ท่ามกลางม่านหมอกแห่งรัตติกาลที่แผ่คลุมไปทั่วอาณาบริเวณป่าทึบ อากาศรอบกายเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็น้ำแข็ง ลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้แห้งกรังราวกับเสียงกรีดร้องของิญญาที่ไม่มีวันได้ไปผุดไปเกิด กลิ่นอับชื้นของดินโคลนเน่าเสียผสมปนเปกับกลิ่นเหม็นไหม้ที่ลอยโชยมาจากที่ใดที่หนึ่งในเงามืด ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนอย่างรุนแรง เสียงร้องอันแหลมสูงของเหล่าอีกาที่ดังระงมดั่งคำสาปแช่งจากห้วงอเวจีดูราวกับจะส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่างแก่ผู้ที่บังอาจรุกล้ำอาณาเขต เสียงกิ่งไม้หักดัง "เปรี๊ยะ" สลับกับเสียงเท้าที่เหยียบลงบนใบไม้แห้งกรอบดูดังชัดเจนในความเงียบสงัดราวกับเสียงลั่นของกระดูก สิ่งเร้นลับในเงามืดเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ััถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากการเคลื่อนไหวของมันดั่งสายลมจากความตาย ทรงพลังราวกับจะจับจ้องทุกย่างก้าวของผู้บุกรุกด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งสลับกับเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของสองสายลับแห่งสำนักพยัคฆ์ทมิฬ จางเฉินและหลี่ฟู่ ดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินที่คดเคี้ยว หัวใจของพวกเขาเต้นรัวราวกับกลองศึกที่กำลังจะแตกสลาย ความเย็นะเืของเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผมทำให้พวกเขาสั่นสะท้าน แม้ความหวาดกลัวจะเกาะกินหัวใจจนขวัญหนีดีฝ่อเพียงใด แต่ด้วยความกระหายในลาภยศและความโลภที่ยังคงหลงเหลืออยู่ลึกๆ พวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือจาก "เศษไม้" ปริศนาชิ้นนั้นแม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อทั้งสองฝ่าพ้นเขตป่ารกร้างออกมาได้สำเร็จ เงาร่างมหึมาที่ตามหลอกหลอนก็เลือนหายไปราวกับควันไฟที่ถูกกระแสลมพัดพา ทิ้งไว้เพียงเสียงแมลงกลางคืนที่เริ่มกรีดร้องประสานเสียงดุจดนตรีแห่งความวิปลาส ทั้งคู่ทรุดกายลงนั่งหอบหายใจใต้ต้นไม้ใหญ่ ผิวััของเปลือกไม้ที่ขรุขระบาดลึกเข้าที่ฝ่ามือ แต่พวกเขากลับไร้ความรู้สึก ใบหน้าซีดเผือดราวกับศพที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ หยาดเหงื่อไหลพรากอาบใบหน้ามอมแมม แต่สิ่งที่ทั้งสองไม่ได้สังเกตเห็นเลยก็คือ เศษไม้ที่ดูเหมือนกิ่งไม้ธรรมดาในมือของจางเฉินนั้น กลับกำลังปลดปล่อยกลิ่นอายอันบิดเบี้ยวออกมาอย่างช้าๆ มันมีกลิ่นคล้ายโลหะสนิมที่เปรี้ยวจางๆ ผสมกับกลิ่นไอความชื้นของหลุมศพ ไอสีเทาจางๆ ไหลซึมเข้าสู่ิัของพวกเขาอย่างแ่เบาแต่ล้ำลึก ััของมันเย็นจัดราวกับน้ำแข็งที่กัดกินเนื้อ ทันทีที่ััแห่งความมืดนั้นซึมผ่านเข้าสู่ร่างกาย ความหวาดกลัวสุดขีดที่เคยเกาะกินจิติญญาก็พลันมลายหายไปราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่างเปล่าและงุนงงคล้ายคนสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปตลอดกาล ดั่งภาพในความทรงจำที่ถูกหมึกดำสาดทับจนเลือนลาง ราวกับตัวตนของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่ไร้ชีวิต
หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนานถึง 7 วันเต็ม ทั้งสองจึงมาถึงหน้าประตูสำนักพยัคฆ์ทมิฬ สภาพของพวกเขานั้นดูไม่ได้แม้แต่น้อย เสื้อผ้าที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้ขาดวิ่นมอมแมม กลิ่นสาบสางของเหงื่อและสิ่งสกปรกโชยออกมาจากร่างกาย ร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนสะบักสะบอมจากการตะเกียกตะกายผ่านหนามแหลมจนเืซึมออกมาเป็รอยแดงช้ำ รอยแผลที่เห็นได้ชัดบนใบหน้าจางเฉินดูน่าสยดสยอง "หยุด! พวกเ้าเป็ใครกัน? เหตุใดจึงมีสภาพเยี่ยงขอทานเช่นนี้!" เสียงตะคอกของทหารยามดังสะท้อนผ่านหน้าประตูหินที่เย็นเฉียบ แรงกดดันจากวิชาตัวเบาของทหารยามทำให้ฝุ่นดินกระจายตัวขึ้น
"พวกข้าเอง! จางเฉิน และหลี่ฟู่!" ทั้งคู่ะโตอบกลับด้วยเสียงอันแหบพร่าและสั่นเครือ ลำคอที่แห้งผากทำให้เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูผิดเพี้ยนไป เมื่อทหารยามเพ่งมองชัดๆ ก็เบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ความเย็นของอาวุธในมือทหารยามดูไร้ค่าเมื่อเทียบกับความตื่นตระหนกที่บังเกิด "ศิษย์พี่ทั้งสอง! เกิดเื่อันใดขึ้นกับท่านกันแน่!?"
"ไม่ต้องถามมาก! รีบไปแจ้งท่านเ้าสำนักโดยด่วน! พวกข้ามีข่าวลับสุดยอดเกี่ยวกับ 'พื้นที่อาถรรพ์ชิงอวิ๋น' ที่ต้องกราบทูล!"
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ถูกนำตัวเข้าสู่โถงใหญ่ท่ามกลางสายตาอันเคร่งขรึมของเหล่าผู้าุโ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้หอมกำยานที่อบอวลอยู่ภายในโถงกลับไม่อาจกลบความรู้สึกกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากจิตสังหารของคนในห้อง บรรยากาศภายในโถงกดดันจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจ เสียงลมหายใจของทุกคนดูแ่เบาและเกรงกลัว ชายวัยกลางคนในชุดขาวสะอาดตาดั่งหิมะ นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักล้ำค่า ผิวััของเก้าอี้ที่ดูเรียบเนียนขัดกับความแข็งกร้าวของเค้าโครงหน้าคมเข้มดั่งพยัคฆ์ร้าย กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากเขานั้นรุนแรงราวกับคลื่นทะเลที่ซัดกระแทกจนแม้แต่ศิษย์ที่ยืนอยู่ห่างๆ ยังต้องเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าผู้าุโเงียบสนิทลงทันทีที่เขากวาดสายตาคมกริบมายังเบื้องหน้า สายตาคู่นั้นเ็าและดุดันราวกับกำลังมองดูเหยื่อที่กำลังจะขาดใจ
"รายงานมา..." เสียงของเ้าสำนักเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่กัดกินลึกลงไปถึงกระดูก เสียงนั้นสั่นะเืไปถึงโสตประสาทของผู้ฟังดั่งเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย ทุกคำพูดดูเหมือนจะมีแรงบีบคั้นมหาศาลแฝงอยู่
จางเฉินก้มหัวลงติดพื้นแทบเท้า ััความเย็นเยียบของพื้นหินที่กดลงบนหน้าผาก ก่อนจะหยิบ "เศษไม้" ชิ้นนั้นขึ้นมาวางบนพานไม้ข้างกายด้วยท่าทางหวาดระแวง มือที่จับเศษไม้นั้นยังคงสั่นเทาไม่หยุด ความเย็นของไม้ประหลาดชิ้นนั้นส่งผ่านิัเข้าสู่กระแสเืของเขา "เรียนท่านเ้าสำนัก หมู่บ้านชิงอวิ๋นมิใช่สถานที่ทั่วไป มันคือแดนอาถรรพ์อันลี้ลับขอรับ! นี่คือเศษไม้ที่ข้าเก็บมาจากเขตพื้นที่นั้น... ท่านจงสังเกตดูเถิด"
