Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 55 : สิ่งที่เหลืออยู่

    รถยังคงแล่นต่อไปเรื่อย ๆ


    ไม่มีใครสั่งให้มันเร็วขึ้นหรือให้มันช้าลง


    แจ็กซ์ประคองพวงมาลัยไว้ด้วยสองมือ เครื่องยนต์ไอแห้งเป็นช่วง ๆ ทุกครั้งที่ล้อบดผ่านหิมะแข็ง แรงสั่นจะวิ่งผ่านตัวถังจนกระจกแตกกระทบขอบยาง ลมหนาวลอดเข้ามาตามรอยร้าวโดยไม่เคยหยุด


    คาเอลมองถนนสีเทาขาวซึ่งทอดออกจากสถานีชั่งน้ำหนัก เสาไฟริมทางล้มอยู่ใต้กองหิมะ กิ่งของต้นสนสองข้างนิ่งสนิท


    ไม่มีฝูงตามมา


    ไม่มีหนามจากใต้พื้น


    ไม่มีการไล่ล่าตามหลัง


    ความเงียบนั้นควรทำให้พวกเขาโล่งใจ


    แต่มันกลับทำให้ห้องโดยสารแคบลงกว่าเดิม


    เพราะทุกคนรู้พร้อมกันโดยไม่ต้องพูดว่า เหตุผลที่ฝูงหยุดไล่ ไม่ใช่เพราะมันแพ้พวกเขา


    แต่มันได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว…


    แจ็กซ์ไม่หันมองกระจกหลัง


    ไม่แม้แต่ครั้งเดียว


    คนที่เคยบ่นกับเครื่องยนต์เหมือนมันเป็นเพื่อนร่วมทีมกลับปิดปากสนิท เขาหลบก้อนน้ำแข็งและรอยแตกบนถนน ใช้งานตรงหน้าเป็นที่กำบังจากสิ่งที่อยู่บนเบาะหลัง


    ถ้าหันไป เขาจะเห็นผ้าห่ม


    ดังนั้นแจ็กซ์จึงเลือกมองแต่ถนน


    ถนนซึ่งไม่เคยถามว่าใครหายไปจากรถ


    มิเลียประคองนิกซ์อยู่ด้านหลัง เลือดจากจมูกเขายังซึมบนผ้าเก่า เส้นดำตรงคอเต้นช้ากว่าชีพจรมนุษย์หนึ่งจังหวะ เขาก้มหน้า แต่เอียงศีรษะเป็นระยะเหมือนยังจับกระแสบางอย่างใต้ถนน


    กลัวว่าจะรับรู้มัน


    และกลัวกว่านั้นว่าจะพลาดสิ่งสำคัญไป


    มิเลียกดผ้าไว้ใต้จมูกเขา ทุกครั้งที่เขาก้มต่ำเกินไป เธอจะแตะหลังมือสั้น ๆ เพื่อดึงเขากลับมา


    “ยังไหวไหม” เธอถามในที่สุด


    นิกซ์ขยับริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้า


    คำตอบของเขามาช้ากว่าลมหายใจหนึ่งจังหวะ


    “ครับ”


    มิเลียไม่เชื่อ แต่ไม่ถามซ้ำ นิกซ์เองก็ไม่ขอโทษ เขาขอโทษเรื่องร่างกายและสิ่งที่ลอดผ่านตัวเขามามากพอแล้ว


    ครั้งนี้เขาเงียบ


    มือเขากำผ้าไว้แน่นจนข้อนิ้วซีด


    โวร่านั่งอยู่ด้านซ้ายของเบาะหลัง


    ข้างที่นั่งเธอว่างเปล่า


    ตำแหน่งที่ลูน่านั่งอยู่ไม่ถึงกี่นาทีก่อนยังมีผ้าห่มผืนเล็กพับไม่เรียบร้อยค้างอยู่ มุมผ้าห่มด้านหนึ่งตกลงกับพื้นรถเล็กน้อย รอยหิมะละลายจากนิ้วมือเด็กยังเปื้อนอยู่ตรงขอบผ้าเป็นคราบชื้นจาง ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน แจ็กซ์อาจบ่นว่าอย่าให้ผ้าเปียก เดี๋ยวขึ้นรา เดี๋ยวหนาวกว่าเดิม เดี๋ยวไม่มีอะไรใช้ห่มตอนกลางคืน


    แต่ตอนนี้ไม่มีใครแตะมัน ไม่มีใครพับให้เรียบร้อยหรือแม้แต่จะขยับมันออกจากที่นั่ง ราวกับถ้าปล่อยผ้าห่มไว้แบบนั้น ตำแหน่งของเจ้าของมันก็จะยังไม่ถูกลบออกจากรถคันนี้ทั้งหมด


    มือข้างหนึ่งของโวร่าวางอยู่บนผ้าห่มนั้น ปลายนิ้วแตะเนื้อผ้าเพียงเบามาก แต่แข็งจนแทบไม่เหมือนการสัมผัส อีกมือหนึ่งกำเศษชายเสื้อของลูน่าไว้แน่น เศษผ้าขาดเปื้อนหิมะและเลือดของโวร่าเอง เลือดซึมจากฝ่ามือที่เล็บแตกและแผลเก่าฉีกซ้ำ ค่อย ๆ กินเข้าไปในเส้นใยผ้าเป็นสีแดงเข้ม


    เธอไม่มองสิ่งต่างๆรอบตัว หรือแม้แต่ตัวของเธอเอง


    สายตาของโวร่าหยุดอยู่ที่ผ้าห่มเพียงผืนเดียว เหมือนกำลังเฝ้าบางสิ่งที่อาจหายไปได้อีกครั้งถ้าเธอเผลอกะพริบตา ไม่มีการแสดงออกถึงความเสียใจหรือร้องไห้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบที่คนอื่นรู้จัก


    ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีไหล่สั่น ไม่มีมือปิดหน้า ไม่มีคำพร่ำบอกว่าทำไม ทำไม ทำไม


    ร่างกายของเธอนิ่งเกินไป


    นิ่งเหมือนตอนซุ่มฆ่าอะไรบางอย่าง


    นิ่งเหมือนตอนรอศัตรูโผล่เข้าระยะ


    นิ่งเหมือนอาวุธที่ยังไม่รู้ว่าคำสั่งต่อไปคืออะไร หลังจากเป้าหมายที่ต้องปกป้องหายไปจากสนามรบ


    แต่เลือดจากมือเธอไม่หยุดซึม มันหยดลงบนเศษผ้าช้า ๆ สีแดงเข้มบนเนื้อผ้าที่ลูน่าเคยใส่ทุกหยดเหมือนคำสัญญาที่แตกสลายแล้ว แต่เธอยังไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังร้าวตามมันไปทีละน้อย


    คาเอลเห็นทุกอย่างจากกระจกมองหลัง


    รวมถึงเห็นแจ็กซ์ที่ไม่มองหลัง


    มิเลียที่พยายามทำให้มือของตัวเองนิ่ง


    นิกซ์ที่พยายามฟังพื้นรถโดยไม่กล้าแตะมัน


    และเห็นโวร่าที่นั่งข้างช่องว่างเหมือนอาวุธที่เพิ่งถูกดึงหัวใจออกไปแต่ยังไม่รู้ว่าต้องตายตามอย่างไร แล้วสมองของเขาก็เริ่มทำงาน


    ระยะจากสถานีชั่งน้ำหนักจนถึงจุดพักถัดไปโดยประมาณ สามถึงห้ากิโลเมตร ถ้าถนนบริการยังไม่ถูกหิมะปิด


    ระยะทางไม่น่าเป็นปัญหา


    ปัญหาคือเครื่องยนต์


    น้ำมันเหลือไม่ถึงหนึ่งในสี่ และจากเสียงที่ดังผิดปกติ รถกำลังเผาผลาญเชื้อเพลิงมากกว่าที่ควร


    อุณหภูมิภายนอกต่ำพอให้การเสียเลือดช้าลง แต่ความหนาวจะกลายเป็นปัญหาใหม่หากพวกเขาติดอยู่กลางทางนานเกินไป


    นิกซ์เสียเลือดจากจมูกต่อเนื่อง เส้นสีคล้ำใต้ผิวลามขึ้นมาถึงลำคอ การเชื่อมต่อเมื่อครู่หนักกว่าที่เขายอมรับ


    โวร่ามีแผลเปิดใหม่ที่ต้นแขนและมือ เลือดที่เสียไปยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่จะเริ่มกระทบการเคลื่อนไหวหากปล่อยไว้นานกว่านี้


    แจ็กซ์ยังขับรถได้ แต่มือของเขาไม่เคยหยุดสั่นเลยตั้งแต่ออกจากสถานี


    มิเลียยังเป็นคนเดียวที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ซึ่งนั่นอาจหมายความว่าเธอกำลังเหนื่อยที่สุด


