เช้าวันต่อมา ตระกูลโมรันนัสและตระกูลอัสเทรียก็ได้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันแต่งงานของเ้าชายเบอร์บิคที่สิบแปดและเ้าหญิงเจนนิเฟอร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างมัสโทรนัมและโอคอนเนียให้มากขึ้น อ้อ เผื่อคุณผู้อ่านจะสงสัยว่าปีนี้ปีอะไร ปีนี้คือ AFB-216 ครับ (After the first battle - ่เวลาหลังจากาครั้งแรกระหว่างพระเ้ากับมารร้ายจากเงามืด) นั่นหมายความว่า ผมก็ตั้งท้องในปี AFB-214 นี่แหละครับ
พวกเราขุนนางทั้งหลายในมัสโทรนัมและโอคอนเนียมีการรวมกันจัดงานในพระราชวัง เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบการสมรสรอบนี้ และได้ประกาศข่าวดีว่ากำลังวางแผนจะมีลูกในอีกไม่นานด้วย
“ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลายครับ” เ้าชายเบอร์บิคที่สิบแปดว่า “ก่อนอื่นเลยกระผมเป็เกียรติอย่างมากที่ได้มาเป็เ้าภาพในพิธีนี้ และตอนนี้พวกเรามีเื่สำคัญที่จะบอกกล่าว… พวกเราวางแผนว่าจะมีรัชทายาทครับ”
เท่านั้นแหละพวกเราทุกคนปรบมือชื่นชมให้ทันทีเลย เ้าชายเบอร์บิคก็ทรงแย้มพระสรวลไม่หุบเลยแฮะ
แต่แล้วผมก็สังเกตว่า มีแสงเรืองรองจาง ๆ อยู่บนช่องท้องของเ้าชายเบอร์บิค และผมก็รู้สึกได้ว่านี่มันไม่ใช่เื่ที่พระองค์กับเ้าหญิงเจนนิเฟอร์เตี๊ยมกันไว้ และเ้าชายเองก็เริ่มโค้งตัวและมือกุมปาก ผมที่ผ่านอาการแพ้ท้องมาก่อนรู้เลยว่าพระองค์จะเป็อะไรไป เลยรีบลุกขึ้นไปช่วยทันที และผมไม่ใช่คนเดียวที่เป็ห่วงพระองค์แน่นอน
“ฝ่าา!”
มีเคานต์คนหนึ่งรีบเสกถังเหล็กมาให้เ้าชายอาเจียนใส่ทันที ส่วนผมก็ไปประคองร่างของพระองค์ต่อเลย
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!”
พระเ้าเบอร์บิคที่สิบเจ็ดและพระนางอะแมนด้าที่สามเสด็จมาถึงที่เกิดเหตุและพระพักตร์ซีดเผือดต่อพระอาการของพระโอรส ท่านพ่อและท่านแม่ก็เลยมาโค้งคำนับแสดงความเคารพ
“กราบทูลฝ่าา พอดีว่าพระโอรสเกิดอาการแปลก ๆ หลังจากที่บอกว่าวางแผนจะมีรัชทายาทขอรับ” ท่านพ่อเอ็นทรัมบอก
“หม่อมฉันว่า เรียกแพทย์หลวงมาช่วยตรวจเถอะค่ะ” ท่านแม่เจย์น่าบอก
“เป็ความคิดที่ดี” พระเ้าเบอร์บิคที่สิบเจ็ดกล่าว…
และเมื่อแพทย์หลวงได้มาตรวจสุขภาพของเ้าชายเบอร์บิคที่สิบแปด ผลออกมาก็คือ
“จะบอกว่าเป็ข่าวดีได้อย่างเต็มปากหรือเปล่ากระหม่อมก็ไม่ทราบได้” แพทย์หลวงหนุ่มบอก “แต่เ้าชายเบอร์บิคที่สิบแปดกำลังทรงพระครรภ์อยู่ขอรับ”
ว่าแล้ว และคนในโลกนี้ ผู้ชายท้องได้ผ่านการใช้คาถาทำท้องเป็เื่ปกติอีก ผมก็อยากรู้จริง ๆ ว่า ผู้กลับชาติมาเกิดจะคิดยังไงถ้าเกิดว่าพวกเขาท้องซะเอง เอาเถอะครับ ทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ผู้คนก็ออกมาฉลองต่อให้เต็มที่อีกต่างหาก
“ยินดีด้วยนะขอรับ/เ้าคะ” เหล่าขุนนางแซ่ซ้องสรรเสริญ
