เด็กสาวผิวขาวหน้าตาอ่อนใสงามหมดจดนั่งทำหน้ามุ่ยอยู่หน้าชามอาหารซึ่งถูกยกมาเสิร์ฟได้ครู่ใหญ่แล้วโดยที่ไม่ยอมแตะต้อง จนเพื่อนสาววัยเดียวกันที่นั่งอยู่ตรงข้ามต้องยื่นหน้ามาถาม
“ เป็อะไรไปเพียงขวัญ”
เ้าของนามเรียบร้อยอ่อนหวานสมตัวเบนสายตามีแววครุ่นคิดกังวลมาทางเพื่อนสนิทก่อนไขข้อข้องใจให้
“ ก็งานที่เคยบอกเธอว่าสมัครได้นะสิ ต้องไปทำไกลถึงเชียงใหม่โน้น”
“ อ้าว ก็ไหนว่าบริษัทเขาตั้งอยู่ในเขตเดียวกันกับบ้านเธอไงล่ะ”
ญาดาถามอย่างแปลกใจ
“ ก็ใช่ แต่ผู้จัดการเขาเรียกฉันไปพบเมื่อวานนี้ เขาบอกว่าบริษัทของเขาไม่ได้้าพนักงานเพิ่ม แต่ที่ลงประกาศรับสมัครก็เพราะเพื่อนของท่านประธานซึ่งมีกิจการไร่อยู่เชียงใหม่ต่างหากที่เป็คน้าพนักงาน”
หญิงสาวตอบไปตามที่ได้รับการบอกกล่าวมาจากผู้จัดการของบริษัทแห่งหนึ่งที่ตนไปสมัครงานไว้ แล้วได้รับการเรียกตัว
“แล้วทำไมอีตาเพื่อนท่านประธานอะไรนั้นเขาไม่ใช้ชื่อกิจการของตัวเองลงประกาศรับสมัครพนักงานล่ะ”
“ ไม่รู้”
“ ดูมีเงื่อนงำแปลกๆน่ะ”
ญาดาตั้งข้อสังเกตซึ่งเพียงขวัญก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนกล่าว
“ แต่เขาบอกว่าถ้าไปก็ได้งานทำแน่ๆน่ะ แล้วเงินเดือนก็สูงมากด้วยสำหรับนักศึกษาที่พึ่งจบอย่างเรา”
“ พูดอย่างนี้เธอคิดจะไปเหรอ เสี่ยงอยู่นะเพียง”
ญาดาเตือนอย่างระแวง ก็แน่ละ...สมัยนี้ไว้ใจอะไรง่ายๆได้ที่ไหน ยิ่งดูไม่โปร่งใสอย่างนี้ด้วยแล้ว
“ ก็คงต้องเสี่ยง เพราะฉันอยากได้งานทำจริงๆ เรียนจบมาเกือบสามเดือนแล้ว ยังไม่มีงานทำเลย อยู่อย่างนี้ต่อไปมีหวังเครียดตาย”
เพียงขวัญพูดไปก็เอาส้อมจิ้มอาหารเล่นไปพลางอย่างครุ่นคิด เธอเป็เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่แตกแยก พ่อกับแม่เลิกกันั้แ่เธออายุได้แค่สิบสองปี แล้วแม่ก็หายไปจากชีวิตของเด็กหญิง เธออาศัยอยู่กับพ่อซึ่งทำงานเป็ผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง ต่อมาไม่นานพ่อก็แต่งงานใหม่และมีลูกกับภรรยาใหม่ถึงสี่คน พ่อจึงไม่เคยมีเวลาเหลือให้ลูกที่พ่อเห็นว่าโตแล้วอย่างเพียงขวัญเลย เด็กสาวเติบโตขึ้นมาแบบค่อนข้างเงียบขรึมและมีความอ้างว้างหว้าเหว่อยู่ลึกๆในใจ ความจริงเพียงขวัญมีพี่ชายแท้ๆอยู่ด้วยคนหนึ่งแต่เหมือน์จงใจแกล้งให้เด็กสาวต้องอยู่อย่างเดียวดายเขาจึงมาด่วนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปั้แ่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
“ นี่ถ้าพี่ชายของเธอยังอยู่ก็ดีสิน่ะ อย่างน้อยเขาก็คงไปส่งเธอด้วยตัวเองได้ ไปดูว่าที่โน้นเป็อย่างไรบ้าง มีอะไรลำบากหรือเปล่า”
คำพูดของเพื่อนทำให้เพียงขวัญน้ำตารื่นขอบตา
“ แต่เมื่อไม่มีเขา ฉันก็ต้องเข้มแข็งใช่ไหมญา”
“ คนเข้มแข็งเขาไม่ร้องไห้ง่ายๆหรอกจ๊ะ”
ญาดาแกล้งแซวเพื่อนทั้งที่รู้สึกสงสารจับใจ ชีวิตของเพียงขวัญถ้าดูแต่ผิวเผินก็ดูเหมือนจะดี มีบ้านอยู่ ได้ร่ำเรียนจนจบปริญญา แต่จริงๆเพียงขวัญยังขาดความอบอุ่น ซึ่งน้อยคนนักที่จะรับรู้ถึงเื่นี้ นอกจากญาดาที่เป็เพื่อนสนิทเท่านั้น
“ ก็มีเธอคนเดียวเท่านั้นละที่ได้เห็นน้ำตาของฉัน”
หญิงสาวบอกเสียงคัดจมูก
“ ถ้าคิดจะเข้มแข็งก็เข้มแข็งให้ตลอดเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวฉันก็พาลได้ร้องไห้ตามไปเท่านั้นว่าแต่เธอจะเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อไหร่”
ญาดาเอื้อมมาจับมือของเพื่อนรักอย่างให้กำลังใจ นี่ถ้าเธอมีฐานะดีกว่านี้สักนิดและมีกิจการเป็ของตัวเองนะ จะจ้างไว้เอง ไม่ยอมให้เพื่อนรักไปเสี่ยงใช้ชีวิตตามลำพังอยู่ไกลๆเลยเชียว
“ พรุ่งนี้เช้า”
“ อะไรกันเพียงขวัญ ทำไมดูกะทันหันจัง แล้วเธอบอกพ่อแล้วเหรอ”
“ พ่อไม่อยู่ ไปธุระเื่งานที่ต่างจังหวัดหลายวันแล้ว อาทิตย์หน้าถึงจะกลับ แต่ฉันบอกน้าวรรณแล้ว เขาบอกแล้วแต่ฉัน”
“ ใจจริงเขาคงอยากให้เธอไปพ้นๆตั้งนานแล้วมั้ง”
“ อย่าไปว่าเขาเลย ฉันโตแล้วควรต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองต่างหาก”
พูดถึงแม่เลี้ยงของเพียงขวัญจริงๆแล้วนางก็ไม่ได้มาแสดงความร้ายกาจอะไรใส่อย่างชัดเจนนักเพียงแต่ไม่ค่อยมาดูแลเอาใจใส่และทำตัวสนิทสนมด้วยเท่านั้น
“ งั้นก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน มีอะไรที่้าความช่วยเหลือก็รีบโทรถึงฉัน ฉันจะยืมตังค์แม่เป็ค่ารถไฟขึ้นไปหา”
เพียงขวัญอดยิ้มกับคำพูดซื่อๆด้วยความห่วงใยของเพื่อนไม่ได้
“ ขอบใจนะเพื่อนรัก”
“ แต่เธอถ้าอยู่ดีมีสุข แล้วฉันทำงานเก็บเงินได้มากพอฉันก็จะขึ้นไปเยี่ยมเธอ”