    ในรถมีคนอยู่ห้าคน


    ความคิดของเขาหยุดอยู่ตรงนั้น มันสะดุดเหมือนปลายเท้าเหยียบอากาศเหนือขอบเหว


    จำนวนห้าคน


    คำตอบนั้นถูกต้อง


    เรียบง่าย


    ชัดเจน


    มีประโยชน์


    และน่ารังเกียจ


    เพราะร่างกายของเขายังจำได้ว่ารถคันนี้เคยมีหกคน จำได้ว่ากลางเบาะหลังเคยมีเสียงหายใจสั้น ๆ อยู่เสมอ


    มีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น 


    มีมือเล็ก ๆ ที่มักกำชายเสื้อของโวร่าไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะถูกทิ้ง


    มีคำถามมากมายที่ไม่ควรออกมาจากปากของคนที่ยังไม่ควรรู้จักความรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ


    หก


    ไม่ใช่ห้า


    รถคันนี้ควรมีหกคน


    คาเอลกะพริบตาช้า ๆ แล้วบังคับตัวเองให้มองถนนต่อไป


    ห้ามนับ


    เขาบอกตัวเอง ซ้ำ ๆ


    นับน้ำมัน


    นับระยะทาง


    นับจำนวนกระสุน


    นับเวลาที่เครื่องยนต์จะทนได้


    แต่อย่านับคน


    เพราะทันทีที่เขานับ


    มันจะกลายเป็นข้อเท็จจริง


    และข้อเท็จจริงไม่เคยมีความเมตตาต่อใคร


    รถกระแทกหลุมอีกครั้ง


    เสียงโลหะใต้ท้องดังครืดเหมือนมีบางอย่างลากกับพื้น แจ็กซ์กัดฟันและประคองรถไม่ให้ไถลออกข้างทาง พวงมาลัยสั่นสะบัดใต้มือเขา พื้นถนนช่วงนี้แคบลงจนหิมะสองข้างทางสูงเกือบถึงขอบประตู ล้อซ้ายบดผ่านก้อนน้ำแข็งแข็ง ๆ แล้วรถทั้งคันเอียงนิดหนึ่งก่อนกลับมาตรง


    “แจ็กซ์” คาเอลพูด


    เสียงของเขาออกมาเบากว่าที่คิด


    แจ็กซ์ไม่หันมา


    “ว่าไงเพื่อน”


    เขาฟังเครื่องยนต์อีกสองจังหวะ


    “รถมันคงไม่น่าชอบเราแล้วล่ะ”


    ไม่มีใครตอบ


    มุกนั้นตกลงกลางรถเหมือนก้อนโลหะเย็น ๆ ไม่มีใครหยิบขึ้นมา


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย เขาไม่พูดต่อ


    คาเอลมองทางข้างหน้าอีกครั้ง


    ถนนบริการบีบตัวแคบลงช่วงหนึ่งก่อนเปิดไปยังถนนรองซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะหนา ป้ายบอกทางที่ล้มอยู่ข้างทางถูกน้ำแข็งจับจนกลายเป็นก้อนสีเทา ไม่มีตัวอักษรเหลือให้อ่าน นอกจากลูกศรเลือน ๆ ที่ชี้ไปทางขวา เหมือนมือของคนตายที่ยังยื่นบอกทางผิด ๆ อยู่หลังจากโลกพังไปแล้ว


    แจ็กซ์หักพวงมาลัยตามลูกศรนั้น ไม่ใช่เพราะไว้ใจป้าย


    แต่เพราะรถไม่มีทางเลือก


    ถนนหลักข้างหน้ามีกองหิมะถล่มปิดครึ่งเลน และจากเสียงเครื่องยนต์ตอนนี้ การฝืนขึ้นเนินนั้นอาจฆ่ารถได้เร็วกว่าฝูง


    หนึ่งกิโลเมตรถัดมา เครื่องยนต์กระตุกจนไฟหน้ากะพริบ ถนนตรงหน้าแหว่งหายไปเป็นช่วงจากหิมะที่พัดทับเลนเดิม แจ็กซ์หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าแนวถนนรองเล็ก ๆ ที่เกือบถูกกิ่งสนปิดไว้ ป้ายทางเข้าถูกหิมะจับจนอ่านไม่ออก เหลือเพียงกรอบโลหะสีน้ำตาลสนิมกับแผ่นพลาสติกแตกครึ่งที่ไหวเบา ๆ ในลม


    อาคารบริการหลังเล็กตั้งอยู่ถัดเข้าไปไม่ไกล


    มันไม่ใช่ปั๊มน้ำมัน ไม่ใช่สถานีใหญ่ ไม่ใช่จุดพักที่ยังพอมีอะไรให้หวัง เป็นเพียงอาคารเตี้ย ๆ ข้างถนนที่เคยมีไว้ให้คนแวะซื้อกาแฟ ใช้ห้องน้ำ ยืดขาก่อนเดินทางต่อ ผนังภายนอกสีเทาเก่าแตกเป็นแนวยาวหลายจุด หลังคาด้านหนึ่งยุบลงเล็กน้อยจากน้ำหนักหิมะ ป้ายกระจกเหนือประตูแตกหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเศษตัวอักษรที่อ่านไม่ได้เกาะอยู่เหมือนฟันหัก ตู้ขายน้ำหน้าร้านล้มตะแคงอยู่ข้างทางเข้า ช่องใส่เหรียญเปิดค้างราวกับใครพยายามงัดมันในวันแรก ๆ ที่โลกเริ่มอดอยาก แล้วไม่มีแรงพอจะปิดกลับ


    แจ็กซ์บังคับรถเข้าไปจอดชิดผนังด้านข้างอาคาร เครื่องยนต์ไอหนักขึ้นเมื่อเขาปล่อยคันเร่ง เสียงมันเหมือนจะดับ แต่ยังฝืนอยู่ด้วยความดื้อด้านอันน่าสมเพช เขาดับเครื่องเองก่อนที่มันจะตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี


    ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์หายไป ความเงียบของโลกภายนอกก็ทับลงมาบนรถทั้งคัน


    เงียบเหงา ว่างเกินไป


    ไม่มีใครเปิดประตูทันที


    คาเอลฟังเสียงลม


    เสียงแผ่นป้ายแตกกระทบกรอบเหล็ก


    เสียงหิมะหล่นจากกิ่งสนไกล ๆ


    เสียงหายใจของคนในรถ


    ไม่มีเสียงฝูง


    ไม่มีแรงสั่นใต้พื้น


    ไม่มีอะไรเคลื่อนตามมา


    ความเงียบนี้ไม่เหมือนความปลอดภัย


    มันเหมือนพื้นที่ที่ถูกเว้นไว้หลังจากบางสิ่งกินอิ่มแล้ว


    คาเอลเปิดประตูลงก่อน ลมหนาวกระแทกเข้าหน้า กลิ่นน้ำมันเก่ากับโลหะร้อนปนอยู่ในอากาศ เขาตรวจประตู หน้าต่าง แนวป่า และมุมอับอย่างรวดเร็ว ก่อนก้มดูหิมะรอบฐานอาคาร


    ไม่มีรอยยุบใหม่ ไม่มีรอยลาก ไม่มีโพรง


    อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มี


    มิเลียลงจากรถตามมา เธอประคองนิกซ์จากอีกฝั่ง เด็กหนุ่มพยายามยืนเองทันทีที่รองเท้าแตะพื้น แต่หัวเข่าเขาอ่อนลงเล็กน้อย มิเลียจับข้อศอกเขาไว้ก่อนเขาจะล้ม นิกซ์ไม่ขอบคุณ ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก แต่เพราะเขากำลังใช้แรงทั้งหมดกับการไม่แตะพื้นด้วยมือ


    ลมหอบหนึ่งพัดผ่านรอยแตกของเสื้อเขา เขาสะดุ้งจนไหล่หด สีหน้าเจ็บเหมือนอุณหภูมิภายนอกไม่ได้แค่แตะผิว แต่แทงเข้าตรงเส้นใต้ผิวที่ลามจากคอขึ้นมา


    “หนาวไหม” มิเลียถาม


    นิกซ์ส่ายหน้า


    คำโกหกนั้นบางมากจนทุกคนเห็นทะลุ


    มิเลียไม่ได้พูดว่าอย่าโกหก เธอเพียงดึงผ้าพันคอเก่าจากกระเป๋าข้างรถมาคล้องให้เขาอย่างเงียบ ๆ ปลายนิ้วเธอแตะคอเขาไม่ถึงเสี้ยววินาที แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงจังหวะผิดปกติใต้ผิว


    มันช้า


    หนืด


    ไม่เหมือนชีพจรมนุษย์


    เธอชะงักเพียงน้อยนิด


    น้อยจนถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สังเกต


    แต่นิกซ์สังเกต


    เขาหลบตา


    มิเลียจึงผูกผ้าให้เสร็จเร็วขึ้นเล็กน้อย แล้วตบไหล่เขาเบา ๆ


    “เดินช้า ๆ นะ”


    “ครับ”


    โวร่าลงจากรถเป็นคนสุดท้าย


    เธอลงมาเองไม่ได้ขอให้ใครช่วย


    แม้ว่าแขนซ้ายจะมีเลือดซึมผ่านผ้าพันแผลที่ฉีก ฝ่ามือมีรอยน้ำแข็งบาดและเล็บแตก เธอก้าวลงอย่างเงียบ ๆ โดยยังถือผ้าห่มของลูน่าไว้กับแขนหนึ่ง ส่วนเศษเสื้อยังอยู่ในมืออีกข้าง


