ภาพของหญิงสาวนางหนึ่งถูกคัดเลือกจากหญิงสาวอีกราวสิบคนในหมู่บ้านมีชายฉกรรจ์สี่คนนำเสลี่ยงหามมารับตัวเธอไปยังเรือนไม้ประดับดอกไม้หลังใหญ่ที่เธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเธอรู้สึกตื่นตาตื่นใจและดีใจที่จะได้เข้ามาใช้ชีวิตในเรือนไม้สวยหลังนี้ไม่นานนักก็มีหญิงวัยกลางคนในชุดขาวเดินขึ้นเรือนเข้ามานั่งคุยกับเธอบนชานเรือนเธอเป็แม่หมอประจำหมู่บ้านที่พอรู้วิชาอาคมและเป็คนเสนอให้สร้างเสาหลักเมืองโดยใช้คนบูชายัญเพื่อยับยั้งภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านบ่อยครั้งแม่หมอบอกเื่ที่หญิงสาวจะต้องกลายเป็เครื่องบูชายัญให้กับเสาหลักเมืองโดยแลกกับเธอจะได้รับการปรนนิบัติดูแลอย่างดีทั้งอาหารเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยเป็เวลาหนึ่งปีรวมถึงครอบครัวของเธอจะได้รับเงินชดเชยด้วยแต่ในหนึ่งปีนี้เธอจะต้องดื่มยาแก้วหนึ่งหลังอาหารทุกครั้งเธอไม่มีทางเลือกมากนักพราะครอบครัวของเธอยากจนจึงยอมตกลงรับข้อเสนอของแม่หมอ
หลังจากเธอเข้ามาใช้ชีวิตอยู่บนเรือนได้ไม่นานก็มีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งถูกนำตัวมาที่เรือนไม้แห่งนี้ด้วยเขาเองก็ถูกคัดเลือกให้มาเป็เครื่องบูชายัญเสาหลักเมืองเช่นกันเธอไม่รู้ว่าเขาได้รับข้อเสนออะไรจากแม่หมอแต่ชายหนุ่มก็ได้รับการดูแลอย่างดีเช่นกันทั้งสองคนจึงกลายเป็เพื่อนที่ดีต่อกันและพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็ความรักแม้จะบอกว่าเป็ความรักแต่พวกเขาได้รับอนุญาตให้พบกันจนถึงหกโมงเย็นเท่านั้นหญิงสาวมีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็ทั้งเพื่อนและคนรักคนสุดท้ายในชีวิตเธอจึงเชื่อใจเขามากและไม่เคยกลัวความตายที่ใกล้เข้ามาเพราะรู้ว่าทั้งเธอและเขาจะกลายเป็ิญญาที่ช่วยกันปกป้องหมู่บ้านนี้จากภัยน้ำท่วมด้วยกันตลอดกาล
ในวันสุดท้ายก่อนจะถึงวันทำพิธีตอกเสาบูชายัญจานและชามเปล่าของอาหารค่ำมื้อสุดท้ายบนโต๊ะตรงหน้าทั้งคู่ถูกสาวใช้ทยอยนำออกไปจนหมดก่อนที่สาวใช้สองคนจะนำถาดวางแก้วเหล้าเข้ามาวางบนโต๊ะให้ทั้งคู่แทนในแก้วเหล้าใบนี้ผสมยาชุดสุดท้ายที่แรงที่สุดแม่หมอบอกว่าหากดื่มเข้าไปแล้วร่างกายของเธอจะกลายเป็อัมพาตเดินไปไหนมาไหนด้วยตัวเองไม่ได้อีกหญิงสาวหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาชนกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอแล้วดื่มมันเข้าไปจนหมดแก้วตอนที่ร่างกายหมดแรงฟุบลงบนโต๊ะอาหารนั้นเอง เธอพยายามเอื้อมมือไปจับมือของชายหนุ่มแต่กลับควานหามือของเขาไม่พบเมื่อพยายามเงยหน้ามองอีกฝ่ายั์ตาของเธอสะท้อนเพียงแผ่นหลังสุดท้ายของเขาที่เดินหายออกไปจากประตูห้อง
