ย่างเข้ายามโหย่วแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรงเช่นเดียวกับเฟิงเฉินที่วันนี้รู้สึกไม่ต่างกัน สองขาก้าวไปตามทางในหัวกลับยังคงคิดสับสนถึงถ้อยคำที่จะใช้ปลุกปลอบใจน้องสาวตน แววตาคาดหวังที่มองมาตัวเขายังจำได้ไม่ลืม แต่หากจะให้เฟิงเออร์ต้องไปพบกับการถูกหยามิ่เช่นวันนี้ เห็นทีหัวใจของคนเป็พี่คงจะรับไม่ไหวเช่นกัน อารมณ์หงุดหงิดส่งให้สองขาระบายออกกับต้นหญ้าเล็กๆ ข้างทางจนล้มระเนระนาดน่าเวทนา
.
อีกด้านในบ้านหลังคามุงฟาง เด็กหญิงตัวน้อยกำลังยืนพิงประตูเฝ้ารอการกลับมาของใครบางคนอย่างใจจดใจจ่อ มู่ตานที่เดินยกอาหารออกมาจากในครัวถึงกับเก็บรอยยิ้มไว้ไม่ไหว ในใจพลางคิดว่าช่างเป็เด็กที่มีน้ำอดน้ำทนยิ่งนัก เพราะก่อนที่จะเข้าไปทำครัวนางก็เห็นเฟิงเออร์ยืนท่านี้อยู่ก่อนแล้ว ยิ่งเห็นนางก้มลงไปทุบแข้งทุบขาก็อดที่จะนึกเอ็นดูไม่ได้
“หากเ้าเมื่อยก็มานั่งรอพี่ใหญ่ตรงนี้ดีหรือไม่” นางตบตั่งที่มีเบาะผ้ารองไว้เบาๆ
“เมื่อยก็เมื่อยอยู่เ้าค่ะ แต่ถ้านั่งแล้วข้ารู้สึกไม่สบายใจ เลยต้องยืนรออยู่ตรงนี้” เด็กน้อยเอ่ยตอบคอยังคงชะเง้อมองไปทิศทางเดิมต่อไป
มู่ตานเมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่คิดขัดอีก พลันหันหลังกลับมาจัดโต๊ะอาหารให้พร้อมสำหรับมื้อเย็นต่อไป แต่ยังไม่ทันจะเริ่มหยิบจับสิ่งใดประตูที่เด็กน้อยเฝ้ารอก็เปิดแง้มออก
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว” เฟิงเออร์รีบวิ่งไปรับด้วยสีหน้ายินดี เฟิงเฉินที่เห็นน้องสาววิ่งเข้ามาหาเช่นนั้นในใจยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนด้วยยังหาวิธีจะอธิบายกับเฟิงเออร์ไม่ได้
“พี่ใหญ่” มู่ตานเอ่ยทักทายเมื่อเห็นสองพี่น้องเดินเคียงกันเข้ามาในบ้าน
“ข้าทำอาหารเย็นเสร็จพอดีเ้าค่ะ เหลือจัดเตรียมอีกเล็กน้อยเท่านั้น พี่ใหญ่เอาน้ำลูบหน้าลูบตาให้หายเหนื่อยสักหน่อยแล้วค่อยออกมากินข้าวพร้อมกันนะเ้าคะ”
เฟิงเฉินมองจานอาหารผ่านๆ ด้วยไม่มีอารมณ์จะใส่ใจมากนัก
“อืม” คำตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินจากไปของเฟิงเฉินทำเอาเด็กน้อยรู้สึกหัวใจสะดุดขึ้นทันใด
“พี่ใหญ่โกรธ” เฟิงเออร์หันไปเอ่ยกับมู่ตานเบาๆ
"พี่ใหญ่เคยโกรธเ้าด้วยหรือ?" มู่ตานถามกลับอย่างไม่ใส่ใจ มือไม้ยังคงเร่งจัดโต๊ะอาหารให้พร้อมกิน ถ้วย จาน ชาม ตะเกียบวางเรียงจนครบจำนวนคน
"พี่ใหญ่ไม่เคยเมินข้าเช่นนี้มาก่อน อย่างน้อยก็ต้องสอบถามว่าข้าเหนื่อยหรือไม่" เฟิงเออร์เอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก
มู่ตานได้ยินความคิดเช่นนั้นก็อยากจะหัวเราะให้กับความเดียงสา แต่แล้วก็กลืนเก็บอารมณ์นั้นไว้จนมิดชิด พลันช้อนสายตาขึ้นมองอย่างมีเลศนัย
