เช้าวันต่อมา เจียงมั่วต้องนั่งรถของบ้านตระกูลฮั่วไปโรงเรียน ส่วนฮั่วจิ่งยังไม่พอใจเื่ที่โดนเจียงมั่วบังคับให้เรียนหนังสือเมื่อคืน “นี่พี่อย่าคิดว่าพอได้เป็ติวเตอร์แล้วจะมาวางอำนาจกับผมได้นะ เื่นี้ผมเป็นายจ้าง ส่วนพี่เป็แค่ลูกจ้างที่ถูกจ้างมา สรุปก็คือผมเป็เ้านายของพี่ต่างหาก พี่เคยเห็นลูกจ้างที่ไหนบังคับเ้านายให้ทำงานบ้าง? มีแต่พนักงานต้องรีบประจบเอาใจเถ้าแก่บริษัททั้งนั้นแหละ!”
เจียงมั่วเลิกคิ้วขึ้นสูง แกล้งทำเป็รู้กาลเทศะขึ้นมาทันควัน “งั้นนายอยากให้ฉันประจบเอาใจทางไหนล่ะ?”
“ง่ายมาก แค่พี่รับทำการบ้านให้ผมทั้งหมด แล้วก็เลิกเอาเื่เรียนมาบงการชีวิตผมเสียที แบบนี้ก็เป็ประโยชน์กับเราทั้งคู่แล้ว ส่วนผมก็จะยอมพาพี่เข้าคฤหาสน์ไปเจอคุณอารองทุกวัน เป็ไง ดีลไหม?”
เจียงมั่วยิ้มขำ ก่อนถามกลับว่า “แล้วขอถามหน่อย เงินเดือนนี่นายเป็คนจ่ายให้ฉันเหรอ?”
ฮั่วจิ่งชะงักไปทันทีก่อนจะพูดอึกอัก “คุณอารองกับผมมันต่างกันตรงไหนล่ะ? ยังไงก็เป็เงินจากบ้านตระกูลฮั่วที่จ่ายให้พี่เหมือนกันนั่นแหละ”
เจียงมั่วส่ายหัว “ไม่เหมือนกันสักหน่อย ของของคุณอาไม่ได้หมายความว่าเป็ของของนายด้วย อย่ามัวแต่ไร้สาระ รีบไปทบทวนเนื้อหาที่ฉันสรุปให้เมื่อคืนซะ เย็นนี้เลิกเรียนฉันจะตรวจ!”
“เจียงมั่ว พี่นี่มันเผด็จการชัด ๆ ! ผมไม่ทำหรอก! คนอย่างผมเกลียดการเรียนที่สุดในชีวิตแล้ว!”
“นายเข้าใจผิดแล้ว” เจียงมั่วขยับนิ้วไปมาพลางพูดเนิบ ๆ “ฉันกำลังคิดบัญชีแค้นส่วนตัวต่างหากล่ะ ไอ้เด็กบ้า เื่ที่นายใส่ร้ายฉันเมื่อวานนี้ ลืมไปแล้วหรือไง?”
เมื่อเห็นสีหน้าของเจียงมั่วบึ้งตึงลงอย่างเห็นได้ชัด ฮั่วจิ่งก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาทันที เขาจึงรีบโกยแน่บหนีไป สุดท้ายทั้งคู่ก็วิ่งไล่กวดกันรอบโรงเรียนด้วยความเร็วราวกับแข่งวิ่งร้อยเมตร
เจียงมั่วพยายามวิ่งหลบคนอื่นไปตลอดทาง จนกระทั่งมีแผ่นหลังของคนที่เดินทอดน่องอย่างมีจังหวะโผล่มาตรงหน้า ชายคนนี้ไม่รู้เป็อะไร เขาราวกับมีตาหลัง เจียงมั่วหักหลบไปทางไหน เขาก็เลี้ยวตามไปทางนั้น สุดท้ายทั้งคู่ก็ชนกันเข้าอย่างจัง
“ขอโทษทีนะ นายเป็อะไรหรือเปล่า?” เจียงมั่วเหวี่ยงกระเป๋านักเรียนไปข้างหลัง ก่อนจะยื่นมือเตรียมเข้าไปพยุง แต่อยู่ ๆ มือก็ค้างกลางอากาศ
“ฉีอิ้นหราน! ทำไมเป็นายล่ะ?”
ฉีอิ้นหรานทำท่าเหมือนยังไม่ตื่น น้ำเสียงของเขาหงุดหงิดจากการโดนปลุกอย่างเห็นได้ชัด “เธอชนฉัน!”
“ก็รู้ว่าชนไง เมื่อคืนนายดื่มหนักจนเมาปลิ้นมาหรือไง? ทำไมเดินเหมือนคนเมาเหล้าขนาดนี้?”
ฉีอิ้นหรานปรายตามองเธออย่างเนือย ๆ ก่อนจะตอบว่า “ฉันแพ้การตื่นเช้า”
“ห้ะ?”
