เพราะมันเป็ไปได้ยากมากที่พี่ลายเมฆจะสังเกตเห็นฉันในขณะที่เราทั้งคู่นั่งหันหลังให้กัน
“ไม่มีปัญหาจ๊ะ”พี่หมอตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมกับย้ายมานั่งอยู่ข้างๆฉันก่อนที่จะถามฉัน”เรามีเรียนอีกมั้ยเนี่ย่บ่าย?”
“ไมค่ะหนูเรียนปีห้า เหลืออีกไม่กี่วิชาแล้วล่ะค่ะที่หนูลงได้ แล้วพี่หมอล่ะคะ?”ฉันตอบและโยนคำถามกลับไปให้พี่หมอ
“ไม่อ่ะ..ว่างสนิท”พี่หมอตอบด้วยรอยยิ้ม
“งานหมอนี่เขาว่างกันขนาดนั้นเลยเหรอคะ??”ฉันอดไม่ได้ที่จะถามแต่ประโยคนี้เองก็ทำให้ฉันคิดถึงสถานการณ์อึดอัดก่อนหน้าระหว่างฉันและนายเอิร์ธทำให้ฉันรู้สึกแย่เล็กน้อยที่ถามออกไป
ฉันแก้นิสัยนี้ไม่ได้การพูดแบบคิดน้อยๆของฉันมันทำให้การต่อบทสนทนาหรือการกระชับความสัมพันธ์เป็ไปได้ยากขึ้นมากจริงๆ
“พี่ว่าหมอส่วนใหญ่เขาก็คงไม่ว่างกันหรอกแต่พี่ไม่จำเป็ต้องเหมือนคนส่วนใหญ่นี่นะฮ่าๆๆ” พี่หมอยังคงตอบกลับฉันด้วยรอยยิ้ม
“หนูว่าหนูไม่เก่งเื่พวกนี้เอาซะเลย..เื่เข้าหาผู้คนแบบคนปกติ..มันค่อนข้างยากสำหรับหนู..พี่หมอมีคำแนะนำอะไรมั้ยคะ??”ฉันถามพี่หมอเกี่ยวกับปัญหาของฉันโดยหวังว่าพี่แกจะช่วยฉันหาทางออกสำหรับปัญหาของฉันได้
อย่างไรก็ตามหลังจากที่พี่หมอได้ยินคำถามของฉันพี่แกเพียงแค่ส่งรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์แล้วหันไปมองพี่ลายเมฆแทนฉันเข้าใจที่พี่หมอ้าจะสื่อ จึงส่งสายตาลูกหมา ลูกหมูหรือลูกอะไรสักอย่างไปที่พี่ลายเมฆแทน
“แล้วเราคิดว่าปัญหาของเรามันเป็แบบไหนล่ะ? ทจุดไหนที่มันเป็ปัญหา?”พี่ลายเมฆยิ้มด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่เป็เอกลักษณ์ของแกก่อนที่จะถามฉันพี่แกน่าจะมีรอยยิ้มอยู่แค่แบบเดียวนี่แหละ ฉันว่าบางทีแกอาจจะอยากยิ้มให้มันอบอุ่นแบบคนอื่นๆเขาเช่นกันอย่างไรก็ตามด้วยเบ้าหน้าและนิสัยส่งผลให้เกิดรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่เป็เอกลักษณ์เช่นนี้
“หนูคิดว่า... การต่อบทสนทนาของหนูมันห่วย..บางคำพูด..บางคำตอบของหนูมันมักจะไม่เหลือที่ว่างให้คนอื่นๆตอบโต้กลับมา หนูคิดว่างั้น..”ฉันบอกปัญหาของฉันและส่งสายตาลูกหมาไปที่พี่ลายเมฆอย่างต่อเนื่อง
“ทำไมการสนทนาถึงมักจะไปต่อไม่ได้...ในมุมมองของพี่มันเหมือนกับการพรีเซนต์ชิ้นงานหรือผลงานชิ้นหนึ่งหรืออาจารย์สักคนที่สอนนักศึกษาอยู่หน้าชั้นเรียนบางทีมันไม่จำเป็ว่าอีกฝ่ายต้องต่อบทสนทนา บางทีเขาอาจจะยิ้มทำเป็เข้าใจเื่ที่เราพูดหรือบางทีเขาก็อาจจะไม่สนใจเลย อย่างไรก็ตามทำไมคนที่พูดอยู่หน้าชั้นเรียนเ่าั้ถึงยังคงพูดคนเดียวไปต่อได้ล่ะ??”พี่ลายเมฆยกตัวอย่างและทิ้งคำถามไว้ให้ฉัน