“เช่นนั้นเ้าอยากได้เคล็ดลับให้พี่ใหญ่หายโกรธเ้าหรือไม่” แววตาที่เคยเศร้าของเฟิงเออร์กลับวาวโรจน์ขึ้นโดยที่ไม่ต้องเอ่ยตอบคำ
“งั้นขยับมาใกล้ๆ ข้าจะบอกวิธี” เฟิงเออร์รีบวิ่งมานั่งบนตั่งข้างๆ จากนั้นมู่ตานจึงขยับเอียงตัวกระซิบกระซาบอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองคนจะส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
“จริงหรือเ้าคะ งั้นข้าจะลองดู”
หลังจากล้างหน้าล้างตัวเสร็จเฟิงเฉินก็เดินเอื่อยเฉื่อยออกมาจากห้อง เห็นมู่ตานและเฟิงเออร์รอท่าอยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว จึงเดินเข้าไปทิ้งตัวลงบนตั่งในตำแหน่งประจำ จากนั้นข้าวสูงพูนถ้วยก็ถูกเลื่อนมาอยู่ตรงหน้า
“กินกันเถอะ เลยเวลามานานแล้ว” เฟิงเฉินกล่าวก่อนจะเอื้อมมือออกไปคีบหมูสามชั้นผัดซอสเข้าปาก
“สามพี่น้องกลมเกลียวอร่อยหรือไม่เ้าคะ”
“สามพี่น้องกลมเกลียวหรือ?” เฟิงเฉินทวนคำพลันมองหน้าน้องสาวสลับกับหมูสามชั้นในจานอย่างนึกแปลกใจ
“เ้าค่ะจานนี้ชื่อ สามพี่น้องกลมเกลียว ส่วนจานนี้ สมัครสมานรักใคร่ และนี่ก็ ครอบครัวปรองดอง" เฟิงเออร์พูดจาลื่นไหล พลางขยับเข้าไปจับแขนเฟิงเฉิน
“พี่ใหญ่… เมื่อเช้าข้าเสียมารยาท ต่อไปข้าสัญญาจะไม่ดื้อรั้นเช่นนี้อีก พี่ใหญ่อย่าโกรธข้าเลยนะเ้าคะ” หัวน้อยๆ ขยับซุกไปที่แขนของเฟิงเฉิน พลันช้อนสายตาขึ้นมองอย่างออดอ้อน ทำเอาคนที่ฟังหัวใจอ่อนยวบไปหมด เฟิงเฉินลูบหัวน้องสาวเบาๆ
“ต่อไปไม่ว่าเื่ใดข้าล้วนเชื่อฟัง จะให้พี่ใหญ่จัดการทุกอย่างเลยเ้าค่ะ” ทุกถ้อยคำล้วนเอาอกเอาใจช่วยให้เด็กน้อยดูน่ารักน่าทะนุถนอมยิ่ง
ส่วนมู่ตานที่ลอบสังเกตท่าทีของเฟิงเออร์ที่ดูจะทำได้เกินคำแนะนำของนางไปมากก็ชวนให้นึกขำจนปรากฏเป็รอยยิ้มงดงามประดับอยู่บนใบหน้านวลอย่างเลี่ยงไม่ได้
ส่วนเฟิงเฉินยามนี้บอกไม่ถูกว่ารู้สึกโล่งใจเพียงใด เขามองเข้าไปในดวงตากลมใสซื่อก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรักใคร่เอ็นดู
“เฟิงเออร์ของข้าเป็เด็กดีที่สุด แล้วข้าจะโกรธเ้าได้อย่างไร” เขาวางตะเกียบลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยต่อ
“เื่ที่เ้าอยากเข้าสำนักศึกษานั้นเดิมทีข้าไม่คิดขัด” เฟิงเฉินเว้นจังหวะพลางนึกคำพูดเพื่อไม่ให้ทำลายจิตใจและความมุ่งมั่นเดิมของน้องสาวจนเกินไป
“หากแต่วันนี้… ข้าลองเข้าไปสอบถามดูแล้ว เกรงว่าสำนักศึกษาจะไม่รับสตรีเข้าเรียนโดยง่าย อีกทั้งหากเ้าต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่ยินดีจะมีเราอยู่เช่นนี้ พี่ใหญ่ของเ้าย่อมต้องเป็ห่วงและทุกข์ใจมากเป็แน่ เฟิงเออร์เ้าเข้าใจใช่หรือไม่”