ภายในโถงประชุมเกิดความเงียบงันขึ้นฉับพลัน เหล่าผู้าุโต่างโน้มตัวลงมามองวัตถุชิ้นนั้นด้วยความสนใจใคร่รู้ สายตาของพวกเขาสอดส่ายราวกับจะหาความผิดปกติ ทว่าทันทีที่สายตาของพวกเขาปะทะเข้ากับกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากเศษไม้ ผู้าุโท่านหนึ่งถึงกับเบิกตากว้างจนเห็นเส้นเืฝอยในตา "กลิ่นอายนี้... มันมิใช่พลังปราณทั่วไป แต่มันมีความบิดเบี้ยวที่ข้ามิเคยััมาก่อน! รัศมีสีเทาจางๆ นี่ดูเหมือนจะกัดกินสติปัญญาของคนผู้นั้นได้ง่ายดายนัก" กลิ่นอายนั้นทำให้บรรยากาศในห้องบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ลมภายในโถงดูจะหมุนวนอย่างแปลกประหลาดราวกับกลัวเกรงบางสิ่งที่แฝงอยู่ในไม้ชิ้นนั้น
จางเฉินรายงานต่อด้วยความร้อนรน "สภาพอากาศที่นั่นบิดเบี้ยวเหนือธรรมชาติ พลังงานประหลาดจากที่ดินทำให้ผู้บุกรุกเกิดอาการภาพหลอน เสียงกรีดร้องลึกลับที่ไม่มีที่มา และสูญเสียการควบคุมพลังปราณอย่างสิ้นเชิง ส่วนไอ้หนุ่มที่ชื่อหลี่เฉินนั่น... ข้าเห็นว่าเป็เพียงคนโง่เขลาที่บังเอิญอาศัยอยู่ในจุดศูนย์กลางของคำสาปโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น หากเราพยายามลากตัวมันออกมานอกเขตพื้นที่อาถรรพ์เมื่อใด ข้าสาบานว่าจะหักคอให้ดูด้วยมือตัวเอง!" ความโกรธแค้นในน้ำเสียงของจางเฉินดูชัดเจนและจริงจัง
ผู้าุโท่านหนึ่งขมวดคิ้วสงสัย "เ้าแน่ใจหรือว่านี่ไม่ใช่แผนการของสำนักอริที่้าลวงเราเข้ากับดัก?"
"ข้ากล้าเอาชีวิตเป็ประกันขอรับท่านผู้าุโ! พวกเราตกลงไปในวังวนแห่งความมืดมิดที่หาทางออกไม่ได้ พลังกดดันที่นั่นรุนแรงราวกับูเาทั้งลูกทับลงบนทรวงอก แรงบีบคั้นนั้นแทบจะฉีกกระชากกล้ามเนื้อของพวกเรา ใครที่จิตไม่แข็งแกร่งเพียงพอจะเสียสติคลุ้มคลั่งไปในทันที! เศษไม้นี้คือหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ข้าหยิบติดมือมาได้ขณะหนีตาย!"
เ้าสำนักพยัคฆ์ทมิฬหลับตาลงนิ่งงัน มือหนาของเขาค่อยๆ ลูบเคราตัวเองช้าๆ เสียงเสียดสีของเครากับปลายนิ้วดูดังชัดเจนในความเงียบ บรรยากาศในห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนที่หอบกระชั้นด้วยความตื่นเต้นและกังวล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดราวกับคมดาบที่ฟาดฟัน "ในเมื่อที่นั่นคือแดนอาถรรพ์ การส่งศิษย์เข้าไปก็มิต่างจากการส่งไปสังเวยชีวิต... ข้าััได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในไอพลังนี้ ่นี้ให้ระงับการเข้าใกล้หมู่บ้านนั้นชั่วคราว จนกว่าจะสืบข้อมูลจากเมืองจือจี้ได้ครบถ้วน ใครฝ่าฝืน... ถือว่าขัดคำสั่งสำนัก มีโทษตาย!"
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งองครักษ์ของตระกูลลี่ ก็ควบม้าฝุ่นฟุ้งมุ่งหน้ากลับเข้าสู่คฤหาสน์ด้วยความรีบร้อน เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินรัวเร็วเป็จังหวะที่เร่งเร้าจนเกิดควันสีน้ำตาลปกคลุมถนน เมื่อเข้าถึงห้องโถง ลี่ช่งที่กำลังหัวหมุนกับการรักษาลูกชายที่ป่วยหนักจนิัเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจาย ได้แต่รีบวิ่งออกมาถามด้วยความหวังอันริบหรี่ กลิ่นเน่าเหม็นนั้นรุนแรงจนแม้แต่ทหารองครักษ์ยังต้องปิดจมูก รสชาติขมเฝื่อนในอากาศทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกปวดหัวจนแทบยืนไม่อยู่
"พวกเ้าไปดูมาแล้วเป็อย่างไร? ไอ้เด็กนั่นตายหรือยัง?"