“ฉันคิดว่าการสนทนาเพื่อทำความรู้จัก..กระชับความสัมพันธ์อะไรแบบนั้นมันไม่เหมือนกับงานนำเสนอที่เรามีหัวข้อเื่ที่จะพูดชัดเจนโดยไม่ต้องสนว่าอีกฝ่ายจะสนใจหรือเปล่า..การพูดเพื่อกระชับความสัมพันธ์แบบนี้เราอาจต้องสนใจอีกฝ่ายด้วยว่าเขา้าฟังเื่ที่เราเล่าหรือเปล่าและหนูไม่มีเื่ปกติอะไรพวกนั้นที่จะพูดหรือต่อบทสนทนาให้ราบรื่นเหมือนคนปกติ”ฉันวิเคราะห์ปัญหาของตัวเองอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ
พี่ลายเมฆยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์เช่นเคยอย่างไรก็ตามฉันไม่ได้สนใจรอยยิ้มบนใบหน้าพี่แกเท่าใดนัก สำหรับฉันมันคือ pokerface ที่ปิดบังความคิดที่แท้จริง ปิดบังความรู้สึกลึกๆ ด้วยแววตาไม่แยแสกับรอยยิ้มเหยียดหยามโลกทั้งใบนั่นทำให้ฉันที่ผ่านผู้คนและเื่ห่วยๆของโลกมามากมายยังยากที่จะบอกว่าพี่แกคิดอะไรหรือรู้สึกยังไง
เมื่อก่อนฉันคิดว่าพี่แกอาจจะผ่านเื่ประเภทเดียวกับฉันมาและก็เอาชนะมันมาได้อย่างไรก็ตามรอยยิ้มและแววตาแบบนั้นมันทำให้ฉันคิดได้เป็อีกอย่าง..ไม่ใช่ว่าพี่แกผ่านมาได้.. แต่แกแตกสลายและกลายเป็ตัวตนในปัจจุบันนั่นทำให้ทักษะในการอ่านผู้คนของแกอยู่ในระดับเหนือกว่าฉัน..พลังสายเนตรที่ทรงพลังยิ่งกว่า!!!
โอเคฉันรู้ว่าฉันเริ่มจะเหลวไหลแล้วอย่างไรก็ตามการที่ฉันจ้องแกเพื่อรอคำตอบด้วยสายตาลูกหมาน่าสงสารนั้นเป็เื่จริงแม้ที่เหลือฉันอาจจะมโนไปเองก็ตาม
“เอาตรงๆนะพี่ไม่สนหรอกว่าคนที่ไม่ได้แคร์เราหรือไม่ได้สนใจเราเขาจะคิดยังไงพี่ไม่ได้สนว่าคนที่ได้ยินเื่ที่พี่พูดรอบโต๊ะจะคิดยังไงพี่ไม่ได้สนว่าป้าร้านขายน้ำแกจะคิดยังไง และพี่ก็ไม่ได้สนด้วยว่าลุงที่นั่งอยู่ตรงป้ายรถเมล์จะคิดยังไงคนพวกนั้นไม่ได้แคร์เราก่อนหน้านี้ ไม่ได้สนใจเรา ทำไมเราต้องไปแคร์เค้าด้วยสิ่งที่พี่ทำเมื่อกี้นี้มันเหมือนกับการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้รู้จักเราเข้าใจสิ่งที่เราเป็ เค้าอาจจะสนใจพี่และอยากรู้จักพี่หรือไม่หลังจากนั้นมันก็อีกเื่หนึ่งจากเื่ที่พี่พูดไปก่อนหน้า บางคนอาจจะชอบและอาจจะอยากรู้จักเรามากขึ้นอย่างไรก็ตามมีบางคนที่อาจจะไม่ชอบและก็ไม่คิดว่าในชีวิตพวกเขาอยากจะเข้าใกล้คนแบบพี่เลยก็ได้”พี่ลายเมฆหยุดสักพักแล้วเดินมานั่งอยู่ตรงข้ามกับฉันก่อนที่จะพูดต่อ
“ปัญหาที่เราบอกว่าไม่สามารถต่อบทสนทนาได้เป็เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะพูดเื่อะไรหรือไม่ก็ไม่รู้จริงในสิ่งที่เรากำลังพูด หากพยายามนำเสนอตัวเองมันจะไม่ยากเลยเพราะเราต้องรู้จริงๆอยู่แล้วว่าเราเป็คนยังไงยกเว้นว่าเราจะพยายามเป็คนอื่นแล้วก็หวังว่าคนอื่นจะชอบการเสแสร้งของเรา”พี่ลายเมฆบอกพร้อมกับจ้องหน้าฉันไปด้วย