    แจ็กซ์เปิดฝากระโปรงหน้า ควันขาวร้อนพุ่งขึ้นมาทันทีพร้อมกลิ่นน้ำหล่อเย็นไหม้ เขาถอยหลังครึ่งก้าว สบถออกมาเบา ๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนคว้ากระเป๋าเครื่องมือจากท้ายรถ


    “ฉันขอดูมันก่อน” เขาพูดกับเครื่องยนต์มากกว่าพูดกับคน


    คาเอลพยักหน้า


    “ใช้เวลาซ่อมนานแค่ไหน”


    แจ็กซ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงกว่าปกติเล็กน้อย อาจเพราะลมหนาว อาจเพราะควันเครื่องยนต์ หรืออาจเพราะเขายังไม่ยอมมองที่นั่งหลัง


    “นานพอให้ฉันโกหกตัวเองว่ามีหวัง”


    คาเอลมองเขานิ่ง


    แจ็กซ์หลบตาก่อน


    “ฉันจะทำให้มันวิ่งต่อได้สักพัก แต่อย่าให้มันกระแทกแรง อย่าให้มันขึ้นเนินยาว และอย่าทำให้มันต้องหนีอะไร

    เร็ว ๆ อีก ถ้าเป็นไปได้ อย่าให้โลกพยายามฆ่าเราอีกในสิบกิโลเมตรข้างหน้า”


    “ทำเท่าที่ทำได้”


    “นั่นแหละที่ฉันเกลียดที่สุด” แจ็กซ์ก้มลงเปิดกล่องเครื่องมือ 


    “เพราะมันมักไม่พอ”


    เขาไม่ได้พูดต่อ


    คาเอลหันไปทางอาคาร


    “พวกเราเข้าไปกันเถอะ”


    มิเลียพยักหน้า เธอพานิกซ์เดินตามเขาไป โวร่าเดินช้ากว่าเล็กน้อย เธอเลือกตำแหน่งใกล้ประตูโดยสัญชาตญาณเสมอ ตำแหน่งที่มองเห็นทั้งทางออก รถ และแนวป่า แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เลือกเพื่อป้องกันตัว


    เธอเลือกเพราะถ้ามีใครกลับมา เธอจะเห็นก่อน


    ประตูอาคารติดน้ำแข็ง คาเอลใช้ไหล่ดันจนเปิดออก กลิ่นฝุ่น กระดาษเปียก และน้ำมันเก่าลอยมาจากด้านใน แสงก่อนรุ่งเช้าตกผ่านกระจกแตกลงบนเคาน์เตอร์ร้าว ชั้นว่าง และแก้วกาแฟซึ่งถูกทิ้งไว้นานจนฝุ่นปิดคราบเดิมแทบหมด


    เขาตรวจหลังเคาน์เตอร์ ห้องน้ำ และช่องเก็บของ ไม่พบศพ รอยเลือดใหม่ หรือร่องรอยของฝูง มีเพียงภาพตัวเองแตกเป็นหลายส่วนอยู่ในกระจกห้องน้ำ


    คาเอลปิดประตูกระจกบานนั้น


    “ดู ๆ แล้ว น่าจะปลอดภัยชั่วคราว” เขาพูด


    คำว่าชั่วคราวทำให้ไม่มีใครต้องถามเพิ่ม


    มิเลียพานิกซ์ไปนั่งบนเก้าอี้พลาสติกใกล้เคาน์เตอร์ เก้าอี้ขาโยกเล็กน้อยจากพื้นไม่เสมอ นิกซ์นั่งลงอย่างระวัง มือยังวางบนเข่า ไม่แตะพื้น ไม่แตะผนัง ไม่แตะอะไรที่อาจส่งเสียงกลับมา


    มิเลียคุกเข่าหน้าเขา เปิดกระเป๋ายาและหยิบผ้าสะอาดออกมา แสงจากหน้าต่างเผยความเหนื่อยบนใบหน้าเธอชัดกว่าคืนก่อน


    “นิกซ์ นายเงยหน้านิดหนึ่ง” เธอบอกนิกซ์


    นิกซ์ทำตาม


    เธอเช็ดเลือดใต้จมูกเขา เส้นดำตรงคอเหมือนรากเล็ก ๆ ฝังอยู่ใต้ผิว นิกซ์เห็นสายตาเธอหยุดตรงนั้นจึงหลบตา


    “มันแย่ขึ้นใช่ไหม”


    มิเลียไม่ได้ตอบทันที


    เธอเช็ดเลือดออกจากริมฝีปากเขาก่อน แล้วค่อยพูด


    “ตราบใดที่นายยังตอบฉันได้ นายก็ยังเป็นนาย”


    นิกซ์ยิ้มจางอย่างคนที่อยากเชื่อ แต่ไม่รู้ว่าควรเชื่อด้วยส่วนไหนของตัวเอง


    “ตอนนี้”


    มิเลียหยุดมือ


    นิกซ์มองพื้น


    “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”


    “ฉันรู้”


    “ผมแค่…” เขากลืนน้ำลาย เสียงแหบ


     “ผมกลัวว่าถ้าผมหลับ แล้วตื่นมา ผมจะไม่รู้ว่าควรตอบว่าตัวผมนั้นชื่ออะไร”


    มิเลียไม่รีบปฏิเสธ เธอเพียงวางผ้าสะอาดในมือเขาแล้วพับนิ้วให้กำไว้


    “งั้นถ้านายตื่นมาแล้วไม่แน่ใจ” เธอพูด 


    “มองหาฉัน”


    นิกซ์เงยหน้า


    “แล้วฉันจะเรียกชื่อนายจนกว่าจะจำได้”


    นิกซ์พยักหน้าช้า ๆ แล้วก้มลงอีกครั้ง


    “ถ้าผมทำร้ายใคร”


    มือของมิเลียหยุด นิกซ์ยังมองพื้นกระเบื้อง


    “ถ้ามันเกิดขึ้นจริง” มิเลียพูดช้า ๆ 


    “ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เราค่อยหาทางจัดการมัน”


    “พี่ไม่ตอบว่าผมจะไม่ทำ”


    “ฉันไม่อยากโกหกเธอ” เธอบอก


    นิกซ์หลุดลมหายใจคล้ายหัวเราะ แต่มันเจ็บเกินไป


    “ขอบคุณครับ”


    มิเลียพันแผลต่อโดยไม่ให้คำสัญญาอื่น นิกซ์หลับตา ไหล่ที่เกร็งคลายลงเพียงเล็กน้อย


    โวร่ายืนอยู่ใกล้ประตูในตอนแรก


    แต่หลังจากคาเอลตรวจอาคารเสร็จ เธอเดินไปหยุดตรงเก้าอี้พลาสติกอีกตัวข้างผนัง ห่างจากกลุ่มเล็กน้อย เธอมองเก้าอี้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางผ้าห่มของลูน่าลงบนเบาะอย่างระวัง


    ระวังเกินกว่าจะเป็นการวางของ


    เธอจัดมุมผ้าห่มที่บิดอยู่ให้เรียบด้วยนิ้วที่เปื้อนเลือด แล้ววางเศษเสื้อของลูน่าไว้บนตักตัวเอง ไม่ยอมให้มันแตะพื้น


    ไม่มีใครนั่งเก้าอี้ตัวนั้น


    ไม่มีใครบอกว่าเก้าอี้ตรงนั้นว่าง


    เพราะคำว่าว่างอาจทำให้บางอย่างจริงขึ้นกว่าเดิม


    แจ็กซ์กลับเข้ามาในอาคารพร้อมกลิ่นน้ำมันเครื่องและลมหนาวที่ติดมาจากข้างนอก


    ประตูไม้ส่งเสียงครืดเบา ๆ ตอนถูกผลักเปิด หิมะบางส่วนที่เกาะตามรองเท้าของเขาร่วงลงบนพื้นกระเบื้องเป็นจุดสีขาวกระจัดกระจาย เขาปิดประตูตามหลังแล้วหยุดยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เหมือนคนที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องเข้ามาเพื่ออะไร


    ก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์กลางห้อง


    กระเป๋าอาหารถูกวางลงบนพื้นผิวไม้เก่าเสียงเบา


    ไม่มีใครถามเรื่องรถ


    ไม่มีใครถามว่าจะไปต่อได้ไหม


    ทุกคนเหมือนกำลังพักอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างคำถามที่ยังไม่มีใครพร้อมรับคำตอบ


    แจ็กซ์รูดซิปกระเป๋า


    หยิบซองอาหารแห้งออกมา


    หนึ่ง


    สอง


    สาม


    สี่


    ห้า


    เขาวางเรียงบนเคาน์เตอร์ทีละซองตามความเคยชิน


    การเคลื่อนไหวของมือเป็นไปโดยอัตโนมัติ เหมือนทำมาแล้วร้อยครั้ง พันครั้ง ระหว่างเดินทาง ระหว่างหลบหนี ระหว่างคืนที่หนาวกว่านี้ ระหว่างวันที่เลวร้ายกว่านี้