"เรียนนายท่าน..." องครักษ์รายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "หมู่บ้านชิงอวิ๋นคือแดนอาถรรพ์ขอรับ! พลังที่นั่นบิดเบี้ยวจนแม้แต่คนฝึกยุทธ์ระดับสูงยังหน้ามืดเสียหลักตกลงไปในคูน้ำได้อย่างไร้สาเหตุ... เราไม่ควรบุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ มิเช่นนั้นความอัปมงคลอาจจะกัดกินรากฐานของตระกูลเราจนหมดสิ้น! หากเราบุกรุกพื้นที่สาปแช่งนั้น เกรงว่านายน้อยจะได้รับผลกระทบหนักกว่าเดิม"
ลี่ช่งกุมขมับด้วยความเ็ป "ลูกชายข้ากำลังจะตายเพราะความซวยนั่น! ในเมื่อบุกไม่ได้ ก็ให้คนของเราไปเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ส่วนพวกเ้า... จงไปหาปรมาจารย์ด้านอาคมที่เก่งที่สุดมาที่นี่เดี๋ยวนี้! เราต้องหาวิธีถอนคำสาปก่อนจะบุกทำลายล้างมัน! ตระกูลลี่จะไม่ยอมแพ้ให้กับหมู่บ้านบ้านนอกเพียงแห่งเดียว"
ตัดกลับมาที่หมู่บ้านชิงอวิ๋น... ยามค่ำคืนที่นี่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้องเป็ระยะ ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงสีส้มวูบวาบจากกองไฟเล็กๆ ด้านนอกเพิงพักที่ลุกโชนสู้กับแรงลม เสียงฟืนแตกเปรี๊ยะดังเป็ระยะ ััความร้อนจากกองไฟที่ปะทะกับใบหน้าช่วยคลายความหนาวเหน็บได้บ้าง แสงไฟนั้นสาดส่องกระทบโครงสร้างเพิงพักที่สร้างจากเศษไม้ผุๆ และฟางแห้งกรัง มันสั่นไหวและส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่สายลมโชยผ่านช่องโหว่มากมายที่เรียงรายอยู่รอบตัว ทุกเสียงที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะตอกย้ำถึงความเปราะบางของชีวิตในเขตแดนอาถรรพ์แห่งนี้
หลี่เฉินที่มายังโลกใบนี้ได้เพียงสองเดือน... ตลอด่เวลาที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสภาพความเป็อยู่ แรกเริ่มเดิมทีเขาอาศัยอยู่ในกระท่อมเก่าๆ ผุพังที่เกือบจะถล่มลงมาทุกครั้งที่ฝนตก สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและหลังคาที่รั่วซึมทำให้เขามักจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับตัวที่เปียกปอนและหนาวสั่น แต่ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอดทำให้เขากัดฟันสู้ จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมาที่เขาตัดสินใจทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงงานทั้งหมดที่มีเพื่อสร้าง "บ้าน" ของตัวเองขึ้นมาใหม่ เขาจึงจำต้องย้ายมาอาศัยอยู่ในเพิงพักชั่วคราวที่คับแคบและหนาวเหน็บ อากาศชื้นเย็นที่แทรกซึมผ่านรอยแตกของไม้ทำให้เขาต้องนอนทอดกายอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่พอกันความเย็นจากพื้นดินได้เพียงน้อยนิด ทว่าในแววตาของเขากลับไม่มีความหม่นหมองของสภาพความเป็อยู่เลยแม้แต่น้อย เขากำลังหลับตาพริ้ม วาดฝันถึงเช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึง ในหัวของเขามีเพียงภาพบ้านไม้หลังใหม่ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ทุกรอยตอกตะปู ทุกแผ่นไม้ที่วางเรียงตัวกันนั้น คือหยาดเหงื่อแรงงานที่เขาตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็วิมานหลังแรกในชีวิต เขาได้แต่นอนฝันหวานถึงหีบสมบัติเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่นดินมุมห้อง—สมบัติที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาให้มั่นคงขึ้น ท่ามกลางเสียงลมที่ลอดผ่านรูผนัง เขาหลับไปพร้อมความหวังที่แรงกล้าดั่งเปลวไฟที่โชติ่อยู่ภายนอก โดยหารู้ไม่ว่ากลไกที่โหดร้ายของ "ระบบ" กำลังเริ่มทำงานอย่างเงียบเชียบ
**[ติง!! ระบบ: แจ้งเตือน! เพื่อความปลอดภัยของโฮสต์ผู้อ่อนแอ ระบบได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ไม่อาจระบุได้ให้โฮสต์โดยด่วน!]**
"หะ... ปัญหาบ้าอะไรกันที่ไม่อาจบอกได้ไอ้ระบบเวร!" หลี่เฉินสบถออกมาเสียงดังด้วยความฉุนเฉียว เสียงของเขาดังก้องไปทั่วเพิงพักเล็กๆ ความโกรธแค้นทำให้เืในกายสูบฉีดจนรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วทั้งร่าง
**[ระบบ: การดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ มีค่าบริการพิเศษ... ทำการหักค่าใช้จ่ายจากบัญชีเงินเก็บทั้งหมดของโฮสต์เรียบร้อย!]**
หลี่เฉินสะดุ้งสุดตัว สังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรง เขารีบวิ่งเข้าสู่มุมมืดที่ซ่อนหีบสมบัติแสนรักเอาไว้ ััความเย็นของไม้ที่กดทับิั มือที่สั่นเทาคว้ากุญแจเสียบเข้าไปอย่างรวดเร็ว เสียงกลอนหีบดัง "แกร๊ก" ดังสวนทางกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว แต่เมื่อหีบเปิดออก สิ่งที่เห็นกลับทำให้โลกทั้งใบของเขาสั่นคลอน ความมืดมิดภายในหีบนั้นว่างเปล่าดั่งหลุมศพ กลิ่นอับชื้นในหีบพุ่งเข้าจมูกของเขาทันที
"มะ... ไม่มี... เงินไม่มีเหลืออยู่เลยแม้แต่ตำลึงเดียว!"
เขาทิ้งตัวลงคุกเข่า กุมหัวตัวเองร้องไห้โฮ น้ำตาไหลพาก ััความเค็มของน้ำตาที่ไหลเข้าสู่ริมฝีปากและรสชาติขมปร่าของความสิ้นหวัง เงินที่เขาสั่งสมมาจากการขายของและรับจ้างซ่อมของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหวังจะเก็บไว้ตั้งตัว บัดนี้ว่างเปล่าสนิท! หลี่เฉินกำหมัดแน่นจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน ความเคียดแค้นพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด! เขาได้แต่กัดฟันกรอดสบถด่าระบบในใจซ้ำๆ ด้วยคำพูดที่หยาบคายที่สุดเท่าที่จะคิดออก "ไอ้ระบบปล้น! เ้ามันโจรในคราบระบบที่ชั่วช้าที่สุดในใต้หล้า! ข้าเกลียดเ้าที่สุด!"
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะดังรัวๆ ที่ผนังไม้ผุๆ ของเพิงพัก ััแรงสั่นะเืกระจายผ่านแผ่นไม้สู่ฝ่ามือของเขา "พี่หลี่! หลับหรือยัง? ข้าอาฝูเองนะ ข้าเอาเสบียงมาให้ท่าน"
หลี่เฉินรีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว ััความหยาบของิัที่ขัดกับคราบน้ำตา พยายามฝืนยิ้มที่บิดเบี้ยว "เข้ามาสิอาฝู..."
อาฝูมุดผ่านช่องโหว่เข้ามาเห็นสภาพหลี่เฉินที่นั่งกอดหีบว่างเปล่าก็ทำหน้าใ "พี่หลี่! เกิดเื่อันใดขึ้น? ท่านดูเหมือนคนเสียสติไปแล้ว!"
"อาฝู... เงินของข้า... มันหายไปหมดแล้ว ระบบชั่วร้ายนั่นมันปล้นข้า!"
อาฝูเกาหัวอย่างงุนงง "ระบบอะไรของท่านกัน? แต่ไม่เป็ไรหรอกพี่หลี่ เงินทองเป็ของนอกกาย อีกไม่กี่วันบ้านของท่านก็เสร็จสมบูรณ์แล้วนะ ไม่ต้องมานอนหนาวในเพิงพักนี่อีกต่อไป ถือเสียว่าฟาดเคราะห์ไปเถิด พี่หลี่คนเก่งอย่างท่าน เดี๋ยวก็หาใหม่ได้น่า"
**สามวันผ่านไป...**
ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงอวิ๋นในยามเช้านี้ดูสดใสเป็พิเศษ แสงอาทิตย์สีทองละมุนละไมสาดส่องลงมายังที่ดินผืนเดิมที่เคยมีเพียงเพิงพักซอมซ่อ แต่บัดนี้ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บ้านไม้หลังใหม่ที่หลี่เฉินทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่ กลิ่นอายของเนื้อไม้สดใหม่ที่เพิ่งผ่านการเลื่อยและไสโชยออกมาปะทะจมูก ราวกับกลิ่นของความหวังที่กำลังผลิบาน โครงสร้างไม้ถูกประกอบขึ้นอย่างมั่นคงแข็งแรง แม้จะเป็เพียงบ้านไม้หลังย่อมๆ ที่ไม่ได้หรูหราอลังการเหมือนคฤหาสน์ในเมืองใหญ่ แต่มันกลับมีความอบอุ่นและเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่อาจหาได้จากที่ใด ผนังไม้ที่ถูกขัดจนเรียบเนียนสะท้อนแสงแดดเป็ประกายระยิบระยับ หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาที่เรียงตัวเป็ระเบียบดูแ่า กันแดดกันฝนได้อย่างดีเยี่ยม
หลี่เฉินยืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน มือสากหนาที่ผ่านงานหนักมานับไม่ถ้วนลูบไปตามเสาไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ััความอุ่นของเนื้อไม้ภายใต้แสงแดด ความรู้สึกในอกของเขาในยามนี้มันยากจะบรรยายออกมาเป็คำพูด มันไม่ใช่แค่ความภูมิใจ แต่มันคือความรู้สึกของการมี "หลักปักฐาน" เป็ครั้งแรกในชีวิต หลังจากที่ต้องระหกระเหินอาศัยอยู่ในกระท่อมและต่อด้วยเพิงพักผุๆ มานานกว่า 2 เดือน บัดนี้หยาดเหงื่อทุกหยดที่เสียไปได้แปรเปลี่ยนเป็วิมานหลังเล็กๆ ที่เขาสามารถเรียกว่า "บ้าน" ได้อย่างเต็มปาก
ลานบ้านที่เคยรกร้างไปด้วยเศษหญ้า บัดนี้ถูกถางจนเตียนโล่ง มีกลิ่นดินกลิ่นหญ้าที่ดูสะอาดสะอ้านมากกว่าเดิม เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากต้นไม้ใหญ่ใกล้เคียงคล้ายกับกำลังร่วมแสดงความยินดีกับเ้าของบ้านคนใหม่ บรรยากาศโดยรอบดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าแม้แต่ธรรมชาติก็ยังรับรู้ถึงการเริ่มต้นใหม่ของชายหนุ่มผู้นี้ ในขณะที่หลี่เฉินกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จนี้เอง เสียงฝีเท้าของชาวบ้านหลายคนก็ดังแว่วมาแต่ไกล นำโดยเฒ่าผู้ใหญ่บ้านที่มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างใจดี พวกเขาถือตะกร้าขนมและของกินเล่นมาแสดงความยินดีกับหลี่เฉินที่เพิ่งมีบ้านเป็หลักเป็ฐาน บรรยากาศแห่งความสุขดูจะอบอวลไปทั่วบริเวณหมู่บ้าน
"ไอ้หนูหลี่! บ้านเ้าเสร็จแล้วรึ? งดงามไม่เบาเลยนะเนี่ย" เฒ่าผู้ใหญ่บ้านกล่าวพลางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นเบาๆ เสียงกระแทกพื้นดังฟังชัด "พวกเราเห็นเ้าลำบากมานาน วันนี้พอมีที่ซุกหัวนอนแล้วก็นับว่าเป็เื่น่ายินดีที่สุด วันนี้เรามาฉลองกันหน่อยเป็อย่างไร!"
หลี่เฉินขยับรอยยิ้มที่เริ่มเป็ธรรมชาติขึ้น "ขอบพระคุณท่านผู้ใหญ่และทุกท่านมากขอรับ หากไม่มีน้ำใจของทุกคนช่วยสละเวลามาช่วยงาน ข้าคงไม่ได้อยู่ในบ้านที่แข็งแรงเช่นนี้หรอก"
"โธ่เอ๊ย! คนกันเองทั้งนั้น" หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งแทรกขึ้นพร้อมยื่นตะกร้าซาลาเปาให้ ััที่อุ่นร้อนของตะกร้าซาลาเปาทำให้ใจของเขาพองโต "บ้านสวยขนาดนี้ วันหลังคงต้องหาภรรยาสักคนมาช่วยดูแลบ้านนะหลี่เฉิน"
ชาวบ้านต่างพากันหัวเราะร่วน บรรยากาศความสนุกสนานปกคลุมไปทั่วบริเวณ หลี่เฉินมองภาพเ่าั้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง แม้ในใจจะยังมีรอยแผลจากการถูกระบบปล้นเงิน แต่ความเรียบง่ายและจริงใจของคนในหมู่บ้านนี้ ก็เป็ยาชโลมใจที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกที่แสนโหดร้ายนี้
"อย่างน้อย... ข้าก็ยังมีที่ซุกหัวนอน" เขาถอดถอนใจ มองไปที่ต้นแอปเปิ้ลที่ใบเขียวขจีสั่นไหวล้อลม จิตใจที่ห่อเหี่ยวเริ่มฟื้นคืน ความเป็อยู่ในโลกนี้เริ่มจะมั่นคงขึ้นทีละน้อย
**[ติง!!! ภารกิจสำเร็จ: สร้างที่พักอาศัย]**
**[รางวัล: แท่งหมึกธรรมดาหนึ่งแท่ง]**
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าหม่นวาบขึ้นในอากาศโดยที่คนอื่นไม่สามารถเห็นได้ พร้อมกับการปรากฏขึ้นของแท่งวัสดุสีดำขลับ ััเย็นเยียบของแท่งหมึกที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนจะตกลงสู่มือ หลี่เฉินคว้ามันไว้ในมือด้วยความหวังว่าจะเป็คัมภีร์ยุทธ์หรือวิชาลับ ทว่าเมื่อสายตาปรับโฟกัสได้ชัดเจน ความหวังทั้งมวลก็พังทลายลง เพราะในมือของเขาเป็เพียง "แท่งหมึกธรรมดา" ที่วางขายเกลื่อนกลาดตามตลาดนัดทั่วไป ผิวััที่หยาบกร้านของแท่งหมึกทำให้เขารู้สึกถึงความไร้ค่าและซ้ำเติมความเ็ปที่เคยเกิดขึ้น
เขาทรุดเข่าลงกับพื้นทันที ััพื้นดินที่อุ่นระอุ สบถด่าระบบเสียงดังลั่นจนชาวบ้านรอบข้างต่างพากันหยุดชะงักด้วยความงุนงง "นี่หรือรางวัล! หมึกแท่งเดียวเนี่ยนะ! เ้าปล้นเงินเก็บทั้งชีวิตข้าไปจนเกลี้ยงหีบ เพื่อที่จะแลกกับไอ้แท่งหมึกบ้านี่เนี่ยนะ! เ้ามันระบบนรก! เ้ามันโจรในคราบระบบที่ชั่วช้าที่สุดในใต้หล้า! ข้าจะเอาชีวิตเ้าให้ได้!!!"
เฒ่าผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "เอ่อ... พ่อหนุ่มหลี่ เ้าเป็อะไรไป? อยู่ดีๆ ทำไมถึงไปด่าท้องฟ้าเช่นนั้นล่ะ?"
หลี่เฉินหน้าแดงก่ำ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอแสดงท่าทางเสียสติออกมาต่อหน้าเพื่อนบ้าน จึงได้แต่ก้มหน้าซ่อนความอัปยศ พลางพึมพำลอดไรฟัน "ไม่มีอะไรครับท่านผู้ใหญ่... ข้าแค่... ฝึกวิชาการแสดงน่ะขอรับ... ใช่! วิชาการแสดง!"
เขากำแท่งหมึกในมือแน่นจนนิ้วซีดขาว ในหัวเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่สะสมมานานวัน แต่มันกลับทำให้เขามุ่งมั่นอย่างประหลาดว่า หากระบบนี้กล้าเล่นตลกกับเขาเช่นนี้ เขาก็จะต้องหาทางเอาคืนให้สาสมในสักวัน! ความแค้นที่ถูกหักหลังโดยระบบกลายเป็เชื้อเพลิงชั้นดีที่
ทำให้เขาพร้อมที่จะพัฒนาตนเองต่อไป เพื่อก้าวข้ามทุกสิ่งที่ระบบจะขวางกั้นไว้ในอนาคต