“หากพระองค์มีปัญหาติดขัดอะไร ปรึกษาดยุกหนุ่มนี่ได้เลยนะครับ” หนึ่งในดยุกสักคนผายมือมายังผม แบบ เอ่อ…เอางี้เลยเหรอ? แต่โชคดีครับที่เ้าชายเบอร์บิคที่สิบแปดเอ็นดูผมมาก
“ขอบใจมากเลยนะ” เ้าชายเบอร์บิคที่สิบแปดกล่าว
“ครับผม” ผมตอบและโค้งคำนับอีกรอบ
จากที่ผมได้กินเลี้ยงในครั้งนี้ ก็ทำให้พบว่า ในหมู่ชนชั้นสูงของอาณาจักรมัสโทรนั่มเองก็ไม่ได้มีผมคนเดียวที่เป็ผู้เกิดใหม่ซะด้วย จากที่ผมเห็น ผมได้ทำความรู้จักกับผู้กลับชาติมาเกิดที่อยู่ในตระกูลขุนนางยศต่ำกว่าผมนิดหนึ่งอย่างมาร์ควิสและมาร์เชอเนสจำนวนสิบสองคนที่มางานเลี้ยง ซึ่งพวกเขาก็มีพลังเวทย์ระดับ A ขึ้นไป และค่าอำนาจเฉลี่ยก็ประมาณ Professional 6 ไปจนถึง Expertise+ 2 เลย ดูท่าพวกเขาจะพัฒนาความสามารถได้เร็วกว่าผมจริง ๆ แฮะ
พูด ๆ ไปผมก็อยากไปเยี่ยมนายแจสเตร็ดจังเลยแฮะ หลังจากเด็ดหัวไอ้เจสันไปได้แล้วคนหนึ่ง ตอนนี้เขาทำอะไรกันอยู่นะ
“นี่ ๆ ที่รัก คุณทำอะไรอยู่เหรอ?” เสียงของเคลลีนดังขึ้นเรียกสติให้ผมกลับมาสู่งานฉลองต่อ
“อ๋อ ผมก็กำลังคิดอยู่น่ะ” ผมตอบ “คิดเื่ที่ว่าตอนเนี้ยจะทำยังไงให้รวบรวมผู้กลับชาติมาเกิดที่แบบเป็ฝั่งดีแบบแจสเตร็ดได้ยังไง เพราะผมก็ไปพูดคุยกับพวกชนชั้นสูงที่เป็ผู้เกิดใหม่อยู่หลายคนในงานเลี้ยงนี้เช่นกันครับ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” เคลลีนว่า “ก็นะ ดิฉันเองก็สงสัยเหมือนกันว่าผู้คนที่เกิดใหม่จากโลกเก่าจะปรับตัวกับโลกที่ผู้ชายตั้งครรภ์จากเวทมนตร์ได้เป็เื่ปกติได้หรือเปล่า เพราะขนาดชาติเก่าของคุณที่มาสิงคุณหลังโดนพิษเวน่อมวิปแลช กว่าจะทำใจรับได้ว่าคุณกำลังท้องลูกก็ใช้เวลาเยอะอยู่นะคะ”
“ครับ” ผมบอก เคลลีนพูดถูก เพราะผมไม่นึกเลยว่าผมจะมาเกิดใหม่ในร่างดยุกท้องแก่ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็ผู้กลับชาติมาเกิดคนอื่นที่มาเกิดใหม่แล้วท้องเองขึ้นมาจะว่ายังไงกันเนี่ย
ทันใดนั้น ใช้คำว่าพูดถึงไก่ ไก่ก็มาก็ได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ แต่ว่ามีนกพิราบสื่อสารสีขาวบินมาโดยคาบจดหมายใบหนึ่งไว้ จดหมายนั้นจ่าหน้าผู้รับด้วยชื่อผมเต็ม ๆ ส่วนชื่อผู้ส่งก็คือ… แจสเตร็ด มิชิเกอร์ คนดีคนเดิมนี่หว่า
เนื้อความในจดหมายบอกว่า
ถึง ท่านพี่ดยุกออสเทร็ธ โมรันนัส
จำผมได้ไหมครับ ผมเอง แจสเตร็ด มิชิเกอร์ ผู้กลับชาติมาเกิดที่พิชิตเจสันผีรยางค์หินเมื่อสองสามวันก่อนนั่นแหละครับ หลังจากที่ผมกลับบ้านไป ผมก็ได้ไปสังเกตว่า ที่อาณาจักรบ้านเกิดผม มีใครที่เป็ผู้ชายท้องแบบท่านพี่บ้างไหม ก็มีจริง ๆ ครับ หลายคนด้วย น่าเสียดายที่ผมไม่เคยสังเกตั้แ่ก่อนที่ผมจะมาช่วยท่านพี่ที่มัสโทรนัม เลยไม่รู้ว่าโลกนี้มีผู้ชายท้องอยู่จริง ๆ ด้วย
