ณ เมืองหลินอัน เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของแคว้นต้าหลี่ ที่ซึ่งแม่น้ำหลินไหลกับทะเลจีนใต้ ทำให้การค้าขายรุ่งเรือง ผู้คนพลุกพล่านไปด้วยพ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศ อาคารบ้านเรือนก่อสร้างอย่างวิจิตรบรรจง สะท้อนถึงความมั่งคั่งของผู้คนในเมืองนี้ แม้จะห่างไกลจากเมืองหลวงฉางอันหลายพันลี้ แต่หลินอันก็มีวัฒนธรรมและจารีตประเพณีที่เป็เอกลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเื่ของชนชั้นและศักดิ์ศรี ที่ยังคงถูกยึดถืออย่างเคร่งครัด
ในยามเช้าตรู่ เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์เริ่มส่องประกายลงมายังผืนน้ำของแม่น้ำหลิน เสียงเรียกขายของพ่อค้าแม่ค้าก็เริ่มดังขึ้นจากตลาดริมน้ำ กลิ่นหอมของเครื่องเทศและผ้าไหมจากดินแดนไกลโพ้นลอยฟุ้งไปทั่วท้องฟ้า เรือสำเภาขนาดใหญ่เล็กต่างๆ แล่นเข้าออกท่าเรืออย่างไม่ขาดสาย บรรทุกสินค้าจากแคว้นต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้หลินอันกลายเป็ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญยิ่งของภาคใต้
ท่ามกลางความคึกคักของเมืองท่า ย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงกลับมีบรรยากาศที่เงียบสงบและสง่างาม ถนนหนทางปูด้วยหินแกรนิตเรียบเนียน ต้นไผ่และต้นหลิวปลิวไสวไปตามสายลม สวนหย่อมและบ่อน้ำใสจัดแต่งอย่างประณีต สะท้อนถึงรสนิยมอันประณีตของเ้าของ
ในบรรดาตระกูลผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลแห่งเมืองหลินอัน ไม่มีผู้ใดเทียบได้กับตระกูลหลี่ ตระกูลเก่าแก่ที่สั่งสมความมั่งคั่งจากการค้าผ้าไหมและเครื่องเทศมาหลายชั่วอายุคน จวนตระกูลหลี่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่และสวนหย่อมที่จัดแต่งอย่างงดงามราวกับอุทยานหลวง
จวนหลี่มีขนาดใหญ่โตกว้างขวาง แบ่งออกเป็หลายส่วน ส่วนหน้าเป็ที่รับแขก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้มีค่าและงานศิลปกรรมล้ำค่า ส่วนกลางเป็ที่อยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัว มีห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เก็บหนังสือหายากจากทั่วแคว้น ส่วนหลังเป็สวนหย่อมส่วนตัว มีศาลาเล็กๆ ตั้งอยู่กลางบ่อบัวที่บานสะพรั่ง และมีสะพานไม้เล็กๆ เชื่อมระหว่างฝั่ง
ใต้เท้าหลี่ หรือ หลี่จงเหวิน คือประมุขคนปัจจุบันของตระกูล ด้วยวัยเพียงสี่สิบเศษ เขากลับมีอำนาจและบารมีที่แผ่ไพศาลไปทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็เื่การค้า การเมือง หรือแม้แต่เื่เล็กน้อยในชีวิตประจำวันของผู้คน ล้วนต้องผ่านการเห็นชอบจากใต้เท้าหลี่ทั้งสิ้น เขามีบุคลิกที่สงบเยือกเย็น ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาเรียวคมมักฉายแววลึกล้ำยากจะหยั่งถึง รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากมักทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงขามมากกว่าเป็มิตร
ใต้เท้าหลี่เป็คนที่มีไหวพริบปฏิภาณเฉียบคม สามารถตัดสินใจในเื่สำคัญได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เขาเข้าใจจิตใจมนุษย์เป็อย่างดี รู้ว่าจะใช้คำพูดและท่าทีอย่างไรให้ได้ผลตามที่้า ไม่ว่าจะเป็การเจรจาต่อรองทางการค้า การจัดการกับคู่แข่ง หรือการควบคุมคนใต้บังคับบัญชา ล้วนแล้วแต่อยู่ในกำมือของเขาทั้งสิ้น
