“พวกเ้าระวังกับดักที่พวกเราวางเอาไว้ให้ดี”
จางต้าหนิวะโบอกทุกคนให้ระมัดระวังกับดักที่พวกตนสร้างขึ้น เพื่อจัดการกับคนของทางการ
ฮั่วหนานอันกลิ้งตกจากเนินเขา จนร่างกระแทกเข้ากับต้นไม้ถึงได้หยุด
“โอยยยย” ฮั่วหนานอันจุกจนเปล่งเสียงออกมาได้เพียงแ่เบา
“เ้าหนุ่มฮั่ว!”
หัวหน้าหมู่บ้านวิ่งตามหลังมาะโเรียกหาฮั่วหนานอัน คืนเดือนดับช่างเป็อุปสรรคในการมองเห็นเสียเหลือเกิน เขาได้ยินเสียงร้องโอดโอยก็รีบตามที่มาของเสียงไป แต่ก่อนจะพบบริเวณที่ร่างของฮั่วหนานอันนอนอยู่ ชายชราเกิดสะดุดขาตนเองล้มลงเสียก่อน
ร่างของหัวหน้าหมู่บ้านกลิ้งลงไปตามเนิน ชายชรายกมือขึ้นปิดบังใบหน้า เตรียมพร้อมกับแรงกระแทกที่กำลังจะเกิดขึ้น
“เอ๊ะ! เหตุใดถึงไม่เจ็บ” ชายชราแปลกใจที่ไม่รู้สึกเจ็บอย่างที่คิดเอาไว้
“ท่านปู่ ข้าจุก”
ฮั่วหนานอันพยายามเปล่งเสียงออกมาจากลำคอ เขากลิ้งลงจากเนินเขามากระแทกกับต้นไม้จุกพอแล้ว ยังมีร่างของชายชรากลิ้งมาทับอีก
แต่ก่อนที่ชายชราจะลุกขึ้นก็มีเสียงร้องดังขึ้น จากนั้นเสียงที่ได้ยินก็นำพาร่างอันหนักอึ้งกลิ้งมากระแทกจนชายชรากลิ้งไปกระแทกฮั่วหนานอันเข้ากับต้นไม้อีกรอบ
แรงกระแทกครานี้ ฮั่วหนานอันจุกจนพูดไม่ออกจริงๆ ถ้าจะตามลงมาช่วยแล้วเหมือนซ้ำเติม โปรดทิ้งเขาแล้วเอาตัวรอดเสียเถิด
บุรุษในหมู่บ้านที่ตามลงมา ยื่นคบเพลิงเข้าไปใกล้ร่างของคนทั้งสามที่นอนเรียงกันอยู่บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่
“ช่วยพวกเขาลุกขึ้นเร็วเข้า”
ชาวบ้านช่วยกันดึงทั้งสามลุกขึ้น ร่างของฮั่วหนานอันอ่อนปวกเปียก ใบหน้าเลื่อนลอยคล้ายกับิญญาหลุดลอยออกจากร่าง
“น้องชายฮั่ว! เ้าไหวหรือไม่”
ต้าเอ้อหนิวตบหน้าเรียกสติฮั่วหนานอัน สายตาคอยระแวงคนของทางการไปด้วย
“ข้าไหว พวกท่านไม่ต้องห่วง” ฮั่วหนานอันยกมือขึ้นโบกและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ถ้าไหวก็รีบลุกขึ้นเร็วเข้า พวกมันมากันเยอะมาก พวกเราหนีขึ้นไปตั้งหลักบนเขาก่อน”
พยายามกระชากแขนให้ฮั่วหนานอันลุกขึ้น ทว่าร่างกายของฮั่วหนานอันกลับอ่อนปวกเปียกจนไหลลงไปกองอยู่บนพื้น
“พวกเ้ามาช่วยกันแบกน้องชายฮั่วเร็วเข้า”
ชาวบ้านร่างกำยำสี่คน เข้ามาช่วยกันยกแขนยกขาของฮั่วหนานอันที่นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น
“หยุดก่อน”
“พวกเราหยุดไม่ได้แล้ว ขืนหยุดจะตายกันหมด”
ต้าเอ้อหนิวไม่ฟังคำพูดของฮั่วหนานอัน บอกให้คนยกฮั่วหนานอันกลับขึ้นไปบนเนินเขา ส่วนตนก็ไปช่วยประคองบิดา
“คนพวกนั้นไม่ใช่คนของนายอำเภอหลี่ พวกเขามาเพื่อช่วยเรา”
ฮั่วหนานอันรวบรวมแรงได้จึงฮึดบอกชาวบ้านว่ากองทัพม้าที่มาคือกองทัพที่มาช่วยเหลือพวกตน
กองทัพม้านับร้อยมีบุรุษรูปร่างกำยำนั่งอยู่บนหลังอาชาน่าเกรงขาม สายตากวาดมองมือปราบของศาลาว่าการจางหลิน และยังมีกองกำลังไม่ทราบที่มามีอาวุธครบมือ
“เฮ้! ข้าอยู่นี่ พวกเ้ามาเพื่อช่วยข้าสินะ”
หลังจากรวบรวมเรี่ยวแรงได้ ฮั่วหนานอันลุกขึ้นมาะโโบกมือให้กับกองทัพของสกุลฮั่ว
พอเห็นฮั่วหนานอันะโโบกมืออยู่ลิบๆ แล้วบอกว่ากองทัพพวกนี้มาช่วย อวี้กู่เหยาะโก้องในใจว่าแย่แล้ว สำรวจกองทัพอาชาที่อยู่ด้านหน้าพวกตนอีกรอบ พอเห็นเกราะสีแดงร่างกายของอวี้กู่เหยาราวกับถูกฟ้าผ่า
“กองทัพม้าเกราะแดง!”
