หลังจากเปิดสระชำระกระบี่ สำนักเมฆาครามกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ราวกับเหตุการณ์วันนั้นไม่เคยเกิดขึ้น แต่ผู้ที่มีระดับสูงพอ ต่างรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ฟ้าดินยังคงเหมือนเดิม
ทว่า...
ปราณิญญารอบูเาด้านหลังสำนักกลับไหลเวียนเร็วกว่าปกติ
แม้เพียงเล็กน้อย แต่สำหรับผู้แข็งแกร่งแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเพียงเสี้ยวเดียว ก็เพียงพอให้พวกเขาตื่นตัว
[หอเฝ้าดารา]
ยอดเขาสูงสุดของสำนัก ภายในหอไม้โบราณ ผู้าุโโม่กำลังยืนอยู่หน้าจานดาราเก้าชั้น
แสงจากดวงดาวทอดลงมา เกิดเป็ลวดลายลึกลับบนพื้นหิน ทันใดนั้น หนึ่งในจุดแสงพลันสั่นไหว ก่อนจะเคลื่อนออกจากวิถีเดิม
ดวงตาของชายชราหรี่ลง
"ชะตาฟ้า... เปลี่ยนไปแล้ว"
สามร้อยปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้ เหมือนกับว่า มีตัวแปรที่ไม่ควรปรากฏบนกระดานแห่งโชคชะตา
และตัวแปรนั้น กำลังส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งโดยรอบ
[กระท่อมหลังเขา]
หลินเย่ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม
ตอนเช้า ตักน้ำ ตัดฟืน เข้าฟังการสอนของสำนัก ตอนกลางคืน ฝึกโคจรปราณ ทำความเข้าใจเศษความทรงจำที่ได้รับ แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน ระดับพลังของเขายังคงเป็
ขอบเขตรวมปราณ ขั้นหนึ่ง
แต่รากฐานภายในกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปราณทุกสาย มั่นคงราวกับผ่านการขัดเกลามานับร้อยปี
แม้ปริมาณยังไม่มาก แต่คุณภาพกลับสูงกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่า
"หรือข้าควรลองทะลวงขั้นที่สอง..."
หลินเย่พึมพำ
ก่อนหน้านี้ เขาไม่กล้าทำเช่นนั้น เพราะพลังประหลาดในร่างยังไม่มั่นคง แต่ตอนนี้ ทุกอย่างเริ่มสงบนิ่งลงแล้ว
ยามราตรี หลินเย่นั่งขัดสมาธิ เริ่มโคจรวิชารวมปราณพื้นฐานของสำนัก ปราณฟ้าดินไหลเข้าสู่ร่างกาย
อย่างช้า ๆ แต่ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พลังสีดำจาง ๆ ภายในเส้นลมปราณ กลับไม่ต่อต้านปราณฟ้าดิน
ตรงกันข้าม มันค่อย ๆ กลั่นกรองปราณทั้งหมด ขจัดสิ่งเจือปน เหลือเพียงแก่นแท้บริสุทธิ์ที่สุด
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
ตู้ม!
คลื่นพลังอ่อน ๆ แผ่ออกมา หลินเย่ลืมตาขึ้น
รวมปราณขั้นสอง
ทะลวงสำเร็จ
ไม่มีแสง์ ไม่มีแรงสั่นะเื ไม่มีภาพอัศจรรย์ใด ๆ เรียบง่ายราวกับสายน้ำไหลผ่านหินผา
แต่เขารู้สึกได้ หากเป็ตนเองในอดีต คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยครึ่งปี
ห่างออกไปไม่ไกล ใต้ต้นสนโบราณ ผู้าุโโม่ลืมตาขึ้นช้า ๆ
"ทะลวงแล้วหรือ..."
เขารับรู้ถึงคลื่นพลังนั้น อ่อนแอมาก แทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ความผิดปกติอยู่ที่… มันมั่นคงเกินไป
ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีการฝืนทะลวง เหมือนกับว่า ร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นั้น รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าควรเดินอย่างไร
"แปลก..."
"ยิ่งดู... ยิ่งแปลก"
[ลานฝึกวันรุ่งขึ้น]
ข่าวการทะลวงขั้นของหลินเย่ ไม่ได้สร้างความฮือฮามากนัก เพราะรวมปราณขั้นสอง ยังคงเป็ระดับต่ำสุดของสำนัก
แต่สำหรับบางคน มันกลับมีความหมายอีกแบบ
"เมื่อเดือนก่อน"
"เขายังถูกเรียกว่าไร้พร์"
"ตอนนี้กลับทะลวงขั้นได้อย่างต่อเนื่อง"
"หรือว่า..."
ศิษย์บางคนเริ่มมีความคิดบางอย่าง ความอิจฉา ความสงสัย และความหวาดระแวง สิ่งเหล่านี้ คือเมล็ดพันธุ์ของปัญหาในอนาคต
คืนนั้น หลินเย่เข้าสู่ความฝันอีกครั้ง คราวนี้ เขาไม่ได้อยู่ในสนามรบ แต่ยืนอยู่บนยอดหอคอยสีทอง
เบื้องหน้า
คือแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ูเาสูงเสียดเมฆ ดวงดาวลอยอยู่เหนือพื้นพิภพ และไกลสุดสายตา
มีกำแพงขนาดมหึมา ทอดยาวจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
กำแพงนั้น...
เต็มไปด้วยรอยดาบ รอยแผลที่แม้กาลเวลานับไม่ถ้วน ก็ไม่อาจลบเลือนได้
ทันใดนั้น
เสียงเก่าแก่ดังขึ้นจากด้านหลัง
"เ้ารู้หรือไม่..."
"เหตุใดกำแพงแห่งนี้จึงยังคงอยู่"
หลินเย่หันกลับไป แต่กลับไม่เห็นผู้พูด มีเพียงเงาร่างเลือนราง ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอก
"เพราะมันเคยปกป้องทุกสรรพสิ่ง..."
"และเคยกักขังบางสิ่งไว้เช่นกัน..."
ลมหนาวพัดผ่าน ก่อนที่ทุกอย่างจะสลายไป
ค่ำคืนเดียวกัน ชายชุดดำค่อย ๆ ลืมตา รอยยิ้มบางปรากฏขึ้น เพราะเขาััได้
ผนึกใต้สระชำระกระบี่ แตกออกอีกเล็กน้อยแล้ว
"อีกไม่นาน..."
"อีกไม่นานจริง ๆ"
เงามืดค่อย ๆ กลืนกินร่างของเขา ราวกับพายุใหญ่ กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาสำนักเมฆาครามอย่างเงียบงัน