เย่ชิงชิงรีบขึ้นหลังม้านำหน้าไปเชิญนางก่อน ถึงเวลานั้นก็จะรอรถม้าของนางซูที่ริมทางแล้วค่อยเดินทางไปยังอารามชิงหัวพร้อมกัน
เย่จื้อเฟิงได้พบนางด้วยวาสนาก็ว่าได้เขาบังคับรถม้าเข้าเมืองทุกเช้า ไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งเพลาล้อจะหักกลางทางบังเอิญว่ามีหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลนัก เขาจึงเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือและได้พบกับทังหว่านหรงที่กำลังพาสุนัขออกมาเดินเล่นแต่เช้าตรู่
ตามที่ทังหว่านหรงกล่าวไว้นางต้องทำงานเย็บปักมากมายเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวดังนั้นจึงมีเพียงช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาอาหารเช้าเท่านั้นที่นางจะพาสุนัขออกมาเดินเล่นและการที่ได้พบกับเย่จื้อเฟิงผู้เป็นชายหนุ่มที่กระตือรือร้นเช่นนี้มิใช่โชคชะตานำพาหรือ?
หากกล่าวว่านางไม่มีใจให้เย่จื้อเฟิงเลยนางคงไม่แอบครอบครัวไปเที่ยวด้วยกันในวันเทศกาลชีซีเมื่อเห็นเย่ชิงชิงมาเยือนที่บ้านและอธิบายจุดประสงค์ นางก็ตกลงทันที
ทว่าทังหว่านหรงมีพี่ชายที่อายุมากกว่ามากจู่ๆ เขาก็กล่าวคัดค้านขึ้นมาว่า “ไม่ให้ไปวันเทศกาลหยวนเซียวมีผู้คนมากมาย เด็กสาวจะออกไปแสดงตัวทำไมกัน!”
“คือ...” ทังหว่านหรงกับเย่ชิงชิงมองหน้ากันแล้วก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนางวิงวอนพี่ชาย “ข้ากับชิงชิงจะไปรถม้าคันเดียวกันเจ้าค่ะแล้วก็จะกลับมาเร็วๆ”
“รถม้า?” นี่ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวธรรมดาสามัญจะมีกันทังตงเป่ามีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย เขาถามตรงๆ “ไม่ทราบว่าแม่นางชิงมาจากที่ใด?เป็นคนในเมืองหรือ?”
เย่ชิงชิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าเขาถามเช่นนั้นทำไมนางส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนหมู่บ้านเถียนซินเจ้าค่ะ”
“โอ้~~” ทังตงเป่าลากเสียงยาวหมู่บ้านเถียนซินที่อยู่ในหุบเขาอันห่างไกลรึ? เขาเม้มปากแล้วปฏิเสธว่า“ข้าไม่ให้ไป”
ทังหว่านหรงเห็นท่าทางของพี่ชายเช่นนั้นใบหน้าของนางก็แดงเรื่อขึ้นมา นางรู้ว่าพี่ชายของนางเป็นคนเห็นแก่ได้อยู่เสมอแต่ไม่คาดคิดว่าจะแสดงออกต่อหน้าผู้อื่นอย่างไม่อายเช่นนี้ เสียมารยาทนัก!
“การอบรมสั่งสอนในครอบครัวของพี่ทังช่างเข้มงวด น่าชื่นชมยิ่งนัก” เย่ชิงชิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “แต่ว่าอารามชิงหัวมิได้เหมือนที่อื่นการไปไหว้พระขอพรให้ครอบครัวก็ถือเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?”
“ท่านพี่ ให้ข้าไปเถิด!” ทังหว่านหรงอ้อนวอนสิ่งใดกันที่ว่าการอบรมสั่งสอนเข้มงวดพี่ชายขังนางไว้เพียงเพราะต้องการให้นางทำงานเย็บปักให้มากขึ้นไม่ยอมให้นางไปพบปะผู้คนภายนอกเพื่อที่จะได้หาสามีที่ร่ำรวยให้เมื่อถึงวัยปักปิ่น...
นางยินยอมให้จัดแจงทุกอย่างตามนั้นตลอดมาทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก นางก็ไปกับพี่สะใภ้เสมอตอนนี้มีคนจะพาออกไปเที่ยวข้างนอกสักครั้ง จะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร
“เอาแต่คิดจะออกไปเที่ยว งานเย็บปักก็ไม่ต้องทำแล้วใช่หรือไม่?!” นางหลินผู้เป็นภรรยาของทังตงเป่าปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าบึ้งตึงนางจิ้มนิ้วกดศีรษะของทังหว่านหรง “เด็กดื้ออย่าทำตัวเหลวไหล!”