“แน่นอน แน่นอนเ้าค่ะ เื่นี้สุดท้ายข้าย่อมให้พี่ใหญ่ดูแล ไม่เรียนที่สำนักศึกษาก็ดี ข้าอยากอยู่ช่วยที่บ้านทำกระดาษขายให้ได้มากๆ” เฟิงเออร์เว้นจังหวะก่อนจะเจื้อยแจ้วต่อ
“แต่ข้าอยากให้พี่มู่ตานสอนให้ข้ารู้หนังสือ ต่อไปภายหน้าข้าจะได้สามารถช่วยผ่อนแรงที่โรงกระดาษของเราได้ พี่ใหญ่คิดเห็นเช่นไรเ้าคะ”
เฟิงเฉินเห็นท่าทีมุ่งมั่นที่จะศึกษาเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเฟิงเออร์ก็พลันให้นึกคำขัดไม่ออก
“หากพี่มู่ตานของเ้าไม่เหนื่อยเกินไปนัก และพอจะเอ็นดูเฟิงเออร์" เขาหันไปสบตามู่ตานก่อนจะกล่าวต่อ "ข้าก็อยากขอร้องเ้าให้ช่วยสอนเฟิงเออร์แทนได้หรือไม่”
มู่ตานเองพอได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจสถานการณ์ทันที ยุคสมัยเช่นนี้คงไม่พ้นเื่การกดข่มสตรีเพศ นางเป็ต้นคิดเื่ให้เฟิงเออร์เล่าเรียนเหตุใดจะคัดค้านคำขอนี้ได้เล่า
“พี่ใหญ่กล่าวหนักไปแล้วเ้าค่ะ เฟิงเออร์เฉลียวฉลาด ย่อมต้องเข้าใจความหวังดีของพี่ใหญ่ ส่วนเื่เล่าเรียนข้าจะช่วยดูแลเต็มความสามารถ"
“จริงหรือเ้าคะ ข้ากำลังจะได้เรียน กำลังจะอ่านอักษรได้” เด็กน้อยลุกขึ้นะโโลดเต้นไปรอบโต๊ะ เล่นเอาบรรดาผู้ร่วมวงสนทนาทั้งสองอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้
“ยามนี้พี่น้องเข้าใจกันก็ดีแล้ว แต่ข้าหิวมากเ้าค่ะ” พูดจบมู่ตานก็ไม่รอช้าจับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากทันที เฟิงเออร์เห็นดังนั้นก็รีบนั่งลงหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปากแข่งกับมู่ตานอย่างไม่ยอมกัน
"พี่ใหญ่รีบกินสิเ้าคะ หากหมดก่อนจะมาโทษพวกเราไม่ได้นะเ้าคะ" มู่ตานเอ่ยราวกำลังหยอกล้อสร้างให้บรรยากาศในบ้านพลันกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง
.
หลังกินอาหารจนอิ่มหนำเฟิงเฉินเดินไปหยิบกระดาษในห้องออกมายื่นส่งให้มู่ตานใบหนึ่ง นางค่อยๆ คลี่กระดาษออกอ่านอย่างพิจารณา ขณะเดียวกันเฟิงเฉินก็เอื้อมมือไปหยิบกาใส่น้ำเซียงหลันมารินใส่จอกพลางเอ่ย
“วันนี้หลังข้าเลียบเคียงถามที่สำนักศึกษาเสร็จ ข้าก็ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเื่ที่ดิน ดูเหมือนที่ที่พอจะตั้งโรงกระดาษได้จะมีอยู่เพียงสามแห่ง บางที่ข้าไปเดินสำรวจมาบ้างแล้ว ส่วนบันทึกนี่ก็เป็ข้อมูลที่ข้ารวบรวมไว้เ้าลองดูเองเถิด"
“ไม่น่าวันนี้พี่ใหญ่จึงกลับค่ำนัก ที่แท้ก็ไปดูที่สำหรับบตั้งโรงกระดาษของเรานี่เอง" เฟิงเออร์เอ่ยพลันย้ายสายตาไปมองมู่ตานที่กำลังวางกระดาษลงกลางโต๊ะพลางชี้พิจารณาแต่ละจุด
