“มิเป็นไรข้าว่าจะนอนต่ออีกหน่อย” กล่าวจบก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
จะให้เขาพูดได้อย่างไรว่าตนเองหลับไม่สนิทตลอดคืนซ้ำยังสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่
ในความฝัน ตอนที่เขากำลังหวุดหวิดจะถูกฝูงอาชาเหยียบอยู่รอมร่อก็มีเทพธิดาองค์หนึ่งเหาะเหินลงมาโอบเอว แล้วพาข้ามฝูงม้าลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย
เขาคลับคล้ายว่าจะคุ้นหน้าคนผู้นั้นแต่ยังไม่ทันได้เพ่งพิศให้ละเอียดก็ถูกพาตัวไปยังตำหนัก คิดหมายทำมิดีมิร้ายกับตนเอง
ในขณะที่ตนเองกำลังจะตกอยู่ในอุ้งมือมารก็มีคนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาจากด้านนอก แต่ละคนล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์งามวิจิตรรัศมีสีทองเปล่งประกายอยู่รอบกายดูน่าเกรงขามข่มขวัญผู้คน
สตรีหนึ่งในนั้นที่ดูสูงส่งสง่างามบนเรือนผมปักปิ่นทอง ชี้นิ้วมาที่เขาพลางก่นด่าด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “หน็อยแน่ เจ้าคนเลี้ยงอาชาสวรรค์บังอาจมาลวนลามธิดาของข้า จับตัวมันโยนลงไปยังโลกมนุษย์ ให้มันได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุดถึงจะคลายความแค้นในใจข้า”
เหล่าทหารในชุดเกราะสีทองกรูกันเข้ามาหามเขาไปยังบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือ ทำให้ร่างเขาทั้งร่างร่วงลงมาจากเมฆาสูงลิบ
ความรู้สึกเสียวไส้เหมือนได้ประสบกับตนเองจริงๆจึงสะดุ้งตื่นจากฝันทันที
ส่วนสาเหตุที่เขาตกตะลึงก็เพราะว่า…
หลังจากดิ้นรนอยู่หลายรอบในที่สุดเขาก็เห็นใบหน้าของเทพธิดาองค์นั้นอย่างชัดเจน ช่างเหมือนหมิงเป่าจูราวกับโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน!
หมิงเป่าอวี้เห็นหลี่ไหวฺอวี้หลับไปอีกครั้งจึงพลิกตัวลงจากเตียง เดินออกไปนอกห้องก็เห็นหมิงเป่าจูกำลังเก็บโต๊ะอยู่
“พี่หญิง”
“หลี่ไหวฺอวี้เล่า”หมิงเป่าจูเทซุปและกับข้าวที่เหลือมารวมกัน เก็บชามและตะเกียบวางซ้อนกันพลางถามขึ้น
“พี่ไหวฺอวี้เหมือนหลับไม่ค่อยสนิทบอกว่าอยากนอนต่ออีกหน่อย”
หมิงเป่าจูกำลังจะข้ามธรณีประตูก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากพื้น พอสายตามองลงไป ก็พบว่าเป็นไหสุราฮวาเตียวที่ว่างเปล่าใบนั้น
จู่ๆ ภาพบางอย่างก็ผุดวาบขึ้นมาในหัวแต่หมิงเป่าอวี้พูดขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เมื่อความคิดขาดตอน นางจึงไม่นึกถึงมันอีก
“อย่าให้เขานอนต่อปลุกขึ้นมาเก็บกวาดแล้วกินข้าว วันนี้ต้องออกเดินทางกันแต่เช้า” หมิงเป่าจูออกคำสั่ง
ภายในร้านนอกจากชั้นวางของไม่กี่ตัวที่เจ้าของเก่าทิ้งไว้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ยังต้องจัดหาเครื่องเรือนสำหรับห้องในเรือนหลัง
