ตอนที่ 61
เส้นขนานยากบรรจบ
คล้อยหลังไปครู่ใหญ่หลังจากมายาภาพสูญสลายเด็กสาวที่เดินออกจากกระท่อมไม้ตั้งแต่ยามเย็น ยังคงไม่จากไปไกล นางเลือกที่จะหลบซ่อนตัวเฝ้ามองดูเรือนไม้เก่าด้วยแววตาเศร้าสร้อยกระทั่งราตรีกาลมาเยือนบวกกับมีภารกิจที่ได้รับมอบหมายค้างคา นางจึงได้แต่ฝืนตัดใจจากไป
ทุกสิ่งดูเหมือนจะกลับคืนสู่ความปกติสุขอีกครั้งหากไม่ปรากฏร่างที่ลอยค้างอยู่กลางเวหาโดดเดี่ยว รูปลักษณ์ภายนอกรวมถึงชุดที่สวมใส่ของผู้มาเยือนล้วนคล้ายคลึงเด็กสาวก่อนหน้า ดวงตาของหญิงสาววัยกลางคนผู้มาใหม่ ปรากฏไอสีม่วงอ่อนจางวูบไหวจับจ้องผ่านความมืดมิดมองไปยังแผ่นหลังของเด็กสาวที่กำลังเคลื่อนห่างจากไปด้วยแววตาลึกล้ำกลับกลายไปมา
“เยว่เอ๋อร์...เอ๋ย เยว่เอ๋อร์ เด็กน้อยเจ้าเหตุใดจึงต้องทำให้อาจารย์ไร้หนทางเลือกเช่นนี้”ร่างที่กลมกลืนไปกับราตรีกาลเหนือล้ำด้วยพลังฝีมือแม้จะลอยเด่นอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สว่าง แต่กลับกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับฟากฟ้าหากนางมิประสงค์จะปรากฏตัวให้พบเห็น เชื่อว่ายากนักที่จะมีผู้ใดสังเกตออก
เวลานี้ภายในกระท่อมเก่าหลงจิวเมิ่งยังคงหลับใหลมิรู้สติ พริบตาที่เด็กสาวทะยานพ้นสายตาร่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมมิดชิดสีม่วงเข้มพลันปรากฏเลือนลางอยู่ที่ด้านข้างเตียงนอนของหลงจิวเมิ่งมือขาวซีดของผู้บุกรุกเคลื่อนช้าพ้นจากชายขอบชุดปกปิด ริมฝีปากบางภายใต้ผ้าคลุมหน้าพ่นลมหายใจถอดถอนก่อนจะเอ่ยคำแผ่วมิอาจฟังชัด “...แม้จะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่เมื่อเราสองแตกแยกอุดมการณ์ข้าก็มิมีทางเลือก...” ดวงตาเจิดจ้าหลุบปิดพร้อมเพลิงปราณสีม่วงเข้มที่หดหาย จู่ ๆความคิดของหญิงสาวพลันพลิกเปลี่ยนไปมาราวกับกำลังแข็งขืนต่อสู้กับจิตใต้สำนึกของตนเอง “ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าก็ไม่อยากใจไม้ไส้ระกำเยี่ยงนี้ ข้ามิได้อยากกระทำเลย...”ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำใส แต่มิได้รินหลั่ง เสียงกล่าวคลุ้ม ๆ คลั่ง ๆ ปรากฏแว่วบัดเดี๋ยวดังบัดเดี๋ยวเบาสลับไปมา แต่ที่น่าตระหนกกลับเป็นเพราะสุ้มเสียงนั้นต่อให้ดังสะท้านเพียงใดแต่กลับสะท้อนไปมา จำกัดอยู่แต่ในบริเวณหอห้องอย่างน่าประหลาด“คราก่อนก็ครั้งหนึ่ง ครานี้ก็อีกครั้ง ข้า...ข้า...” คำกล่าววนเวียนราวกับว่ายอดฝีมือสตรีผู้นี้กำลังสับสนใหญ่หลวง สุดท้ายไม่อาจตัดใจสังหารหลงจิวเมิ่งโดยเฉียบพลันกลายเป็นคลุ้มคลั่งผิดเพี้ยน
...แม้ยากตัดสิน แต่เมื่อเลือกเดินบนหนทางแข็งกร้าวยาวนานย่อมมิเหลือทางถอยหนีให้หวนกลับ มีแต่ถลำลึกยากถอนสุดท้ายแม้เรื่องร้าวปวดร้าวมิมีผู้ใดเข้าใจ ยังต้องฝืนกระทำและรับผลเพียงลำพัง
