ความเงียบสงัดดุจป่าช้าเข้าปกคลุมลานเรือนพักท้ายจวนตระกูลมู่ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเหล่าองครักษ์และเสียงเศษหินจากกำแพงที่ร่วงหล่นลงมากระทบพื้น
องครักษ์ร่างั์ผู้มีขอบเขตขั้นรวบรวมปราณระดับหก บัดนี้นอนหมดสติจมกองเื ร่างกายฝังลึกเข้าไปในกำแพงหินที่แตกร้าวเป็รูปใยแมงมุม ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นรวดเร็วจนมิมีผู้ใดตั้งตัวทัน สวะที่ทุกคนตราหน้าว่าไร้ค่า กลับใช้เพียง ‘มือเปล่า’ และ ‘พละกำลังทางกายภาพ’ ซัดยอดฝีมือระดับหกจนปลิวลิ่วในหมัดเดียว!
มู่หานที่ยืนอยู่เื้ัผู้าุโสามเบิกตาถลน ขาทั้งสองข้างของมันสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม ความหวาดกลัวที่ถูกฝังลึกจากอดีตยามที่มู่เฉินยังเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่ง พลันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครา มันรีบหลบวูบไปซ่อนตัวอยู่หลังแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของผู้เป็ปู่
"ท... ท่านปู่! ไอ้สวะนี่มัน... มันใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้า! มันต้องใช้ยันต์อาคมหรืออาวุธลับอันใดสักอย่างเป็แน่! ฆ่ามัน! ท่านปู่ฆ่ามันเลย โทษฐานที่มันกล้าทำร้ายองครักษ์ของตระกูล!" มู่หานะโเสียงหลง ชี้หน้าด่าทอมู่เฉินด้วยความขลาดเขลา
ผู้าุโสาม (มู่กวน) หรี่ั์ตาที่เหี่ยวย่นลงจนดูคล้ายรอยแยกของหน้าผา แววตาของมันทอประกายความตระหนกและประหลาดใจอย่างลึกซึ้ง มันเป็ถึงยอดฝีมือระดับเก้า ย่อมมองออกว่าเมื่อครู่มู่เฉินมิได้ใช้ยันต์หรืออาวุธลับใดๆ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... มันััไม่ได้ถึงความผันผวนของพลังปราณจากร่างของมู่เฉินเลยแม้แต่น้อย!
‘ไอ้เด็กนี่... มันไม่มีปราณจริงๆ แต่พละกำลังทางกายภาพของมันกลับวิปริตถึงเพียงนี้! หรือว่าตอนที่มันตกลงไปในป่าอสูรหมอกทมิฬ มันจะบังเอิญได้กินผลไม้าที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อเข้าไป? หากเป็เช่นนั้น ร่างกายของมันย่อมมีขีดจำกัด หากข้าใช้พลังปราณที่แท้จริงกดทับ มันย่อมต้องแหลกสลาย!’
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความตระหนกในใจของผู้าุโสามก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นและรังสีฆ่าฟันอันรุนแรง มันก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว พลันบรรยากาศในลานเรือนพักก็เกิดการบิดเบี้ยว!
ครืนนนน!
กลิ่นอายของขั้นรวบรวมปราณระดับเก้าที่อัดแน่นและเกรี้ยวกราดดุจพายุหมุน ะเิออกจากร่างของผู้าุโสาม คลื่นพลังสีเทาคล้ำพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าก่อนจะกดทับลงมายังร่างของมู่เฉินโดยตรง! แรงกดดันนี้มหาศาลเสียจนแผ่นหินปูพื้นลานถึงกับมีรอยปริแตก ใบไม้แห้งรอบบริเวณถูกบดขยี้จนกลายเป็ผุยผง!
มู่เฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังบุตรชายหน้าถอดสี เขาพยายามจะก้าวออกมารับแรงกดดันแทน "มู่กวน! เ้าคิดจะฆ่าหลานแท้ๆ ของตัวเองหรืออย่างไร!"
"ท่านพ่อ ถอยไป!" มู่เฉินยกมือขึ้นห้ามบิดาไว้ เขาหาได้หลบหลีก ทว่ากลับก้าวสวนแรงกดดันนั้นออกไปเบื้องหน้าอย่างองอาจ!