    มือของเขาล้วงกลับเข้าไปในกระเป๋าอีกครั้ง


    แล้วหยุด


    ทุกคนเห็น


    แจ็กซ์นิ่งอยู่แบบนั้นสองสามวินาที


    ก่อนค่อย ๆ หยิบอาหารออกมาอีกหนึ่งซอง


    ซองที่หก


    เสียงพลาสติกเสียดสีกันเบามาก


    แต่ดังชัดในอาคารที่เงียบเกินไป


    แจ็กซ์มองมัน


    เพียงแค่มอง


    ไม่ได้พูดว่าเผลอ


    ไม่ได้พูดว่าหยิบเกิน


    ไม่ได้หัวเราะกลบเกลื่อนเหมือนที่เคยทำ


    สุดท้ายเขาเลื่อนอาหารซองนั้นไปทางเก้าอี้ที่วางผ้าห่มของลูน่า


    ซองอาหารหยุดอยู่ข้างผ้าห่ม


    ไม่มีใครขยับมันกลับ


    ไม่มีใครบอกว่ามันเกินมา


    หรือบอกว่าเจ้าของมันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว


    แจ็กซ์ถอนหายใจยาว


    แล้วนั่งลงบนพื้นพิงเคาน์เตอร์


    เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากสถานีที่เขายอมปล่อยมือออกจากงาน


    ปล่อยมือจากพวงมาลัย


    ปล่อยมือจากเครื่องยนต์


    ปล่อยมือจากสิ่งที่ต้องซ่อม


    เมื่อไม่มีอะไรให้ซ่อม เขาก็ไม่เหลือที่ให้หลบ


    ดวงตาของเขาเหลือบไปทางผ้าห่มเพียงเสี้ยววินาที


    ก่อนรีบหลบกลับมา


    คาเอลเห็นแต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาเองก็ทำเหมือนกัน


    ทุกคนทำเหมือนกัน


    มอง


    แล้วหลบ


    มอง


    แล้วหนี


    ราวกับที่นั่งนั้นเป็นบาดแผลเปิดที่ไม่มีใครกล้าสัมผัสตรง ๆ โวร่ามองอาหารซองนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเธอนิ่งมากนิ่งจนคาเอลไม่แน่ใจว่าเธอกำลังคิดอะไร


    จากนั้นเธอค่อย ๆ เอื้อมมือไป ไม่ใช่เพื่อหยิบอาหาร แต่เพื่อเลื่อนมันให้เข้าใกล้ผ้าห่มมากขึ้นอีกไม่กี่เซนติเมตร


    เหมือนมันควรอยู่ตรงนั้น


    เหมือนเจ้าของมันอาจกลับมาหยิบเมื่อไรก็ได้


    แล้วเธอก็ดึงมือกลับ


    ยังคงกำเศษเสื้อไว้แน่นเหมือนเดิม


    ความเงียบกลับมาอีกครั้ง


    ลมภายนอกพัดผ่านรอยแตกของกระจก เสียงหวิวเบา ๆ ดังอยู่ไกล ๆ อาคารทั้งหลังเหมือนกำลังหายใจอย่างเชื่องช้า


    นิกซ์นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนค่อย ๆ เงยหน้าสายตาของเขาหยุดที่พื้น พื้นกระเบื้องเก่าที่เย็น แข็ง นิ่งอยู่ตรงนั้น


    แต่ไม่เคยเงียบจริง


    อย่างน้อยสำหรับเขา


    นิ้วมือของนิกซ์ขยับช้า ๆ


    เหมือนกำลังต่อสู้กับตัวเอง


    มิเลียเห็นก่อนใคร


    “อย่านิกส์”


    เธอพูดเบา ๆ


    นิกซ์ไม่มองเธอ


    “ผมแค่อยากจะฟัง”


    “นายรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น”


    “ผมต้องรู้”


    เสียงของเขาเบาจนแทบเป็นกระซิบ


    “ผมต้องรู้ว่าเธอยังอยู่หรือเปล่า”


    ไม่มีใครตอบ


    เพราะไม่มีใครรู้


    นิกซ์ค่อย ๆ เลื่อนตัวลงจากเก้าอี้


    คุกเข่าบนพื้น


    กระเบื้องเย็นจัดแม้ผ่านผ้า


    เขาวางฝ่ามือลงบนพื้นช้า ๆ


    ทันทีที่สัมผัส


    ความเย็นก็พุ่งขึ้นมาตามแขน ไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง แต่เป็นความเย็นของบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไป ลึกเกินกว่าจะเป็นพื้นดิน ลึกเกินกว่าจะเป็นความมืดธรรมดา


    เปลือกตาของเขาปิดลง


    ห้องทั้งห้องเงียบ


    ทุกคนมองมาที่เขา


    ไม่มีใครขยับ


    เศษความหมายแรกไหลมาจากระยะไกล


    ไม่ใช่คำ


    ไม่ใช่ประโยค


    เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความหมาย


    เล็ก


    ลึก


    เคลื่อน


    เก็บไว้


    นิกซ์ขมวดคิ้ว


    ลมหายใจเริ่มไม่สม่ำเสมอ


    กระแสจำนวนมหาศาลเคลื่อนผ่านเขาเหมือนน้ำใต้ดิน บางส่วนเป็นการสื่อสาร บางส่วนเป็นสัญชาตญาณ บางส่วนไม่มีความหมายสำหรับมนุษย์ แต่ทั้งหมดเชื่อมถึงกันอยู่ใต้โลกใบนี้


    ยังอยู่ เศษหนึ่งผุดขึ้นแล้วหายไป


    ยังไม่จบ


    หัวใจของนิกซ์กระตุก


    เลือดเริ่มไหลจากจมูกอีกครั้ง


    หยดแรกตกลงบนพื้น


    เป็นสีแดงสด


    จากนั้นเขาก็ได้ยิน


    ชัดกว่าทุกอย่างก่อนหน้า


    “นิกซ์...”


    ร่างของเขาแข็งค้าง


    เขารู้จักเสียงนั้น เสียงเล็ก ที่คุ้นเคย และอ่อนแรง เหมือนเด็กคนหนึ่งกำลังเรียกจากที่ไกลมาก ริมฝีปากของเขาขยับก่อนความสงสัยจะตามทัน


    “ลูน่า!”


    เงียบ


    ไม่มีอะไรตอบกลับ


    มีเพียงกระแสของฝูงนับล้านซึ่งยังเคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้น


    “ลูน่า!”


    นิกซ์เรียกอีกครั้ง


    คราวนี้ดังขึ้น


    เลือดไหลลงมาตามริมฝีปาก


    เส้นสีดำใต้ผิวลามสูงขึ้นถึงกราม


    ทันใดนั้นมิเลียก็กระชากมือเขาออกจากพื้น


    “หยุด!”


    นิกซ์สะดุ้ง


    โลกทั้งใบเหมือนถูกดึงกลับมาด้วยแรงมหาศาล


    เขาหอบ


    เลือดหยดลงบนเสื้อ


    หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก


    มิเลียจับไหล่เขาไว้แน่น


    “พอแล้ว”


    “ผมเกือบได้ยินเธอ”


    “เกือบได้ยินอะไร”


    นิกซ์เงียบ เขามองจ้องไปที่พื้น แล้วมองคราบเลือด มองมือของตัวเอง ความหวังและความกลัวปะทะกันอยู่ในดวงตาคู่นั้น


    “ผม...ไม่รู้”


    ไม่มีใครพูด


    เขากลืนน้ำลายลำบาก


    ก่อนยอมพูดต่อ


    “ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นเสียงเธอไหม”


    คำพูดของเขาแหบพร่า


    “หรือฝูงกำลังใช้เสียงที่ผมอยากได้ยิน”


    ไม่มีใครตอบได้


    ถ้าเป็นลูน่า เธอคงยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าไม่ใช่ ฝูงกำลังเรียนรู้วิธีใช้ความหวังเป็นเหยื่อล่อ


    นิกซ์จึงไม่แตะพื้นอีก


    แต่เขาก็ไม่ยอมขยับห่างจากมันเช่นกัน


    ราวกับกลัวว่า ถ้าเขาลุกไปไกลเกินไป เขาอาจไม่ได้รับกระแสนั้นอีกเลยและราวกับกลัวไม่แพ้กันว่า ถ้ามันกลับมาอีกครั้ง มันอาจไม่ใช่ลูน่าจริง ๆ


    คาเอลยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์นานกว่าที่ควร มือของเขาวางอยู่บนขอบไม้แตก ๆ ของเคาน์เตอร์ ปลายนิ้วเย็นจนเกือบชา แต่เขายังไม่ขยับ ความคิดในหัวเรียงตัวขึ้นมาเองเหมือนเส้นบนแผนที่ที่ไม่ยอมรอให้เขาอนุญาต