และการที่ผมได้พบกับผู้ชายตั้งครรภ์จากเวทมนตร์คาถา ไม่ว่าจะมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ หรือฮาล์ฟลิ่งอย่างนี้ ทำให้ผมต้องฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ผู้กลับชาติมาเกิดคนอื่น ๆ ในโลกที่สิ่งมีชีวิตทุกเพศสามารถตั้งครรภ์ได้ผ่านเวทมนตร์คาถางี้ จะรู้สึกยังไงกันถ้าต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ หรือที่ยิ่งกว่านั้นคือดันมาท้องซะเองอย่างนี้จะเป็ยังไงบ้าง จำพวกแรกของผู้กลับชาติมาเกิดที่ผมสงสัยเลยนะ ไอ้พวกทัศนคติขี้แพ้แบบเจสันผีรยางค์หินนั่นแหละครับ ผมว่าการที่พวกมันคิดว่าโลกที่จะไปเกิดใหม่มันก็เหมือนกับเกมอาร์พีจีแฟนตาซีญี่ปุ่นทั่วไป แล้วดันมาอยู่ในโลกนี้ ที่เซ็ตติ้งแฟนตาซีแบบตะวันตกที่ว่าปีศาจร้ายมันก็ร้ายของจริงไม่จกตา แล้วก็มีเทพสีเทาที่อยู่คั่นกลาง เหมือนเหยื่อที่เคยโดนจอมมารหลอกใช้และได้รับการชำระบาปมาหมาด ๆ แถมยังเป็โลกที่มีคาถาทำครรภ์ที่ใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตทั้งสองเพศ ไอ้พวกผู้กลับชาติมาเกิดทัศนคติขี้แพ้นี่น่าจะเกลียด “เกม” แบบนี้แหง ๆ หาว่าเป็ “เกม” กาก ๆ โลกกาก ๆ เซ็ตติ้งกาก ๆ อะไรก็ว่าไป หึ สมน้ำหน้า ได้เกิดใหม่แล้วทำตัวกร่างงี้ ไม่ผิดหวังก็ให้มันรู้ไป
แต่ผู้กลับชาติมาเกิดอีกจำพวก ซึ่งผมกับท่านพี่อยู่ในจำพวกนี้ และผมเชื่อว่ายังมีอีกมาก ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าปฏิกิริยาของพวกเขาต่อเซ็ตติ้งโลกที่สิ่งมีชีวิตทุกเพศที่ใช้เวทมนตร์สามารถตั้งท้องเองได้นี่จะเป็ยังไง ท่านคิดว่ายังไงบ้างก็ลองตอบจดหมายผมไปได้นะครับ หรือถ้าวันไหนผมกับท่านพี่มาเจอกันก็ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดได้อีกครั้งแล้วกันนะครับ
สุดท้ายนี้ ผมดีใจนะครับที่อย่างน้อยก็รู้ว่าพวกกลับชาติมาเกิดจำพวกสติดีแบบผมไม่ได้มีคนเดียว
ด้วยความเคารพอย่างสูง
แจสเตร็ด มิชิเกอร์
ผมก็ยิ้มทันที แสดงว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่สงสัยว่าพวกผู้เกิดใหม่จะมีปฏิกิริยายังไงกับโลกนี้จริงด้วย
“เ้าหนุ่มแจสเตร็ดส่งจดหมายให้คุณเหรอคะ?” เคลลีนถามด้วยความสงสัย
“ใช่ครับ” ผมตอบ “เขาได้เจอคนที่มีสภาพร่างกายแบบเดียวกับผมด้วย”
“อย่างนี้นี่เอง” เคลลีนว่า
“แต่ก็นั่นแหละ” ผมกล่าวต่อไป “มันยังมีผู้เกิดใหม่ที่มีทัศนคติบูลชิทอยู่อีกเยอะ ที่มันไม่สนใจศึกษาเซ็ตติ้ง และคิดว่าโลกนี้เป็แค่เกม คนพวกนี้แหละที่ผมต้องจับตาดู ถ้ามันไม่ทำอะไรเยอะก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ถ้ามันออกลายก่อนเดี๋ยวผมจะสวนกลับแบบเจ็บ ๆ ให้ ได้ข่าวว่าเคยมีคำสาปครรภ์ปรสิตที่แบบว่าทำท้องแล้วลูกในท้องจะโตเร็วขึ้น แล้วพวกเขาก็จะแหวกท้องออกมาเลยด้วยแฮะ”
“ใช่ค่ะ มันน่ากลัวจริง ๆ นะคะคำสาปแบบนี้” เคลลีนว่า “ถ้าไม่ได้รับการรักษาั้แ่เนิ่น ๆ หรือไม่มีพวกคาถาหรือไอเท็มในการฟื้นฟูรวดเร็วติดตัวมาด้วย โอกาสตายมีสูงแน่นอนค่ะ”
และแล้วผมก็รู้สึกว่าน้องในท้องผมก็ดิ้นอีกรอบ
“ดูท่าลูกผมกำลังดิ้นด้วยแฮะ” ผมทัก และเอามือวางบนท้องผม จะว่าไปแล้ว…
“คุณคิดชื่อให้ลูกได้หรือยังคะ?”