แรงกดดันระดับเก้าถาโถมเข้าใส่ร่างของมู่เฉินดุจขุนเขาเหล็กที่ร่วงหล่นจาก์ หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่หรือระดับห้าทั่วไป ย่อมต้องกระอักเืและทรุดเข่าลงกราบกราน ทว่า... ภายใต้ิัของมู่เฉิน ‘กายาเกราะเกล็ดเงิน’ ที่เพิ่งถูกหล่อหลอมด้วยแก่นอสูรระดับสอง ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ!
แสงสีเงินจางๆ วาบขึ้นใต้ชั้นิัของมู่เฉิน (ซึ่งผู้อื่นมองไม่เห็น) มันต้านทานแรงกดดันอันหนักอึ้งนั้นไว้ได้อย่างหมดจด มู่เฉินเพียงแค่รู้สึกราวกับมีสายลมพัดผ่านร่างเท่านั้น เขายืนหยัดแผ่นหลังเหยียดตรงตระหง่านดุจกระบี่ที่ชี้ฟ้า ั์ตาสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้าุโสามอย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัว!
"เป็ไปไม่ได้!!"
ผู้าุโสามอุทานลั่นในใจ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ มันเร่งเร้าพลังปราณจนถึงขีดสุด หวังจะให้มู่เฉินกระดูกลั่นและคุกเข่าลง ทว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ากลับยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหิน!
"ท่านผู้าุโสาม... ท่านอายุมากแล้ว พลังปราณก็ดูจะอ่อนด้อยลงไปมากทีเดียวนะ ถึงได้มีแรงลมพัดเบาบางเพียงแค่นี้" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าถ้อยคำนั้นกลับคมกริบดุจมีดโกนที่กรีดลงบนใบหน้าของชายชรา
"ไอ้เด็กโอหัง!" ผู้าุโสามโกรธจนเืขึ้นหน้า มันทนต่อความอัปยศที่ถูกเด็กรุ่นหลานหยามเกียรติไม่ไหว มือขวาของมันรวบรวมปราณสีเทาจนกลายเป็กรงเล็บขนาดใหญ่ หมายจะตะปบลงกลางกระหม่อมของมู่เฉินให้ตายคามือ "เ้าบังอาจทำร้ายองครักษ์ของตระกูล ถือเป็การก่อฏ! วันนี้ข้าในฐานะผู้าุโ จะขอลงทัณฑ์เ้าด้วยกฎของตระกูลมู่!"
"กฎของตระกูลมู่งั้นรึ?" มู่เฉินมิได้ก้าวถอย เขากลับะเิเสียงหัวเราะลั่นออกมา เสียงหัวเราะนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอหังการและดูแคลน "ท่านกล้าอ้างกฎของตระกูลมู่ต่อหน้าข้าเชียวหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี!"
ในจังหวะที่กรงเล็บของผู้าุโสามกำลังจะฟาดฟันลงมา มู่เฉินพลันตวาดเสียงดังก้องกังวานประดุจอัสนีบาต!
"กฎตระกูลมู่ หมวดที่หนึ่ง มาตราที่สาม! ผู้ใดที่มิใช่สายเืหลัก หรือมิได้รับคำประกาศิตโดยตรงจากผู้นำตระกูล กล้าบุกรุกเคหาสน์ของสายเืหลักและทำร้ายคนในครอบครัวผู้นำตระกูล มีโทษสถานเดียวคือ... ฏ! ต้องถูกบั่นคอเสียบประจานหน้าจวน!"
กรงเล็บของผู้าุโสามชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจากศีรษะของมู่เฉินเพียงหนึ่งฝ่ามือคั่น!
มู่เฉินไม่ปล่อยโอกาสให้มันได้ตั้งตัว เขาชี้หน้าผู้าุโสามและตวาดต่อด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด "บิดาของข้า คืออดีตผู้นำตระกูลที่สละตำแหน่งชั่วคราว ทว่ายังคงศักดิ์และสิทธิ์ของ 'ผู้พิทักษ์สายหลัก' ตามที่ท่านปู่ (ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันที่กำลังเก็บตัว) ได้แต่งตั้งไว้! ส่วนเ้า... มู่กวน! เ้าเป็เพียงสายรองที่ได้รับแต่งตั้งเป็ผู้าุโ เ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่งองครักษ์ให้ลงไม้ลงมือกับบิดาข้า!"