    สถานีชั่งน้ำหนัก


    จุดที่พื้นแตก


    ตำแหน่งที่ลอร์เกอร์ขึ้นโจมตี


    ทิศทางที่ไฮดราลิสก์ยิงปิดทางหนี


    จุดที่ลูน่าถูกดึงลงไป


    เวลาที่เสียงทั้งหมดหยุด


    ความเงียบหลังจากนั้น


    เขาเปิดกระเป๋าด้านใน หยิบแผนที่ออกมา


    กระดาษเย็นและชื้นเล็กน้อยจากหิมะที่ละลายติดเสื้อ รอยพับเดิมยับจนสีหมึกบางจุดจางลง เขากางมันบนเคาน์เตอร์ ใช้มือกดมุมกระดาษไว้ไม่ให้ม้วนกลับ แสงสีเทาจากหน้าต่างแตกตกลงบนแผนที่เป็นเส้นแคบ ๆ พาดผ่านภูเขา ถนน และช่องว่างสีขาวที่ไม่มีใครเคยสำรวจ


    เขาหยิบดินสอจากกระเป๋า


    ปลายดินสอหัก


    เขาฝนมันกับขอบเคาน์เตอร์จนพอเขียนได้


    เสียงไม้ครูดกับไม้ดังแผ่ว


    แต่ในห้องนี้ เสียงเล็ก ๆ ก็ยังเหมือนมีน้ำหนัก


    เขาเริ่มเขียน


    ตำแหน่งสถานี


    จุดที่พื้นแตก


    แนวที่รถถูกบังคับให้เข้าแท่นชั่ง


    ทิศทางหนามใต้ดิน


    ตำแหน่งป่าที่ไฮดราลิสก์ยิง


    ถนนบริการที่ใช้หนี


    แนวผาหิน


    พื้นที่ที่อาจมีโพรง


    ทุกเส้นที่ลากลงบนกระดาษคือความพยายามจะเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นข้อมูล ถ้ามันเป็นข้อมูล เขาจะวิเคราะห์มันได้


    ถ้าวิเคราะห์ได้ เขาอาจแก้ไขมันได้ แต่ปลายดินสอหยุดตรงตำแหน่งที่ลูน่าหายไป


    ไม่มีโพรง ไม่มีเลือด ไม่มีเส้นทาง มีเพียงจุดหนึ่งบนแผนที่ซึ่งเขาไม่รู้ว่าควรเรียกว่าจุดสูญเสียหรือจุดเริ่มต้น


    เขาเขียนเวลาไว้ข้างจุดนั้น


    04:37


    ก่อนนาทีนั้น รถยังมีหกคน หลังนาทีนั้น เหลือเพียงผ้าห่ม อาหารส่วนที่หก และเศษเสื้อในมือโวร่า


    คาเอลเขียนคำหนึ่งลงใต้แผนที่


    ถอนตัว


    เขาขีดทิ้ง


    ครืด


    เขียนใหม่


    ถอนตัว


    แล้วขีดทิ้งอีกครั้ง


    ครืด


    เสียงดินสอกลายเป็นเสียงประตูเหล็กในหัว


    ครืด


    ปัง


    ครั้งนั้นเขาก็มีเหตุผล ครั้งนี้ก็เหมือนกัน มีคนอยู่ข้างหลังเหมือนกัน


    มือเขากำดินสอจนไม้แทบหัก


    มิเลียเดินเข้ามาโดยไม่แตะตัวเขา ไม่บอกว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว เธอเพียงวางดินสออีกแท่งไว้ข้างมือ


    คาเอลมองระยะห่างครึ่งฝ่ามือระหว่างมือของพวกเขา ก่อนปล่อยดินสอแท่งเก่าและหยิบแท่งใหม่ขึ้นมา


    ปลายดินสอแตะกระดาษอีกครั้ง


    ใต้เส้นที่ขีดทับคำว่า ถอนตัว เขาเขียนคำใหม่


    เส้นทางกลับ


    ตัวอักษรออกมาไม่เรียบ


    มือของเขายังสั่นนิดหนึ่ง


    แต่คำนี้ไม่ถูกขีดทิ้ง


    มิเลียมองมันแล้วมองเขา เธอไม่ได้ยิ้ม แต่ลมหายใจของเธอเหมือนคลายลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งแค่นั้นก็มากพอสำหรับตอนนี้


    โวร่าขยับเป็นครั้งแรกหลังจากนั่งนิ่งอยู่นาน


    เสียงเก้าอี้พลาสติกครูดพื้นเบามาก แต่ทุกคนหันไปมอง


    เธอลุกขึ้นช้า ๆ เดินมาหาเคาน์เตอร์ที่คาเอลกางแผนที่ไว้ ผ้าห่มยังอยู่บนเก้าอี้ อาหารส่วนที่หกยังอยู่ข้างมัน ส่วนเศษเสื้อยังอยู่ในมือเธอ


    เธอมองแผนที่ มองเครื่องหมายกากบาทตรงสถานี มองเส้นลูกศรที่คาเอลขีดไว้ มองคำว่า เส้นทางกลับ


    ใบหน้าของเธอไม่มีคำถามมากมาย


    มีเพียงคำเดียว


    “เรากลับไปที่นั่นได้เมื่อไหร่”


    เสียงนั้นเบา


    แต่ทำให้ห้องเย็นลงกว่าเดิม


    คาเอลเงยหน้าขึ้น เขารู้ว่าถ้าพูดผิด เธอจะลุกออกไปทันที เขารู้ว่าถ้าให้ความหวังมากเกินไป มันจะกลายเป็นมีดอีกเล่มแทงเธอทีหลัง


    เขารู้ว่าถ้าพูดความจริงทั้งหมด ความจริงอาจผลักเธอลงไปในช่องว่างที่ลูน่าหายไป


    แต่เขาไม่มีสิทธิ์โกหกเธอ


    ไม่ใช่ตอนนี้


    ไม่ใช่เรื่องนี้


    “ยังไม่ใช่ตอนนี้” เขาพูด


    โวร่านิ่ง


    มิเลียลดสายตาลง


    แจ็กซ์หยุดแกะห่ออาหารของตัวเอง


    นิกซ์มองพื้น


    คาเอลบังคับตัวเองให้พูดต่อ


    “อย่างแรก เราไม่รู้ว่าเธอถูกพาไปไหน”


    “ใต้ดินหรือบนพื้นดินก็ไม่รู้”


    “เราไม่มีทางเข้าโพรง ไม่มีร่องรอยให้ตาม”


    เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ


    “รถก็ใกล้พังเต็มที”


    “ส่วนนิกซ์...” เขาเหลือบมองเลือดที่ยังติดอยู่ใต้จมูกอีกฝ่าย “นายก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะเชื่อมต่ออีกครั้ง”


    ความเงียบปกคลุมห้องอยู่ครู่หนึ่ง


    “และต่อให้เราย้อนกลับไปตอนนี้” คาเอลพูดช้าลง “ฝูงก็คงรู้ว่าเราต้องกลับไปทางเดิม”


    “มันจะไม่ปล่อยให้เราตามเจอได้ง่าย ๆ”


    โวร่าฟัง


    ไม่ขัด


    ไม่พยักหน้า


    ไม่ยอมรับ


    “การที่เราจะย้อนกลับไปตอนนี้” คาเอลพูดช้าลง 


    “มันจะไม่ใช่การไปช่วยลูน่า”


    คำชื่อนั้นทำให้อากาศในห้องหยุดไหลไปครู่หนึ่ง


    เขาเกือบพูดต่อไม่ได้


    แต่ต้องพูด


    “แต่จะทำให้เราต้องทิ้งใครไว้อีกคน”


    โวร่ามองเขา


    ดวงตาของเธอนิ่งเกินไป นิ่งจนคาเอลอยากให้เธอโกรธมากกว่า อย่างน้อยความโกรธยังมีทิศทาง ความนิ่งแบบนี้เหมือนพื้นน้ำแข็งที่ลึกจนมองไม่เห็นน้ำข้างใต้


    “นายจำทางได้ไหม” เธอถาม


    คาเอลตอบทันที


    “ทุกเมตร”


    โวร่าก้มมองแผนที่อีกครั้ง สายตาหยุดอยู่บนกากบาทเล็ก ๆ ตรงสถานีชั่งน้ำหนัก


    “อย่าลบลืมมันไป”


    “ฉันไม่ลืม”


    “อย่าขีดทับ”


    “ไม่ขีดทับ”


    เธอเงียบไป ปลายนิ้วที่กำเศษเสื้ออยู่สั่นนิดเดียว เล็กมาก


    ถ้าเป็นคนอื่นอาจไม่เห็น


    แต่คาเอลเห็น และความจริงที่เขาเห็นทำให้เขารู้สึกเหมือนมีมือบีบซี่โครงจากด้านใน


    “ถ้าฉันลืม” โวร่าพูด


    เสียงแทบเป็นลมหายใจ


    “เตือนฉัน”


    คาเอลมองเธอ


    “เธอจะไม่ลืม”


    ไม่มีใครพูด


    แจ็กซ์หลับตา


    มิเลียหันหน้าไปทางอื่นครึ่งหนึ่งเหมือนต้องใช้เวลาบังคับตัวเองไม่ให้ร้อง


    นิกซ์กำผ้าในมือแน่นขึ้น


    คาเอลตอบด้วยเสียงต่ำ


    “แต่ถ้าเกิดลืม ฉันจะเป็นคนเตือนเธอเอง”