นั่นสิเคลลีน ั้แ่ผมชาติเก่ามาจุติที่โลกนี้ ผมก็ยังไม่ได้คิดเื่ชื่อลูกตัวเองนี่หว่า
“ยังเลยครับ” ผมบอก
“ไม่ต้องรีบค่ะ” เคลลีนว่า “ตราบใดที่เขายังอยู่ในท้องของคุณ เวลาคิดชื่อลูกของคุณก็ยังมีเหลือเฟือค่ะ”
เท่านี้ผมก็ยังพออุ่นใจไปได้บ้างอ่ะนะ
หลังจากที่งานเลี้ยงจบลง ผมก็เลยตัดสินใจปรึกษากับชาร์ล็อตต์อีกครั้งเพื่อจะปรึกษาว่าเราจะไปต่อยังไงกัน
“ฉันว่าท่านดยุกน่าจะต้องดูแลแคว้นออฟเทร็มให้ดีไปด้วยหน่อยนะคะ” ชาร์ล็อตต์บอก “เพราะคุณก็กำลังท้องอยู่ ปกติก็ไม่เหมาะจะต่อสู้ เว้นแต่เหตุจำเป็จริง ๆ นะคะ”
“ครับผม” ผมบอก
แต่แล้วก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ผมสั้นสีขาว ั์ตาสีเงิน สวมเครื่องแบบนักผจญภัยเอวลอยโชว์หน้าท้อง วิ่งเข้ามาแล้วก็คุกเข่าทำความเคารพผม
“ท่านดยุกออสเทร็ธครับ” ชายหนุ่มคนนั้นบอก “ผมชื่อคาลเบ็ค เฮ็คเทียส เป็นักผจญภัยครับ แต่ว่าผมมีเหตุขัดข้องมีเื่นิดหน่อยครับ”
“อ่ะ เื่อะไรล่ะ?” ผมถาม
“ผมกำลังขี่ม้าออกสำรวจโลกภายนอก แล้วผมก็ได้พบว่า มันมีถ้ำของเวน่อมวิปแลชอยู่ใกล้อาณาจักรมัสโทรนั่มอยู่ครับ” คาลเบ็คกล่าว “ผมไม่กล้าเข้าไปใกล้เพราะผมได้ข่าวว่าพิษที่หางมันนั้นเป็อันตรายมาก ได้ข่าวว่ามันทำท่านนิทราไปสองชั่วโมงทั้งที่ยังท้องแก่ซะด้วย”
“อะไรนะ!” ผมถึงกับลุกขึ้นทันที “นี่ไปเจอแหล่งกบดานของตัวที่ทำให้ฉันหมดสติแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
“ครับท่าน” คาลเบ็คบอก
“งั้นก็ไม่ได้การแล้วล่ะ” ผมว่า “เดี๋ยวฉันจะจ้างนักผจญภัยคนหนึ่งมาให้ เขาชำนาญมากเลยนะ ฉันจะให้นายไปช่วยด้วย”
“จริงเหรอครับ?”
“จริง”
หลังจากนั้นผม, เคลลีน, และเหล่าองครักษ์นับร้อยก็มุ่งหน้าไปยังถ้ำเวน่อมวิปแลช พร้อมกับพาคาลเบ็คและตี้แจสเตร็ดติดตัวไปด้วย
“ท่านพี่ออสเทร็ธครับ พี่เคยมาถ้ำนี้เหรอ?” แจสเตร็ดถาม
“ใช่ พี่เคย” ผมตอบ “ตอนนั้นพี่ลุยมาด้วยจำนวนประมาณสี่ห้าคนด้วยซ้ำ นึกว่าแค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว ปรากฏว่ามันไม่พอเลย”
“ถ้ำแคบขนาดนี้ ดาบยาวระดับลองซอร์ดไม่น่าจะพอแล้วสิ” พาลาดินผมสีฟ้ากล่าว แล้วจากนั้นก็เปลี่ยนเป็ดาบชอร์ตซอร์ด ดาบสั้นที่สั้นกว่าอาร์มิ่งซอร์ดอีกครับ อาร์มิ่งซอร์ดคือใบมีดสั้นกว่าลองซอร์ดนิดหน่อย (30-34 นิ้ว/35-40 นิ้วตามลำดับ) แต่ชอร์ตซอร์ดนี่คือใบมีดประมาณ 20-24 นิ้วเลย
พอพาลาดินในตี้ของแจสเตร็ดว่า ผมและองครักษ์ที่เหลือก็ทำตาม โชคดีที่พวกเราทุกคนเตรียมดาบทุกขนาดมา ทั้งลองซอร์ด อาร์มิ่งซอร์ด และชอร์ตซอร์ด เราก็ใช้ชอร์ดซอร์ดในการจัดการกับศัตรูในถ้ำ และความมืดของมันก็ทำให้พวกเราต้องจุดไฟด้วยเวทมนตร์ส่องทาง
เสียงแกรก ๆ เหมือนขูดหินปูนได้กระทบขึ้นในถ้ำ พร้อมกับเสียงฟ่อ ๆ เหมือนงู ดังไปทั่ว องครักษ์สองสามนายแรกได้เดินนำคาลเบ็คไปก่อน