"ข... ข้าทำตามมติของสภาผู้าุโ!" ผู้าุโสามพยายามเถียง ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นคลอน
"มติของสภาผู้าุโงั้นรึ?" มู่เฉินแค่นเสียงเ็า ก้าวสืบเท้าเข้าประชิดตัวผู้าุโสามอย่างคุกคาม "กฎตระกูลมู่ หมวดที่สอง มาตราที่เจ็ด! สภาผู้าุโมีอำนาจดูแลความเรียบร้อย ทว่า 'ไม่มีอำนาจ' ในการริบทรัพย์สินหรือถอดถอนสายเืหลัก หากปราศจากตราประทับของผู้นำตระกูล! ข้าขอถามท่าน... ท่านมีตราประทับของผู้นำตระกูลที่อนุญาตให้ท่านมาไล่ที่บิดาข้าหรือไม่!"
ผู้าุโสามหน้าซีดเผือด มันจะไปมีตราประทับได้อย่างไร ในเมื่อผู้นำตระกูล (ปู่ของมู่เฉิน) เข้าสู่การปิดด่านฝึกตนในหอคอยบรรพชนมานานนับปีแล้ว! การที่มันและผู้าุโรองกล้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ ล้วนเป็การแอบอ้างมติสภาเพื่อข่มเหงผู้ที่อ่อนแอเท่านั้น!
"ไม่มีสินะ..." มู่เฉินแสยะยิ้มที่ทำให้ผู้าุโสามต้องขนลุกซู่ "ในเมื่อไม่มีตราประทับ การที่ท่านนำองครักษ์บุกเข้ามาทำลายข้าวของ เหยียบย่ำป้ายิญญามารดาข้า และหมายจะทำร้ายบิดาข้า ย่อมถือเป็การละเมิดกฎตระกูลอย่างร้ายแรง! องครักษ์ที่ถูกข้าซัดกระเด็นเมื่อครู่ มันง้างกระบองจะโบยบิดาข้า ข้าเพียงแค่ลงมือป้องกันตัวและ 'ปะา' สุนัขทรยศตามมาตราที่สาม! ท่านต่างหาก... ผู้าุโสาม ท่านกล้าละเมิดกฎ หรือว่าแท้จริงแล้ว... ท่านคิดจะสถาปนาตนเองเป็ผู้นำตระกูลแทนท่านปู่ที่อยู่ในหอคอย!"
เปรี้ยง!!
ข้อหานี้รุนแรงราวกับอัสนีบาตฟาด! การกล่าวหาว่า 'คิดจะสถาปนาตนเอง' เป็ข้อหาฏร้ายแรงที่สุดในตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ หากเื่นี้ล่วงรู้ไปถึงหูของหอคอยบรรพชน ต่อให้เป็ผู้าุโรองที่เป็ผู้หนุนหลังมัน ก็ไม่อาจปกป้องมันจากความตายได้!
เหล่าองครักษ์ที่เหลือต่างหน้าถอดสี รีบเก็บอาวุธและถอยกรูดออกไปทันที พวกมันเป็เพียงบ่าวรับจ้าง ไม่มีผู้ใดอยากเอาชีวิตมาทิ้งกับข้อหาฏ
ผู้าุโสามโกรธจนแทบกระอักเื ทว่าความหวาดหวั่นต่อหอคอยบรรพชนทำให้มันมิกล้าลงมือ มันจ้องมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
‘ไอ้เด็กนี่... มันไม่ได้เสียสติ! มันมีสติปัญญาเฉียบแหลมและหยิบยกกฎของตระกูลมาเป็เกราะกำบังได้อย่างไร้ที่ติ! สวะที่เอาแต่นอนซมมาสามปี เหตุใดถึงมีแววตาน่าสะพรึงและวาจาคมคายถึงเพียงนี้!’
บรรยากาศพลิกผันอย่างสมบูรณ์แบบ มู่เฉินที่ถูกมองว่าไร้พลังปราณ กลับสามารถใช้เพียง 'กฎเกณฑ์' และ 'ปัญญา' กดดันยอดฝีมือระดับเก้าจนต้องยืนใบ้กิน! นี่คือการตอกหน้าอย่างเจ็บแสบที่สุด!