    โวร่าพยักหน้าเพียงครั้งเดียว


    เล็กจนแทบไม่ใช่การยอมรับ


    จากนั้นเธอเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้ประตู ไม่ใช่เก้าอี้ที่มีผ้าห่ม เธอนั่งข้างมัน เหมือนยังเฝ้าคนที่ไม่อยู่ เธอยื่นแขนที่บาดเจ็บออกมาโดยไม่มองมิเลีย


    มิเลียเข้าใจทันที


    เธอลุกจากนิกซ์ เดินไปหาโวร่าอย่างช้า ๆ นั่งลงข้างหน้า และเริ่มแกะผ้าพันแผลเก่าที่ชุ่มเลือดออก


    โวร่าไม่ปล่อยเศษเสื้อ


    มิเลียก็ไม่ได้ขอให้ปล่อย


    เธอใช้มือข้างเดียวทำงานเท่าที่ทำได้ เปิดผ้าอย่างระวังที่สุด น้ำอุ่นไม่มี เหลือเพียงน้ำเย็นในขวดที่ยังไม่แข็งทั้งหมด เธอเทลงบนผ้าสะอาด กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นฝุ่นและน้ำมันเก่า แผลที่ต้นแขนโวร่าเปิดเป็นรอยยาว ผิวรอบ ๆ แดงช้ำจากความเย็นและการฝืนใช้แรง เลือดไม่ได้ไหลพุ่ง แต่ซึมต่อเนื่องเหมือนความเจ็บที่ไม่ยอมสิ้นสุด


    มิเลียแตะผ้าลงไปเช็ดแผล


    โวร่าไม่สะดุ้ง


    แต่มือที่กำเศษเสื้อขยับแน่นขึ้น


    “เจ็บไหม” มิเลียถามเบามาก


    โวร่าไม่ตอบทันที


    สายตาของเธอยังอยู่บนผ้าห่ม


    “ไม่เท่าไหร่”


    คำตอบเดิม


    คำตอบที่เคยพูดกับลูน่า


    มิเลียหยุดมือไปครู่หนึ่ง


    แล้วทำแผลต่อ


    ไม่มีใครพูดถึงว่าเด็กหญิงที่เคยถามประโยคนั้นไม่อยู่ตรงนี้แล้ว


    เพราะถ้าพูด ห้องทั้งห้องอาจแตกสลาย


    ด้านนอกลมเริ่มเบาลงเล็กน้อย พายุที่ไล่พวกเขามาทั้งคืนค่อย ๆ บางลงจนเห็นแนวสนชัดขึ้นผ่านกระจกแตก แสงเทาก่อนรุ่งเช้าเริ่มกลายเป็นสีซีดมากกว่าเดิม ไม่สว่างพอให้รู้สึกว่ากลางวันมาถึง แต่พอให้เห็นว่าความมืดไม่ได้ปิดบังทุกอย่างอีกต่อไป


    บางครั้งแสงก็โหดร้ายกว่าความมืด


    เพราะมันทำให้ทุกคนเห็นช่องว่างชัดขึ้น


    แจ็กซ์เป็นคนลุกขึ้นก่อน


    เขาเก็บอาหารที่ไม่มีใครกินกลับทีละซอง มือของเขายังคงเปื้อนน้ำมันและคราบดำจากเครื่องยนต์ ซองที่หนึ่ง ซองที่สอง ซองที่สาม ซองที่สี่ ซองที่ห้า ทุกอย่างกลับเข้ากระเป๋าอย่างเป็นระเบียบเกินไป


    เขาหยุดที่ซองที่หก


    ไม่มีความลังเลจากความเคยชินอีกแล้ว


    คราวนี้เขารู้ว่ากำลังหยิบอะไร


    เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างระวัง เหมือนกลัวว่าเสียงพลาสติกจะดังเกินไป แล้วเดินไปวางมันบนผ้าห่มของลูน่า


    “เผื่อหิว” เขาพึมพำ


    เสียงเบาเกินกว่าจะเรียกว่าคำพูด


    แต่ทุกคนได้ยิน


    โวร่ายกผ้าห่มขึ้นพร้อมอาหารซองนั้น


    เธออุ้มทั้งสองอย่างเหมือนอุ้มสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่หนาวเกินไป


    ไม่มีใครบอกว่าไม่ต้องเอาไป


    ไม่มีใครบอกว่ามันเปลืองที่


    ไม่มีใครบอกว่าอาหารส่วนนี้ควรแบ่งให้คนที่ยังอยู่


    เพราะในรถคันนั้น ยังมีที่หนึ่งที่ไม่มีใครยอมให้โลกยึดไป


    แจ็กซ์สตาร์ตรถอยู่สองครั้งกว่ามันจะติด


    ครั้งแรกเครื่องยนต์ไอแห้งแล้วเงียบลง


    ครั้งที่สอง มันสำลักเหมือนร่างกายเก่าที่ฝืนลุกจากพื้น เสียงโลหะสั่นดังมาจากใต้ฝากระโปรง ก่อนจะติดขึ้นด้วยเสียงหอบต่ำ ๆ


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “ดีมาก” เขาพูดกับรถ 


    “อย่าเพิ่งตายก่อนฉันนะ ฉันยังไม่มีแรงแบกนายไปด้วย”


    มุกนั้นไม่ได้ทำให้ใครหัวเราะ


    แต่มันไม่ตกลงบนพื้นอย่างไร้ความหมายเหมือนก่อนหน้า


    เพราะคราวนี้มันฟังคล้ายคำขอร้อง


    ทุกคนขึ้นรถอีกครั้ง


    โวร่าวางผ้าห่มกลับลงบนที่นั่งเดิม


    อาหารส่วนที่หกวางข้างมัน


    เธอนั่งข้างที่นั่งนั้น มือหนึ่งยังถือเศษเสื้อ อีกมือวางใกล้ผ้าห่ม แต่ไม่แตะ


    นิกซ์ขึ้นรถโดยมีมิเลียช่วยประคอง เขาไม่แตะพื้นรถ มือทั้งสองวางบนตัก กำผ้าสะอาดที่มิเลียให้ไว้แน่นจนผ้ายับเป็นก้อน ดวงตาเขาแดงและลึกลง เหมือนเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่ยังทิ้งคราบบางอย่างไว้หลังม่านตา


    คาเอลนั่งด้านหน้า


    เขาไม่มองกระจกหลังทันที


    เขามองถนนก่อน


    เพราะถ้ามองหลังเร็วเกินไป เขาอาจนับอีกครั้ง


    แจ็กซ์ค่อย ๆ ออกรถ ล้อบดผ่านหิมะจากหน้าอาคารกลับสู่ถนนรอง เสียงยางครูดน้ำแข็งดังนุ่มกว่าเดิมหลังพายุเบาลง ไฟหน้ารถสาดผ่านแนวสนที่เปียกน้ำแข็ง เงาต้นไม้ยาว ๆ เลื่อนไปตามกระจกหน้าเหมือนนิ้วมือสีดำจำนวนมากลูบผ่านรถอย่างเชื่องช้า


    พวกเขาออกจากอาคารบริการโดยมีห้าคนอยู่ในรถ


    แต่ยังเก็บที่ไว้สำหรับคนที่หก


    ไม่มีใครพูดตลอดระยะทางแรก


    มิเลียมองนิกซ์เป็นระยะ


    นิกซ์เอียงศีรษะฟังบางช่วง แต่ไม่แตะอะไรอีก


    แจ็กซ์ขับด้วยความระวังเกินปกติ หลบหลุม เลี่ยงก้อนน้ำแข็ง ไม่เหยียบคันเร่งแรง แม้เขาจะรู้ว่ารถอาจดับได้ทุกเมื่อ


    โวร่านั่งนิ่งข้างผ้าห่มของลูน่า


    คาเอลเก็บแผนที่ไว้ในเสื้อด้านใน ตรงตำแหน่งใกล้หัวใจที่สุด


    ทุกครั้งที่รถสั่น แผนที่เสียดสีกับหน้าอกเขาเบา ๆ


    เหมือนหัวใจกระดาษอีกดวงหนึ่งเต้นผิดจังหวะอยู่ตรงนั้น


    ถนนเริ่มเปิดกว้างขึ้นเมื่อพวกเขาผ่านแนวป่าสน พายุที่คลุมโลกตลอดคืนบางลงจนเห็นฟ้าเป็นสีเทาอ่อน รถเก่าสองคันจมอยู่ในร่องหิมะข้างทาง ประตูคันหนึ่งเปิดค้าง รอยเท้าคู่ใหญ่กับคู่เล็กเดินจากรถไปถึงแนวป่าและไม่มีรอยกลับ


    คาเอลเห็น บันทึก แล้วบังคับตัวเองให้หยุดก่อนจะเปลี่ยนคนที่ไม่รู้จักเป็นตัวเลขอีกชุด