“บอกมาสิ เธอชนฉันแล้วจะเคลียร์เื่นี้ยังไง?”
เจียงมั่วหรี่ตามองเขา เธอชักจะเริ่มระแวงแล้วว่าไอ้หมอนี่ตั้งใจแกล้งหรือเปล่า
“งั้น... เราไปห้องพยาบาลของโรงเรียนกัน เดี๋ยวฉันออกค่ารักษาให้เอง!”
ฉีอิ้นหรานตวัดสายตามองเธออย่างหงุดหงิด “ใครอยากได้ค่ารักษาจากเธอกัน? สองวันนี้เธอต้องมาคอยเสิร์ฟน้ำให้ฉันเพื่อเป็การไถ่โทษ”
“ฝันไปเถอะ!” เจียงมั่วอยากจะหวีดร้องออกมาดัง ๆ และอยากจะเถียงกับเขาต่อ แต่ฉีอิ้นหรานไม่ฟังเลยสักนิด เขาเดินดุ่ม ๆ กลับห้องเรียนไปเสียอย่างนั้น
ฮั่วจิ่งที่แอบดูอยู่ข้าง ๆ เห็นเหตุการณ์เข้าก็อดไม่ได้ที่จะจิ๊ปากเสียงดัง “ไอ้โง่ฉีอิ้นหรานนี่ บทจะทำตัวเป็คนมีประโยชน์ก็ทำได้แฮะ งั้นพี่ก็ยอมรับชะตากรรมไปเป็สาวใช้ยกน้ำซะดี ๆ เถอะ ลาก่อน!" พูดจบเขาก็ตบไหล่เจียงมั่วอย่างสะใจสองครั้ง แล้ววิ่งหนีไปทันที
เมื่อเจียงมั่วกลับมาถึงห้องเรียน และเพิ่งจะวางกระเป๋านักเรียนลงได้ไม่เท่าไหร่ ห่าวซือฉีก็เดินตรงปรี่เข้ามาหาเธอพร้อมกับพรรคพวกหน้าตาเอาเื่ด้านหลังอีกสามสี่คน มีทั้งชายและหญิง ท่าทางแบบนี้กะมาหาเื่เต็มที่เลยสินะ?
ห่าวซือฉีไม่คิดจะเสแสร้ง แววตาและสีหน้าฉายแววมุ่งร้ายอย่างชัดเจน “เจียงมั่ว เธอตามฉันออกมาข้างนอก”
“มีเื่อะไรก็พูดตรงนี้ ถ้าไม่มีธุระก็เชิญกลับไป”
พอห่าวซือฉีเห็นท่าทางนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านของเจียงมั่วก็ฟิวส์ขาดทันที หล่อนกัดฟันพูดซ้ำอีกรอบ “ฉันบอกให้เธอออกมา ไม่ได้ยินหรือไง?”
“ฉันก็บอกแล้วเหมือนกันว่าไม่ไป ไม่ได้ยินเหรอ?”
“เจียงมั่ว เธอชอบลองดีใช่ไหม?” พอสิ้นคำพูดของห่าวซือฉี พวกที่อยู่ข้างหลังก็ก้าวเท้ากดดันเข้ามาทันที เหมือนกับว่าถ้าเจียงมั่วยังนิ่งเฉยอยู่ พวกเขาก็พร้อมจะลงไม้ลงมือกับเธอตรงนี้ทันทีเช่นกัน
แม้จะเผชิญหน้ากับการข่มขู่จากคนกลุ่มใหญ่ แต่เจียงมั่วกลับไม่มีท่าทีลนลาน เธอยังคงยกมุมปากยิ้มบาง ๆ อย่างสงบนิ่ง “จะเริ่มคาบอ่านหนังสือเช้าแล้ว พวกเธอมายืนบังทางฉันทำไม?”
ฉีอิ้นหรานที่ได้ยินประโยคนั้นถึงกับหันไปมองเธอด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ส่วนห่าวซือฉีหมดความอดทนไปแล้ว ด้วยชื่อเสียงขาใหญ่ประจำห้องแปดของเธอ จึงไม่เคยมีใครที่ไหนกล้ามาเหยียบย้ำจนจมดินแบบนี้มาก่อน ก็แค่ยัยเจียงมั่วคนเดียว หล่อนไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการไม่ได้! ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ห่าวซือฉีอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกระชากหัวของเจียงมั่ว หวังจะลากอีกฝ่ายออกไปนอกห้องเรียน...