"ฝากไว้ก่อนเถอะมู่เฉิน!" ผู้าุโสามกัดฟันกรอด ลดมือที่เกร็งด้วยพลังปราณลง "เ้าอย่าเพิ่งลำพองใจไปนัก! ต่อให้เ้าอ้างกฎตระกูลมาปกป้องตนเองในวันนี้ได้ แต่กฎตระกูลก็มีมาตราที่ว่าด้วย 'การคัดออก' เช่นกัน! อีกเจ็ดวัน... จะถึงวันประเมินคุณสมบัติประจำปี หากเยาวชนอายุครบสิบห้าปี ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นรวบรวมปราณระดับห้าได้ จะต้องถูกถอดจากการเป็สายเืหลักและถูกส่งไปเป็ทาสในเหมืองแร่!"
ผู้าุโสามแสยะยิ้มอำมหิต "ถึงเวลานั้น... บิดาของเ้าก็จะไม่มีสายเืผู้สืบทอดมารองรับ และจะถูกขับไล่ออกจากเรือนหลังนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย! ข้าจะคอยดูว่า ในอีกเจ็ดวัน สวะที่เส้นชีพจรขาดสะบั้นอย่างเ้า จะเสกพลังระดับห้ามาจากที่ใด! พวกเรา... กลับ!"
สิ้นคำประกาศกร้าว ผู้าุโสามก็สะบัดแขนเสื้ออย่างรุนแรง หันหลังเดินกระทืบเท้าออกจากเรือนพักไปพร้อมกับองครักษ์ที่รีบหามร่างสลบไสลของเพื่อนร่วมงานตามไปติดๆ
มู่หานที่เดินตามหลังปู่ของมัน หันกลับมามองมู่เฉินด้วยสายตาอาฆาตแค้น "เ้าสวะ... แล้วเราจะได้เห็นดีกันในลานประลอง! ข้าจะกระทืบเ้าให้จมธรณีคาเวที!"
มู่เฉินเพียงแค่มองส่งพวกมันด้วยสายตาสมเพช เขาไม่ได้ตอบโต้วาจาของมู่หาน เพราะในสายตาขอเขา มู่หานเป็เพียงแมลงหวี่ที่รอวันถูกบดขยี้
เมื่อกลุ่มคนทรยศจากไปจนลับสายตา มู่เฉินก็รีบเดินเข้าไปประคองบิดาที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ยังไม่พัง มู่เฟิงกระอักเืสีดำคล้ำออกมาอีกครั้ง ร่างกายของเขาอ่อนล้าจนถึงขีดสุด ทว่าแววตาของคนเป็พ่อกลับมองบุตรชายด้วยความประหลาดใจและภาคภูมิใจ
"เฉินเอ๋อร์... เ้า... เ้าทำมันได้อย่างไร? พละกำลังของเ้าเมื่อครู่..." มู่เฟิงเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า
มู่เฉินคุกเข่าลงเบื้องหน้าบิดา เขาจับมือที่เย็นเฉียบของมู่เฟิงไว้แน่น "ท่านพ่อ... ์ยังเมตตาข้า ตอนที่ข้าตกลงไปในป่าอสูร ข้าบังเอิญพบผลไม้าแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง เมื่อกลืนกินเข้าไป มันทำให้พละกำลังทางกายภาพของข้าเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล แม้จะยังไม่สามารถซ่อมแซมเส้นชีพจรเพื่อกักเก็บปราณฟ้าดินได้ แต่มันก็เพียงพอที่จะปกป้องตนเองจากพวกสุนัขรับใช้ได้ขอรับ"
มู่เฉินจำต้องกล่าวคำโป้ปดสีขาวออกไป เขารู้ดีว่า 'วิชากลืนดารา์' เป็ศาสตร์ต้องห้ามที่บ้าคลั่งและดุร้าย หากบิดารู้ว่าเขาฝึกวิชาที่ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้ มู่เฟิงย่อมต้องเป็กังวลจนส่งผลต่ออาการป่วย เขาจึงเลือกที่จะปกปิดมันไว้ก่อน จนกว่าเขาจะแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องทุกคนได้อย่างแท้จริง
"์คุ้มครอง... ์คุ้มครองเ้าจริงๆ" มู่เฟิงน้ำตาไหลริน เขาไม่คลางแคลงในคำพูดของบุตรชาย "แต่เฉินเอ๋อร์... อีกเพียงเจ็ดวัน หากเ้าไม่มีพลังปราณระดับห้า เ้าจะต้องถูกส่งไปเหมืองแร่จริงๆ พ่อ... พ่อจะทนเห็นเ้ามีจุดจบเช่นนั้นไม่ได้"
"ท่านพ่อไม่ต้องกังวล" มู่เฉินยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจที่เกินวัย "ข้ามีวิธีรับมือกับการประเมินแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพของท่าน... ข้าสังเกตเห็นว่าอาการป่วยของท่านแปลกประหลาดนัก ข้าขอตรวจชีพจรของท่านได้หรือไม่?"