    เขาหันกลับมามองหน้าปัด


    เข็มน้ำมันยังค่อย ๆ ลดลง


    แจ็กซ์ไม่พูดอะไร


    แต่สายตาของเขากลับไปที่หน้าปัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า


    “เราต้องหาจุดเติมน้ำมันแล้วล่ะ” เขาพูดในที่สุด


    เสียงแรกหลังจากออกจากอาคาร


    มันดังแปลก ๆ ในรถ


    คาเอลพยักหน้า


    “อีกไกลไหม”


    “ถ้าป้ายก่อนหน้านี้ยังเชื่อได้ ต้องมีจุดพักใหญ่ข้างหน้าไม่กี่กิโล” แจ็กซ์ตอบ 


    “แต่คำว่าใหญ่ในโลกก่อนกับตอนนี้อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และฉันค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าเจอปั๊มน้ำมันที่ยังมีน้ำมันเหลือ มันจะต้องมีสิ่งเลวร้ายเฝ้าอยู่ เพราะจักรวาลไม่เคยให้ของฟรี”


    เขาหยุด


    เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดมากขึ้นเล็กน้อย


    แต่ไม่มีใครว่าอะไร


    บางทีมุกแห้ง ๆ นั้นอาจไม่ช่วยให้บรรยากาศเบาลง


    แต่มันพิสูจน์ว่าแจ็กซ์ยังอยู่


    ยังไม่เงียบหายไปทั้งหมด


    “ถ้าไม่มีน้ำมันล่ะ” มิเลียถาม


    แจ็กซ์มองหน้าปัด แล้วมองถนน


    “งั้นเราจะได้ค้นพบว่ารถคันนี้เข็นยากแค่ไหน”


    นิกซ์หลุดเสียงหายใจออกทางจมูกเบา ๆ


    ไม่ถึงกับหัวเราะ


    แต่ใกล้พอให้แจ็กซ์หันมามองกระจกหน้ารถแบบไม่กล้ามองตรงไปที่เบาะหลัง


    “ฉันจะถือว่านั่นเป็นเสียงสนับสนุน”


    นิกซ์ไม่ตอบ


    แต่มือที่กำผ้าคลายลงเล็กน้อย


    ช่วงเวลานั้นเล็กมาก


    เล็กจนแทบไม่มีค่า


    แต่ในรถคันนี้ สิ่งเล็ก ๆ กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยังพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่แตกสลายหมด


    รถยังคงวิ่งต่ออีกหลายนาที


    ถนนโค้งลงจากแนวเนินเล็ก ๆ และป่าสนด้านหน้าค่อย ๆ เปิดออกเป็นพื้นที่กว้างข้างทาง ป้ายขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางละอองหิมะที่เหลืออยู่ เสาเหล็กของมันเอียงจนแทบหัก สีบนป้ายลอกออกเป็นแผ่น ๆ ตัวอักษรชื่อปั๊มหลุดหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงเงารูปทรงที่เคยสดใสในยุคที่รถยังขับผ่านไปมาเพราะการเดินทาง ไม่ใช่เพราะหนีตาย ตัวเลขราคาน้ำมันบนป้ายดิจิทัลดับไปเกือบหมด เหลือไฟสีแดงบางหลักติดค้างอย่างไร้ความหมาย


    ใต้หลังคาปั๊มมีไฟดวงหนึ่งติดอยู่


    แสงสีขาวซีดส่องลงบนหัวจ่ายน้ำมันที่ขึ้นสนิม


    มันกะพริบเพียงเล็กน้อย


    ไม่เหมือนไฟฉุกเฉิน


    ไม่เหมือนแบตเตอรี่ใกล้หมด


    แต่เหมือนไฟที่ถูกเปิดไว้เพื่อรอใครบางคน


    ทั้งที่พื้นที่แถบนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้มานานแล้ว


    แจ็กซ์ผ่อนคันเร่งทันที รถช้าลงจนเสียงเครื่องยนต์เบาลงตาม


    คาเอลเลื่อนมือไปแตะอาวุธข้างตัว


    มิเลียขยับนั่งตรงขึ้น


    นิกซ์เอียงศีรษะทันที แต่ยังไม่แตะพื้นรถ


    โวร่าเงยหน้าจากผ้าห่มของลูน่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากอาคารบริการ


    ใต้แสงสีขาวซีดนั้น มีร่างคนคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหัวจ่ายน้ำมัน ไม่ขยับ ไม่โบกมือ


    และไม่หลบลมหนาว


    เสื้อคลุมหรือผ้าคลุมบางอย่างขยับเบา ๆ ตามแรงลม แต่ร่างนั้นยังนิ่งเกินไป นิ่งเหมือนเสาอีกต้นที่ถูกปักไว้ใต้หลังคาปั๊ม นิ่งเหมือนเขายืนอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว


    นานพอจะรู้ว่ารถคันนี้จะมาถึง


    แจ็กซ์ลดความเร็วลงอีก


    ยางบดหิมะหน้าเขตปั๊มเสียงเบาลงจนเกือบเหมือนรถกำลังลอยผ่านโลกที่หยุดหายใจ พื้นคอนกรีตใต้หิมะมีคราบน้ำมันเก่าสีดำแทรกเป็นปื้น ๆ ตู้แช่ในร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ด้านหลังปั๊มมืดสนิท กระจกหน้าร้านแตกร้าวเป็นเส้นยาวจากมุมบนลงถึงพื้น ป้ายโปรโมชั่นเก่าด้านในยังติดอยู่ เอียงเล็กน้อย รูปเครื่องดื่มเย็นสีสดใสบนป้ายนั้นดูผิดที่ผิดเวลาจนแทบเหมือนภาพจากอีกจักรวาลหนึ่ง


    ไฟหน้ารถสาดไปถึงร่างนั้นช้า ๆ


    แสงตัดผ่านละอองหิมะ เผยให้เห็นเงาหน้าที่ยังจมอยู่ครึ่งหนึ่งใต้ฮู้ดหรือผมที่ตกลงมาบัง


    เขายังไม่ขยับ


    “นั่นคนใช่ไหมน่ะ” แจ็กซ์ถามเบามาก


    ไม่มีใครตอบทันที


    คาเอลมองมือของร่างนั้น


    แขนทั้งสองข้างอยู่ข้างลำตัว ไม่ยกขึ้น ไม่ถืออาวุธในท่าชัดเจน แต่เสื้อคลุมยาวพอจะซ่อนอะไรไว้ได้ ขาข้างหนึ่งเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย น้ำหนักลงไม่เท่ากัน


    ไม่ใช่คนหมดแรง


    ไม่ใช่คนหนาวจนยืนแข็ง


    เป็นท่ายืนของคนที่พร้อมขยับ


    “หยุดก่อน” คาเอลพูด


    แจ็กซ์เหยียบเบรกอย่างนุ่มที่สุด รถหยุดห่างจากหลังคาปั๊มหลายสิบเมตร เครื่องยนต์สั่นเบา ๆ ใต้ฝากระโปรง เหมือนมันเองก็ไม่อยากเข้าใกล้ไฟดวงนั้นมากกว่านี้


    นิกซ์หลับตา


    มิเลียหันไปมองเขาทันที


    “อย่าทำอะไร”


    “ผมรู้”


    เสียงเขาแหบ แต่ยังควบคุมได้


    เขาเพียงฟังอากาศ


    ไม่ใช่พื้น


    ไม่ใช่ฝูงใต้ดิน


    อากาศรอบปั๊มนั้นเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงหัวใจจำนวนมาก ไม่มีการเคลื่อนไหวใต้หิมะแบบฝูง ไม่มีเสียงซ้อนที่ทำให้เขาอยากกุมหัว มีเพียงเสียงลมผ่านหัวจ่ายน้ำมัน เสียงไฟกะพริบเบา ๆ และเสียงหัวใจห้าดวงในรถ


    ห้าดวง


    นิกซ์ลืมตาเร็วเหมือนถูกแทง


    คาเอลเห็น และเกลียดตัวเองที่เข้าใจทันทีว่าเขาได้ยินอะไร


    ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างหน้า


    แต่เป็นสิ่งที่หายไปจากรถ


    โวร่าขยับช้า ๆ มือของเธอเลื่อนจากผ้าห่มไปแตะด้ามมีดอย่างเงียบ ๆ ไม่เสียงดัง แต่รถทั้งคันรับรู้ได้ทันที

    เธอกลับมาเป็นคนที่พร้อมฆ่าแล้ว อย่างน้อยผิวด้านนอกของเธอกลับมา


    คาเอลมองร่างใต้แสงไฟอีกครั้ง


    เขาคำนวณระยะ


    ถ้ายิงด้วยปืนพก กระสุนเหลือน้อยเกินไป และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


    ถ้าเข้าใกล้ด้วยรถ อาจเป็นกับดัก


    ถ้าถอย รถอาจดับก่อนเจอจุดเติมอื่น


    ถ้าส่งโวร่าไปตรวจ เธอบาดเจ็บ


    ถ้าส่งตัวเองลงไป เขาอาจดึงความสนใจและเปิดช่องให้ทีมถอย


    ความคิดเรียงตัวเร็วเกินไป


    เขาหายใจเข้าแล้วหยุดลง


    อย่าเปลี่ยนทุกคนเป็นตำแหน่ง


    แต่โลกตรงหน้าไม่ยอมให้เขาเป็นเพียงคนที่เสียใจ


    โลกยังต้องการให้เขาตัดสินใจ


    แม้แผนที่ในอกจะยังเปียกด้วยเวลา 04:37


    “ฉันจะลงไปเอง” คาเอลพูด


    มิเลียหันมามองทันที


    “คาเอล”