ครู่ใหญ่...ค่อยปรากฏเหตุการณ์ระเบิดลมปราณอสูรหมื่นมายาปะทุทำลายล้างรอบข้างจนเป็นผุยผงเสียงกัมปนาทดังสะท้านทั่วสิบทิศ
...เรือนไม้สูญสิ้นกลายเป็นฝุ่นผง
...ผืนดินรอบข้างเว้าแหว่งแหลกสลาย
...อากาศธาตุร้อนระเหิด รอบข้างกลายเป็นเวิ้งว้าง บิดเบี้ยว
...พริบตาทุกสรรพสิ่งพลันยุบรวมราวกับความว่างเปล่าถูกบีบปั้น เสียงระเบิดกึกก้องพลันสะท้านตามหลัง แดนดินล้วนสั่นไหวมิอ่าจต้านทั่วปฐพีพินาศพังย่อยยับดับสูญ
“ท่านอาจารย์” ฟางเยว่ฉีรับรู้ความบิดเบี้ยวของสนามพลังด้วยเข้าใจอิอธิฤทธิ์ของลมปราณอสูรหมื่นมายา หวั่นเกรงเกิดเภทภัยกับหลงจิวเมิ่งเร่งใช้สมบัติวิเศษผสานเสริมท่าร่างจนว่องไวดุจวิชชุเพียงชั่วไม่กี่ลมหายใจพลันย้อนคืนกลับมายังสถานที่ยากแยกจากก่อนหน้า แต่แล้วกลับช้าไปหนึ่งก้าวเมื่อมาถึงสถานที่เกิดเหตุพบเพียงผู้เป็นอาจารย์ยืนสงบนิ่งสองมือไขว่หลังไม่ไหวติงราวรูปปั้นดวงตาของอิสตรีวัยกลางคนหมองแสง เหม่อลอยมองทอดไกลว่างเปล่า ใบหน้าด้านข้างของผู้เป็นอาจารย์ที่เด็กสาวมองเห็นผ่านผ้าผืนบางปกคลุมแม้ปรากฏเค้าความชราเพิ่มขึ้น แต่มันช่างดูเย็นชาและไร้อารมณ์ความรู้สึกยิ่ง
การนิ่งเฉยมิได้คำตอบ เมื่อจุดประสงค์การกลับมาของเด็กสาวหาได้เพราะต้องการพบหน้าผู้เป็นอาจารย์ในเวลานี้ฟางเยว่ฉีมองทอดไปยังหลุมลึกมหึมาเบื้องหน้า มิต้องเอ่ยถาม...ในใจพลันพบคำตอบปวดร้าวน้ำตาใสเอ่อหยด หลั่งรินลงมาอย่างมิรู้ตัวลมหายใจเร่งร้อนก่อนหน้าพลันติดขัดขาดห้วงปริ่มราวจะขาดใจ “ท่าน...ท่านอาจารย์...ทำไม...ทำไม...”ริมฝีปากแดงกลายเป็นแห้งผาด สุดท้ายคำเอ่ยพลันขาดหาย ทุกสิ่งยุติลงพร้อมสติที่ใกล้เลือนจากของฟางเยว่ฉี
...หนึ่งความรักลึกล้ำยากตัดรอน
...หนึ่งบุญคุณชุบเลี้ยง อุปการะสูงส่งมิอาจทดแทนสิ้นในชั่วชีวิต
...เหตุใดโชคชะตาทั้งสองสายจึงต้องเดินขนานกันเยี่ยงนี้
...ข้าคงมิมีสิทธิ์เลือกสินะ
ความคิดสุดท้ายก่อเกิด สติพลันดับหาย ร่างอรชรของฟางเยว่ฉียังมิทันล้มแตะถึงพื้นตำราขีดเขียนบนผืนหนังปรากฏคำ...เคล็ดจิตสักการะฟ้า อยู่ที่ด้านหน้าพลันล่วงหลุดหล่นจากมือขาวผู้เป็นอาจารย์ส่ายศีรษะด้วยความรู้สึกขัดแย้งเจ็บปวด แต่ยังมิลืมใช้ลมปราณโอบอุ้มบังคับร่างเยาว์วัยให้ลอยเข้ามาสู่อ้อมอกของตนพร้อม ๆ กับผืนผ้าอันเป็นเป้าหมายของภารกิจที่เด็กสาวรับอาสามาช่วงชิงด้วยจุดประสงค์ซ่อนแฝงในครั้งนี้
...สิ่งที่ข้ากระทำถูกหรือผิดผู้ใดจักตัดสินเพียงเป้าหมายบรรลุถึง ใยต้องคิดให้มากความ
ถ้อยคำปรากฏเด่นในใจของ...หงมู่ซิ่ว วันอันยากตัดสินใจผ่านพ้นไปแล้วพร้อมร่างของหนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์ที่จางเลือนไปกับราตรีกาลมืดมิด สุดท้ายหลงเหลือเพียงความเงียบสงบและบอบช้ำของสถานที่ว่างเปล่ารอบข้าง
.
