วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 44 อัญมณีหัวใจมังกรวายุมรกต

            หลังจากเหตุการณ์ที่นักพรตหลันอวี้มาทวงกระบี่ในสำนักเวลาก็ล่วงผ่านมาอีกหลายอาทิตย์ ห่าวหรานก็ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในสำนักอย่างปรกติ หากแต่ว่าในยามนี้มีผู้คนรู้จักมันมากขึ้น ชื่นชมมันมากขึ้น ในฐานะของผู้ที่ช่วยเหลือสำนักมิให้ต้องพบกับความอับอาย

            

            ทว่า...ทุกสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนมีสองด้านเสมอ หากมีผู้ที่ชื่นชอบ ก็ย่อมผู้ที่เกลียดชังอิจฉา ถือเป็นวิสัยธรรมของมนุษย์เดินดิน ห่าวหรานเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แถมยิ่งมันอยู่ในฝ่ายงานรับใช้ด้วย แววตาดูถูกเหยียดหยามจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่เนื่องจากกฎที่ วู่เทียนหลางได้ตั้งไว้ ว่าห้ามมิให้ผู้ใด พูดจาดูถูก หรือกลั่นแกล้งคนในฝ่ายงานรับใช้ พวกมันเหล่านั้นจึงทำอันใดมิได้ มากไปกว่าการมอง และนึกเคียดแค้น อิจฉาริษยาอยู่ในใจเงียบ ๆ

            

            ซึ่งห่าวหรานก็ทราบดี แต่ก็หาได้เก็บเอามาใส่ใจไม่ มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ได้รับมอบหมายทุกอย่าง ด้วยความขยันขันแข็งในทุก ๆ วันที่ผ่านไป แต่ถึงจะมิได้รู้สึกเกียจคร้าน แต่ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่าห่าวหรานรู้สนุกกับมันอย่างเต็มที่ หากเทียบกับเมื่อก่อนตอนอยู่บ้านสกุลเฟย มันยังมีเวลาเข้าป่าไปผจญภัยล่าสัตว์ ต่อสู้กับสัตว์อสูรฟ้าดินบ้าง แต่ยามนี้ หน้าที่ของมันก็คือการทำงานเดิม ๆ วนไปวนมา ถึงยามดึกจะแอบเข้าไปในป่าแห่งการทดสอบได้ แต่มันก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนที่น่าสนใจพอจะสู้ด้วยอีกแล้ว

            

            “เฮ้ออออ...อออ น่าเบื่อยิ่งนักช่วงนี้ข้าทำแต่งานเดิม ๆ ตลอดช่วงนี้ อยากออกไปยืดเส้นยืดสายบ้างจัง” ห่าวหรานเดินบ่นพึมพำไปเรื่อย ๆ ในขณะที่มันกำลังยกถาดน้ำชาไปให้แขกของวู่เทียนหลางที่ห้องรับรอง

            

            พอมาถึงมันก็ได้พบกับคนสามคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ หนึ่งคือชายชราเจ้าสำนักนักในชุดสีฟ้าขาวที่ดูสง่างาม สองคือสตรีหน้าตาสะสวยในสีเขียวอ่อน ซึ่งนางมิใช่ใครที่ไหน ฟางเฟิงหลิน ผู้ที่ห่าวหราน พบในฝ่ายอักษรเมื่อไม่นานมานี้ และอีกคนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนไว้หนวด สวมหมวกทรงสูง สวมใส่ชุดผ้าแพรสีทองหรูหราดูมีราคาแพง ซึ่งคนผู้นี้น่าจะเป็นแขกของวู่เทียนหลาง

            

            ห่าวหรานเดินเข้ามาภายในห้องด้วยความนอบน้อมก่อนที่มันจะยกน้ำชาวางบนโต๊ะให้ทุกคน แล้วถอยไปยืนอยู่ห่าง ๆ เพื่อวู่เทียนหลางจะเรียกใช้อย่างอื่นเพิ่มเติม