“ที่แรกขนาดสิบหมู่ ราคา 250 ตำลึงทอง อยู่ในฐานะที่เราจะสามารถจ่ายได้ก็จริง แต่ระบุว่าหนทางเข้าออกแคบและลำบาก พวกเราจำเป็ต้องลำเลียงวัตถุดิบเข้าออกในพื้นที่เป็ประจำคงไม่ค่อยสะดวกนัก” นางชี้ไปที่กระดาษส่วนต้น
"ส่วนที่ที่สอง ราคา 350 ตำลึงทอง ขนาดสิบเจ็ดหมู่ อยู่ห่างจากบ้านหลังนี้สี่สิบลี้ พื้นที่รอบๆ ยังไม่มีใครไปปลูกเรือนอาศัย หาก้าขยับขยายออกไปในอนาคตก็ย่อมได้ แต่ราคาสูงเอาเื่เมื่อคิดว่าที่นี่เป็เพียงที่ดินเปล่าที่ยังต้องบุกเบิกอีกมาก ส่วนที่สุดท้าย…”
มู่ตานเว้นจังหวะจนเฟิงเฉินและเฟิงเออร์ต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“ที่ที่สามห่างไปยี่สิบลี้ แต่ได้พื้นที่ยี่สิบหมู่ มีเรือนพักอยู่แล้ว มีบ่อน้ำ การเดินทางก็สะดวก นั่นแสดงว่าย่อมไม่ไกลจากป่าไผ่ด้วย หรือหากคิดจะปลูกต้นไผ่พื้นที่ที่เหลือก็ยังถือว่ามาก ราคา 500 ตำลึงทอง” มู่ตานหลับตาลงคล้ายกำลังครุ่นคิด
“500 ตำลึงทอง!” เฟิงเออร์ร้องะโเสียงดังจนเฟิงเฉินต้องขยับออกห่าง พลางเอามือถูใบหูที่รับเสียงดังของเฟิงเออร์เข้าไปเต็มๆ “พวกเราจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกันเ้าคะ” เฟิงเออร์แสดงความคิดเห็นอย่างว่องไว
“ข้าก็คิดว่าถึงจะมีพื้นที่มาก แต่หากดูจากราคาแล้วเราคงไม่สามารถซื้อได้จริงๆ” เฟิงเฉินเอ่ยเสริมไปในทิศทางเดียวกัน “พวกเราเลือกแปลงที่สองดีหรือไม่ เื่ต้องบุกเบิกข้าจะจัดเตรียมคนมาช่วย ถึงจะไกลหน่อยก็ไม่น่าจะเป็ปัญหา”
มู่ตานลืมตาขึ้นพลางเอ่ยอธิบาย "หากต้องสร้างเรือน อีกทั้งยังต้องขนส่งสินค้าไกลขึ้น ในระยะยาวจะไม่เป็ผลดีกับเราแน่ ที่นี่มีทั้งเรือน และบ่อน้ำที่เราจำเป็ต้องใช้ อีกทั้งยังไม่ห่างจากตัวเมืองไท่หยาง เดิมทีข้าว่าต้องมีราคาอย่างน้อย 800 หรือ 1000 ตำลึงทอง แต่ราคาที่ท่านได้มา… พี่ใหญ่ท่านรู้จักหัวหน้าหมู่บ้าน หรือเ้าของที่เป็การส่วนตัวหรือไม่ เราสามารถไว้ใจได้หรือไม่เ้าคะ"
เฟิงเฉินนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
"เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านเป็เพียงผู้รับกระจายข่าวบอกต่อ ใคร้าจะย้ายเข้าย้ายออกจากพื้นที่ระแวกนี้เท่านั้น หากแต่พักหลังๆ ดูเหมือนแม้แต่คนเมืองข้างๆ ก็ยังแวะมาฝากฝังกับหัวหน้าหมู่บ้านคนนี้จนกลายเป็นายหน้าขายที่ไปโดยปริยาย ส่วนเ้าของที่ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านเล่าว่า เดิมเป็ที่ของคหบดีใหญ่ แต่ไม่รู้อย่างไรกลับเป็ญาติห่างๆ ที่ออกประกาศขายแทน เขายังว่าหาก้าซื้อจริงคงจะพอพูดคุยขอลดราคาลงได้บ้าง ดูท่าแล้วคงรีบอยากขายเพื่อเอาเงินเสียมากกว่า”
"หากเราซื้อที่ตรงนี้เื่สัญญาจะมีปัญหาหรือไม่" หญิงสาวสอบถามเพื่อความแน่ใจ