แน่นอนพวกเราไม่ลืมว่าเราต้องดูเพดานด้วย เผื่อไอ้เวน่อมวิปแลชมันเลื้อยไปตามผนังบ้าง
“โอ้ ไม่นะ…”
สิ้นเสียงขององครักษ์คนหนึ่ง อะไรสักอย่างก็เข้าจู่โจมเขาคนนั้นแบบไม่ทันตั้งตัว ถึงจะมีโล่ก็ตาม แต่ตอนนี้ตี้แจสเตร็ดต้องรีบจัดหนักกับเวน่อมวิปแลชเป็ฝูงให้ได้ซะก่อน
และนี่แหละครับที่ทำให้ผมได้พบกับหน้าตาของเ้าเวน่อมวิปแลช ถ้าจะให้เทียบง่าย ๆ ก็เมดูซ่านี่แหละครับ แต่ไม่มีผมเป็ฝูงงู และปลายหางของมันก็คือเหล็กในแมงป่องนี่แหละครับ ส่วนนี้สินะที่เคยแทงตรงกลางหัวใจผมจนหมดสติไปสองชั่วโมง ปากของพวกมันได้แลบลิ้นสองแฉกเหมือนงู มือที่มีกรงเล็บอยู่แล้ว ถือหอกในการต่อสู้อีก
แต่พวกเราก็ไม่น้อยหน้า เหล่าองครักษ์นับร้อยรีบใช้เวทมนตร์แก้พิษแล้วก็จัดการใช้ไฟเผาพวกมัน โชคดีครับที่เวน่อมวิปแลชมันก็แพ้ไฟ โดนนิดเดียวมันก็ไหม้ทั้งตัวจนตายแล้วครับ แต่ตอนนี้ เราต้องปิดตายรังนี้ให้ได้ ผมไม่สนแล้วล่ะว่ามันจะมีอีกกี่รังในโลกนี้ แต่ผมจะไม่ให้มันมาตั้งถิ่นฐานใกล้พื้นที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่เด็ดขาด
เอาเป็ว่าก่อนที่พวกเราจะได้รับรู้ว่ามีถ้ำเวน่อมวิปแลชอยู่จริง ๆ ผมเคยศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพวกมอนสเตอร์ต่าง ๆ ว่าพวกนี้มันมีจุดแข็งจุดอ่อนยังไง และที่สำคัญคือ ผมต้องศึกษาให้ได้ว่าเ้าเวน่อมวิปแลช เ้าตัวที่ทำให้ผมหมดสติไปสองชั่วโมง มันแพ้อะไร มีอะไรที่ผมต้องรู้เกี่ยวกับพวกมัน และผมก็ได้เรียนรู้ว่านอกจากหน้าตาที่ตรงกับที่เคยศึกษาในหนังสือแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ผมต้องค้นและทำลาย: ไข่ของเ้าเวน่อมวิปแลช
ไข่เวน่อมวิปแลชก็คล้าย ๆ กับไข่จระเข้ แต่ว่ามันทำรังในถ้ำลึก และการจะล้างบางเวน่อมวิปแลชให้หมดไปจากถ้ำ เราต้องสู้กับนางพญาก่อน
ก่อนที่ผมชาติเก่าจะมาเกิดในโลกนี้ ผมก็ไปจำภาพมอนสเตอร์ประเภทแมงมุม ว่ารังแมงมุมในโลกแฟนตาซีก็ต้องมีนางพญาคอยเฝ้ารังหลังจากวางไข่ และแน่นอนว่าในโลกนี้ก็มีมอนสเตอร์ประเภทแมงมุมหลายสายพันธุ์ที่ก็มีรังรูปแบบเดียวกับที่ผมจำมา แต่สำหรับเวน่อมวิปแลชดันใช้รูปแบบรังที่คล้ายกับมอนสเตอร์ประเภทแมงมุมเป๊ะเลย
หลังจากที่พวกเราสู้กับพวกเวน่อมวิปแลชคนงานไปสองสามตัว พวกเราก็ออกสำรวจโดยส่งกำลังเสริมจากอาณาจักรโอคอนเนียมาเพิ่ม เรียกว่ามันเป็การบุกรังมอนสเตอร์ที่ต้องใช้คนจากสองอาณาจักรควบนะเนี่ย
เมื่อพวกเราเดินเข้าไปลึก ๆ แล้ว พวกเราก็ได้พบกับโพรงขนาดใหญ่ที่เก็บไข่เวน่อมวิปแลชไว้ และบอสเฝ้าไข่ก็คือ นางพญาเวน่อมวิปแลช นางมีขนาดใหญ่กว่าเวน่อมวิปแลชคนงานถึงสามเท่า และมีหางถึงสามหาง เท่ากับว่ามันมีเหล็กในพิษถึงสามตัว และที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ตามสารานุกรมมอนสเตอร์ที่ผมศึกษาเล่มหนึ่ง นางพญาเวน่อมวิปแลชสามารถใช้ปากของนางพ่นพิษได้ด้วย!
