ประโยคเดียวของหลงเฟยเยี่ยทำให้ตวนมู่เหยาโกรธและทำลายบรรยากาศที่มีความสุขของงานเลี้ยงครอบครัวนี้ไปโดยสิ้นเชิง
ท่ามกลางความเงียบในที่สุดก็มีเสียง “ตึง” ดังขึ้น เป็นฮ่องเต้เทียนฮุยที่ตบโต๊ะแล้วยืนขึ้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ต่างตัวสั่นเทารวมทั้งไท่เฮาและฮองเฮาที่กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“ฉินอ๋องตามข้ามา!” ใบหน้าของฮ่องเต้เทียนฮุยมืดมน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลงเฟยเยี่ยลุกขึ้นอย่างสง่างามโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าใดๆ เดินตามหลังฮ่องเต้เทียนฮุย จนกระทั่งร่างสูงทั้งสองหายไปผู้คนในที่นั้นก็ระเบิดความโกลาหลและเต็มไปด้วยการสนทนา
หลงเฟยเยี่ยปฏิเสธตวนมู่เหยาด้วยเหตุผลที่เขาไม่มีเวลาแม้ว่าจะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหานอวิ๋นซี แต่คำตอบของฉินอ๋องที่เกี่ยวกับ“ข่าว” เมื่อครู่นั้น ทำให้ทุกคนพูดถึงหานอวิ๋นซี
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการปฏิเสธของฉินอ๋องนั้นสำหรับหานอวิ๋นซีแล้วถือเป็นข่าวดีอย่างมากหากตวนมู่เหยาไม่สามารถเข้ามาในจวนฉินอ๋องได้หานอวิ๋นซีผู้เป็นหวังเฟยก็จะสามารถรักษาบัลลังก์ของนางได้
“ฮ่าฮ่าโชคดีของหานอวิ๋นซีจริงๆ ที่ไท่เฮาให้อภิเษกตั้งแต่ตอนที่ฉินอ๋องยังเด็กหากเป็นวันนี้ เกรงว่านางคงต้องถูกปฏิเสธเช่นกัน”
“มันก็ยากที่จะพูดนะเจ้าไม่ได้ยินคำที่ฉินอ๋องพูดเมื่อครู่หรือไร เห็นได้ชัดว่านางเป็นสตรีที่โชคดีข้าได้ยินมาว่าหานอวิ๋นซีอาศัยอยู่ในลานดอกบัวของฉินอ๋องด้วยล่ะ!”
“แต่นั่นมันก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ข้าแค่ไม่เชื่อว่าสตรีผู้นี้จะอยู่ในสายตาของฉินอ๋องได้ไม่ใช่ว่านางรู้วิชาพิษหรือไร?”
“ไม่เพียงเท่านั้นเจ้ายังไม่เคยได้ยินเรื่องในงานเลี้ยงเหมยฮวาใช่หรือไม่? แม้แต่องค์หญิงหรงเล่อก็ยังยอมก้มหัว จากที่ข้าดูแล้วหวังเฟยท่านนี้ไม่ธรรมดาเลยล่ะ!”
…
แม้ว่าจะมีเสียงที่แตกต่างกันแต่ข่าวลือเกี่ยวกับหานอวิ๋นซีที่ได้รับความโปรดปรานก็แพร่กระจายไปทั่วจากการทานอาหารมื้อค่ำของครอบครัวนี้ท่ามกลางการสนทนา หานอวิ๋นซีได้แอบหนีออกไปก่อนแล้วและขอให้คนรับใช้พานางไปทำความสะอาดคราบบนร่างกาย
ไม่นานหลังจากที่ออกไปไท่เฮาก็ถามว่า “ฉินหวังเฟยล่ะ?”