แต่ยังไม่ทันออกแรง เธอก็เห็นเจียงมั่วยกมุมปากยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นดูร้ายกาจและเ้าเล่ห์สุด ๆ จนเธอชะงักไป และในวินาทีต่อมา เธอก็รู้สึกเหมือนข้อมือของตัวเองกำลังจะถูกหัก
“โอ๊ย... เจ็บ ๆ เจียงมั่ว รีบปล่อยฉันนะ!” ห่าวซือฉีร้องซี้ดด้วยความเ็ป พลางร้องเตือนเจียงมั่วและไม่ลืมที่จะส่งสัญญาณให้พวกที่อยู่ข้างหลัง “พวกแกยืนบื้อทำไมกันอยู่? รีบมาช่วยลากยัยนี่ออกไปสิ!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ หล่อนก็รู้สึกจุกขึ้นมาที่ท้องอีกระลอก และในตอนนี้เอง ที่พรรคพวกของห่าวซือฉีที่พามาด้วยเพิ่งจะได้สติ ทั้งหมดถลึงตาใส่อย่างโกรธแค้น และเริ่มหักนิ้วเสียงดังกร๊อบ ๆ
“ซัดมันเลย จัดการมัน!” ห่าวซือฉีะโสั่งด้วยความโมโห
“จะมีเื่ก็ออกไปมีข้างนอก!” ฉีอิ้นหรานที่นั่งเงียบมาตลอด จู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังและเ็า
ห่าวซือฉีได้ยินก็สะดุ้งโหยง ก่อนจะหันมาจ้องเจียงมั่วด้วยความอาฆาต “พวกแกลากยัยแพศยานี่ออกไปตบข้างนอก!”
คนพวกนั้นหันมองหน้ากัน แน่นอนว่าพวกเขาเต็มใจจะทำ เพราะในห้องนี้มีโต๊ะเก้าอี้เกะกะขวางหูขวางตาไปหมด
แต่ในจังหวะที่พวกนั้นกำลังจะลงมือ ฉีอิ้นหรานก็พูดขึ้นมาลอย ๆ อีกครั้ง “ขอเตือนไว้อย่างนะ สองวันนี้เจียงมั่วต้องคอยยกน้ำรับใช้ฉัน พวกเธอจะทำอะไรก็คิดดูให้ดี ๆ ก่อนแล้วกัน!”
ห่าวซือฉีตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูก พยายามคิดทบทวนว่า... คำพูดของฉีอิ้นหรานหมายความว่ายังไงกันแน่? สั่งห้ามไม่ให้หล่อนรังแกเจียงมั่วรุนแรงเหรอ? แต่ฉีอิ้นหรานเป็ถึงหนุ่มฮอตผู้นิ่งขรึมแห่งอวี้เต๋อมาตลอด นอกจากเ้าอ้วนแล้วเขาก็แทบจะไม่เคยสนหัวใครเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการออกตัวปกป้องคนอื่นแบบนี้ แต่ตอนนี้... เขาไม่เพียงยอมให้เจียงมั่วมานั่งโต๊ะข้าง ๆ แต่ยังออกรับแทนเจียงมั่วครั้งแล้วครั้งเล่า
พอคิดได้แบบนี้ ห่าวซือฉีก็เบิกตาโพลงทันที เส้นทางความรักของกู้หลิงเยว่... ท่าจะแย่แล้ว!
ทันใดนั้น แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ห่าวซือฉียกมุมปากสั่งพวกที่อยู่ข้างหลัง “เอาตามที่คุยกันไว้ตอนแรก สั่งสอนยัยแพศยานี่ให้เข็ดหลาบ เื่ค่าตอบแทนฉันจ่ายไม่อั้นแน่นอน” พูดจบหล่อนก็เป็ฝ่ายเดินเลี่ยงออกไปก่อน
พวกนักเลงเ่าั้ไม่ได้เกรงกลัวอิทธิพลของฉีอิ้นหรานอยู่แล้ว เพราะพวกเขาเป็คนที่ห่าวซือฉีจ้างมาจากนอกโรงเรียน จึงฟังคำสั่งของห่าวซือฉีคนเดียวเท่านั้น
เจียงมั่วตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้ทันที เธอสบตากับคนพวกนั้นได้ไม่ถึงสามวินาที ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มปะทะกัน พูดให้ถูกคือคนกลุ่มนั้นรุมทำร้ายเจียงมั่วอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนเจียงมั่วทำได้เพียงปัดป้องอย่างยากลำบาก แม้เธอจะพอมีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง แต่ก็เป็แค่พื้นฐานที่เอาไว้ใช้ป้องกันตัวแก้ขัดเท่านั้น
ในตอนนั้น เก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งก็ลอยละลิ่วฝ่าอากาศพุ่งตรงมาที่ศีรษะของเจียงมั่ว ความเร็วระดับนี้เธอไม่มีทางป้องกันตัวเองได้ทันเลย
จนกระทั่งเสียงเก้าอี้หักส่งเสียงดังลั่น! แต่เจียงมั่วกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองและพบว่าท่อนแขนของฉีอิ้นหรานกำลังพาดขวางอยู่เหนือศีรษะของเธอพอดี...