ผู้ดูแลคาดไม่ถึงว่าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ผู้ที่ไม่เคยสนใจกิจการของตระกูลซวี่หรือแม้แต่เดินผ่านร้านขายยานี้ก็ไม่เคยแวะเข้ามาดูจะมาเยือนถึงหน้าประตูด้วยตนเอง
ผู้ดูแลจึงรีบเชิญให้คุณชายรองนั่งลงพร้อมยกน้ำชามาให้เอ่ยถาม"ลมอันใดหอบคุณชายรองมาที่นี่ได้ขอรับ"
ซวี่เฉินฟางกล่าว"ไม่ใช่ผู้คุมงานจางมาตามหาข้าที่นี่หรือ หากข้ายังไม่มานายผู้เฒ่าคงด่าข้าเปิดเปิงเป็นแน่"
ผู้ดูแลบอกซ้ำๆว่าใช่
ซวี่เฉินฟางเอ่ยถาม"วันนี้มีเด็กสาวคนหนึ่งมาที่นี่ใช่หรือไม่" เขายื่นมือออกมาแล้วชี้ที่หน้าอกของตน "สูงประมาณนี้ดวงตากลมโตทั้งดำขลับทั้งสดใส สวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาเรียบง่าย"
แน่นอนว่าผู้ดูแลประทับใจจึงพยักหน้า"มีเด็กสาวแบบนั้นมาที่นี่จริงๆ ขอรับ"
"นางมาซื้อยาหรือ?"
ผู้ดูแลตอบ"ไม่ใช่ขอรับ นางมาขายโสม" เขาหยิบโสมออกมาให้ซวี่เฉินฟางดู"โสมต้นนี้ถูกเก็บมาในสภาพสมบูรณ์มากข้ารับซื้อในราคาแปดตำลึงเงิน หากในภายภาคหน้านางมีของดีๆ อีกนางจะนำมาขายที่นี่ขอรับ"
ซวี่เฉินฟางหยิบโสมขึ้นมาดูแวบหนึ่งก่อนวางลงแล้วเอ่ยถาม "แปดตำลึงเงิน ขายออกไปในราคาเท่าไร"
ผู้ดูแลตอบ"น่าจะขายได้สิบตำลึงเงินขอรับ"
ซวี่เฉินฟางเหลือบมองผู้ดูแลผาดหนึ่งไม่เอ่ยคำใด เพียงแย้มยิ้มก่อนลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปพลางกล่าว"ครั้งหน้าหากนางมาที่นี่อีก แจ้งข้าด้วย"
ผู้ดูแลตอบรับ"ได้ ได้ขอรับ"
ซวี่เฉินฟางหมุนพัดในมือเล่นทำตัวเหมือนคนสำรวย ก่อนเดินออกไปอย่างเกียจคร้าน
ผู้ดูแลเก็บโสมไว้ในลิ้นชักของตู้ยาอดแสดงท่าทางดูถูกดูแคลนเล็กน้อยไม่ได้
ผู้ช่วยในร้านกระซิบเบาๆ"รู้จักแต่กินดื่มเที่ยวเล่น จะไปรู้วิธีค้าขายอะไร…ก็แค่บุตรที่เกิดจากหญิงคณิกา มีอันใดน่าภูมิใจ..."