“ใครมีโล่เวทย์ก็กางกันไว้ได้เลยนะ” ผมบอก แล้วจากนั้นผมก็ร่ายคาถาโล่เวทย์ไว้ป้องกันพิษ
“ที่รักคะ ระวังค่ะ” เคลลีนว่า
“ผมรู้ครับ” ผมบอก
องครักษ์ห้านายข้างหน้าผมชักดาบและโล่ขึ้นมา เตรียมพร้อมตั้งรับการโจมตี
“ถ้าเราตัดหางของมันได้ ก็น่าจะเป็ผลดี” ผมพึมพำ
แต่แล้วนางพญาเวน่อมวิปแลชก็ไม่รอช้า นางรีบยื่นมืออันแหลมคมมาจะคว้าผม แต่มันแฉลบไปโดนโล่เวทย์ที่ผมร่ายมา พลหน้าไม้รีบยิงลูกธนูติดพลุใส่หัวนางพญาให้แสบตาไปข้างหนึ่ง และมันมึนงงอยู่ชั่วครู่ แต่นานพอที่จะทำให้ผมสั่งการให้แจสเตร็ดและคาลเบ็ครีบทำอะไรสักอย่าง แจสเตร็ดรีบใช้ขวานตัดหัวของนางพญา ส่วนคาลเบ็คใช้ดาบของเขาตัดเอวของมัน ส่วนพวกสมาชิกตี้แจสเตร็ดรีบจัดการกับไข่เวน่อมวิปแลชและเวน่อมวิปแลชคนงานที่เหลือให้หมดในถ้ำนี้
หลังจากที่นางพญาเวน่อมวิปแลชถูกฆ่าตาย มันก็ได้ดร็อปค่าประสบการณ์ประมาณ 70 EXP ต่อคน เหรียญแพลตินั่ม 20 เหรียญ เหรียญมรกต 80 เหรียญ และแน่นอนว่าจากที่ผมใช้สกิลประเมิน ผมก็พบกับ…
Monster Analysis
Race: Venom Whiplash Queen
Type: Half-Serpent-Half-Humanoid
Nature: Hostile
Threat Level: Amateur 5 (25)
Health: 0%
Stamina: 0%
Mana: 0%
Condition: DEAD
Description: นางพญาเวนอมวิปแลชคือสิ่งมีชีวิตพิเศษ ลักษณะจะคล้ายกับร่างกายท่อนบนของผู้หญิงที่มีท่อนล่างเป็หางงู แต่มีหางสามหาง พวกนางมีกรงเล็บไว้ใช้จับฉีกเหยื่อเป็ชิ้น ๆ และก็เช่นเดียวกับครีเชอร์จำพวกแมงมุม นางพญาเวนอมวิปแลชสามารถวางไข่ไว้ในรังอยู่ในถ้ำ โดยปกติแล้ว รังเวนอมวิปแลชจะมีอยู่ในบริเวณทวีปทางตอนใต้ แต่เพราะการมาถึงของเทพอสูร ทำให้พวกเวนอมวิปแลชกระจัดกระจายไปทั่วทุกทวีปมากขึ้น นางพญาเวนอมวิปแลชจะสั่งการให้พวกเวนอมวิปแลชแรงงานดักจับพวกเหยื่อที่เข้าใกล้รังไปทำเป็อาหาร เพื่อเอื้อต่อการเร่งประสิทธิภาพในการวางไข่ที่มากขึ้น และหลังจากการวางไข่แล้ว นางพญาก็จะให้แรงงานทั้งหมดคอยเฝ้ารังจนกว่าจะฟักไข่สำเร็จ
Behavior: Venom Stings X3: เหล็กในพิษที่หางไว้ใช้แทงเหยื่อให้ถึงตายก่อนจับกิน, Poisonous Vomit: อาเจียนพิษที่ทำให้ตาบอดถาวรหากไม่มีอะไรป้องกัน มีผลกับผู้ที่มีค่าอำนาจเฉลี่ยต่ำกว่าตน
โอเค ขอเวลานอกเพื่ออธิบายคุณผู้อ่านอีกแล้วครับท่าน
พวกสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เป็มอนสเตอร์ จะแบ่งประเภทธรรมชาติของพวกมันได้แก่ เป็มิตร (Friendly) คือจะคอยช่วยเหลือพวกเราเสมอ เป็กลาง (Neutral) คืออยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรกับใครนะ แต่ถ้าโดนทำร้ายก็จะสวนกลับเป็เหมือนกัน และเป็ศัตรู (Hostile) คือเจอหน้าใครต้องถล่มตลอด
Threat Level หรือ ระดับภัยคุกคาม เป็ตัวชี้วัดความยากของมอนสเตอร์ ซึ่งมันจะสัมพันธ์กับค่าอำนาจเฉลี่ยของมนุษย์, เอลฟ์, คนแคระ, หรือฮาล์ฟลิ่งทั้งหลาย โดยมันจะแบ่งออกเป็ Amateur 1-7, Adventure 1-7, Apocalypse 1-7, และ Apocalypse+ 1-28 และจะมีระดับภัยคุกคามลับ Apocalypse+ 29 ขึ้นไปที่เราจะได้เจอเมื่อค่าอำนาจเฉลี่ยถึง Expertise+ 29 ขึ้นไปแล้ว
เอาเถอะครับ พอนางพญาตัวเนี้ยจัดอยู่ในภัยคุกคามระดับ Amatuer 5 (25) ก็ทำให้ผมสงสัยว่า ถ้าเราไม่รีบจัดการตอนนี้ อีกสักสองสามปีมันจะพัฒนาตัวเองจนไปอยู่ภัยคุกคามระดับไหนกัน
และเพื่อเป็การตัดไฟั้แ่ต้นลม เราขนเอาซากเวน่อมวิปแลชทั้งนางพญาทั้งคนงาน และไข่ที่โดนบี้แบนเละเทะออกไปจากถ้ำให้หมด เป็การกำจัดซากเพื่อปิดตายไม่ให้มอนสเตอร์สายพันธุ์นี้มาป้วนเปี้ยนในเขตที่พักอาศัยของมนุษย์แม้แต่ตัวเดียว
และในที่สุดพวกเราก็ขนทรัพยากรต่าง ๆ กลับไปยังอาณาจักรมัสโทรนั่มอันอบอุ่น ปิดคดีไปได้หนึ่งดอก แต่ก่อนอื่น
“นี่ ๆ แจสเตร็ด” ผมทักพ่อหนุ่มนั่นให้มาคุยเป็การส่วนตัว
“ไงครับท่านพี่” แจสเตร็ดถาม
“นายได้เจอกับเทพธิดาประจำตัวนายหรือยัง?” ผมถาม
“เจอครับ ท่านก็ส่งแฟร์รี่มาติดตามความคืบหน้าตลอดครับ” แจสเตร็ดตอบ
“ฉันยังไม่เจอแฟร์รี่ แต่เจอเทพธิดามาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเองเลย” ผมบอก “ที่ฉันทักไปก็คือเื่ที่นายและพรรคพวกกำจัดเจสันไปน่ะ ท่านเทพธิดาของฉันฝากขอบคุณนายนะ”
“จริงเหรอครับ?” แจสเตร็ดถาม สายตาเป็ประกายลุกวาวจากความตื่นเต้น
“จริงสิ” ผมตอบ “ในตอนนี้เราก็ได้กำจัดไอ้พวกผู้เกิดใหม่ที่ออกลายขี้แพ้อย่างชัดเจนไปแล้วหนึ่งศพ เหลืออีกหลายคนที่อาจสุ่มเสี่ยงจะแสดงความขี้แพ้อย่างชัดเจนออกมา สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ให้ไอ้พวกนั้นมันรู้ซึ้งว่าโลกนี้มันไม่ใช่โลกในอุดมคติของพวกมันเสมอไป”
“ครับ” แจสเตร็ดว่า “ว่าแต่พี่ได้อ่านจดหมายหรือยังครับ?”
“อ่านแล้วล่ะ” ผมตอบ “พอได้อ่านที่นายเขียนไว้ให้ฉัน ฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าฉันเคยศึกษาเกี่ยวกับคำสาปครรภ์ปรสิตอยู่ นายไม่เคยได้ยินใช่ไหมล่ะ?”
“ผมก็เพิ่งจะรู้ว่ามีคำสาปแบบนี้ด้วยแฮะ” แจสเตร็ดกล่าว “มันเป็ยังไงเหรอครับ?”
“คำสาปครรภ์ปรสิต เอาง่าย ๆ ก็คือการสาปให้ตั้งท้องแล้วลูกในท้องเกิดด้วยการแหวกทะลุออกจากท้องคนอุ้มครรภ์จนตาย” ผมอธิบาย “คำสาปนี้มักจะใช้กับพวกมอนสเตอร์หรือปีศาจเป็หลัก ไอ้พวกที่โดนก็ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือไม่ก็ต้องพกไอเท็มหรือคาถาฟื้นฟูเร็วหรือสกิลฟื้นฟูสำเร็จรูป เพราะพวกที่โดนสาปไปแล้วไม่มีอย่างที่ว่าติดตัวมาหรือไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ มักจะตายเพราะตัวอ่อนทะลุออกจากท้องมาหลายศพแล้วล่ะ”
ระหว่างผมเล่าผมก็ลูบท้องกลมโตของตัวเองไปด้วยเพื่อสาธิตให้แจสเตร็ดเห็นภาพ เหมือนกับว่าลูกในท้องผมจะทะลุออกมาจริง ๆ และผมรู้สึกว่าเ้าหนูน้อยยื่นหน้าออกมาจากท้องให้แจสเตร็ดดูจริง ๆ และนั่นทำให้เขาหน้าถอดสีนิด ๆ
“แล้วของพี่นี่คือ…?”
“อ๋อ เปล่าหรอก ลูกในท้องพี่จะคลอดผ่านช่องคลอดเหมือนปกติน่ะ” ผมตอบ
“เฮ้อ โล่งอกไปที” แจสเตร็ดถอนหายใจ
“เอาเถอะ มีอะไรจะคุยต่ออีกไหม?” ผมถาม
“ผมสงสัยว่า จะมีผู้กลับชาติมาเกิดคนไหนที่มีรสนิยมตรงกับเซ็ตติ้งโลกนี้กันนะ” แจสเตร็ดว่า
“ถ้ามี เขาก็คงถูกใจแล้วล่ะ” ผมบอก “ยิ่งมีสกิล Self-Impregnation ด้วยเนี่ยน่าจะใช้ั้แ่วันแรกที่ได้รับการปลุกพลังแล้วด้วยซ้ำ”
“โอ้ย จะมีเหรอพี่ สกิลแบบนั้นอ่ะ” แจสเตร็ดถามติดตลก
“ท่านเทพธิดาบอกฉันมาว่ามี” ผมตอบและยิ้มกริ่ม
แจสเตร็ดก้มลงมองท้องแบนราบของตัวเอง ราวกับจะครุ่นคิดเื่อะไรสักอย่างอยู่ และ…
“ผมเองก็สงสัยอีกอย่างว่า สักวันผมจะได้ตั้งท้องจากอะไรแบบนี้บ้างไหม”
ผมก็ตอบไปได้แค่ว่า
“นั่นเป็เื่ของอนาคตที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ นายไม่ต้องไปคิดอะไรมากหรอก”
“ครับผม” แจสเตร็ดกล่าว
หลังจากนั้น พวกเราก็กลับไปพักผ่อนหย่อนใจกันสักที เพราะพวกเราเองก็สู้ ๆ กันบ่อยเกินไปละ และตอนนี้ผมก็ได้ปลดล็อกความสำเร็จอีกหนึ่งอย่างก็คือ เอาคืนให้กับมอนสเตอร์ที่บังอาจทำผมเป็ดยุกนิทราสองชั่วโมง ขั้นต่อไปก็คือคิดชื่อให้ลูกชายในท้องเผื่อถึงวันที่ผมจะคลอดลูกออกมา…
คืนนั้นผมดับไฟจากตะเกียง เพราะคิดว่าท่านเทพธิดาเอลซ่าไม่เซอร์ไพรส์ต่อแล้วล่ะครับ แต่พอผมผลอยหลับลง จิตของผมก็เข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างสดใส และก็มีเสียงสุดหล่อไพเราะที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เป็เสียงที่ผมผูกพันมาตลอด
“ท่านพ่อครับ”
เสียงนั้นมาจากด้านหลัง และเมื่อผมหันไปดู ผมก็ได้พบกับชายหนุ่มที่หน้าตาคล้ายกับผมเป๊ะเลย แต่มีผมสีแพลตินั่มและั์ตาสีเงิน ต่างจากผมที่มีั์ตาสีฟ้าและผมสีบลอนด์ เครื่องแบบก็มาจากดยุกตระกูลโมรันนัส สวมแหวนสองวงที่แต่ละวงสลักตราประจำตระกูลโมรันนัสและอัสเทรียตามลำดับ กำลังยิ้มให้ผม
“นั่นลูกเหรอ?” ผมถาม
“ใช่ครับ” ชายหนุ่มคนนั้นตอบ “ผมเป็ลูกชายที่อาศัยอยู่ในท้องของพ่อนั่นแหละครับ”
“แล้วลูกคิดชื่อให้พ่อได้หรือยังล่ะ?”
“ผมพอจะคิดออกนะครับ แต่พ่อช่วยบอกท่านแม่ให้หน่อยครับ” ลูกชายของผมในวัยผู้ใหญ่ตอบ “ผมชื่อ เดสเตรียน แม้ดเดิ้ล โมรันนัส ครับ”
“เดสเตรียน แม้ดเดิ้ล โมรันนัสเหรอ” ผมว่า
“ครับ” ลูกชายผม ซึ่งเรียกตัวเองว่าเดสเตรียนตอบ
“เป็ชื่อที่ดีนะลูก” ผมชม มือสองข้างเลื่อนไปบนหน้าท้องกลมโตของผมเอง และพบว่าเดสเตรียนในท้องผมก็ยื่นมือออกมาจากท้องผม ส่วนตัวเขาในวัยผู้ใหญ่ก็ยื่นมือไปลูบท้องผม
“ขอบคุณนะครับพ่อ” เดสเตรียนวัยผู้ใหญ่บอก “ผมรักพ่อนะครับ”
“พ่อก็รักลูกเหมือนกัน” ผมตอบ “พ่อหวังว่าลูกจะเป็ดยุกที่ดีได้นะ”
“ครับผม” เดสเตรียนวัยผู้ใหญ่ว่า “ว่าแต่จากนี้ไปพ่อจะให้ผมสามารถส่งเสียงพูดออกมาจากในท้องพ่อได้หรือเปล่าครับ”
“ได้สิลูก” ผมตอบ
“ขอบคุณครับท่านพ่อ” เดสเตรียนวัยผู้ใหญ่กล่าวและเข้ากอดผม
หลังจากนั้นไม่นาน ภวังค์รอบตัวก็สว่างจ้า และผมก็ตื่นขึ้นมาในห้องนอนของผมคนเดียวกลางดึกดื่น ผมยิ้มกริ่มพิมพ์ใจ ในที่สุดผมก็จะได้ตั้งชื่อใหม่ให้ลูกชายในท้องผมสักที และผมก็ผลอยหลับต่อไป