.
ย้อนกลับมาตอนที่หงมู่ซิ่วลังเลใจอยู่ภายในกระท่อมไม้หลงจิวเมิ่งพลันพลิกกายหันกลับมาทั้งที่ดวงตายังคงปิดสนิทหงมู่ซิ่วหรี่ตามองใบหน้าขาวของเด็กหนุ่ม ความคิดสับสนพลันนึกหวนไปถึงวันวานใบหน้าของหญิงงามอีกผู้หนึ่งซึ่งละม้ายคล้ายกับหลงจิวเมิ่งพลันปรากฏเด่นขึ้นแทนที่ยามนั้นหงมู่ซิ่วคอยหลงลืม ระเบิดความเกรี้ยวกราดรุนแรงออกมามือขวาส่งลมปราณศักดิ์สิทธิ์ขยายออกด้วยพลั้งเผลอแต่ในขณะที่กำลังจะลงมือทำลายล้าง จิตใจที่สับสนพลันเคลื่อนมือซ้ายให้สกัดขวางกลายเป็นท่วงท่าขัดแย้งพิกลพิการ หากแต่ลมปราณที่ส่งออกมิอาจดึงรั้งแม้สกัดขวางแต่ระดับฝีมือของหงมู่ซิ่วสูงล้ำเกินหยั่งคณา พริบตาแรงระเบิดพลันทำลายรอบรัศมีกว่าร้อยวาจนราพณาสูรจุดปะทะสองพลังขัดแย้งก่อเกิดหลุมลึกกว้าง ก่อเป็นใจกลางยุบยวบลึกลงโดดเด่น
ภายหลังลงมือสังหาร หลงจิวเมิ่ง หงมู่ซิ่วยังไม่อาจเข้าใจการกระทำของตนเองได้แต่ยืนมองทอดถอนใจอยู่ที่ริมขอบหลุม รอคอยให้ฟางเยว่ฉีหวนคืนมาพบเจอ สุดท้ายได้แต่เลือกนิ่งงันหมายอาศัยฉากสะเทือนใจ ตัดสัมพันธ์ชะตาความรักที่ครั้งหนึ่งตนเองเคยขัดขวางสำเร็จมาก่อน
เหตุการณ์บนพื้นดินผ่านพ้นไปด้วยความเงียบงันดังเรื่องราวข้างต้นหากแต่ใต้พื้นปฐพีกลับแตกต่างสิ้น เพราะยามนี้ใต้พิภพลึกลงไปจากผิวหน้าดิน ที่ถูกทำลายล้างโดยฝีมือหงมู่ซิ่วร่างปางตายที่ยังพอมีลมหายใจรวยริน กลับกำลังก่อเกิดเรื่องราวพิสดารที่มิอาจอธิบายได้รวบรัดอาจจะจำกัดความได้ว่า สิ่งที่หลงจิวเมิ่งกำลังจะพบเจอ นั้นเป็น...ปาฏิหาริย์แห่งโชคชะตาหนุนเสริมอย่างล้ำเลิศหรือว่าเป็นเส้นทางที่ชะตาขีดวาดเอาไว้ล่วงหน้าย่อมมิมีผู้ใดรับรู้กระจ่าง