แต่แม้จะมั่งคั่งและทรงอำนาจเพียงใด ใต้เท้าหลี่ก็ยังคงมีเื่ที่ทำให้เขากังวลใจ นั่นคือการศึกษาของบุตรสาวเพียงคนเดียว คุณหนูหลี่เหมย ที่แม้จะฉลาดเฉลียว แต่กลับไม่สนใจการเรียนการสอนจากอาจารย์คนใดเลย อาจารย์หลายต่อหลายคนต้องลาออกไปเพราะทนความดื้อรั้นของคุณหนูไม่ไหว
คุณหนูหลี่เหมยเป็เด็กสาวที่มีความคิดเป็ของตนเอง นางไม่ชอบการถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่้า ไม่ว่าจะเป็การเรียนหนังสือ การฝึกฝนมารยาท หรือการเรียนรู้งานฝีมือต่างๆ ที่สุภาพสตรีควรจะต้องรู้ นางมักจะหาข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียน บางครั้งก็แกล้งป่วย บางครั้งก็หนีไปเล่นในสวน หรือไม่ก็นั่งเฉยๆ ไม่ยอมฟังคำสอนของอาจารย์
อาจารย์คนแรกที่มาสอนคุณหนูหลี่เหมยเป็นักปราชญ์ชราผู้มีความรู้กว้างขวาง แต่ท่านก็ทนไม่ไหวกับการที่คุณหนูไม่ยอมตั้งใจเรียน มักจะนั่งเล่นผมหรือมองออกไปนอกหน้าต่างแทนที่จะฟังบทเรียน อาจารย์คนที่สองเป็หญิงชราผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาทและงานฝีมือ แต่ก็ต้องยอมแพ้เมื่อคุณหนูแกล้งทำผิดพลาดในการเย็บปักถักร้อยจนเสื้อผ้าเป็รู
จนกระทั่งชื่อเสียงของ ซูซิน อาจารย์หญิงผู้เลอโฉมและเปี่ยมด้วยสติปัญญาเลื่องลือมาถึงหูของใต้เท้าหลี่ ซูซิน หรือ ซูเหมยซิน เป็บุตรีคนโตของตระกูลซู ตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ที่แม้จะไม่ได้มั่งคั่งเท่าตระกูลหลี่ แต่ก็เป็ที่นับหน้าถือตาในเื่ของความรู้และคุณธรรม
ตระกูลซูมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการรับราชการและการศึกษา บรรพบุรุษของตระกูลเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก และได้รับการยกย่องในเื่ของความซื่อสัตย์และความรู้ความสามารถ แม้ว่าในปัจจุบันตระกูลซูจะไม่ได้รวยอย่างตระกูลหลี่ แต่ก็ยังคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีไว้ได้อย่างดี
ซูซินได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีเยี่ยมั้แ่เยาว์วัย นางไม่เพียงแต่มีความรู้แตกฉานในศาสตร์แขนงต่างๆ ทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และปรัชญา แต่ยังมีความสามารถในการวาดภาพ เล่นดนตรี และร่ายรำได้อย่างงดงามอีกด้วย บิดาของนางเป็นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียง ส่วนมารดาก็เป็สุภาพสตรีผู้มีความรู้ความสามารถสูง ทำให้ซูซินได้รับการถ่ายทอดความรู้และคุณธรรมอย่างครบถ้วน
ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดาจันทรา ผิวขาวผ่องดุจหิมะ ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อ ดวงตากลมโตเป็ประกายฉายแววฉลาดเฉลียวและบริสุทธิ์ไร้เดียงสา รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นราวกับกิ่งหลิวต้องลม กิริยามารยาทเรียบร้อยงดงามสมกับเป็บุตรีตระกูลบัณฑิต เมื่อนางเดิน ชายผ้าจะปลิวไสวอย่างสง่างาม เมื่อนางพูด เสียงจะไพเราะเหมือนเสียงนกกระจิบร้องในยามเช้า เมื่อนางยิ้ม ดวงตาจะเป็ประกายราวกับดาวดวงสว่างในคืนเพ็ญ