“แต่หนูอยากรู้จักเขาอยากสนิทสนมมากขึ้น..ไม่ได้อยากเสี่ยงดวงว่าเขาจะอยากรู้จักหนูรึเปล่าหลังจากที่หนูพูดเื่แปลกๆซึ่งหนูจะทำแน่ๆเพราะว่านั่นแหละคือหนู” ฉันตอบสิ่งที่ฉันพอจะคิดได้ไปทันที
“นั่นเป็กรณีที่เขาไม่ได้สนใจเราั้แ่ต้นเราถึงจะต้องไปวัดดวงอย่าบอกนะว่าขนาดมานั่งโต๊ะเดียวกันด้วยสีหน้าอึดอัดแบบนั้นโดยที่เขาไม่ได้สนใจเราเลยเขามีความสนใจเรามาั้แ่ต้นเขาถึงได้ทำแบบนั้น..ลองคิดดูก็ได้ว่าน้องกานเข้าใจเื่ที่พูดแค่ไหนตอนที่พี่ถามคำถามเื่โลกแตกหรือเราเข้าใจเื่ที่พี่พูดแค่ไหนในตอนนั้นพี่ค่อนข้างมั่นใจนะว่าไม่มีใครคิดว่าพี่จะเล่นมุขอะไรเทือกนั้นกลางโรงอาหารแต่น้องกานก็ยังตอบ เราเองก็ตอบคำถามของพี่ด้วยนั่นเป็เพราะเราทั้งคู่นั้นสนใจและใส่ใจพี่มาั้แ่ต้น คิดว่าคนที่ไม่สนใจพี่มาั้แ่ต้นจะตอบคำถามพี่เหรอ??ป้าขายน้ำแกจะมาตอบคำถามพี่?? หรือคนข้างโต๊ะจะมาตอบคำถามพี่??คำตอบคือ.. ไม่!!อย่างแน่นอน...ถ้าเขาสนใจและแคร์เรามาั้แ่ต้น เขาจะพยายามเข้ามาในโลกของเรา..และถ้าเราใส่ใจใคร เราจะพยายามเข้าไปในโลกของเขาเช่นกัน นั่นแหละวิธีการหาเพื่อนการค้นหาความสัมพันธ์ที่จริงใจ การแสร้งเป็คนอื่นั้แ่ต้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยเป็ตัวของตัวเองนั่นแหละดีที่สุดแล้ว...ไม่รู้จะพูดอะไร??..ก็แค่ฟัง..ถ้าเราฟังเขา... เื่ที่จะพูดต่อจากนั้นมันก็ง่ายขึ้น..แค่พูดเกี่ยวกับโลกของเขา..โลกที่เขาพึ่งจะเล่าให้เราฟัง..”พี่ลายเมฆพูดด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่ยังคงประดับบนใบหน้า
มันเป็แบบที่พี่แกพูดถ้าเราสนใจอะไรหรือใครเราจะพยายามเข้าใจ..วิธีเข้าหาคนอื่นมีอะไรที่ง่ายกว่านั้นไม่ใช่การพูดแต่ฟังและพยายามเข้าไปในโลกของเขา และในกรณีที่เขาสนใจเราเช่นกันเขาก็จะพยายามเข้ามาในโลกของเราเช่นกัน เหมือนกับเวลาที่มีใครนำเสนอผลงานอยู่หน้าห้องแม้ว่าเราจะไม่ได้สนเื่ที่เขานำเสนอเลย แต่ถ้าเราสนใจบุคลที่นำเสนอเราก็สามารถนั่งฟังอย่างตั้งใจได้บทสนทนาต่อไป?? ก็แค่พูดเกี่ยวกับเื่ที่คนๆนั้นนำเสนอไม่เข้าใจก็แค่ถามง่ายๆอย่างนั้น ฉันนี่มันช่างอ่อนต่อโลกและไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ถ้าอยากเริ่มต้นความสัมพันธ์?? ถามเกี่ยวกับตัวเขาที่เหลือก็ฟังและก็ถามมากขึ้นแค่นั้น
“ขอบคุณมากค่ะ”ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มและส่ายหัวกับความโง่ของตัวเองก่อนที่จะมีคำถามถัดไปผุดเข้ามาในหัวของฉัน”แล้ว..พี่กับพี่หมอไหงโผล่มาด้วยกันได้ล่ะคะ??ไม่ใช่ว่าพี่เป็คนที่หาตัวจับยากหรอกเหรอ??”