“ทูลไท่เฮาเพคะหวังเฟยไปจัดการกับรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า เป็นสวี่มามาที่พาไปเพคะ”คนรับใช้บอกตามความจริง
นัยน์ตาของไท่เฮาฉายแววซับซ้อนเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไรอีก
แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่งานเลี้ยงเหมยฮวาไท่เฮาเองก็ได้ยินมาเช่นกัน สำหรับหานอวิ๋นซีแล้ว นางทั้งรักทั้งเกลียดสตรีผู้นี้เดิมทีนางคิดว่าถ้าตวนมู่เหยามาที่จวนฉินอ๋อง ด้วยนิสัยของอี้ไท่เฟยแล้ว ต้องทำให้หานอวิ๋นรู้สึกอึดอัดใจอย่างแน่นอนเมื่อถึงเวลานั้นนางก็จะมีโอกาสดึงหานอวิ๋นซีมาเป็นพวกได้แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นแบบนี้ฉินอ๋องทำให้องค์หญิงหรงเล่อดูไม่ดีในที่สาธารณะหากเรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงหูของราชวงศ์ซีโจว มันจะเป็นอย่างไรกัน?
ไท่เฮาขมวดคิ้วด้วยความกังวลฮองเฮาลังเลอยู่ครู่หนึ่งและเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “หมู่เฟยข้าคิดว่าเรื่องนี้ยังมีเรื่องสนุก”
“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” ไท่เฮาถามอย่างสบายๆ โดยไม่ได้ความหวังใดๆ
“หมู่เฟยในตอนนั้นฮ่องเต้จัดแจงการอภิเษก และฉินอ๋องเองก็ปฏิเสธไปหลายครั้งแต่ในที่สุดฮ่องเต้ก็ออกพระราชกฤษฎีกาดังนั้นฉินอ๋องและอี้ไท่เฟยจึงต้องทำตามไม่ใช่หรือ?” ฮองเฮาลดเสียงลง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ไท่เฮาก็จึงจะคลายคิ้วที่ขมวดอยู่เล็กน้อย ถ้าฮองเฮาไม่พูด นางคงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
อย่างไรก็ตามหลังจากนางคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติและพูดอย่างไม่พอใจว่า“ฮองเฮา หานอวิ๋นซีจะเทียบกับองค์หญิงหรงเล่อได้อย่างไร? ไม่รู้ว่าอี้ไท่เฟยจะเกลี้ยกล่อมนางได้หรือไม่ เราไปดูกันเถอะ”
หานอวิ๋นซีที่ไร้ยางอายเตะคานเกี้ยวโดยไม่เคารพตนเองและเข้ามาในจวนฉินอ๋องด้วยตัวเองส่วนองค์หญิงหรงเล่อเป็นองค์หญิงของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้งนางยังได้ให้ความช่วยเหลือฉินอ๋องมากมาย จะโดนปฏิเสธการอภิเษกได้อย่างไร? มันจะไม่ทำให้ราชวงศ์ซีโจวกลายเป็นตัวตลกของคนภายนอกหรือไร?
ฮองเฮาลุกขึ้นและเดินไปกับนาง“หมู่เฟย องค์หญิงหรงเล่อเป็นศิษย์น้องของฉินอ๋อง แม้ว่าจะไม่ใช่คนรักในวัยเด็กแต่ก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ตามความคิดเห็นของข้าแล้ว เพียงฉินอ๋องพยักหน้าองค์หญิงหรงเล่อต้องยกโทษให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างแน่นอน ข้าจะกลับไปเตือนทุกคนว่าห้ามใครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้เด็ดขาด!”
ไท่เฮาพยักหน้าและมุ่งหน้าไปทางตะวันออกพร้อมกับฮองเฮา
ในเวลานี้หานอวิ๋นซีกำลังจัดการกับเสื้อผ้าที่ห้องด้านข้างทางตะวันตกภายในห้องที่มีแสงสว่าง นางเพิ่งจะนึกได้ว่ามีชามน้ำแกงใบใหญ่กระแทกลงมาบนร่างกายของนางมันสกปรกมากจนไม่ว่าจะเช็ดเท่าไร ก็ไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดโชคดีที่มีเสื้อผ้าสำรองเอาไว้
“สวี่มามาเจ้าไปช่วยไปนำชุดใหม่มาให้ข้าได้หรือไม่”
“โปรดหวังเฟยรอสักครู่เพคะหม่อมฉันจะไปรีบนำมา”
“ไม่ต้องรีบร้อนข้าเหนื่อยแล้ว อยากจะพักสักหน่อยเหมือนกัน”
สวี่มามาถอยหลังและปิดประตูหานอวิ๋นซีพิงลงไปบนตั่งอุ่นอย่างเกียจคร้าน นางไม่ได้เหนื่อยมันเป็นเพียงข้อแก้ตัวของนางก็เท่านั้น และถึงนางไปตอนนี้ก็ไม่มีความสนุกอะไรแล้วเดาว่ามันคงไม่ง่ายสำหรับหลงเฟยเยี่ยกับอี้ไท่เฟยที่จะผ่านคืนนี้ไปรอให้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนางค่อยกลับไปก็ย่อมได้อย่างไรไม่มีนางก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว
คิดไปแล้วในงานเลี้ยงครอบครัวคืนนี้หลงเฟยเยี่ยพูดเพียงไม่กี่คำแต่ไม่กี่คำนั้นทำให้เกิดความโกลาหล ไม่รู้ว่าฮ่องเต้เทียนฮุยจะลงโทษเขาอย่างไรอย่างไรก็ตาม ในเมื่อชายผู้นั้นกล้าทำเช่นนี้ เขาต้องมีความมั่นใจอย่างมาก
หานอวิ๋นซีไม่รู้ตัวว่ามุมปากของตัวเองยกขึ้นอยู่ตลอดตอนนี้นางอารมณ์ดีไม่น้อย
นางที่กำลังมีความสุขอย่างลับๆจู่ๆ ก็ได้ยินเสียง “เพล้ง” ดังมาจากห้องข้างๆ ซึ่งดูเหมือนข้าวของจะพังมากมาย
เกิดอะไรขึ้น?
หานอวิ๋นซีลุกขึ้นและตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่งแต่ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด
แปลก!
นางที่ไม่ได้คิดอะไรมากก็รีบลุกขึ้นไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่ประตูเปิดออก ก็พบว่าชั้นวางขนาดใหญ่ในห้องพังทลายลงมาแตกกระจายทั่วพื้น และองค์หญิงฉางผิงก็ล้มลงในซากปรักหักพัง นางนอนคว่ำลงไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บที่ไหน แต่มีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก
“ฉางผิง!”
หานอวิ๋นซีร้องเสียงดังปฏิกิริยาแรกของนางคือรีบปรี่เข้าไปช่วย แม้ว่านางและฉางผิงจะบาดหมางกันอย่างหนักแต่นี่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตคน ดังนั้นนางจะไปสนใจเรื่องนั้นมากมายได้อย่างไร!
นางรีบพลิกตัวองค์หญิงฉางผิงเมื่อเห็นว่าองค์หญิงฉางผิงมีรอยฟกช้ำที่หน้าผาก พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมามากดวงตาทั้งสองปิดแน่นราวกับนางหลับ
หานอวิ๋นซีที่กำลังจะหยุดเลือดให้นางแต่ในขณะเดียวกันระบบการล้างพิษก็เตือนขึ้นทันที มีพิษ!
นางล้มไม่ใช่หรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่านางล้มลงหลังจากถูกวางพิษ?
ถูกวางพิษได้อย่างไรกันแล้วใครเป็นคนวาง?
ระบบล้างพิษไม่ได้รายงานสารพิษออกมาในทันทีซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพิษในตัวองค์หญิงฉางผิงนั้นไม่ใช่พิษธรรมดา
หานอวิ๋นซีที่ไม่มีเวลาคิดก็รีบเริ่มระบบสแกนทันที แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากเริ่มระบบนางก็ต้องตกตะลึง...
ใบหน้าของนางซีดเซียวมือที่จับองค์หญิงฉางผิงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
ระบบสแกนออกคำเตือนนี่คือ...นี่คือศพ ดังนั้นระบบสแกนจึงเริ่มโหมดการสแกนศพโดยอัตโนมัติ!