    “อยู่ในรถ ถ้าฉันยกมือ ให้ถอย”


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    “ถอยด้วยรถที่กำลังจะตาย หรือถอยด้วยศรัทธา”


    “ทั้งสองอย่าง”


    “แย่มาก แต่รับทราบ”


    โวร่าขยับจะตามลง


    คาเอลหันไปมองเธอ


    ไม่ใช่คำสั่ง


    แค่สายตา


    โวร่านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง


    มือของเธอยังแตะด้ามมีด


    “ถ้าเขาคิดจะทำอะไรโง่ ๆ” เธอกล่าวเสียงต่ำ 


    “ฉันจะลงไป”


    คาเอลไม่ได้บอกว่าไม่


    เขาเปิดประตู


    ลมหนาวพุ่งเข้ามาทันที


    กลิ่นน้ำมันเก่าและโลหะเย็นจากปั๊มร้างปะทะจมูก หิมะใต้รองเท้าของเขาแข็งกว่าหน้าอาคารบริการ มีน้ำมันแห้งเกาะตามพื้นเป็นคราบดำใต้ชั้นน้ำแข็งบาง ๆ ทำให้ทุกก้าวต้องระวังไม่ให้ลื่น มือของเขาวางอยู่ใกล้ปืน แต่ยังไม่ชักออกมา


    เขาเดินช้า ๆ


    ทุกก้าวมีเสียงกรอบเบา ๆ


    รถอยู่ด้านหลัง


    ไฟหน้าส่องเงาของเขาทอดยาวไปบนพื้นปั๊ม


    ร่างใต้หลังคายังไม่ขยับ


    เมื่อคาเอลเข้าใกล้พอจะเห็นใบหน้าใต้เงา เขาก็เห็นว่าชายคนนั้นยังหนุ่มกว่าที่คิด ไม่ใช่ชายแก่ ไม่ใช่คนใกล้ตาย ผิวซีดจากความหนาว แก้มตอบเล็กน้อย ดวงตานิ่งมาก นิ่งแบบคนที่เคยกลัวมามากพอจนความกลัวกลายเป็นสิ่งที่จัดวางไว้ในตัว ไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมเขา เสื้อคลุมของเขาเก่า มีรอยขาดหลายจุด แต่ถูกซ่อมด้วยมืออย่างประณีต บนไหล่มีคราบหิมะเกาะบาง ๆ เหมือนเขายืนอยู่นานแล้วจริง ๆ


    ชายคนนั้นมองคาเอล


    แล้วพูดประโยคแรก


    “เฮ้ ถ้าจะยิง ยิงให้โดนล่ะ”


    เสียงของเขาแหบเล็กน้อย


    ไม่ดัง


    แต่ชัด


    คาเอลหยุดเดิน


    ชายคนนั้นเลื่อนสายตาไปยังแนวป่าข้างปั๊ม


    “ไม่อย่างงั้นพวกมันจะได้ยินเสียงพวกนายนะ”


    ด้านหลัง คาเอลได้ยินประตูรถเปิด


    โวร่าลงมาแล้ว


    แน่นอนว่าเธอลงมา


    แจ็กซ์สบถเบา ๆ จากในรถ


    มิเลียเรียกชื่อเธอ แต่โวร่าไม่หยุด


    คาเอลไม่ละสายตาจากชายใต้ไฟ


    “นายเป็นใคร”


    ชายคนนั้นไม่ตอบทันที


    เขามองข้ามไหล่คาเอลไปยังรถ


    สายตาไม่ได้สำรวจแบบคนโลภ ไม่ได้ประเมินแบบโจรที่กำลังชั่งน้ำหนักทรัพย์สิน แต่มองเร็วมาก เงียบมาก เหมือนคนที่อ่านรายละเอียดเล็ก ๆ เพื่อเอาชีวิตรอดมานาน


    ผ้าห่มบนเบาะหลัง


    อาหารซองที่วางอยู่ข้างมัน


    ช่องว่างตรงกลางรถ


    นิกซ์ที่ซีดและมีคราบเลือดใต้จมูก


    มิเลียที่นั่งพร้อมดึงเขากลับ


    แจ็กซ์ที่มืออยู่บนเกียร์


    โวร่าที่กำเศษผ้าไว้แน่นจนเลือดซึมออกมาอีกครั้ง


    สายตาของชายคนนั้นหยุดที่มือของโวร่า เศษเสื้อในกำมือเธอ


    แล้วเขาถาม


    “เด็กคนนั้นถูกเอาไปเมื่อไหร่”


    โลกเหมือนหยุดหมุน


    แต่ไม่ใช่


    ลมยังคงพัด


    ไฟยังคงทำงาน


    เครื่องยนต์ยังสั่นอยู่ด้านหลัง


    แต่ในความรู้สึกของทุกคน ประโยคนั้นเหมือนมีดที่ปักลงกลางหิมะแล้วทำให้ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวรอบมัน


    คาเอลยกปืนขึ้นครึ่งหนึ่ง ไม่เล็งหัวแต่พร้อมที่จะยิงทุกเมื่อ


    โวร่าพุ่งเข้าไปก่อนเขาจะพูดอะไร 


    มันเร็วมาก


    เร็วพอที่ชายคนนั้นจะมีเวลาขยับเพียงครึ่งก้าว ก่อนมือของโวร่าจะคว้าคอเสื้อเขาแล้วกระแทกหลังเขาเข้ากับหัวจ่ายน้ำมันเก่าจนโลหะดังปัง ไฟเหนือหัวกะพริบหนึ่งครั้ง หิมะที่เกาะหลังคาร่วงลงมาเป็นฝุ่นสีขาวรอบตัวทั้งคู่


    มีดของโวร่าอยู่ใต้คางเขา


    คมมีดเฉียดผิวเพียงปลายเล็บ


    “นายรู้อะไร”


    เสียงของเธอต่ำ


    ไม่ดัง


    แต่เต็มไปด้วยสิ่งที่พร้อมจะฆ่าทันทีถ้าคำตอบผิด


    ชายคนนั้นไม่ขัดขืน


    ไม่ยกมือปัด


    ไม่ดิ้น


    เขามองมือที่กำคอเสื้อของเขา


    มองเศษผ้าที่เปื้อนเลือดในกำมือเธอ


    แล้วมองกลับไปที่ตาเธอ


    “พวกมันหยุดไล่หลังได้ตัวเด็กใช่ไหมล่ะ”


    โวร่ากำคอเสื้อแน่นขึ้น


    “ตอบคำถาม”


    “ฉันก็ตอบอยู่นะ”


    คาเอลเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว


    “นายรู้อะไร”


    ชายคนนั้นเหลือบมองคาเอล


    “ฉันเห็นพวกคุณรอดมาได้ จริง ๆ แล้ว ถ้าพวกถูกล่าจริง ๆ ไม่ควรรอด”


    แจ็กซ์เปิดประตูลงจากรถช้า ๆ มือยังจับอาวุธที่เขาแทบไม่อยากใช้


    “นี่ไม่ใช่เวลาพูดปริศนา เพื่อน”


    ชายคนนั้นไม่สนใจแจ็กซ์


    สายตาของเขากลับไปหยุดที่โวร่า


    “ผมรู้ว่าพวกมันฆ่าคนยังไง”


    คำพูดนั้นทำให้มีดใต้คางเขานิ่งลง


    ไม่ลดลง


    แต่นิ่ง


    ชายคนนั้นกลืนลมหายใจเล็กน้อย ผิวตรงคอขยับแตะคมมีดจนเกิดรอยแดงจาง ๆ


    “ผมเคยเห็นมันฆ่า”


    เขาพูดต่อ


    “ถ้ามันต้องการฆ่าเด็ก มันไม่จำเป็นต้องลากเธอไปหรอกนะ”


    ลมหนาวพัดผ่านเสาปั๊ม


    คาเอลรู้สึกว่าแผนที่ในอกหนักขึ้นทันที


    โวร่ามองชายคนนั้น ใบหน้าของเธอนิ่ง แต่มือที่จับคอเสื้อเขาสั่นไม่ใช่เพราะแรง แต่เพราะคำพูดนั้นแทงเข้าไปถึงจุดที่เธอพยายามปิดไว้ตั้งแต่ออกจากที่นั่น


    “งั้นเธอยังอยู่?”


    ครั้งนี้เสียงของโวร่าไม่เหมือนคำขู่


    ชายคนนั้นไม่รีบตอบ เขามองเศษเสื้อในมือเธอ ก่อนเลือกคำซึ่งไม่ให้ความหวังเกินสิ่งที่รู้


    “อย่างน้อยก็ตอนที่มันพาเธอไป”


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663