อย่างน้อยที่สุดเตียงก็ต้องมีพร้อมมิเช่นนั้นตอนกลางคืนก็ต้องกลับมานอนที่หมู่บ้าน ประกอบกับต้องเช็ดล้างทำความสะอาดงานยังมีอีกมาก เวลาจะกระชั้นเกินไป
นอกจากนี้ หากนางต้องการเร่งเปิดร้านยาสมุนไพรก็ต้องรีบติดต่อหาซื้อสมุนไพรโดยเร็ว
สมุนไพรที่หลังเขามีมากก็จริงแต่ส่วนใหญ่เป็นของล้ำค่าหายาก การรักษาคนป่วยทั่วไปไม่อาจใช้เพียงของเหล่านี้ ยาจีนต้องใช้สมุนไพรหลายอย่างมาส่งเสริมซึ่งกันและกันดังนั้นจึงต้องเตรียมสมุนไพรสามัญทั่วไปให้พรั่งพร้อม
อาหารเช้าทำเสร็จอย่างรวดเร็วเมื่อยกเข้าไปในห้อง หลี่ไหวฺอวี้ก็ล้างหน้าล้างตาแต่งตัวเสร็จพอดี กำลังนั่งจ้องพื้นอยู่บนเก้าอี้ไม่รู้ว่าครุ่นคิดอะไรอยู่
พอเห็นหมิงเป่าจูเข้ามาก็รีบหลบไปด้านหลังทันควันราวกับเห็นตัวอันตราย แต่พอตั้งสติได้ก็ทำตัวเป็นปกติทันทีเดินไปนั่งที่โต๊ะเตี้ยเบื้องหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หมิงเป่าจูรู้สึกงุนงงแต่ก็มิได้ซักถาม ตอนนี้นางกำลังตั้งตารอที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ จึงไม่มีเวลาปันความสนใจไปที่หลี่ไหวฺอวี้
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จทั้งสามคนก็เริ่มเก็บข้าวของ เดิมทีก็ไม่มีอะไรมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็พร้อมออกเดินทาง
ไม่ว่าหมิงเป่าจูจะไปที่ใดก็ไม่เคยลืมกระบุงสะพายหลังของตนเองแต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นเงิน หลี่ไหวฺอวี้ยิ่งไม่มีสิ่งใดต้องเตรียม แค่ตัวเปล่าก็คือสมบัติทั้งหมดที่มีอยู่แล้วส่วนหมิงเป่าอวี้ถือขนมที่เหลือจากเมื่อวานเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว
สมุนไพรในลานบ้านไม่จำเป็นต้องรีบร้อนรอให้ตั้งรกรากในเมืองได้แล้วค่อยกลับมาขนย้ายก็ยังไม่สาย
ทั้งสามเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ชุดใหม่ที่หมิงเป่าจูนำกลับมาให้เมื่อวานส่วนชุดเก่าก็โยนทิ้งไป จากนั้นก็หันมายิ้มให้กัน มีความสดใสกระปรี้กระเปร่าเช่นที่คนวัยหนุ่มสาวพึงมี
พอเปิดประตูออกก็ต้องประหลาดใจอยู่บ้างเพราะมีคนมายืนอออยู่มากมายที่หน้าประตู ทั้งป้าจง ลุงกู้ แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็มา
ยังมีชาวบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตาอีกหลายคนซึ่งแทบทุกคนล้วนเคยได้รับการรักษาจากหมิงเป่าจูทั้งสิ้น
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านนี่มัน...” ไฉนจู่ๆ จึงมีคนมามากมายเช่นนี้
“แม่หนูเป่าจูพวกชาวบ้านรู้ว่าเจ้าจะย้ายไปอยู่ในเมือง ต่างก็พากันมาส่งเจ้า” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยยิ้มๆ
“ใช่ๆ ต่อไปก็ต้องเรียกท่านหมอหมิงแล้ว”
“ท่านหมอหมิงท่านช่วยรักษาอาการปวดหัวที่รบกวนข้ามาหลายปีจนหายดี ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ”
“ใช่ๆ อาการปวดท้องของข้าก็หายเพราะท่านหมอหมิง!”
...