            

            “ก็อย่างที่ข้าได้เล่าให้ท่านเจ้าสำนักได้ฟัง บุตรชายของข้านั้นป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่มียาทั่วไปรักษาได้ และเมื่อข้าลองไปศึกษาดูก็พบว่า มีแต่ ‘หัวใจมังกรวายุมรกต’ เท่านั้นที่จะรักษาอาการป่วยแปลกประหลาดของบุตรชายข้าได้” แขกของวู่เทียนหลางเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยไร้ความหวัง และพอวู่เทียนหลางได้ฟัง มันก็เอามือลูบเครายาวก่อนจะพึมพำเบา ๆ ว่า

            

            “หัวใจมังกรวายุมรกตหรือ ถ้าข้าจำไม่ผิดของสิ่งนี้เป็น อัญมณีล้ำค่าซึ่ง อยู่ภายในตัวของราชามังกรวายุมรกต การจะไปนำมันมานั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย”

            

            “เรียนท่านเจ้าสำนัก การจะไปนำหัวใจมังกรวายุมรกตนั้นข้าว่าน่าสนใจยิ่งนัก เพราะทางฝ่ายอักษรของเราแทบจะไม่มีข้อมูลของมันเลยแม้แต่น้อย หากออกเดินทางไปแล้วได้ทั้งอัญมณี และได้ทั้งข้อมูลมาพร้อมกันนับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว”

            

            “ก็ถูกของเจ้าเฟิงหลิน แต่หนทางที่จะไปนั้นมีความอันตรายอยู่ไม่น้อย ข้าเกรงว่า....”

            

            “ท่านเจ้าสำนักได้โปรดเห็นแก่ข้า เห็นแก่ชีวิตบุตรชายข้าด้วย ข้าขอร้อง” แขกผู้นั้นพลันประสานสองมือ และกำลังจะลงไปคุกเข่าต่อหน้าวู่เทียนหลาง ดีว่า ปรมาจารย์เจ้าสำนักประคองตัวเข้าไว้เสียก่อน

            

            “ใจเย็นก่อนท่านมหาเศรษฐีหาน ไม่ต้องคุกเข่าให้ข้าหรอก ข้ายังมิทันได้บอกปัดคำขอร้องของท่านเลย เพียงแค่ข้าหนักใจเท่านั้น เอาล่ะ ๆ เห็นแก่ที่ท่านกับข้าเป็นสหายกันมานาน และเห็นแก่หน้าของหลานชาย ข้ารับปากว่าจะส่งคนไปนำ อัญมณีหัวใจมังกรวายุมรกตมาให้ท่าน แต่ข้าไม่รับปากนะว่าจะได้หรือไม่ เพราะมันอันตรายเหลือเกิน”

            

            “โอ้ ข้าขอบคุณท่านเจ้าสำนัก ขอบคุณเหลือเกิน ขอแค่ท่านยอมยื่นมือช่วยข้าก็มีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนคนของท่านจะนำอัญมณีมาได้หรือไม่ ก็ปล่อยให้ฟ้าเป็นผู้ลิขิตก็แล้วกัน หากฟ้าดินประสงค์จะพรากชีวิตบุตรชายของข้าไป ไฉนเลยข้าจะฝืนได้ แต่หากสวรรค์เมตตาเขาก็คงมีชีวิตรอดสืบสกุลให้ข้าต่อไปในภายภาคหน้า”

            

            “ท่านคิดได้เช่นนั้นก็ดี ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าก็แล้วกัน”

            

            และพอทั้งสามสนทนาจบ มหาเศรษฐีหานขอตัวกลับไปดูบุตรชายของเขา ส่วนวู่เทียนหลาง กับฟางเฟิงหลินก็หารือกันต่อ โดยยังมีเจ้าห่าวหรานยืนฟังอย่างเงียบ ๆ อย่างสนอกสนใจ

            

            “เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะไปคัดศิษย์ฝีมือดีให้ร่วมทางไปกับเจ้าในครั้งนี้ สักสิบกว่าคนก็น่าจะพอ

            

            “วิเศษไปเลย งั้นครั้งนี้ข้าพาฮุ่ยเฟินไปด้วยดีกว่า นางเฉลียวฉลาดมีไหวพริบน่าจะช่วยงานข้าได้ดี”

            

            “ฮุ่ยเฟินหรือ ก็ไม่เลว นางนับว่ามีทักษะในการเป็นนักตำราอสูรอยู่หลายส่วนทีเดียว จริงสิ ในการเดินทางครั้งนี้ ข้าว่ามีคนของฝ่ายงานรับใช้ติดไปด้วยสักคนเจ้าว่าดีหรือไม่ เฟิงหลิน” วู่เทียนหลางแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยถามขึ้น ซึ่งนั้นทำให้ฟางเฟิงหลินถึงกับ ตาโตอ้าปากค้างด้วยความตื่นตกใจ

            

            “คนของฝ่ายงานรับใช้หรือเจ้าคะท่านเจ้าสำนัก ท่านกล่าวล้อเล่นอันใดกับ ท่านเองก็ทราบดีว่าในการเดินทางออกไปภายนอกทุกครั้งนั้นล้วนแต่อันตราย จะอันตรายน้อยหรือมาก ก็คืออันตรายอยู่ดี เพราะอย่างงั้นพวกเราถึงต้องอาศัย ฝ่ายต่อสู้ และฝ่ายจิตปราณเป็นหลัก อาจจะมีฝ่ายโอสถ และฝ่ายอักษรเช่นข้าไปด้วยแต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย ฝ่ายโอสถนั้นแม้นด้วยวรยุทธ์แต่ก็สามารถใช้พิษป้องกันตัวได้ ส่วนพวกข้าก็อาศัยข้อมูล และจุดอ่อนของศัตรูในการเอาตัวรอด แต่สำหรับฝ่ายงานรับใช้นั่น...”

            

            “ไม่มีวรยุทธ์ ยาพิษ หรือทักษะในการเอาตัวรอดใช่หรือไม่ เฟิงหลิน”

            

            “จะ เจ้าค่ะ เป็นเช่นนั้น”

            

            “ก็ถูกของเจ้าทุกอย่าง แต่ข้าว่าในยามนี้ มีฝ่ายรับใช้ผู้หนึ่งซึ่งแตกต่างออกไปจากที่เจ้าคิด”

            

            ฟางเฟิงหลินที่ได้ฟังก็ขมวดมุนคิ้วด้วยความงุนงง

            

            “มีด้วยหรือเจ้าค่ะ คนในฝ่ายรับใช้แบบนั้น”

            

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ย่อมมีแน่นอน ใช่หรือไม่ห่าวหราน....”

            

            วู่เทียนหลางหัวร่อออกมาเบา ๆ ก่อนหันไปมองที่ห่าวหราน ซึ่งมันก็พลันสะดุ้งตกใจเล็กน้อย

            

            “ทะ ท่านเจ้าสำนักเรียกข้าหรือ”

            

            “ในห้องนี้จะมีผู้ใดชื่อห่าวหรานอีก ก็มีแต่เจ้าเพียงผู้เดียว แล้วอย่าบอกข้านะ ว่าที่เจ้ายกน้ำชาเสร็จแล้วยังไม่ไปไหน ก็เพราะจะรอให้ข้าเรียกใช้อย่างอื่นต่อ”

            

            เหมือนวู่เทียนหลางมองทะลุปรุโปร่งเข้าไปในจิตใจของห่าวหราน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ที่ห่าวหรานอยู่ก็เพราะมันสนใจเรื่องของมังกรวายุมรกตตั้งแต่ที่ได้ยินชื่อ และพอถูกมองขาดห่าวหรานก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อนความผิดเรื่องที่อยู่ฟังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ส่วนฟางเฟิงหลินที่ขมวดมุนคิ้วอยู่นานโขก็ได้เอ่ยถามห่าวหรานขึ้นว่า