ในขณะที่ร่างของหญิงสาวถูกหามขึ้นเสลี่ยงหามเพื่อเดินทางไปยังลานตอกเสาหลักเมืองเธอรับรู้และได้ยินเสียงความโกลาหลภายนอกเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มหายตัวไปแต่เธอขยับตัวไม่ได้อีกแล้วสภาพของเธอเหมือนตุ๊กตาขนาดใหญ่แม้แต่กระพริบตายังลำบากในใจของเธอเริ่มเกิดความกลัวเมื่อรู้ว่าเธอเป็คนเดียวที่ต้องถูกฝังลงไปพร้อมกับเสาหลักเมืองอย่างโดดเดี่ยวชายฉกรรจ์อุ้มร่างของเธอโยนลงไปในหลุมเสาขนาดใหญ่ถูกปล่อยกระแทกลงมาทับร่างจนกระดูกแหลกทั่วร่างกายเืไหลออกเต็มตัวรวมถึงทวารทั้งห้าด้วยฤทธิ์ยาทำให้ไม่รู้สึกถึงความเ็ปตามร่างกายต่างกับในใจตอนนี้ซึ่งไม่ได้นึกถึงชายหนุ่มแต่เต็มไปด้วยความแค้นความสงสัยและความหวาดกลัวจนถึงลมหายใจสุดท้ายเธอต้องทนอยู่ในสภาพแบบนั้นจนกระทั่งสติสัมปชัญญะเ้ากรรมจะดับวูบลงเสียที
เอวาน้ำตาไหลพรากเพราะนอกจากภาพความทรงจำแล้วความรู้สึกต่างๆ ก็ไหลเข้ามาราวกับเธออยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ แม้จะไม่ได้รู้สึกเ็ปจากาแร่วมกับหญิงสาวแต่สภาพอเนจอนาถที่เห็นคือความจริงที่หญิงสาวประสบมาก่อนจะตายอย่างแน่นอนเอวาปล่อยมือจากนาชาญและเป็อีกครั้งที่เธอเห็นเขากล่าวกับิญญาเฝ้าหลักเมืองด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไปจากปกติ
“กลับไปยังที่ๆท่านควรอยู่เสีย”
น่าแปลกที่คำสั่งของนาชาญเป็เสมือนวาจาสิทธิ์ทุกครั้งที่เขาพูดกับิญญาพวกิญญาต่างทำตามอย่างว่าง่ายเอวาเห็นร่างเงาิญญาดำมืดของหญิงสาวหายไปกับสายลมราวกับถูกลมพัดกระจายออกไปในอากาศบรรยากาศรอบห้องที่ตึงเครียดกลับเป็ปกติอีกครั้งรวมถึงพื้นที่เคยกระเพื่อมเหมือนผิวน้ำก็กลับเรียบแข็งเหมือนเดิมทะนงที่พยายามดิ้นรนขัดขืนเมื่อครู่หยุดเคลื่อนไหวทำให้นาชาญใรีบเอามือออกจากปากของเขาแล้วอังที่จมูกแทนเมื่อเห็นว่าเขายังคงหายใจอยู่นาชาญจึงปล่อยให้เขานอนลงบนหมอนทะนงหลับตากลับไปเป็ผู้ป่วยไร้เรี่ยวแรงตามเดิม
เอวาเห็นนาชาญลุกขึ้นลงจากเตียงกำลังจะไปที่ประตูก็ตามลงมาด้วยเธอเห็นเขาไม่พูดไม่จาจึงคิดจะสะกิดเรียกเขา แต่ต้องชะงักมือไว้ด้วยสัญชาตญาณไม่กล้าแตะต้องนาชาญหันไปเห็นเอวาน้ำตาไหลพรากก็แปลกใจรีบถามขึ้น
“เธอเป็อะไรร้องไห้ทำไม”
“ฉันเผลอไปแตะถูกตัวนายตอนเห็นิญญาเมื่อกี้นี้”
แววตาของนาชาญเปลี่ยนเป็ใเหมือนเขาจะรู้ว่าการทำแบบนั้นมีผลอย่างไรบ้างกับเอวา “แล้วเธอเป็อะไรมั้ยทำไมอยู่ๆเธอถึงเห็นิญญา”