ผู้ช่วยบ่นไปพลางจัดของบนโต๊ะไปพลาง ทันใดนั้นแสงสว่างตรงหน้าก็ดับวูบลง
ผู้ช่วยเงยหน้าขึ้นสีหน้าซีดเผือดด้วยความตระหนก
ซวี่เฉินฟางจากไปและกลับมาตั้งแต่เมื่อไรไม่พูดไม่สื่อสารเวลานี้เขายืนอยู่ด้านนอกของโต๊ะตรงหน้าผู้ช่วยพร้อมยิ้มเปื้อนหน้า
เสียงของผู้ช่วยสั่นขณะเอ่ยอย่างตื่นตระหนก"คะ… คุณชายรอง"
ผิวขาวผ่องนัยน์ตาโค้งเจือยิ้มนิดๆ ของซวี่เฉินฟาง ล้วนแต่งดงามไร้ที่ติ
เขาดีดปลายนิ้วก่อนใช้พัดเคาะศีรษะของผู้ช่วยพลางกล่าว "ถึงไม่รู้วิธีแต่ข้าโชคดี หากเจ้าไม่พอใจก็ไปหาท่านพ่อของข้าสิ"
ต้องบอกว่าครั้งนี้ซวี่เฉินฟางหันหลังกลับแล้วเดินจากไปอย่างสง่างามจริงๆ
ทว่าผู้ช่วยยังคงตกตะลึงพรึงเพริดจนไม่รู้สึกตัวเนิ่นนาน
เห็นได้ชัดว่าคุณชายรองยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับฤดูใบไม้ผลิใบหน้ามิได้มีร่องรอยของความขุ่นเคืองรำคาญเลยแต่ยามที่เขาจ้องมองผู้ช่วยพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและใจดีนั้นผู้ช่วยกลับรู้สึกเหมือนขนที่กระดูกสันหลังลุกชัน
ความจริงแล้วผู้คนภายนอกมักเอ่ยถึงซวี่เฉินฟางด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถาง
เขาเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายใช้ชีวิตอยู่แต่ในหอคณิกาหลิ่วเซี่ยง สิ่งเดียวที่รู้คือสำมะเลเทเมาการที่ไม่เคยประสบความสำเร็จใดเลยนับเป็นความอัปยศและเนื้อร้ายของตระกูลซวี่
แต่ผู้คนก็มิอาจปฏิเสธและอิจฉาที่เขาโชคดีจริงๆ
···
หลังดวงอาทิตย์ตกดินเกวียนวัวค่อยๆ แล่นกลับหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า
นภาสีแดงฉานบ้านเรือนทุกหลังต่างมีควันไฟลอยโขมง
ลุงหลิวบังคับเกวียนวัวไปจอดหน้าเรือนของเมิ่งอู่เมิ่งอู่ขนของห่อใหญ่ห่อเล็กลงจากเกวียนไปที่ประตูเรือนนางเซี่ยเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจมาก ก่อนรีบยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
เมื่อเมิ่งอู่ขนข้าวของลงจากเกวียนหมดแล้วลุงหลิวก็บังคับเกวียนวัวกลับเรือน เมื่อใดก็ตามที่เขาเข้าเมืองเขามักช่วยชาวบ้านซื้อน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู เป็นต้นแล้วเก็บเงินเพิ่มหนึ่งอีแปะสองอีแปะ หาเงินจากส่วนต่างนี้เวลานี้ชาวบ้านคงกำลังรอเขาอยู่ที่เรือนของเขาแล้ว
เมิ่งอู่ปิดประตูเรือนภายในเรือนมีพื้นที่จำกัด แม่ลูกคู่นี้จึงวางข้าวของทุกอย่างไว้ใต้ชายคาก่อน
นางเซี่ยเอ่ยถาม"อาอู่ เจ้าซื้อข้าวของกลับมามากมายเช่นนี้ได้อย่างไร? โสมต้นนั้นขายได้เงินมากหรือ?"
เมิ่งอู่ยิ้ม"ขายได้เงินมากเจ้าค่ะ ชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนไม่ลำบากแล้วหนำซ้ำยังเหลือเงินสำหรับสร้างเรือนด้วย"
แน่นอนว่านางเซี่ยย่อมปีติยินดี
เมิ่งอู่นำไก่ทอดตัวเล็กๆที่ซื้อมาส่งให้นางเซี่ยทำอาหารเย็น ยังนำขนมออกมาให้นางเซี่ยลองชิม
ขนมนั้นละลายในปากทั้งหอมทั้งหวาน นางเซี่ยกินจนตาแดงเกือบหลั่งน้ำตา
เมิ่งอู่เอ่ยถามเสียงแผ่ว"ท่านแม่ อร่อยหรือไม่เจ้าคะ?"