สิ่งที่นางจับอยู่คือศพดังนั้น...องค์หญิงฉางผิงตายแล้ว!
“อ๊าย…”
หานอวิ๋นซีกรีดร้องขึ้นมาผลักองค์หญิงฉางผิงออกไปโดยไม่รู้ตัว ลุกขึ้นอย่างเร่งรีบและถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความไม่เชื่อ
ในฐานะหมอนางคุ้นเคยกับการมองเห็นความเป็นความตายมาแล้ว ศพจึงไม่น่ากลัวสำหรับนาง
แต่!แต่นี่...นี่คือองค์หญิงฉางผิงองค์หญิงฉางผิงที่ปรากฏตัวต่อหน้านางทั้งที่ยังมีชีวิตเมื่อไม่กี่วันก่อน!
ตอนนี้ตายแล้ว!ถูกวางยาพิษจนตาย!
หานอวิ๋นซีไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นดังนั้นนางจึงรีบพุ่งเข้าช่วยเหลือคนในทันที โดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
ทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้!
มิฉะนั้นในฐานะหมอ นางไวต่อสิ่งเหล่านี้อย่างมาก
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนสมองของหานอวิ๋นซีว่างเปล่าไปชั่วขณะและในขณะเดียวกันเสียงของคนรับใช้ก็ดังมาจากนอกประตู
“องค์หญิงหม่อมฉันพบสิ่งที่ท่านต้องการแล้วเพคะ!”
“องค์หญิงท่านยังไม่เสร็จหรือเพคะ? รีบหน่อยจะดีกว่านะเพคะทางงานเลี้ยงมีเรื่องเกิดขึ้น ทำไมท่านไม่ลองไปดู...”
นี่คือคนรับใช้ส่วนตัวขององค์หญิงฉางผิงเสียงของซวงหง
หานอวิ๋นซีหันหน้าไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อมองออกไปนอกประตูก็เห็นซวงหงวิ่งเข้ามาและหยุดชะงักในทันที
ทั้งสองมองหน้ากันและหลังจากนั้นไม่นาน ซวงหงก็ร้องลั่น “อ๊าย...ใครก็ได้! อ๊าย...เร็วเข้าใครก็ได้...”
หานอวิ๋นซีที่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยความตกใจโดยไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น หัวใจของนางเต้นแรงตุบๆ
ซวงหงรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับตะโกนอุ้มองค์หญิงฉางผิงขึ้นมา แต่ทันทีที่อุ้มขึ้นมาซวงหงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกตินางจึงทดสอบลมหายใจขององค์หญิงฉางผิงอย่างสั่นสะท้านและรีบปล่อยองค์หญิงผิงลงด้วยความตกใจทันที พร้อมกับร้องเสียงดังว่า“อ๊าย...อ๊าย...องค์หญิงสิ้นพระชนม์แล้ว! สิ้นพระชนม์แล้ว!”
ในเวลานี้คนรับใช้และขันทีกลุ่มใหญ่ทั้งหมดต่างวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นฉากในบ้านทุกคนตื่นตระหนกและถอยหนี ใบหน้าแต่ละคนซีดเซียวมีเพียงเหล่ามามาคนเดียวที่สงบและส่งคนไปตามหมอหลวง พลางส่งคนไปรายงานไท่เฮา
หมอหลวงคนแรกที่มาถึงคือกู้เป่ยเยวี่ยทันทีที่เขามาถึงประตูและเห็นภาพภายในห้อง รวมไปถึงหานอวิ๋นซีที่ยืนอยู่ข้างๆในแววตาก็เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
เมื่อซวงหงเห็นกู้เป่ยเยวี่ยราวกับนางเห็นฟางเส้นสุดท้าย “หมอหลวงกู้องค์หญิง...องค์หญิง...ฮือฮือฮือ...ท่านรีบไปช่วยองค์หญิง นางต้องไม่ตาย!นางต้องไม่ตาย!”