            

            “เจ้าอยากจะไปพร้อมกับพวกข้างั้นหรือห่าวหราน”

            

            “ใช่แล้วพี่ฟาง ขอพูดตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม ยามนี้ข้ารู้สึกเบื่อ ๆ เล็กน้อยอยากออกไปยืดเส้นยืดสายภายนอกบ้าง”

            

            “แต่จ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่าการไปเก็บข้อมูลพวกสัตว์อสูร ส่วนใหญ่มีแค่ฝ่ายต่อสู้ ฝ่ายปราณ ฝ่ายโอสถ และฝ่ายอักษรเท่านั้น มิเคยมีฝ่ายรับใช้คนใดร่วมทางไปด้วย เพราะท่านเจ้าสำนักเกรงว่าจะเป็นอันตราย และอาจจะถูกฝ่ายอื่น ๆ ถือโอกาสเอาเปรียบรังแกเอาได้

            

            “เรื่องนั้นข้าทราบดี”

            

            “ในเมื่อทราบ แล้วไยถึงอยากจะร่วมเดินทางไปกับข้าอีก เจ้ามิกลัวหรือไร”

            

            “เรื่องเช่นนั้นข้าหาได้กลัวไม่ เพราะเมื่อก่อน ยามอยู่ในสกุลเฟยข้าก็โดนจิกหัวใช้งานอยู่เป็นประจำ ส่วนเรื่องอันตรายนั้นท่านก็ไม่ห่วง ข้าเข้าป่าล่าสัตว์ตั้งแต่จำความได้ แม้นมีฝีมือไม่มากแต่ก็พอเอาตัวรอดได้”

            

            ห่าวหรานกล่าวอธิบายด้วยแววตาที่มุ่งมั่นเอาจริง ฟางเฟิงหลินเห็นแล้วก็ลำบากใจยิ่งนัก

            

            “เฮ้ออออ...ออออ ช่างแปลกคนยิ่งนัก แต่ก็เอาเถิดในเมื่อท่านเจ้าสำนักเป็นคนออกปากเอง ไฉนเลยข้าจะโต้แย้งได้อีกเช่นนั้นพรุ่งนี้ยามเหม่าเราจะออกเดินทางกัน เจ้าอย่ามาสายล่ะ”

            

            *ยามเหม่า05:00-06:59*

            

            “ไม่สายอย่างแน่นอนขอบคุณพี่ฟางมาก ๆ” ห่าวหรานแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะประสานสองมือขอบคุณฟางเฟิงหลิน และหมุนกาย หันหลังเดินจากไป ฟางเฟิงหลินที่เห็นก็ได้แต่ขมวดคิ้วพร้อมหันไปมองหน้าวู่เทียนหลาง อย่างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ส่วนวู่เทียนหลางที่เห็นก็เบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะลุกขึ้น แล้วเอ่ยพึมพำว่า

            

            “เอาล่ะ ข้าไปคัดศิษย์ที่จะร่วมเดินทางไปในครั้งนี้จะดีกว่า เอ๋ ฝ่ายต่อสู้สัก ห้าหกคนจะพอไหมนะ ฝ่ายจิตปราณสักสามคน เอ๋ หรือสี่คนดี...” ฟางเฟิงหลินเห็นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนหายใจยาว ๆ ในความเอาแต่ใจของวู่เทียนหลาง ก่อนที่นางจะลุกขึ้น แล้วเดินจากไปอีกคน เพื่อเตรียมตัวในส่วนของการเดินทางวันพรุ่งนี้ อีกทั้งจะแวะไปบอกกล่าวให้ฮุ่ยเฟินรับทราบด้วย...

            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258