“ไม่รู้แต่ฉันแค่เข่าอ่อน”เธอกล่าวเสียงแ่ก่อนหันไปทางทะนง “ทางโน้นน่าเป็ห่วงกว่านะ”
“เสียงหายใจของเขาดีขึ้นมากแล้วปอดอาจจะยังไม่หายเป็ปกติแต่น่าจะค่อยๆ กลับเป็เหมือนเดิม”นาชาญกล่าวพลางมองดูมิ่งมั่นกับเทิดที่เดินลงจากบันไดใกล้เข้ามา
มิ่งมั่นรีบเข้าไปดูอาการลูกชายในขณะที่เทิดตรงเข้ามาถามนาชาญอย่างเป็กังวล“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นในห้อง แล้วพี่ชายผมเป็ยังไงบ้างครับ”
“ผมว่าพรุ่งนี้เขาน่าจะหายดีครับคืนนี้คงไม่ได้ยินเสียงเรียกที่ว่าแล้วล่ะ”
“พูดง่ายดีนะครับผมยังไม่เห็นคุณทำอะไรเลย”
“เทิดมาดูนี่สิพี่ชายลูกหายใจเป็ปกติแล้ว”เสียงของมิ่งมั่นดังแทรกขึ้นทำให้เทิดเบิกตากว้างอย่างแปลกใจแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาแม่กับพี่ชายเขามองดูการหายใจของพี่ชายที่เปลี่ยนเป็ลึกและยาวเหมือนคนปกติทั่วไป
“คุณทำได้ยังไงน่ะ”เทิดลุกขึ้นถามนาชาญ นาชาญเม้มปากนึกคำอธิบายก่อนกล่าวตอบ
“บางทีถ้าเขาไม่ได้ตอบรับเสียงนั่นจิตใจของเขาอาจเชื่อว่าตัวเองต้องไม่ตายถึงได้รอดมาได้แต่อย่างที่คุณพูดนั่นแหละว่าผมไม่ได้ทำอะไรมากนักหรอกครับ”นาชาญกล่าวสีหน้านิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายคาใจต่อไป “พรุ่งนี้ลองดูอาการอีกทีนะครับถ้าหากยังไม่สามารถลุกเดินได้เป็ปกติ ก็หมายความว่ายังไม่พ้นอันตราย”
“ถ้าเป็แบบนั้นหรือว่าพรุ่งนี้ิญญานั่นจะกลับมาอีก”
“ก็เป็ไปได้แต่วันนี้ปลอดภัยแล้วล่ะครับ” นาชาญนิ่งเงียบมีท่าทีลังเลอยู่ครู่ใหญ่จึงลองถามเทิดกับมิ่งมั่น“บรรพบุรุษของพวกคุณที่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้เป็ผู้ชายทั้งคู่หรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะ”มิ่งมั่นตอบ “รู้สึกว่าคุณทวดเคยขุดกระดูกของคนที่เป็ญาติผู้พี่มาทำพิธีเผาแล้วฝังเอาไว้ด้วยกันกับบรรพบุรุษเราในวัดใกล้เวียงกุมกามนี่ล่ะค่ะคุณอยากรู้ไปทำไมหรือคะ”
“คุณช่วยบอกชื่อวัดแล้วก็จุดที่ฝังกระดูกของเขาให้ละเอียดได้มั้ยครับเราอาจจะต้องขออนุญาตนำกระดูกออกมาด้วย”
“มันก็ได้อยู่หรอกค่ะฉันมีกุญแจเปิดตู้เก็บอัฐิแต่จะเอาเถ้ากระดูกไปทำอะไรหรือคะรอถึงพรุ่งนี้เช้าได้มั้ย”
“ผมน่าจะเจอสาเหตุที่ครอบครัวของคุณป่วยแบบเดียวกันแล้วแต่ต้องจัดการเื่หนึ่งก่อนยังไงผมขอถือวิสาสะไปเอาเถ้ากระดูกออกมานะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะนำกุญแจมาคืนให้”
มิ่งมั่นพยักหน้าก่อนเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อนำกุญแจลงมายื่นให้นาชาญ“นี่ค่ะ แล้วคุณจะเอามาคืนเมื่อไร”