“เื่นั้นต้องถามน้องกาน”พี่ลายเมฆกล่าวฉันหันไปหาพี่หมอหลังจากนั้น
พี่หมอส่งยิ้มทรงเสน่ห์มาที่ฉันก่อนจะตอบว่า”เื่นั้นต้องไปถามเติมดู”
เอ้า!!?? มันโผล่ไปถึงเติมได้ไงวะเนี่ย
หลังจากที่ฉันได้ยินคำตอบของพี่หมอฉันจึงหยิบสมาร์ทโฟนที่ตกรุ่นของฉันพร้อมกับโทรไปถามเติมทันที
“ตรูด....ตรูด..คลิก .อืมม ฮัลโหล..ว่าไง”เสียงเติมดังมาจาก
“เปล่าอ่ะพอดีฉันเห็นพี่ลายเมฆกับพี่หมอมาด้วยกันก็เลยถามพวกพี่เขาไปว่าไหงมาด้วยกันได้ ปกติพี่ลายเมฆไม่น่าจะโผล่ออกมาง่ายๆนี่นา..พอฉันถามพี่ลายเมฆ พี่ลายเมฆก็บอกให้ไปถามพี่หมอดู พอฉันถามพี่หมอพี่หมอก็บอกว่าให้ถามนายดูก็เลยโทรมาถามนายนี่แหละ”เสียงปลายสายเงียบไปสักพักเหมือนว่าจะพยายามเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดอยู่ก่อนที่ในที่สุดเติมก็ตอบกลับมาจากปลายสาย
“อย่างงี้นี่เอง..ไปถามไอ้ตี๋ดูสิ..”นั่นคือคำตอบของเขาหลังจากได้ยินคำตอบนี้ทำให้ฉันหัวร้อนขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ตะคอกกลับไปว่า“ไม่ต้องมาเล่นไม้นี้เลยนะเว้ย.. ถ้ายังงี้ไปเรื่อยๆฉันไม่ต้องไปยื่นเื่ถามนายกเลยเหรอ บอกสิ่งที่นายรู้มาเลย”
“หา..อะไรกัน..ทำไมหล่อนไม่ยักกะเค้นถามกับพี่ลายเมฆหรือหมอกานบ้างล่ะไหงถึงมาลงที่ฉัน ไม่แฟร์เลย”เติมทำน้ำเสียงตัดพ้อมาจากปลายสาย
“แน่นอนฉันไม่ใช่คนยุติธรรมอยู่แล้ว และนายควรเลิกมองหาความยุติธรรมในประเทศไทยได้แล้วนะเสียเวลาเปล่า บอกเื่ที่เอ็งรู้มา” ฉันตอบกลับ
“เธอนี่มันโลกมืดจริงๆให้ตายเถอะ” เติมยังคงบ่นมาจากปลายสาย
“เลิกเฉไฉแค่ตอบ!!”
“ก็ได้...ทั้งคู่แค่จะมาเยี่ยมน้องสาวของฉันน่ะ...”เสียงของเติมตอบมาจากปลายสาย