"คิดว่าไม่ เห็นว่ามีสัญญาถูกต้องทุกประการ"
“เช่นนั้นฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือเลยเ้าค่ะ พรุ่งนี้พี่ใหญ่ลองไปปรึกษาหัวหน้าหมู่บ้านหรือลองนัดต่อรองกับเ้าของที่ดูสักหน่อย แจ้งพวกเขาว่าเราจะไม่ขอลดราคาสักอีแปะ และยินดีจะจ่ายให้ครบจำนวน หากแต่จะขอจ่ายเป็งวดทั้งหมดสามงวด แบ่งเป็งวดแรกวันที่ทำสัญญาจ่าย 300 ตำลึงทอง หลังจากนั้นทุกหนึ่งเดือนจะจ่ายให้อีกงวดละ 100 ตำลึงทอง หากตกลงอีกเจ็ดวันให้หลังก็นัดทำสัญญาได้เลยเ้าค่ะ” มู่ตานเอ่ยอย่างมั่นใจ
“เ้าจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใด ยามนี้เรามีอยู่ไม่ถึงห้าสิบตำลึงด้วยซ้ำ” เฟิงเฉินเอ่ยเตือนด้วยความกังวล
มู่ตานที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ส่งยิ้มอ่อนโยน “ข้าย่อมมีวิธีของข้า พี่ใหญ่หาวิธีจัดการให้ได้ตามนี้เถิด เื่เงินที่ต้องใช้ให้ข้าเป็คนจัดการเองเ้าค่ะ”
ยุคนี้ถึงจะไม่มีธนาคารให้กู้แต่ใช่ว่าจะไม่มีโรงจำนำ หญิงสาวคิดในใจก่อนจะส่งสายตาอารีไปยังสองพี่น้องที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอแต่นางยังคงเชื่อในประสบการณ์ที่เวียนไหลในร่างกายนี้อย่างไม่เคยจางลง
.
.
.
กระดาษ พู่กัน และหมึกที่ถูกฝนทิ้งไว้ยามนี้เริ่มแห้งจนแทบไม่สามารถใช้การได้ เหตุการณ์ทิ้งร้างของเครื่องมือเขียนอักษรไม่เคยเกิดขึ้นที่ร้านพู่กันเซียนมาก่อน โดยเฉพาะกับเถ้าแก่เวิ่นที่เป็ผู้รักและหวงแหนในการดูแลข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนยิ่ง หากแต่ตัวเขาเองยังไม่มีเวลาจะกลับมาจัดการเพราะยามนี้ต้องออกมาต้อนรับลูกค้าที่ไม่ได้นัดหมายหลายคนพร้อมๆ กัน
“พ่อบ้านเจิง โปรดวางใจหากกระดาษชนิดใหม่เข้ามาเมื่อใดข้าย่อมต้องส่งไปที่จวนท่านแม่ทัพแน่” เถ้าแก่เวิ่นรีบแจ้งให้แก่หัวหน้าพ่อบ้านที่คราวนี้ต้องมายืนรอเก้อ เดิมทีพ่อบ้านคนนี้ไม่เคยที่จะก้าวเท้าออกจากจวนแม่ทัพเสียด้วยซ้ำ หากแต่เพียงส่งบ่าวไพร่เอาใบรายการมาให้ที่ร้านก็จะจัดการให้ตามประสงค์ เหตุใดวันนี้จึงมาตามกระดาษชนิดใหม่ที่ร้านของเขาด้วยตนเองเช่นนี้ได้
“ให้จวนแม่ทัพได้จวนราชครูก็ย่อมได้รับการจัดสรรด้วยใช่หรือไม่” เสียงอีกเสียงเอ่ยขึ้นตามมาด้านหลัง
“พ่อบ้านเซียง ให้เกียรติมาเยือนด้วยตนเอง ร้านพู่กันเซียนนับเป็เกียรติยิ่ง” วาจาฉอเลาะของพ่อค้าอย่างเถ้าแก่เวิ่นน่าฟังยิ่ง
“พ่อบ้านเจิง ไม่เจอกันนานไม่คิดว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่” ชายวัยกลางคนติดจะท้วมกล่าวกับคนของจวนแม่ทัพอย่างสนิทสนม หากแต่ผู้ที่ถูกทักทายกลับไม่ได้เอ่ยตอบคำ