อวี้กู่เหยาแทบล้มทั้งยืน ผู้คนทั่วใต้หล้าต่างทราบว่าแผ่นดินต้าฉีมีกองทัพทหารม้าทรงพลังอย่างกองทัพเกราะแดงคอยปกป้องจากพวกศัตรู แล้วเพราะเหตุใดทหารม้าเกราะแดงถึงมาอยู่ที่นี่
เ้าหมอนั่นเป็ใคร ถึงบอกว่ากองทัพเกราะแดงเดินทางมาเพื่อช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านซานไห่
“วางอาวุธลง แล้วพวกเราจะไว้ชีวิตพวกเ้า!”
เสียงของบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดดังก้อง เสียงฟ้าร้องดังขึ้นตามหลังราวกับว่าคนผู้นี้สามารถบังคับฟ้าฝนได้ ฉากนี้สร้างความน่าสะพรึงกลัวให้แก่ผู้พบเห็น
หลายคนได้ยินว่านี่คือกองทัพเกราะแดงก็รีบวางอาวุธลง กองทัพทหารม้าที่เปรียบเสมือนเสาหลักของต้าฉี ขนาดพวกศัตรูยังต้องยินยอมสวามิภักดิ์แก่ต้าฉีเพราะความน่าเกรงขาม แล้วพวกตนเป็ใครจะกล้ามายืนหยัดต่อสู้กับพวกทหารที่กรำศึกมาทั้งชีวิต
ภาพทหารม้าเกราะแดงจัดการกับคนของทางการ สร้างความปรีดาให้กับชาวบ้าน พวกเขาะโโลดเต้นกันท่ามกลางสายฝนที่เทลงมา ไฟที่เคยลุกไหม้บ้านเรือนเริ่มดับมอดลง
หลายคนอาจคิดว่าเป็เพราะทหารเกราะแดงสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ หมู่บ้านซานไห่ถึงได้พ้นภัย แต่แท้จริงแล้ว ผู้ที่ทำให้ฝนตกลงมาช่วยเหลือหมู่บ้านซานไห่ได้ทันการณ์ คือเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบอย่างฮั่วิจู
เถียนเถียนนอนซุกอยู่บนตักของฮั่วิจู เด็กหญิงตัวน้อยยอมรับข้อแลกเปลี่ยนจากเทพั เพื่อแลกกับการช่วยเหลือหมู่บ้านให้พ้นอัคคีภัย
ภายในถ้ำแห่งนี้ มีเพียงเถียนเถียนผู้เดียวเท่านั้นสามารถมองเห็นบุญกุศลที่ฮั่วิจูสร้างมาในชาตินี้ กำลังถูกเทพัฉกฉวยไป
[ร่างกายของนายท่านอ่อนแออยู่แล้ว ท่านมาฉกฉวยผลบุญไป ไม่ละอายเลยรึ!]
เถียนเถียนต่อว่าเทพัที่ขึ้นจากท้องทะเลมาโปรยฝนทั่วหมู่บ้านซานไห่ด้วยตนเอง เพราะ้าบุญกุศลขององค์หญิงพิภพ์ที่ลงมาผ่านด่านเคราะห์อยู่ในโลกมนุษย์
[เหตุใดข้าต้องละอาย ในเมื่อนางยินยอมแลกบุญกุศลกับการโปรยฝนให้ตกลงมาดับไฟที่กำลังโหมกระหน่ำหมู่บ้านเล็กๆ] เทพัไม่อยู่ทะเลาะกับเถียนเถียนอีกต่อไป ฉกฉวยผลบุญไปด้วยความปรีดา
เถียนเถียนถ่ายทอดพลังออกไปช่วยปกป้องคุ้มครองพลังชีวิตของฮั่วิจู ร่างกายที่อ่อนแอมาั้แ่กำเนิด พอสูญเสียบุญกุศลที่ปกป้องพลังชีวิตไปครึ่งหนึ่งก็อ่อนแอลงยิ่งกว่าเดิม
หวังซื่อกับฮั่วเจินจูััได้ว่า ร่างกายของฮั่วิจูร้อนขึ้นอย่างกะทันหันก็ผงะ รีบเรียกท่านหมอเทวดาให้มาช่วยตรวจอาการ
โอวหยางเพ่ยเพ่ยรู้ว่าลูกศิษย์ไข้ขึ้นสูงอย่างกะทันหันก็รีบมาตรวจอาการ “เหตุใดนางถึงได้ไข้ขึ้นสูงราวกับเปลวเพลิง”
รีบรื้อค้นยาสมุนไพรที่อยู่ในกระเป๋าป้อนให้กับลูกศิษย์ตัวน้อย ร่างกายที่เล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน พอล้มป่วยดูน่าสงสารคล้ายกับลูกแมวที่นอนตากฝน
ฮั่วิจูรู้ว่าตนเองไข้ขึ้นสูง ร่างกายของนางตอนนี้ได้รับความทรมานจากพิษไข้เป็อย่างมาก นางไม่คิดว่าการยอมแลกผลบุญเพื่อให้ฝนตกลงมาดับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ จะทรมานราวกับว่าร่างกายกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ
เสียงในทุกห้วงอารมณ์ที่มีทั้งทุกข์และสุขปนกันของชาวบ้าน ดังเข้ามาในหูของฮั่วิจู ก่อนที่สติของนางจะดับไป