ชาวบ้านต่างผลัดกันขอบคุณหมิงเป่าจูคนละคำสองคำหากบอกว่าไม่ซาบซึ้งก็คงเป็นการโป้ปด นางรักษาคนมามากมายขนาดนี้ คิดแล้วก็อดภาคภูมิใจไม่ได้
“ขอบคุณทุกท่านหากต่อไปพวกท่านมีปัญหาอะไรก็สามารถไปหาข้าในเมืองได้”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนางถึงยึดมั่นกับการเปิดร้านยาสมุนไพรการเป็นหมอคือความฝันของนาง
“แม่หนู ต่อไปจงใช้ชีวิตให้ดีนะ”ป้าจงเอ่ย
เด็กคนนี้น่าสงสารมาตั้งแต่เด็กโชคดีที่ในที่สุดก็หมดเคราะห์หมดโศกเสียที
เมื่อวานหัวหน้าหมู่บ้านยังมาขอนางให้ช่วยพูดเหนี่ยวรั้งหมิงเป่าจูให้อยู่ต่อแต่นางปฏิเสธไป อย่าว่าแต่หมิงเป่าจูจะฟังตนเองหรือไม่ ลึกๆ แล้วนางก็ปรารถนาให้เด็กคนนี้ได้ใช้ชีวิตตามที่ตนเองต้องการ
จึงไม่กล้าบอกให้หมิงเป่าจูกลับมาหลังจากเปิดร้านยาสมุนไพรแล้ว ก็สุดรู้ได้ว่างานของนางจะยุ่งมากเพียงใด ยิ่งไม่กล้าบอกว่าจะไปหาเพราะกลัวว่านางจะดูแลไม่ไหว
“แน่นอนเจ้าค่ะท่านป้าจง ข้าจะกลับมาเยี่ยมท่านกับลุงกู้นะเจ้าคะ”
หลังจากกล่าวอำลาแล้วทั้งสามคนก็ออกเดินทาง
เดินมาได้ครึ่งทางหมิงเป่าจูเป็นห่วงว่าหลี่ไหวฺอวี้ยังบาดเจ็บอยู่ร่างกายอาจเหนื่อยล้าเกินไป จึงเสนอให้พักผ่อน
อันที่จริง ระยะทางแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมากสำหรับหลี่ไหวฺอวี้แม้จะบาดเจ็บก็ไม่ต่างกัน
แต่เมื่อคืนมีคนเมาแล้วอาละวาดพลิกตัวไปมาในอ้อมแขนเขาไม่หยุด บาดแผลถูกกระทบปวดจี๊ดๆ อยู่บ้าง
จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของหมิงเป่าจูขณะเดียวกันก็แอบชำเลืองมองนางไปพลาง
หมิงเป่าจูขมวดคิ้ววันนี้คนผู้นี้ทำตัวพิกลตั้งแต่ตื่นนอน หรือว่าเมื่อคืนนางพลั้งมือตีเขาไป
ไม่น่าจะใช่ ด้วยฝีมือของเขาแล้วจะปล่อยให้นางทำร้ายได้อย่างไร
หรือว่านางเผลออาเจียนใส่เขา
เมื่อคืนนางดื่มหนักไปหน่อยก็จริงแต่มั่นใจในปริมาณและอุปนิสัยการดื่มของตนเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะถึงขั้นอาเจียนออกมา
ยิ่งไปกว่านั้นนางจำได้แม่นว่าหลังจากที่ป้าจงกับลุงกู้กลับไปแล้วนางก็เข้าห้องแล้วหลับเลย แล้วจะไปยั่วโทสะเขาได้อย่างไร
หลังจากคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนหมิงเป่าจูก็ได้ข้อสรุปสุดท้าย
เป็นธรรมดาของบุรุษที่จะมีช่วงเวลาอารมณ์แปรปรวนอยู่เดือนละสองสามวัน เป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้
นางเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างจะไม่ถือสาหาความเขา
หมิงเป่าจูเดินเข้าไปใกล้โดยไม่สนใจสายตาของหลี่ไหวฺอวี้นั่งลงบนก้อนหินข้างๆ ยื่นมือไปจับข้อมือของเขาเพื่อตรวจชีพจร
“เจ้าทำอะไร”
หลี่ไหวฺอวี้ยังรักษาความสงบนิ่งไม่หลบเลี่ยงและไม่ชักมือหนี
“ข้าขอตรวจดูหน่อยว่าท่านเข้าสู่วัยรุ่นแล้วหรือยัง”หมิงเป่าจูพูดไปเรื่อยเปื่อย
ถ้อยคำประหลาดเพียงคำเดียวทำให้หมิงเป่าอวี้และหลี่ไหวฺอวี้งุนงงไปตามๆ กัน หลังจากพูดจบ หมิงเป่าจูถึงตระหนักได้ว่าพวกเขาคงไม่รู้จักคำว่า‘วัยรุ่น’
“วัยรุ่นก็คือช่วงวัยที่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ถึงยี่สิบปีจะต้องผ่าน ทุกคนต้องพบเจอ นอกจากร่างกายที่เติบโตและรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ซึ่งลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดที่สุดคือภาวะขบถต่อต้านของวัยรุ่นซึ่งภาวะขบถต่อต้านของวัยรุ่นก็คือ…”
หมิงเป่าจูพูดพึมพำกับตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งไม่สนใจว่าทั้งสองจะเข้าใจหรือไม่
ระหว่างที่กำลังพูดอยู่นั้นเสียงของคนรอบข้างก็เงียบหายไป หมิงเป่าจูรู้สึกเย็นวาบมาจากด้านข้าง พอหันไปมองก็พบว่าหลี่ไหวฺอวี้กำลังจ้องนางด้วยแววตาดำทะมึน
เขาไม่เข้าใจว่าวัยรุ่นคือสิ่งใดแต่มีสองคำที่ชัดเจนก็คือ ‘ขบถต่อต้าน’ นางเห็นว่าเขาเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร ถึงได้มาพูดจาเช่นนี้