“ถ้าทันก็จะแวะมาพรุ่งนี้ครับแต่ยังไงผมขอให้คุณช่วยถามเื่บรรพบุรุษของคุณโดยละเอียดกับญาติของคุณได้มั้ยถ้าไม่รู้เื่นั้นน่าจะแก้ไขปัญหายากนะครับ”
“ได้อยู่ค่ะงั้นพรุ่งนี้สิบโมงฉันโทรหาอีกทีนะคะ”
“ครับขอบคุณครับ” นาชาญกล่าวพลางเดินตามเอวาไปยืนหน้าประตูบ้าน“ยังไงพวกผมขอตัวกลับก่อน ไว้พรุ่งนี้จะแวะเข้ามาอีกทีนะครับ”
เทิดเดินไปส่งทั้งคู่ขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านจัดสรรไปเอวาลอบมองนาชาญเป็ระยะเหมือนมีคำถามในหัวมากมายแต่ไม่รู้จะเริ่มจากเื่ไหนก่อนนาชาญเห็นเอวาเหลือบมองตนเองหลายครั้งก็รู้ตัวว่าเป็ต้นเหตุของบรรยากาศแปลกๆที่เกิดขึ้นในรถจึงเป็ฝ่ายทำลายความเงียบนั้น
“มีอะไรจะถามมั้ย”
“หลายเื่เลยล่ะ”เอวาตอบทันควัน “แล้วนี่นายจะไปที่สุสานจริงๆ หรือ”
“ถ้าไม่จัดการเื่นี้ให้เสร็จคืนนี้พรุ่งนี้ิญญานั่นก็จะไปที่บ้านคุณทะนงอีก ไปตอนกลางวันก็ไม่ได้ด้วย”
“ลืมไปเลย”เอวากล่าวพลางมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วรีบเลี่ยงสายตาหันกลับมามองขาตัวเองเธอพยายามพูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็ปกติ “ที่นายอยากได้อัฐิของบรรพบุรุษเขาเพราะคิดว่าเป็คนเดียวกับในความทรงจำของผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย”
“เธอมองเห็นจริงด้วยสินะั้แ่เมื่อไร” นาชาญถามอย่างสงสัย “ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเห็นิญญานี่”
เอวายิ้มแหย“ไม่รู้เหมือนกัน ั้แ่ฝันเห็นพญานาคล่ะมั้ง”
ั์ตาสีดำมืดทะมึนของนาชาญสะท้อนให้เห็นแสงจากเกล็ดพญานาคบนหน้าผากของเอวาเขานิ่งไปเหมือนกำลังใช้ความคิดก่อนกล่าวกับเธอ
“เธออาจจะต้องหาพระมาห้อยคอไว้ถ้ากลัวอะไรก็ตามที่อยู่ข้างนอกนั่นล่ะก็นะ”
“มีอีกเื่ที่ฉันอยากถามนายถึงจะเห็นนานแล้วก็เถอะ” เอวาสูดหายใจหันไปสบตากับนาชาญอย่างเต็มตาก่อนชะงักหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว“ทำไมตานายถึงเป็แบบนั้นอีกแล้วล่ะ มันน่ากลัวเหมือนไม่ใช่ตาคนอะ”
“เดี๋ยวก็ชินเองแหละมองๆ ไปเหอะ”
“นายไม่รู้ตัวหรือว่าตานายมันไม่มีแววมันเป็สีดำด้านเหมือน…” เอวากระอักกระอ่วนแต่ก็จำใจพูดออกมาตรงๆ “เหมือนตาปลาตอนตายแล้วน่ะ”
นาชาญหัวเราะเสียงดัง“แต่คนไม่เหมือนกัน ถ้าเธอเห็นในหนังนะ ตาของผีต้องเป็สีขาวไม่มีลูกตาใช่มั้ยล่ะ”
“ก่อนจะเห็นผีฉันเห็นตานายไม่ใช่แบบนี้ฉันถึงได้ใไงเล่าแล้วก็…”เอวาหยุดชั่งใจไม่รู้ควรจะพูดดีหรือไม่ แต่เห็นนาชาญทำหน้าตาทองไม่รู้ร้อนแล้วก็ยิ่งอยากจะจี้ถาม“นายสั่งผีได้ด้วยใช่มั้ย”
“ฮะ”นาชาญร้องเสียงหลง “สั่งผีเนี่ยนะ คิดออกมาได้”
“ก็ฉันเห็นนายพูดทีไรผีก็ทำตามทุกทีนี่”
“เอาเหอะถ้าผีมาอีกฉันจะสั่งให้นะ” นาชาญตอบแบบขอไปทีก่อนเลี้ยวรถเข้ามาจอดในวัด“แล้วเธอจะเอายังไง นั่งรอในรถมั้ย ถ้าออกไปอาจจะต้องเจออะไรที่เหนือธรรมชาตินะ”
“ขอนั่งรอในรถก็แล้วกันฉันยังไม่ใจกล้าขนาดนั้น”
นาชาญพยักหน้าแล้วยื่นกุญแจรถให้เอวาทั้งที่ยังไม่ดับเครื่องก่อนจะเปิดประตูลงจากรถนาฬิกาในรถบอกเวลาจะตีสามแล้ว นาชาญเดินผ่านอุโบสถหลังเล็กไปยังกำแพงวัดซึ่งเป็ที่วางตู้บรรจุอัฐิตู้มีลักษณะเป็ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าสองฝ่ามือหลายช่องติดกันคล้ายตู้ล็อกเกอร์เก็บของนาชาญมองชื่อบนพวงกุญแจก่อนจะไล่นิ้วหาชื่อที่ตรงกันเมื่อเจอแล้วเขาก็ไขกุญแจเปิดเอาโกฏบรรจุอัฐิข้างในออกมาโชคดีที่บนโกฏมีชื่อสลักเอาไว้ด้วยจึงหยิบออกมาได้ถูกต้อง
ในขณะที่เขากำลังปิดตู้ล็อกกุญแจอยู่นั้นนาชาญได้ยินเสียงเหมือนอะไรสักอย่างกระแทกตู้บรรจุอัฐิข้างๆเมื่อหันไปมองจึงเห็นหญิงสาวชุดแดงผมยาวปกหน้ายืนเอียงคอโขกหัวชนเข้ากับตู้บรรจุอัฐิทุกครั้งที่โขกหัวผมก็จะสะบัดออกนิดหนึ่งเผยให้เห็นใบหน้าบวมอืดจนมองไม่ออกว่าจุดไหนเป็จมูกหรือจุดไหนเป็แก้มเนื้อที่บวมอืดปูดทับดวงตาจนเรียวเล็กไม่รู้ว่าเธอกำลังลืมตาอยู่หรือเปล่าแต่นาชาญก็ดันไปสบตากับเธอเข้าพอดีดวงตาเรียวเล็กข้างหนึ่งนั้นเบิกกว้างราวกับเด็กได้ของเล่นเธอเคลื่อนตัวทั้งที่คอยังเอียงอยู่แบบนั้นกระแทกตู้บรรจุอัฐิเข้ามาใกล้นาชาญนาชาญแกล้งมองไปรอบๆ เหมือนไม่เห็นเธอแล้วหันหลังเดินต่อเพื่อจะกลับมายังลานจอดรถเธอคนนั้นยังคงเดินตามมาทะลุร่างเขาแล้วพยายามชะเง้อใบหน้าเผื่อเขาจะมองเห็นเธอ
ในขณะที่เดินผ่านอุโบสถหลังเล็กของวัดทั้งที่ิญญาหญิงสาวยังตามติดมาข้างหลังหางตาของนาชาญไปสะดุดเข้ากับร่างโปร่งแสงของชายวัยกลางคนที่นอนเือาบอยู่ข้างๆ ตู้บริจาคเงินของวัดเมื่อเขาเห็นนาชาญเดินผ่านเขาก็เคลื่อนตัวทั้งที่หงายท้องซึ่งมีมีดปักอยู่กลางลำตัวคลานเข้ามาข้างๆ เขา นาชาญมองตรงไปข้างหน้าทำเป็มองไม่เห็นแต่ิญญาชายคนนั้นก็ยังคงไม่ละความพยายามคลานมาตัดหน้าเขาบ้างคลานตามด้านข้างเขาบ้าง ะโเกาะหลังเขาบ้างกลายเป็มีิญญาตามติดเขามาถึงสองตนนาชาญคิดหาวิธีสลัดิญญาเหล่านี้ก่อนจะไปถึงรถเพื่อไม่ให้เอวาเห็น แต่เมื่อมาถึงลานจอดรถเขาก็ชะงักก่อนเร่งฝีเท้า
ิญญาตนหนึ่งห้อยตัวหัวทิ่มอยู่บนกิ่งไม้เหนือรถก่อนปล่อยร่างให้ตกใส่หลังคารถเสียงดังครั้งแล้วครั้งเล่าเอวาที่นั่งอยู่ในรถสีหน้าซีดไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกจึงเปิดกระจกชะเง้อออกไปดูใบหน้าโชกเืบนกะโหลกศีรษะที่ผิดรูปโผล่พ้นหลังคารถก้มมามองดูเธอ คางของเขาแตกดวงตาข้างหนึ่งถลนออกจากเบ้า เขาค่อยๆ เลื่อนหัวลงมาจึงเห็นส่วนคอเคลื่อนบิดไปคนละทางกับลำตัวที่พาดอยู่บนรถเอวารีบดึงตัวเองกลับเข้ามาในรถแล้วปิดกระจกรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญกับอะไร ิญญาดวงนั้นใช้มือที่กระดูกบิดเบี้ยวทุบกระจกรถรัวๆแต่เอวาไม่ยอมหันไปมองเขาจึงเคลื่อนเปลี่ยนทิศทางก่อนปล่อยให้ร่างตกลงมาข้างประตูที่นั่งคนขับซึ่งเปิดอ้าไว้เขาคลานขึ้นมาบนเบาะที่นั่งคนขับทั้งที่ยังนอนราบอยู่พลางยืดมือสุดแขนเพื่อััตัวเอวาที่นั่งแข็งทื่อเปล่งเสียงไม่ออกเธอตัวสั่นงันงกน้ำตาไหลพรากทำอะไรไม่ถูก
“เห็นใช่มั้ยช่วยเราด้วย”เสียงหวีดหวิวโหยหวนจากิญญาในรถและิญญาอีกสองตนที่ตามนาชาญมาสะท้อนก้องในหูพลางพุ่งตัวเข้ามาหาเอวาที่กำลังยกมือขึ้นปิดหูมันทั้งสามรู้แล้วว่าเธอมองเห็นมัน
นาชาญที่พึ่งมาถึงหน้ารถจึงเปล่งเสียงคำรามด้วยความโกรธ“กลับไปซะ”
สิ้นเสียงของนาชาญร่างิญญาทั้งหมดก็เหมือนถูกสายลมรุนแรงเป่าพัดจนหายไปในอากาศเอวายังไม่กล้าลืมตาขึ้นมาทำให้นาชาญต้องเดินเข้ามาในรถแล้วปิดประตูเอวาได้ยินเสียงปิดประตูรถก็ลืมตาข้างหนึ่งมองไปข้างๆ ด้วยความหวาดระแวงพอเห็นเป็นาชาญเธอก็ยอมปล่อยมือออกจากหูแล้วหันมาจะคุยกับเขาแต่กลับได้เห็นั์ตาสีดำทะมึนที่ราวกับมีหมอกสีทึบบดบังอยู่ของเขาแทนเธอจะกรีดร้องออกมาแต่ถูกนาชาญปิดปากเอาไว้
“ฉันเองนาชาญ” เขากล่าวแล้วยื่นมือไปแตะบ่าเธอเบาๆ ทำให้เธอเริ่มสงบลง“ถ้าร้องล่ะก็พวกนั้นได้มากันเป็ขบวนพาเหรดแน่”
เอวาพยักหน้าไม่กล้าพูดอะไรต่อปล่อยให้นาชาญขับรถออกจากเขตวัดเสียก่อนเธอมองดูโกฏใส่อัฐิที่วางอยู่บนเบาะหลังซึ่งแน่นอนว่าข้างๆ โกฏนั้นมีร่างิญญาของชายสวมเสื้อคอจีนนุ่งผ้าซิ่นสีขาวนั่งอยู่เอวาเหลือบเห็นร่างิญญานั้นนั่งก้มหน้าผ่านกระจกมองหลังจึงพอคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็เ้าของอัฐิในโกฏการแต่งกายของเขาคล้ายิญญาหญิงสาวที่ทำร้ายทะนงโชคดีที่ท่าทางของเขาเรียบร้อยผิดกับิญญาในวัดเมื่อครู่นี้เอวานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“เราจะไปที่ไหนกันหรือ”
“กลับที่พักก่อนวันนี้คงทำได้แค่หาความจริงจากิญญาในโกฎนั่น”
“ไม่ไปที่เวียงกุมกามหรือเขาคือคนในความทรงจำของิญญาผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย”