ภายใต้บรรยายกาศที่กระอักกระอ่วนอยู่แล้วเสียงของบุคคลที่สามก็ลอยตามสายลมมา
“เถ้าแก่เวิ่นข้ามารับกระดาษ" เขาใช้เสียงที่ดังกว่าปกติราวกับ้าจะอวด
ส่วนเถ้าแก่เวิ่นที่ได้ยินประโยคทักทายปนกลั่นแกล้งก็นึกอยากจะเป็ลมหนีออกจากเหตุการณ์น่าปวดหัวนี้ไปเสียดื้อๆ
"คารวะพ่อบ้านเจิง พ่อบ้านเซียง ไม่คิดว่าจะเจอท่านทั้งสองที่นี่ พวกท่านก็มารับกระดาษด้วยหรือ” เฉียนคุนทำท่าทักทายค้อมเอวให้พ่อบ้านทั้งสองอย่างเป็ธรรมชาติ พลันช้อนสายตาหยอกล้อไปมองที่เถ้าแก่เวิ่นที่ยามนี้มีสีหน้าดำคล้ำด้วยความกรุ่นโกรธ
“รอบนี้เป็ของจวนฉินอ๋องหรือ เช่นนั้นรอบหน้าจวนแม่ทัพจะขอรับเอาไว้ทั้งหมด ส่วนเื่ค่าใช้จ่ายเถ้าแก่เวิ่นก็ส่งรายการไปเก็บที่จวนก็แล้วกัน” พ่อบ้านเจิงเอ่ยก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยไม่เอ่ยคำลา ส่วนเถ้าแก่เวิ่นก็ทำได้เพียงค้อมเอวตอบรับไว้เท่านั้น “ดะ ดะ ได้ขอรับ”
“จะเหมาหมดคนเดียวได้อย่างไร" พ่อบ้านเซียงเอ่ยพึมพำ "เถ้าแก่เวิ่นก็ควรจัดสรรให้จวนราชครูบ้าง แล้วอย่าให้นานเกินไปนักเล่า” พ่อบ้านเซียงพูดจบก็สาวเท้าออกจากร้านไปอีกคน
เมื่อเหล่าพ่อบ้านจากจวนใหญ่ทั้งสองออกไปแล้วเถ้าแก่เวิ่นถึงกับรีบเอนตัวไปเกาะโต๊ะก่อนจะนั่งลงบนตั่ง เสี่ยวซีเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินเข้ามารินน้ำชาส่งให้ เขารีบเอื้อมมือมารับพลันยกขึ้นซดรวดเดียวหมายจะดับอารมณ์ร้อนในใจ หากแต่ก็ต้องละล่ำละลักบ้วนชาออกจากปากแทบไม่ทัน
“ร้อน ร้อน ร้อน!" เถ้าแก่เวิ่นปัดไล่น้ำชาที่หกรดเสื้อออกอย่างว่องไว
"เป็เพราะท่าน เป็เพราะท่านแท้ๆ เกือบทำข้าต้องเสียลูกค้ารายใหญ่” เถ้าแก่เวิ่นส่งเสียงเอ็ดตะโรอย่างหงุดหงิด ฝั่งตัวตนเหตุเห็นอาการของเถ้าแก่เวิ่นที่เป็ได้ขนาดนี้ก็ถึงกับหัวเราะร่า ด้วยความพออกพอใจ
“จะอย่างไรเล่า ถึงขาดลูกค้าไปคนสองก็ไม่อาจทำให้ท่านยากจนลงได้” เฉียนคุนยังคงพูดหยอกล้อไม่เลิก
“ท่านนี่จริงๆ" เถ้าแก่เวิ่นชี้นิ้วสั่นๆ ไปทางเฉียนคุน หากแต่ก็ยังคิดหาคำพูดจะก่นด่าไม่ออก จึงรีบเดินไปด้านหลังร้านหยิบห่อผ้าใหญ่ที่เตรียมไว้ออกมาวางบนโต๊ะ
“เชิญแบกของของจวนท่านกลับไป อย่าทำให้ข้าต้องเสียลูกค้าที่นี่อีก” เฉียนคุนเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นหอบเอาห่อผ้าเดินออกจากร้านพู่กันเซียนไปอย่างอารมณ์ดี
“แล้วข้าจะกลับมาใหม่นะเถ้าแก่” คำพูดทิ้งท้ายทำให้เถ้าแก่เวิ่นกำจอกชาที่เพิ่งยกขึ้นจิบแน่นกว่าเดิม จนเมื่อหันสายตาไปเห็นตั๋วเงินที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นแหละจึงได้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง