บทที่ 7 การจัดกระดูกคอเข้าที่
สำหรับเหล่านักศึกษาแพทย์ฝึกงานแล้ว ทุกวินาทีที่ย่างกรายเข้าสู่รั้วโรงพยาบาลล้วนเปี่ยมด้วยคุณค่ามหาศาล
เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือการดึงดูดสายตาของแพทย์ประจำบ้าน หรือแม้แต่แพทย์เฉพาะทางให้ได้รวดเร็วที่สุด เพราะนั่นคือประตูบานใหญ่ที่จะนำไปสู่โอกาสอันเหนือกว่าของนักศึกษาฝึกงานทุกคน
ในแวดวงการแพทย์ ประสบการณ์คือบรรทัดฐานที่ไม่อาจมองข้าม หากก้าวไปข้างหน้าได้ก่อนเพียงหนึ่งก้าว คุณย่อมเป็ผู้นำไปตลอดกาล แต่หากล่าช้าไปเพียงเสี้ยวฝีเท้า ก็อาจต้องตกเป็ผู้ตามหลังไปชั่วชีวิต
ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้ต่างตระหนักดีว่า แม้ตำแหน่งบริหารในโรงพยาบาลจะดูเหมือนแยกขาดจากยศตำแหน่งทางวิชาชีพแพทย์ แต่ในความเป็จริง ทั้งสองส่วนกลับร้อยรัดกันอย่างแแ่
ยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่งหัวหน้าแผนก โดยทั่วไปมักจะถูกจับจองโดยหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนผู้ที่เป็เพียงรองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีโอกาสน้อยนัก หากในแผนกใดแผนกหนึ่งมีหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรวมตัวกันอยู่หลายคน การ่ชิงเก้าอี้หัวหน้าแผนกย่อมทวีความดุเดือดขึ้นเป็เท่าทวีคูณ
ในเมื่อทุกคนต่างมีฐานะเป็หัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่าเทียมกัน แล้วเหตุใดตำแหน่งนั้นจึงต้องตกเป็ของคุณ?
หลายครั้งที่ตำแหน่งทางวิชาชีพหรือโควตาในสายงานเปรียบเสมือน ‘หลุม’ ที่มีที่ว่างเพียงหนึ่งเดียว โอกาสนั้นมีจำกัด หากผู้อื่นคว้าไปครองได้ก่อน ประตูสำหรับคุณย่อมปิดตายลงทันที
ในบรรดานักศึกษาแพทย์ฝึกงานรุ่นนี้ที่มีกว่าสามสิบชีวิต ทุกคนต่างโหยหาความโดดเด่น ทว่าจังหวะการเติบโตของแต่ละคนกลับช้าเร็วไม่เท่ากัน
นักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยการแพทย์หลายแห่ง แม้จะร่ำเรียนร่วมชั้นและจบการศึกษาพร้อมกัน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเพียงสิบกว่าปี บางคนอาจก้าวขึ้นเป็หัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่บางคนยังคงต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งแพทย์ชำนาญการ นี่คือสัจธรรมที่เกิดขึ้นเป็ปกติ
ในสายตาของแพทย์หรือพยาบาลรุ่นพี่ นักศึกษาแพทย์ฝึกงานหน้าใหม่มักถูกมองว่าเป็ ‘ภาระ’ มากกว่าตัวช่วย เนื่องจากยังขาดทักษะและบางครั้งยังก่อความวุ่นวายโดยไม่ตั้งใจ มีคำกล่าวว่าโรงพยาบาลคือสถานที่ที่สะท้อนโลกแห่งความเป็จริงได้ดีที่สุด ซึ่งนั่นไม่ใช่เื่เกินเลย หากไร้ซึ่งภาระงานที่ล้นมือหรือคำสั่งจากเบื้องบน แทบไม่มีแพทย์คนใดอยากรับดูแลนักศึกษาฝึกงาน นอกจากการคอยเสิร์ฟชาและน้ำแล้ว พวกเขาแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
สถานะของนักศึกษาฝึกงาน ต่ำต้อยยิ่งกว่าพนักงานชั่วคราวเสียอีก เพราะอย่างน้อยพนักงานชั่วคราวยังสามารถรับผิดชอบต่อความผิดพลาดได้ แต่สำหรับนักศึกษาฝึกงาน พวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเขียนใบสั่งยา หรือทำการรักษาโดยลำพัง หากเกิดเหตุสุดวิสัยใด ๆ แพทย์ผู้ดูแลต้องเป็ผู้แบกรับความผิดชอบทั้งหมดเพียงผู้เดียว
ทุกคนเริ่มต้นจากจุดสตาร์ทเดียวกันในฐานะนักศึกษาแพทย์ฝึกงาน ทว่า เพียงผ่านไปไม่กี่วัน พวกเขาส่วนใหญ่กลับถูกมองข้ามราวกับไร้ตัวตน
ผิดกับฟางหานที่ได้รับความสนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งนี้จุดชนวนความไม่พอใจให้เกิดขึ้นในหมู่เพื่อนร่วมรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เชื่อมั่นในความเก่งกาจของตน พวกเขาต่างรู้สึกขมขื่นและอิจฉาลึก ๆ ในใจ
[ได้รับแต้มความชอบ +1... ได้รับแต้มความชอบ +2...]