“พี่สะใภ้เจ้าคะ!” ทังหว่านหรงหลบเลี่ยงนิ้วของนางใบหน้ามีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
ในเมื่อพี่ชายและพี่สะใภ้พูดเช่นนี้แล้วเย่ชิงชิงเป็นคนนอกก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันทีนางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวของผู้อื่นก็คงไม่เหมาะสม
“แม่นาง ท่านก็เห็นสถานการณ์ในบ้านเราแล้ว” นางหลินถอนหายใจพลางแบมือออกให้เย่ชิงชิงเห็น“คนจนอย่างเราจะมีเวลาว่างไปไหว้พระขอพรได้อย่างไรหว่านหรงก็มิใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์ นางยังต้องทำงานเย็บปักหากท่านไม่มีธุระอันใดก็อย่ามาหานางอีกเลย”
เย่ชิงชิงเงียบไปครู่หนึ่งนางกวาดสายตามองไปรอบเรือน ห้องหับในชนบทล้วนดูเก่าๆ ไม่ต่างกันนักเมื่อมองดูเครื่องแต่งกาย ทังหว่านหรงเปลี่ยนจากชุดสีฟ้าครามในวันเทศกาลชีซีมาสวมเสื้อผ้าหยาบๆ ดูค่อนข้างเรียบง่าย
แต่พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางกลับมิได้สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเลยพี่สะใภ้ถึงกับมีปิ่นหยกปักอยู่บนศีรษะ เมื่อรวมกับคำพูดของพวกเขาแล้วก็ดูเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่ซ่อนอยู่...
“พี่สะใภ้เจ้าคะ ท่านพูดเช่นนี้มันเกินไปแล้ว!” ดวงตาของทังหว่านหรงแดงก่ำนางอุตส่าห์มีเพื่อนใหม่ที่ยังไม่ทันได้สนิทสนมก็จะถูกห้ามไม่ให้มาหานางอีกแล้วหรือ? นางเองก็ได้ออกจากบ้านยากเย็นนักหากอีกฝ่ายไม่มาหา ก็คงไม่มีผู้ใดมาหานางอีกแล้ว
ทังตงเป่าโบกมือแล้วกล่าวว่า“สิ่งที่พี่สะใภ้เจ้าพูดนั้นถูกต้องแล้ว”
ว่ากันว่าทุกบ้านล้วนมีเรื่องยากลำบากที่ไม่อาจแก้ไขได้เพียงชั่วครู่เดียว เย่ชิงชิงก็เห็นถึงความขัดแย้ง นางยักไหล่แล้วถอยหนึ่งก้าวกล่าวว่า“เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว ข้าขอตัวลาเจ้าค่ะ”
ทังหว่านหรงมองนางขอบตาแดงก่ำแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของพี่ชายและพี่สะใภ้แสดงให้เห็นว่าโดยปกตินางเป็นเด็กสาวที่เชื่อฟังคำสั่งมาก
ในขณะนั้นเสียงแก่ชราจากในเรือนก็ร้องเรียก “เป่าเอ๋อร์เป่าเอ๋อร์ มีใครมาชวนหว่านเอ๋อร์ออกไปเที่ยวเล่นหรือ?”
ทังตงเป่ากับนางหลินมองหน้ากันแล้วก็เปล่งเสียงตอบกลับไปว่า “ไม่มีเจ้าค่ะท่านแม่ท่านพักผ่อนให้สบายเถิด!”
“ให้นางไปเถิด ให้หว่านเอ๋อร์ออกไป” เสียงแก่ชราไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนักแต่กลับแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้น
ทังหว่านหรงรีบวิ่งเข้าไปในเรือน“ท่านแม่ ท่านนอนพักให้สบายเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้กังวลเรื่องนี้เลย”
“หว่านเอ๋อร์ เจ้าออกไปเล่นเถิด ไปเถิด”
ผู้อาวุโสพูดได้ไม่กี่ประโยคก็เริ่มไอทังหว่านหรงรีบป้อนน้ำให้ ก่อนที่นางจะหลับไปอีกครั้ง และยังคงพึมพำซ้ำๆว่าให้นางออกไปเที่ยวเล่นบ้าง
“เอาล่ะ เอาล่ะ เจ้าไปเถอะ อย่าลืมกลับมาเร็วๆ ด้วยล่ะ!” ทังตงเป่าส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วกล่าวต่ออีกว่า “จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้วนะ!”
ทังหว่านหรงที่ได้รับอนุญาตแล้วดีใจอย่างยิ่งนางดึงเย่ชิงชิง ขอให้รอสักครู่ แล้วรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าจากนั้นก็วิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว นางก้าวเดินอย่างเบิกบานใจไม่ต้องกล่าวถึงความสุขที่นางได้รับรู้เลย
นางหลินที่อยู่ด้านนอกเบะปากแล้วบ่นพึมพำเสียงเบา“คนแก่ไร้ประโยชน์ยังจะมายุ่งเรื่องคนอื่นเสียอีก...”
ทั้งสองคนเดินไปด้วยกันจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านอวี้หลัวเพื่อรอรถม้าของนางซู ทังหว่านหรงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกละอาย“วันนี้ข้าเสียมารยาทต่อหน้าเจ้าแล้ว”
เย่ชิงชิงยิ้มแล้วส่ายหน้ากล่าวว่า“พี่ชายของเจ้าดูแลเข้มงวดเกินไปหน่อยนะ”