นางเซี่ยพยักหน้า"อร่อยๆ"
เมิ่งอู่กล่าว"ข้าซื้อผ้าพับใหม่มาด้วยจะได้ให้ท่านแม่ตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่"
"ดี ดี" นางเซี่ยปาดน้ำตาลวกๆ "อาอู่ เจ้าคงหิวแล้วสินะ แม่จะเข้าครัวไปทำอาหารเย็น ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่อยมาดูกันตอนกลางคืน"
บ่ายนี้เมิ่งอู่กินแผ่นแป้งไปหนึ่งชิ้นจึงไม่รู้สึกหิวแต่กระหายน้ำ
นางจึงยกเหยือกน้ำขึ้นดื่มจนอิ่มก่อนถอนหายใจอย่างพึงพอใจ
จากนั้นแน่นอนว่าเมิ่งอู่ต้องเข้าไปดูอาเหิงของนาง
นางเซี่ยต้มยาบนเตาไว้ให้แล้วตามคำแนะนำของเมิ่งอู่นางยังป้อนยาให้เขาตรงเวลาด้วย
ครั้นเมิ่งอู่เข้าไปในห้องก็เห็นอินเหิงนั่งพิงผนังยามที่เขาเงยหน้ามองนาง แสงสายัณห์เจิดจ้าบนท้องฟ้าด้านนอกสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาทำให้ดวงตาสีอ่อนและเย็นชาของเขาอบอุ่นและอ่อนโยนขึ้น
อินเหิงเอ่ย"อาอู่ เจ้ากลับมาแล้ว"
น้ำเสียงของเขาทั้งอบอุ่นทั้งมีเสน่ห์น่าฟังเหลือประมาณ
เมิ่งอู่เดินไปข้างกายเขาเปิดถุงกระดาษออกพลางกล่าว "อาเหิง กินขนมหรือไม่"นางหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยมือที่ล้างจนสะอาดแล้ว จ่อริมฝีปากเขาป้อนเขา
อินเหิงกินไปสองสามคำเขาไม่ชอบกินของหวาน เมื่อก่อนก็ไม่เคยรู้สึกว่าขนมมีอันใดน่าดึงดูดแต่ยามที่เมิ่งอู่ป้อนให้ถึงปาก กลับรู้สึกว่าหวานเป็นพิเศษ
เขาเพิ่งกัดขนมหนึ่งชิ้นไปเพียงครึ่งเดียวเมิ่งอู่ก็ส่งอีกครึ่งชิ้นที่เหลือเข้าปากตนเองอย่างเป็นธรรมชาติอินเหิงมองจนแววตามืดครึ้มลงเล็กน้อย
น้ำเสียงของอินเหิงทุ้มลงนิดหน่อยกระซิบถาม "อร่อยหรือไม่?"
"ข้ารู้สึกว่าอร่อย แล้วเจ้าเล่า" เมิ่งอู่ย้อนถาม
อินเหิงครางในลำคอ"อืม"
เมิ่งอู่ปัดเศษขนมบนมือทิ้งก่อนกล่าว"อาเหิง ข้าซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าหนึ่งชุด เจ้าอยากลองสวมหรือไม่"
จากนั้นนางก็หยิบเสื้อคลุมยาวสีขาวออกมายามนี้นางเซี่ยอยู่ในครัว เมิ่งอู่ปิดประตูห้อง แล้วช่วยอินเหิงเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมิ่งอู่กล่าว"ครั้งหน้าหากข้าออกไปข้างนอก ข้าจะซื้อให้อีกชุดหนึ่งเอาไว้สลับกันใส่ในภายหลัง"
นางปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเขาอย่างอ่อนโยนอินเหิงเห็นท่วงท่าชำนิชำนาญของนางก็รู้สึกว่านางถอดเสื้อผ้าให้เขาคล่องแคล่วและง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ
เนื้อผ้าของเสื้อคลุมสีขาวนุ่มมากใส่สบายกว่าชุดผ้าฝ้ายเก่าๆ ชุดนั้นหลายส่วน
เมิ่งอู่จัดชายเสื้อให้ตรงผูกสายรัดเอวให้เรียบร้อย ค่อยเงยหน้ามองเขาอย่างพินิจพิจารณาให้ดีๆ
นางจำได้ว่าวันที่เก็บเขากลับมาเสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่เขาสวมก็เป็นสีขาวเช่นกันบัดนี้เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมสีขาวอีกครั้งราวกับว่าเขาสมควรจะมีรูปลักษณ์เช่นนี้
เขาอยู่ในเสื้อคลุมสีขาวสะอาดเรียบร้อยเรือนผมยาวดำขลับสยายลงมาปรกเสื้อผ้าคล้ายถูกย้อมด้วยหมึกนัยน์ตาสีทองอ่อนดับสีสันสดใสที่สุดในใต้หล้าคู่นั้นกำลังจับจ้องไปที่นางเงียบๆ
จากนั้นอินเหิงก็กระซิบถาม"ราคาเท่าไร"
เมิ่งอู่ตอบอย่างตรงไปตรงมา"ครึ่งตำลึงเงิน"
อินเหิงหมดคำพูดไปชั่วครู่
ด้วยระดับความยากจนของครอบครัวเมิ่งอู่หากหาเงินได้เพิ่มอีกสองสามอีแปะก็นับว่าน่าตื่นเต้นดีใจมากโขทว่าเมิ่งอู่กลับยอมจ่ายเงินถึงครึ่งตำลึงเงินเพื่อซื้อเสื้อผ้าให้เขา
อินเหิงขยับมุมปากเล็กน้อยคล้ายยิ้มอ่อนก่อนเอ่ย"เจ้าช่างใจกว้างจริงๆไม่กลัวว่าท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วจะตีเจ้าจนพิการหรือ"