ซูซินมีความสามารถพิเศษในการสอนหนังสือ นางสามารถทำให้บทเรียนที่น่าเบื่อกลายเป็เื่ราวที่น่าสนใจ ใช้การเล่านิทานและตัวอย่างจากชีวิตจริงมาประกอบการสอน ทำให้ศิษย์ของนางเข้าใจบทเรียนได้ง่ายและจดจำได้นาน นางยังมีความอดทนสูง ไม่เคยโกรธหรือหงุดหงิดกับศิษย์ที่เรียนช้าหรือดื้อรั้น แต่จะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์เกิดความสนใจในการเรียนรู้
ด้วยวัยเพียงยี่สิบปี ซูซินยังไม่เคยผ่านการแต่งงาน นางมีคู่หมั้นแล้วคือ บัณฑิตเหวินเซี่ยน บุตรชายของขุนนางเล็กๆ ในเมืองหลวง ซึ่งเป็บัณฑิตหนุ่มผู้มีความรู้ความสามารถและมีอนาคตไกล การหมั้นหมายครั้งนี้เป็ไปตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย และคาดว่าจะจัดงานมงคลสมรสขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บัณฑิตเหวินเซี่ยนเป็ชายหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาดี มีความรู้ความสามารถ และมีนิสัยอ่อนโยนสุภาพ เขาได้พบกับซูซินเพียงไม่กี่ครั้งในงานสังสรรค์ของตระกูล แต่ก็รู้สึกประทับใจในความงามและความรู้ของนาง ส่วนซูซินก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเขาเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ความรักที่ลึกซึ้ง แต่ก็เป็ความรู้สึกที่อบอุ่นและเคารพนับถือซึ่งกันและกัน
การหมั้นหมายครั้งนี้ถือเป็การจับคู่ที่เหมาะสมในสายตาของคนทั้งสองตระกูล เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีความรู้ความสามารถและมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียง แม้ว่าตระกูลของบัณฑิตเหวินเซี่ยนจะไม่ได้มั่งคั่งมากนัก แต่ก็มีตำแหน่งหน้าที่ในราชสำนักและมีอนาคตที่สดใส ส่วนตระกูลซูก็มีชื่อเสียงในด้านความรู้และคุณธรรม การรวมตัวกันของทั้งสองตระกูลจึงเป็การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกันและกัน
ด้วยเหตุนี้ ซูซินจึงได้รับการยกย่องว่าเป็อาจารย์หญิงผู้สูงศักดิ์และบริสุทธิ์ เป็ที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอื้อมเด็ดดอกฟ้าเช่นนาง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่านางมีคู่หมั้นแล้ว และการล่วงเกินสุภาพสตรีที่มีคู่หมั้นถือเป็การกระทำที่ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง
เมื่อใต้เท้าหลี่ได้ยินชื่อเสียงของซูซิน เขาก็ตัดสินใจส่งคนไปทาบทามให้นางมาเป็อาจารย์พิเศษสอนคุณหนูหลี่เหมย แม้จะรู้ดีว่าการเชิญอาจารย์หญิงผู้สูงศักดิ์มาสอนบุตรสาวนั้นเป็เื่ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ใต้เท้าหลี่ก็ไม่ย่อท้อ
ในตอนแรก ตระกูลซูลังเลที่จะให้ซูซินไปสอนหนังสือที่จวนตระกูลอื่น เพราะกลัวว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางกำลังจะแต่งงานในไม่ช้า การไปสอนหนังสือที่บ้านคนอื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีแต่ผู้ชาย อาจจะทำให้เกิดข่าวลือที่ไม่ดี
แต่ใต้เท้าหลี่ไม่ได้มาขอร้องด้วยมือเปล่า เขาเสนอค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่ว พร้อมทั้งรับปากว่าจะดูแลซูซินอย่างดีที่สุด และจะไม่ให้มีสิ่งใดมาแปดเปื้อนเกียรติของนางได้ เขาสัญญาว่าจะจัดให้มีคนใช้หญิงคอยดูแลซูซินตลอดเวลา และจะไม่ให้ผู้ชายคนใดเข้าใกล้ห้องเรียนในขณะที่ซูซินกำลังสอน
นอกจากนี้ ใต้เท้าหลี่ยังเสนอที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานของซูซิน และจะให้ของขวัญแต่งงานที่มีค่าเป็พิเศษ เขายังรับปากว่าจะแนะนำบัณฑิตเหวินเซี่ยนให้รู้จักกับเ้าหน้าที่สำคัญในเมืองหลินอัน เพื่อเป็การเปิดโอกาสในการทำงานให้กับเขาในอนาคต
ข้อเสนอเหล่านี้ทำให้ตระกูลซูรู้สึกประทับใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าใต้เท้าหลี่ให้ความเคารพและให้เกียรติกับซูซินอย่างมาก ไม่ได้มองนางเป็เพียงแค่คนใช้หรือลูกจ้าง แต่เป็แขกผู้มีเกียรติที่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ
ในที่สุด ซูซินก็ยอมรับคำเชิญของใต้เท้าหลี่ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่ค่าตอบแทน แต่เป็เพราะนางรู้สึกสงสารคุณหนูหลี่เหมยที่ไม่มีใครสามารถสอนได้ และนางก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองว่าจะสามารถทำให้คุณหนูหลี่เหมยกลับมาสนใจการเรียนได้อีกครั้ง
ซูซินเป็คนที่มีจิตใจเมตตากรุณา นางไม่สามารถเฉยเมยต่อเด็กที่้าความช่วยเหลือได้ นางคิดว่าคุณหนูหลี่เหมยอาจจะดื้อรั้นเพราะไม่มีใครเข้าใจนาง หรืออาจจะเป็เพราะความเศร้าโศกจากการสูญเสียมารดา นางเชื่อว่าด้วยความอดทนและความเข้าใจ จะสามารถเปิดใจของคุณหนูหลี่เหมยได้
นอกจากนี้ ซูซินยังมองว่าการสอนคุณหนูหลี่เหมยเป็ความท้าทายที่น่าสนใจ นางอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตนเองว่าสามารถสอนเด็กที่ดื้อรั้นที่สุดให้กลับมาสนใจการเรียนได้ หากนางสำเร็จ ก็จะเป็การเพิ่มชื่อเสียงให้กับนางและตระกูลซูอีกด้วย
วันแรกของการสอนมาถึง ซูซินก้าวเข้าสู่จวนตระกูลหลี่ด้วยชุดผ้าไหมสีขาวสะอาดตา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น นางถือหนังสือและอุปกรณ์การสอนในมือ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่
จวนตระกูลหลี่ในวันนั้นตกแต่งอย่างพิเศษเพื่อต้อนรับอาจารย์คนใหม่ ดอกไม้สดใหม่จัดเรียงไว้ตามทางเดิน กลิ่นหอมของไม้จันทน์ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ คนใช้ต่างแต่งกายเรียบร้อย พร้อมที่จะให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ
คุณหนูหลี่เหมย บุตรสาววัยสิบหกปีของใต้เท้าหลี่ ยืนรอต้อนรับอาจารย์คนใหม่ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง นางมีใบหน้าที่งดงามน่ารัก ผิวขาวใส ดวงตากลมโต แต่แววตาฉายแววซุกซนและดื้อรั้น ผมยาวสีดำเป็เงาถักเป็เปียสวยงาม แต่ท่าทางของนางแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่ต้องมีอาจารย์คนใหม่มาสอน
ซูซินสังเกตเห็นท่าทีของคุณหนูหลี่เหมย แต่ก็ไม่รู้สึกท้อแท้ นางยิ้มให้นางอย่างอบอุ่น ก่อนจะก้มลงทักทายคุณหนูหลี่เหมยอย่างอ่อนโยน
"คารวะคุณหนูหลี่เหมย ข้าซูซิน ยินดีที่ได้มาเป็อาจารย์ของท่าน"
คุณหนูหลี่เหมยเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวตอบสิ่งใด ซูซินไม่ถือสา นางรู้ดีว่าการเอาชนะใจศิษย์ที่ดื้อรั้นนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน นางไม่คาดหวังว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นั้แ่วันแรก