35 1-2
ตอนที่ 49 เดี๋ยวนี้เด็กโตไว
แต่ทว่าในทวีปปราณฟ้าอันไพศาลแห่งนี้ บุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือกล่าวคือผู้แข็งแกร่ง หรือโดยเนื้อแท้เรียกว่า มหาพิภพแดนเถื่อนที่ปราศจากผู้อ่อนแอ
นั่นเพราะผู้อ่อนแอทั้งหลายจะต้องถูกกำจัด แม้อยู่ไปก็ไร้ซึ่งสิทธิ์เสียงใดๆ
ก่อนหน้านี้ นางคาดการณ์ไว้ว่า ตราบใดที่สามารถชำระล้างเส้นเอ็นและตัดแต่งไขกระดูกได้สำเร็จ ทุกๆเรื่องย่อมแก้ไขได้ง่ายขึ้นมากโข แต่กระนั้น กลับไม่คิดไม่ฝันจริงๆว่า สรวงสวรรค์จะประทานปัญหาใหม่มาให้แก่นางเร็วเช่นนี้!
โอ้ เยซูเจ้า! ข้าอยากกลับไปนับถือท่าน!
เหม่อมองฝ่ามือทั้งสองที่กางออกเบื้องหน้า นางสูดหายใจเข้าแช่มลึก
ไม่ว่าจะยากเย็นสักเพียงใด นางก็ไม่มีทางยอมแพ้โดยเด็ดขาด นั่นเพราะชีวิตนี้ยังมีเรื่องให้นางต้องทำอีกมากมายนัก!
นัยน์ตาคู่สวยหม่นประกายลงเล็กน้อย ทันทีทันใด ก็เหลือบเห็นเหนียวเหนี่ยวที่กำลังนั่งกัดแทะปลาย่างด้วยท่าทางเหม่อลอย ราวกับว่ากำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ในหัว เช่นนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เหนียวเหนื่ยว นี่เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่รึ?”
เหนียวเหนี่ยวเงยหน้าขึ้นมองระคนร่องรอยตื่นตกใจ
“ปะ...เปล่า”
ท่าทีดูรวนเรไม่แน่ใจ เหนียวเหนี่ยวรีบกัดปลาย่างเข้าปากคำโตเพื่ออุดปากไม่ให้ว่างพูดได้
อีกด้านหนึ่ง เหลิงเจียวเหนียวที่นั่งกินปลาย่างอย่างเงียบงันตลอดที่ผ่านมา ก็เช็ดมือเช็ดปากคล้ายตั้งท่าอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
เหลิงหยุนเจียวเห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วเอะใจ
“เจ้ามีอะไรรึ?”
เหลิงเจียวเหนียงแอบชำเลืองมองอยู่ปราดหนึ่ง เป็นจังหวะเดียวกับที่เหลิงหยุนเจียวเลื่อนสายตามองมาเช่นกัน ทันทีที่สายตาทั้งคู่สบผสานกัน กลับเป็นฝ่ายเด็กน้อยที่รีบหดศีรษะด้วยความประหม่า ผ่านไปกว่าหลายอึดใจจึงค่อยตัดสินใจเอ่ยถามออกไป
“ฟังจากที่พี่เหนียวเหนี่ยวพูด ท่านแม่จะไม่สามารถฝึกปรือได้อย่างนั้นรึ?”
เหนียวเหนี่ยวได้ยินเช่นนั้นพลันโพล่งตอบทันควัน
“ข้ามิได้บอกว่านางฝึกไม่ได้ เพียงแค่ยากเข็ญกว่าผู้อื่นเท่านั้น”
เหลิงเจียวเหนียงกระชับกำชายเสื้อไว้แน่นจนยับยู่ด้วยสองมือ ดูเสมือนว่าเขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ทว่าท้ายสุดก็เป็นอีกครั้งที่เขาต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป ไม่เปล่งเสียงปริปากแม้แต่ประโยคเดียว
“ข้าง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนขอรับ พวกท่านเองก็รีบเข้านอนพักผ่อนเช่นกัน”
หลังจากที่เหลิงเจียวเหนียงเข้าไปในกระโจมพักแรม จู่ๆเขาก็ยื่นศีรษะน้อยๆโผล่พรวดออกมาจากด้านใน และกล่าวกับเหลิงหยุนเจียวว่า
“แม่จ๋า ข้าโตแล้ว คืนนี้ข้าจะนอนในกระโจมนี้คนเดียว”
เหลิวงหยุนเจียวพูดไม่ออก “…” อืม เดี๋ยวนี้เด็กช่างโตไวดีแท้
..........
วันถัดมา
เหลิงหยุนเจียวตื่นนอนในช่วงเช้าตรู่ และเมื่อเปิดกระโจมออกมา ก็พบเห็นชายชุดคลุมสีดำร่างหนึ่งยืนห่างออกไปกว่าหลายสิบฉื่อ
“คุณหนูเหลิง ข้าพบตำแหน่งที่ไป๋ซือหมิงอยู่แล้ว ต้องการให้นำทางท่านไปหรือไม่?”
เหลิงหยุนเจียวจดจำได้ในทันใด เขาคือหวู่เหรินที่คอยอยู่รับใช้โม่เฉินหยวน
โม่เฉินหยวนสั่งให้คนของเขาเฝ้าติดตามนางอยู่ตลอดอย่างนั้นรึ? เจ้าหมอนี่มีแผนอะไรกันแน่? หรือเกรงว่านางจะแอบฉกไม่ยอมคืนเชือกพันธนาการวิญญาณให้?