“ก่อนจะให้เจอกันฉันต้องรู้ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้นอาจจะจบเื่ไม่ได้”นาชาญกล่าวพลางถอนหายใจ “อยู่ๆจะให้สั่งิญญาให้ไปสู่สุคติมันทำสำเร็จยากนะยิ่งเป็ิญญาเฝ้าเสาหลักเมืองด้วยแล้ว”
“แต่นายสั่งิญญาให้หายไปได้เหมือนที่ทำเมื่อครู่นี้นี่”เอวานึกถึงเหตุการณ์ในลานจอดรถที่วัด “แล้วทำไมตอนอยู่ในวัดไม่ทำั้แ่แรกแถมปล่อยให้มันตามมาหาฉันถึงในรถอีก”
“พวกนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ฉันคิดจะหาทางไล่ไปอยู่เหมือนกันแต่ดันมาเจอเธอโดนเล่นงานซะก่อน”นาชาญหันมองเอวาสลับกับเส้นทางถนนตรงหน้า“พวกนั้น้าหาร่างคนเป็ที่มองเห็นตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือเธอก็ดันไปแสดงให้พวกนั้นเห็นว่าเธอมองเห็นน่ะสิ พวกนั้นก็เลยวิ่งเข้าไปหาเธอครั้งหน้าก็แค่ทำเป็ไม่เห็นซะพวกเขาก็จะคิดว่าเธอมองไม่เห็นแล้วก็ไม่มายุ่งกับเธอ”
“จะไปทำได้ยังไงนายก็เห็นสภาพพวกเขามันปกติที่ไหน ถ้าวิ่งหนีได้ฉันคงรีบวิ่งหนีไปแล้ว”
“อย่าเชียวนะต่อให้พวกเขาวิ่งเข้าหาก็ต้องปล่อยให้เดินทะลุตัวไป ไม่อย่างนั้นพวกเขารู้แน่ๆว่าเธอมองเห็น”
เอวาย่นคิ้วทำสีหน้าเหมือนไม่อยากนึกถึง“ไม่ไหวหรอก ถ้าเอาหน้าโชกเืลอยเข้ามาใกล้หน้าฉันก็ต้องปล่อยให้ผ่านทะลุตัวไปอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ตอนที่เธอมองไม่เห็นก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นสักหน่อยพวกเขาเอาหน้าแบบนั้นมาแนบหน้าเธอตั้งหลายหนแล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเท่านั้น”นาชาญเริ่มสนุกกับการแกล้งเอวา
“ไม่เห็นก็ไม่รู้ไงแต่ตอนนี้เห็นแล้วจะทำเป็ไม่รู้ได้ยังไง”
“หรือไม่ก็ห้ามออกจากบ้านตอนกลางคืนอีกทำได้มั้ยล่ะ”
เอวาหันมองนาชาญอย่างมีความหวัง“หมายความว่าจะเห็นเฉพาะเวลากลางคืนหรือ”
“ใช่พวกนั้นกลัวแสงแดด” เขายังคงกล่าวอย่างอารมณ์ดี“กลางแสงแดดต่อให้พวกเขาพยายามปรากฏตัวก็ไม่มีแรงพอหรอก คล้ายๆกับเปิดไฟฉายกลางแสงอาทิตย์ คิดว่าจะมองเห็นแสงไฟฉายมั้ยล่ะ”
“ทำไมนายพูดเหมือนมันไม่ใช่เื่ใหญ่เลย”น้ำเสียงของเอวาเริ่มจะผ่อนคลายลงมาก “แต่ก็จริงของนาย ยังไงซะฉันก็ไม่ค่อยออกจากบ้านตอนกลางคืนอยู่แล้วน่าจะรอดตัวได้”
นาชาญเห็นเอวาใจเย็นลงแล้วจึงเหลือบมองิญญาชายหนุ่มผ่านกระจกมองหลัง“เื่ิญญานั่นฉันจะจัดการเอง กลับที่พักแล้วเธอก็พักผ่อนก่อนได้เลย”
“พรุ่งนี้ยังไงก็ต้องไปเจอิญญานั่นใช่มั้ยล่ะ”เอวาบ่นพึมพำพลางมองดูรถเลี้ยวเข้าไปในลานจอดของโรงแรมที่พักนาชาญดับเครื่องยนต์แล้วเปิดประตูลงจากรถเธอจึงเดินตามนาชาญเข้าที่พักทั้งที่ยังเหนื่อยใจ