มู่เฟิงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง มู่เฉินวางนิ้วสองนิ้วลงบนข้อมือของบิดา ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาแอบถ่ายทอด 'ปราณดาราสีดำ' เพียงเส้นด้ายบางๆ เข้าสู่เส้นชีพจรของมู่เฟิง เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ
ทันทีที่ปราณดาราัักับแก่นแท้ในร่างของบิดา ั์ตาของมู่เฉินก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี!
‘นี่มันมิใช่อาการาเ็จากการต่อสู้! ทว่ามันคือ... พิษ! พิษที่กำลังกัดกินรากฐานิญญาอย่างช้าๆ... พิษสลายิญญา!’
มู่เฉินจำพิษชนิดนี้ได้จากตำราโอสถของตระกูล มันคือพิษร้ายกาจที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะของ 'ตระกูลหลิน' คู่แข่งตัวฉกาจของตระกูลมู่!
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวเริ่มกระจ่างชัดในสมองของมู่เฉิน... บิดาของเขาถูกลอบทำร้ายและถูกวางยาพิษเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็ห้วงเวลาเดียวกับที่เขาถูกลอบทำลายเส้นชีพจร! และการที่ผู้าุโสามพยายามจะฮุบทรัพยากรและกดดันให้พวกเขารีบตาย ก็ชี้ชัดเจนว่า... ในตระกูลมู่ มีเกลือเป็หนอนที่ร่วมมือกับตระกูลหลิน เพื่อทำลายสายเืหลักให้สิ้นซาก!
"เฉินเอ๋อร์? มีสิ่งใดผิดปกติงั้นรึ?" มู่เฟิงถามเมื่อเห็นสีหน้าของบุตรชายแปรเปลี่ยนไป
"ไม่มีอันใดขอรับท่านพ่อ... ข้าเพียงแต่รู้สึกว่า ร่างกายของท่าน้าโอสถที่มีฤทธิ์แรงกว่านี้" มู่เฉินปรับสีหน้าให้เป็ปกติ เขาถอนนิ้วออกและซ่อนรังสีฆ่าฟันไว้อย่างมิดชิด "ท่านพ่อพักผ่อนเถิด ข้าจะออกไปข้างนอกสักประเดี๋ยว ข้าได้ของดีบางอย่างมาจากป่าอสูร ข้าจะนำมันไปแลกเปลี่ยนที่หอประมูลจันทรา เพื่อหาซื้อโอสถระดับสูงมารักษาท่านให้จงได้"
"หอประมูลจันทรา? ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่เด็กอย่างเ้าจะไปเดินเพ่นพ่านได้นะ มันอันตรายยิ่งนัก..."
"ท่านพ่อวางใจ ข้าเติบโตขึ้นมากแล้ว ข้ารู้ว่าควรทำสิ่งใด" มู่เฉินประคองบิดาให้นอนพักบนเตียง ก่อนจะลุกขึ้นยืน
เขาเดินไปที่ลานดิน ก้มลงเก็บ 'ป้ายิญญา' ของมารดาที่เปื้อนฝุ่นและรอยเท้าของมู่หานขึ้นมา มู่เฉินใช้แขนเสื้อเช็ดทำความสะอาดมันอย่างทะนุถนอม ก่อนจะนำไปตั้งไว้บนแท่นบูชาอย่างระมัดระวัง
มู่เฉินหันหลังเดินออกจากเรือนพัก แสงตะวันยามเย็นสาดส่องกระทบแผ่นหลังของเขา ทอดยาวเป็เงาสีดำทมิฬบนพื้นดิน
"เกลือเป็หนอน... ตระกูลหลิน... และผู้าุโสาม... หมากกระดานแห่งการชำระแค้นได้เริ่มขึ้นแล้ว และข้า... จะทำให้พวกเ้าได้ลิ้มรสความตายที่แสนวิเศษที่สุด!"