ไม่รู้ว่าซวงหงกลัวหรือกำลังหลอกตัวเอง
เมื่อคนตายร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
องค์หญิงฉางผิงนอนอยู่บนพื้นบนหน้าผากเปื้อนเลือด ดวงตาทั้งสองปิดสนิท ในเวลานี้ร่างกายของนางแข็งทื่อใบหน้าและริมฝีปากซีดเซียว กู้เป่ยเยวี่ยเห็นแค่แวบเดียวก็สามารถบอกได้อย่างรวดเร็วว่าไม่สามารถช่วยชีวิตได้แล้ว
เขายังคงก้าวไปข้างหน้าสูดลมหายใจ สัมผัสชีพจรและตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต ในขณะนี้ผู้คนทั้งหมดที่อยู่รอบๆ ประตูก็แยกย้ายกันไป ไท่เฮา ฮองเฮา และหลงเทียนโม่ก็มาถึง
“ฉางผิง!ฉางผิง!”
ฮองเฮารีบวิ่งเข้ามาทันทีที่เห็นคนที่นอนอยู่บนพื้นภาพตรงหน้าของนางก็มืดลงและเกือบจะทรุดตัวลงกับพื้นโชคดีที่หลงเทียนโม่ช่วยนางไว้ได้ทัน
ไท่เฮาที่ถือไม้เท้าถูกมามาช่วยพยุงเข้ามา สีหน้าขาวซีด ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ไม่สามารถอยู่นิ่งได้
และหลงเทียนโม่ที่มองไปรอบๆทั้งโกรธทั้งตกใจ เขาตะโกนอย่างรุนแรงว่า “กู้เป่ยเยวี่ย เกิดอะไรขึ้น?”
กู้เป่ยเยวี่ยลดสายตาลงโน้มตัวและก้าวไปด้านข้าง พร้อมกับคุกเข่าลงทันที “ไท่เฮา ฮองเฮาไท่จื่อ...ขอแสดงความเสียพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไร!”
ไท่เฮาอุทานหายใจอย่างติดขัด ดวงตาเองก็เบิกกว้าง
“ไม่...ไม่!ไม่มีทาง! ไม่มีทาง! เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระ! ไร้สาระ!”
ฮองเฮาผลักกู้เป่ยเยวี่ยอย่างแรงและสั่งว่า“เจ้ารีบช่วยนางสิ ไปช่วยนาง! ถ้าเจ้าช่วยนางไม่ได้ ข้าจะฝังเจ้าทั้งเป็น!”
กู้เป่ยเยวี่ยคุกเข่าลงอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น“ฮองเฮา แสดงความเสียพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไม่เชื่อ!ข้าไม่เชื่อ! ฉางผิง บุตรสาวของข้า! บุตรสาวของข้า!”
จู่ๆฮองเฮาก็หลั่งน้ำตา ผลักหลงเทียนโม่ออกไปและพุ่งเข้าไปกอดองค์หญิงฉางผิงพลางเขย่าอย่างแรง แต่คนนั้น...ตายแล้วจริงๆ
“ไม่!ฉางผิง ทำไมถึง...ทำไมเจ้าถึงทิ้งแม่ไปแบบนี้! ฉางผิง เกิดอะไรขึ้น? บุตรสาวของข้า! บุตรสาวของข้า...ฮือฮือฮือ...”
ทันใดนั้นทุกคนที่อยู่นอกห้องก็คุกเข่าลง ได้ยินเพียงเสียงฮองเฮาร้องไห้ที่เสียดแทงหัวใจ
หลงเทียนโม่ที่มองไปที่น้องสาวตนเองไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากจะเชื่อ เขาถามเสียงดังว่า “กู้เป่ยเยวี่ย ทำไมจู่ๆนางถึงตายล่ะ?”
คนตายไปแล้วตายด้วยสาเหตุอะไร?
อาการบาดเจ็บที่หน้าผากนั้นไม่น่าจะถึงแก่ชีวิตได้