เชื่อเขาเลยจริงๆเจ้าหมอนี่
“ย่อมได้ เช่นนั้นรอสักครู่” ให้คำตอบเช่นนั้นแล้ว เหลิงหยุนเจียวก็หันหน้าไปทางกระโจมอีกหลังที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับส่งเสียงตะโกนเรียก
“เจียวเหนียง”
ปราศจากเสียงตอบกลับ นางจึงตะโกนขึ้นอีกครั้งพร้อมเดินเข้าไปปลุกถึงด้านใน
“เจียวเหนียง!”
“ขนม..งั่มๆ...”
เหลิงเจียวเหนียงพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน ดวงตาคู่นั้นปิดสนิทราวกับมีแม่เหล็กพลังสูงแปะเปลือกตาบนล่างให้ติดกัน
“แม่จะออกเดินทางต่อแล้ว...”
เหลิงหยุนเจียวพ่นเสียงถอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย นางควรจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของโม่เฉินหยวนก่อนหน้านี้จริงๆ ส่งเหลิงเจียวเหนียวกลับไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยก่อนน่าจะดีกว่า
แต่ในเมื่อนางตัดสินใจเช่นนี้แล้ว คงทำได้เพียงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
“รีบลุกขึ้นเสีย มิเช่นนั้นหมาป่าตัวร้ายจะมากินเจ้า!”
แม้นางจะส่งเสียงขู่เช่นนี้ แต่เหลิงเจียวเหนียงก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย
เหลิงหยุนเจียวถอนหายใจอีกเฮือก ตัดสินใจอุ้มร่างอีกฝ่ายขึ้นโดยตรง และกล่าวน้ำเสียงแผ่วบางว่า
“ไปกันเถิด”
“...” หวู่เหรินมองไปทางร่างของเหลิงเจียวเหนียงที่ถูกแบกห่ามไว้บนบ่าของนาง และถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ท่าทางแบกห่ามเช่นนั้นไม่ต่างจากกำลังอุ้มวัวอุ้มควายที่เพิ่งล่ามาได้เลย สรุปว่านี่เป็นลูกของนางจริงๆหรือ…ดูเหมือนนางไม่ค่อยระมัดระวังทะนุถนอมเอาเสียเลย?
“คุณหนูเหลิง ให้ข้าอุ้มบุตรชายท่านไม่ดีกว่ารึ หากท่านอุ้มเขาเช่นนั้น...เกรงว่าจะทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวได้”
ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเสนอตัว เหลิงหยุนเจียวก็คลี่ยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเป็นเส้นบางๆ ช่างดูน่ารักสดใสประดุจสายลมเย็นท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ
“ดีเลย”
เจ้าเด็กคนนี้ดูผิวเผินเหมือนจะตัวเบา แต่เมื่อได้มาอุ้มจริงๆกลับมีน้ำหนักเอาเรื่อง
หวู่เหรินก้าวขึ้นหน้ารับตัวเหลิงเจียวเหนียงขึ้นขี่หลัง ตามมาด้วยเหลิงหยุนเจียวที่เดินตัวเบาปิดท้าย คล้อยหลังเดินทางมุ่งหน้าไปได้ครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็เริ่มได้ยินเสียงผู้คนดังขึ้นเรื่อยๆจากทางตรงหน้า
“ตรงไปอีกสักพักก็เจอแล้ว เช่นนั้นขอตัวก่อน”
อีกไม่ไกลก็จะถึงจุดที่ไป๋ซือหมิงอยู่แล้ว หวู่เหรินจึงตัดสินใจแยกทางกันเสียแต่ตรงนี้ เขาหันกลับมาและพยักหน้าส่งสัญญาณให้เหลิงหยุนเจียวเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ก็แอบชำเลืองมองไปทางเหลิงเจียวเหนียงที่ยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนแผ่นหลังของตนพร้อมรอยยิ้ม อันที่จริง เขาเองก็อยากจะแบกเด็กคนนี้ต่อไปเรื่อยๆต่อไปเช่นกัน
แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด ท้ายที่สุดเขาก็ต้องส่งเด็กคนนี้คืนให้แก่ผู้เป็นแม่ เหลิงหยุนเจียวรับตัวเหลิงเจียวเหนียงมาจากแผ่นหลังของหวู่เหรินพร้อมกล่าวขอบใจ
“ขอบใจมาก”
สัมผัสได้ถึงร่างกายที่ถูกเคลื่อนยก เหลิงเจียวเหนียงก็ตัวสั่นสะดุ้งเล็กน้อย และลืมตาตื่นขึ้นทันที
“แม่จ๋า”
“ตื่นแล้วรึ? รีบขอบคุณท่านลุงหวู่เหรินเร็วเข้า”
เหลิงเจียวเหนียงขยี้ตางัวเงียราวกับยังไม่ตื่นดี กล่าวขึ้นน้ำเสียงเบาๆว่า
“ขอบคุณมากขอรับท่านลุงหวู่เหริน”
แลเห็นแววตาที่แสนขี้เซาคู่นั้น หวู่เหรินถึงกับระบายยิ้มกว้างตอบ และจากออกไปอย่างรวดเร็ว