“มีคนเพิ่งจะมารู้สึกตัวช้าไปงั้นเหรอ?” เมื่อเห็นการแจ้งเตือนจากระบบ ฟางหานจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งได้รับรวดเดียวถึง 28 แต้ม แต่ตอนนี้กลับมีแต้มทยอยเข้ามาทีละเล็กละน้อย “ยังมีคนที่ใจเย็นรอได้ขนาดนี้อีกเหรอเนี่ย?”
“เอ๊ะ... แต้มความชอบสะสมครบ 1,000 แต้มแล้วเหรอ?”
ฟางหานตรวจสอบข้อมูลด้วยความแปลกใจ เพราะเมื่อคืนก่อนหลับไป เขามีอยู่เพียง 600 กว่าแต้มเท่านั้น เพียงชั่วข้ามคืน... คนพวกนี้ไม่หลับไม่นอนกันหรืออย่างไร? หรือความอิจฉา... ไม่สิ ความชื่นชมที่มีต่อเขามันรุนแรงขนาดนี้เชียว?
เมื่อแต้มครบ 1,000 แต้ม ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว เขาควรจะลองแลกเปลี่ยนเป็ทักษะขั้นสูงชั่วคราวดูดีไหม? ฟางหานรู้สึกหัวใจเต้นแรง
เริ่นไห่เฉียงมองฟางหานด้วยสายตาเอ็นดู “มีความเห็นอะไรก็พูดออกมาเถอะ ผู้ป่วยไม่ได้ยินหรอก ถึงจะพูดผิดไปบ้างก็ไม่เป็ไร”
ฟางหานเงยหน้าสบตาเริ่นไห่เฉียง ในใจพลางค้านว่า ‘นี่คุณกำลังบีบคั้นผมชัด ๆ ผมกำลังลังเลอยู่เลยนะ... เอาเถอะ! แลกเปลี่ยนเป็ทักษะการมองตรวจโรคขั้นสูงชั่วคราว!’
[ยืนยันการแลกเปลี่ยนทักษะขั้นสูงชั่วคราว : การวินิจฉัยด้วยการมอง ใช้แต้มความชอบ 1,000 แต้ม ยืนยันหรือไม่?]
'ยืนยัน!' ฟางหานตอบรับในใจทันที เพียงชั่วพริบตา ข้อมูลมหาศาลที่เขาสังเกตเห็นจากตัวผู้ป่วยก่อนหน้านี้ก็หลอมรวมเข้ากับความรู้และประสบการณ์ในสมอง ก่อเกิดเป็ความมั่นใจอันเปี่ยมล้นในการวิเคราะห์
“หากผมมองไม่ผิด ผู้ป่วยรายนี้เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงมาก่อน คาดว่าเป็อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ส่งผลกระทบต่อสมองและกะโหลกศีรษะอย่างหนัก จนทำให้การทำงานของแขนขาบกพร่อง แม้ภายหลังจะฟื้นตัวขึ้นมาได้จากการทำกายภาพบำบัด แต่ระบบการทรงตัวก็ยังไม่สมบูรณ์ ครั้งนี้น่าจะเป็เพราะล้มโดยไม่ทันระวัง ทำให้อาการาเ็เดิมกำเริบหนักขึ้นครับ”
เหล่านักศึกษาแพทย์รอบข้างต่างยืนอึ้งตาค้าง นี่เขากำลังเล่านิทานอยู่หรือเปล่า?
เมื่อครู่ในห้องผู้ป่วย พวกเขาเห็นเพียงฟางหานเดินดูรอบ ๆ เท่านั้น แต่เขากลับมองทะลุไปถึงประวัติการาเ็? แถมยังระบุเจาะจงว่าเป็อุบัติเหตุรถชนที่มีผลต่อสมองและแขนขาอีก? ทำไมไม่บอกว่าเห็นิญญาหรือวาดผ้ายันต์รักษาไปเลยล่ะ ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ต่อหน้าเริ่นไห่เฉียง แม้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากคัดค้าน แต่สีหน้าของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง คิดว่าเพียงแค่ได้หน้าไปสองสามครั้งจะกลายเป็ยอดฝีมือระดับชาติเลยเหรอ? แม้แต่อาจารย์กัวเหวินยวนก็อาจจะทำไม่ได้ขนาดนี้ด้วยซ้ำ
เริ่นไห่เฉียงเองก็ตกตะลึงจนนิ่งไปชั่วครู่ นี่คือสิ่งที่ฟางหานมองออกเองจริง ๆ เหรอ? มันดูลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็เพียงการคาดเดา
ความสามารถในการ ‘การมองแล้วรู้โรค’ นั้น เริ่นไห่เฉียงย่อมซาบซึ้งถึงความยากของมันดี ในฐานะรองหัวหน้าแผนกวิชาแพทยศาสตร์แห่งโรงพยาบาลเจียงจง แม้ฝีมือการรักษาทางปฏิบัติของเขาอาจไม่โดดเด่นที่สุด แต่คลังความรู้และประสบการณ์ในการวินิจฉัยของเขานั้นล้ำเลิศอย่างหาตัวจับยาก
การวินิจฉัยตามศาสตร์แพทย์แผนจีนประกอบด้วยสี่ขั้นตอน คือ การมอง การดม การฟัง การถาม และการคลำจับชีพจร แม้ฟังดูเรียบง่ายแต่กลับลุ่มลึก หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการจับชีพจรคือหัวใจสำคัญที่สุด ทว่า แท้จริงแล้วมันอยู่ลำดับสุดท้าย ในขณะที่การมอง การฟัง และการถามนั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
การมองถูกจัดไว้เป็อันดับแรกไม่ใช่เพียงเพราะความสะดวก แต่เพราะการรักษาโรคนั้นรวมไปถึงการเยียวยาจิตใจ การมองคือก้าวแรกที่แพทย์จะทำความเข้าใจในตัวผู้ป่วย และในบางกรณี การวินิจฉัยที่แม่นยำจากการมองเพียงครั้งเดียว สามารถทลายกำแพงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยได้อย่างมหาศาล
คำว่า 'ปิดบังโรคเพราะอาย' ไม่ใช่เื่ไกลตัว ผู้ป่วยที่ปกปิดประวัติการรักษาเกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการแพทย์ ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่มาหาแพทย์แผนจีนด้วยความรู้สึกอยากลองเสี่ยงโชค ซึ่งผู้ป่วยเองก็ย่อมประเมินความสามารถของแพทย์เช่นกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่จะพิสูจน์ฝีมือได้ดีที่สุดก็คือ ‘สายตา’ ของแพทย์นั่นเอง
แพทย์แผนจีนคือศาสตร์ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ ยิ่งมีประสบการณ์มาก ความรู้และทฤษฎีแ่า การวินิจฉัยย่อมแม่นยำราวกับตาเห็น นี่คือที่มาของคำกล่าวที่ว่า แพทย์แผนจีนยิ่งอายุมากยิ่งเก่งกาจ
ยอดฝีมือระดับประเทศบางท่าน เช่น อาจารย์หลินหงจาง มีดวงตาที่ราวกับมองทะลุทุกสรรพสิ่ง บ่อยครั้งที่ท่านมองเพียงปราดเดียวก็สามารถระบุโรค สาเหตุ และประวัติอาการของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ
แต่ฟางหานมีอายุเพียงยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น เป็แค่นักศึกษาแพทย์ฝึกงานที่ยังไม่ทันได้รับปริญญาด้วยซ้ำ แต่กลับมีดวงตาเฉียบคมถึงขั้นมองตรวจแล้วรู้โรคเชียวเหรอ?
แพทย์ประจำบ้านที่ยืนอธิบายอาการอยู่ก่อนหน้า ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
คนอื่นอาจจะไม่รู้ความจริง แต่เขาย่อมรู้ดีที่สุด เพราะผู้ป่วยรายนี้อยู่ในความดูแลของเขาเอง ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่รุนแรงถึงขั้นหมดสติไปนานกว่าสิบวัน และเมื่อฟื้นขึ้นมาก็มีอาการสูญเสียความทรงจำไป่หนึ่ง
หลังจากผ่านการรักษาและการฟื้นฟูอย่างหนัก อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ ทว่า ครั้งนี้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนขณะกำลังฝึกฟื้นฟูอยู่ที่บ้าน
ความลับนี้มีเพียงเขาและหมอเฉินเท่านั้นที่ทราบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน แพทย์คนอื่น ๆ ในแผนกศัลยกรรมกระดูกและเนื้อเยื่อาเ็แทบไม่มีใครรู้ แล้วฟางหานที่เป็เพียงเด็กฝึกงาน...
ชายหนุ่มคนนี้เป็ปีศาจกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร?
เริ่นไห่เฉียงสังเกตเห็นปฏิกิริยาของเหล่าเด็กฝึกงานรอบข้าง ในใจก็เริ่มสั่นไหว หรือว่าสิ่งที่ฟางหานพูดมา... จะเป็เื่จริงทั้งหมด?
“เป็ไปตามที่คุณหมอฟางว่ามาใช่ไหม?” เริ่นไห่เฉียงหันไปถามแพทย์ประจำบ้านเพื่อความแน่ใจ
“เกือบจะ... ถูกต้องทั้งหมดครับ คุณ... คุณหมอฟางวิเคราะห์ได้แม่นยำเหลือเชื่อครับ...” แพทย์ประจำบ้านอึกอักเล็กน้อยขณะเรียกชื่อฟางหาน เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คนตรงหน้าคือนักศึกษาฝึกงานจริง ๆ หรือยอดฝีมือปลอมตัวมา
[ได้รับแต้มความชอบ +56!]
กลุ่มนักศึกษาแพทย์ฝึกงานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความตระหนก ปรากฏว่าเขาพูดถูกจริง ๆ! นี่มันไม่ใช่เื่ปกติแล้ว พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจว่า กำลังอยู่ในโรงพยาบาล หรืออยู่ในโรงเรียนสอนเวทมนตร์กันแน่?
“ทำไมถึงมาออกันอยู่ที่หน้าห้องมากขนาดนี้?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของหมอเฉินที่เดินจ้ำอ้าวมาแต่ไกล เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการผ่าตัดและแปลกใจที่เห็นกลุ่มคนยืนอออยู่หน้าห้องผู้ป่วย
“ที่แท้ก็รองหัวหน้าเริ่นนี่เอง” หมอเฉินทักทายพร้อมรอยยิ้ม
เริ่นไห่เฉียงผู้นี้ไม่เพียงแต่มีอำนาจเหนือนักศึกษาฝึกงาน แต่แม้แต่แพทย์ระดับปฏิบัติการทั่วไปยังต้องให้ความเกรงใจ เพราะไม่ว่าจะเป็การประเมินผลงานหรือการจัดการข้อพิพาทระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย เริ่นไห่เฉียงล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งสิ้น
“หมอเฉิน!” แพทย์ประจำบ้านรีบทำความเคารพทันที
หมอเฉินพยักหน้ารับก่อนจะถามเข้าประเด็น “เตรียมการถึงไหนแล้ว?”
“เรียบร้อยหมดแล้วครับ ฟิล์มเอกซเรย์ก็ส่งมาแล้วด้วย” แพทย์ประจำบ้านรีบตอบพลางกุลีกุจอไปหยิบของ
เริ่นไห่เฉียงยิ้มพลางถามไถ่ “หมอเฉินกำลังจะลงมือผ่าตัดให้ผู้ป่วยเตียง 5 เหรอ? เคสนี้ความยากอยู่ในระดับไหน?”
ตามแผนเดิม เริ่นไห่เฉียงไม่ได้ตั้งใจจะมาดูการทำงานในแผนกศัลยกรรมกระดูกฯ แต่คำพูดของฟางหานเมื่อครู่ทำให้เขาเปลี่ยนใจ ลึก ๆ เขาอยากรู้ว่าฟางหานจะรับมือกับเคสนี้ได้ไหม? หากเด็กคนนี้ทำได้ การช่วยผลักดันให้เขาแสดงฝีมือย่อมเป็การสร้างบุญคุณที่คุ้มค่าในอนาคต
“ความซับซ้อนค่อนข้างสูงครับ” หมอเฉินตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“ยากมากเลยเหรอ?” เริ่นไห่เฉียงปรายตาไปทางฟางหาน เมื่อครู่เขาเห็นฟางหานดูอาการออกอย่างง่ายดาย จึงคิดว่าอาการคงไม่สลักสำคัญนัก
ตามความเข้าใจทั่วไป หากหมอตามคลินิกเล็ก ๆ รักษาได้ โรคนั้นย่อมไม่ยาก แต่หากแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังต้องขมวดคิ้ว นั่นคือโรคที่ยากของจริง
แต่ในกรณีนี้ ฟางหานที่เป็เพียงเด็กฝึกงานกลับมองทะลุปรุโปร่ง แต่หมอเฉินกลับบอกว่ายาก? มันช่างขัดแย้งกันพิกล
หมอเฉินมองท่าทางของเริ่นไห่เฉียงด้วยความงุนงง ในใจคิดว่า ‘รองหัวหน้าเริ่นเป็อะไรไป? ผมบอกว่ายากมันแปลกตรงไหน?’
ในจังหวะนั้นเอง แพทย์ประจำบ้านก็นำฟิล์มเอกซเรย์มาส่งให้ หมอเฉินรับมาและเตรียมจะอธิบายรายละเอียด แต่กลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเริ่นไห่เฉียงหันไปถามฟางหานว่า “เสี่ยวฟาง ในสายตานาย... ปัญหานี้ซับซ้อนมากไหม?”
หมอเฉินตกตะลึงจนมือค้างอยู่อย่างนั้น เขามองฟางหานสลับกับเริ่นไห่เฉียงด้วยความสับสน ‘รองหัวหน้าเริ่นสติยังดีอยู่ใช่ไหม? ทำไมถึงไปถามความเห็นเด็กฝึกงาน แทนที่จะถามผมที่เป็เ้าของไข้?’
ฟางหานไม่ได้สนใจสายตาของหมอเฉิน เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ค่อนข้างซับซ้อนทีเดียวครับ ผู้ป่วยมีอาการข้อต่อกระดูกคอเคลื่อน ซึ่งจุดนี้คือตำแหน่งวิกฤตที่รองรับศีรษะและเชื่อมต่อกับลำตัว เบื้องหน้ามีทั้งหลอดลม หลอดอาหาร และผนังลำคอ ส่วนด้านข้างขนาบด้วยหลอดเืแดงที่ไปเลี้ยงสมอง รวมถึงเส้นประสาทสำคัญจำนวนมาก เหนือขึ้นไปอีกนิดก็คือศูนย์กลางการควบคุมการหายใจ การผ่าตัดในบริเวณนี้จึงมีความเสี่ยงสูงดั่งเดินบนเส้นด้าย แม้แต่การใช้วิธีจัดกระดูกด้วยมือเปล่า ก็ยังต้องอาศัยทักษะขั้นสูงถึงจะทำได้สำเร็จครับ...”
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ฟางหานได้มาจากระบบเพียงอย่างเดียว แต่มันคือความรู้พื้นฐานที่สั่งสมมาจากการเรียนแพทย์ แพทย์ทุกคนที่รู้จักกายวิภาคของข้อต่อกระดูกคอต่างรู้ซึ้งถึงความอันตรายของมันดี
“ข้อต่อกระดูกคอเคลื่อนอย่างนั้นเหรอ?” เริ่นไห่เฉียงลูบคางพลางหันไปมองหมอเฉินเพื่อขอคำยืนยัน ในใจเขาลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก ‘นายมองปราดเดียวก็รู้ตำแหน่งที่ชัดเจนขนาดนี้เชียวเหรอ? มีตาทิพย์จริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?!’
หมอเฉินและแพทย์ประจำบ้านต่างหันมาสบตากันด้วยความพิศวง หนุ่มคนนี้ไปแอบดูเวชระเบียนหรือเห็นฟิล์มเอกซเรย์มาั้แ่เมื่อไหร่กัน?