ตอนที่ 18 คงอวิ๋น ปรมาจารย์หลอมอาวุธ (2)
เฉินเจียหลางกำลังจะนั่งลงข้างหน้าต่างเสียงทักก็ดังขึ้นมาเสียก่อน “นั่นสหายเจียหลางใช่หรือไม่บังเอิญยิ่งนักที่ได้มาพบกันที่นี่ข้าได้ยินว่าเ้าลงเขามาเพื่อตามหาปรมาจารย์คงอวิ๋น ได้พบแล้วหรือไม่เล่า?”
เฉินเจียหลางนั่งลงอย่างไม่สะทกสะท้านปรายตามองแขกที่ไม่ได้รับเชิญแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นจับกาน้ำชาอีกมือประคองชายแขนเสื้อไว้เบาๆท่วงท่าสง่างามเคลื่อนคล้อยราวกับเมฆล่องลอยสายน้ำไหลรินสมกับเป็บัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งยอดเขาตงซานฉียิ่งนัก
“อะไรลงเขามาก็ไม่รู้จักกันแล้วหรือ? ขอบคุณนะ”แขกไม่ได้รับเชิญก้าวเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้ามยกชาถ้วยนั้นขึ้นจิบอย่างไร้ความเกรงใจ ซ้ำยังเอ่ยขอบคุณหน้าตาเฉย
เฉินเจียหลางยกเปลือกตาขึ้นมองอย่างเฉยชาไม่เอ่ยอะไรสักคำเพียงหยิบจอกชาใบใหม่หงายขึ้นแล้วรินน้ำชาลงไป จิบชาช้าๆสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แสร้งทำเป็ว่าไม่มีคนอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ปล่อยให้เขาได้ดังใจยังคงพร่ำพูดเื่ที่อยากพูดออกมา “สหายเจียหลางคงคิดว่าการประลองบัณฑิตปีนี้ตนเองจะต้องชนะเป็อันดับหนึ่งอย่างแน่นอนสินะ ก็จริง...”
คนหนุ่มชุดน้ำเงินวางถ้วยชาลงแล้วยื่นมือไปยกกาน้ำชาขึ้นรินให้ตัวเองราวกับเป็เ้าภาพ ก่อนจะพูดต่อ“หากเ้าได้กระบี่ที่หลอมโดยปรมาจารย์คงอวิ๋นละก็ การจะทะลวงไปอีกขั้นหนึ่งก็เป็เื่ของเวลาแล้วแต่สหายเจียหลางเคยคิดบ้างหรือไม่ บนโลกนี้ยังมีอาวุธที่เรียกกันกว่าอาวุธสมบัติิญญาอยู่ด้วย”
คนพูดชะงักมือที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นแสร้งอุทานออกมาเบาๆ “เอะ! หรือเ้ามีวัตถุวิเศษที่เป็สมบัติิญญาจึง้าให้ปรมาจารย์คงอวิ๋นใช้มันในการหลอมกระบี่ที่เหมาะสมกับตัวเ้าเรียกได้ว่ากระบี่เล่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเ้าโดยเฉพาะ ประหนึ่งชุดที่วัดตัวตัดทั้งเหมาะสมและพอดีตัว...ต้องใช่แน่ๆ ฮ่าๆ ข้านี่เก่งจริงๆ เื่ไม่มีมูลอย่างนี้ก็ยังเดาออกมาได้”
เฉินเจียหลางวางถ้วยชาลงก่อนจะเอ่ยออกมาเป็ประโยคแรก“สหายเจี่ยงฉง เ้าสะกดรอยตามข้ามาตลอดทาง ้าอะไรก็ว่ามาเถอะหากจะให้ข้าชะลอการหลอมอาวุธไปก่อน จะได้สู้กับเ้าอย่างสูสีก็ไม่มีปัญหาแต่อันที่จริงเ้าไม่ต้องกังวลถึงเพียงนั้น แม้ข้าจะเจอปรมาจารย์คงอวิ๋นแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเร่งหลอมกระบี่ให้ข้าเสร็จสิ้นก่อนจะถึงกำหนดการแข่งขันบัณฑิตประจำปีเ้าไม่ต้องคิดมาก ข้า้าหลอมกระบี่เล่มใหม่นั้นเป็ความจริงแต่จะไม่ใช้มันในการแข่งขันบัณฑิตอย่างแน่นอน”
เจี่ยงฉงกระแอมไอเบาๆทว่าจะให้คนอย่างเขาม้วนเสื่อกลับบ้านง่ายๆเพียงเพราะอีกฝ่ายมองทะลุความคิดนั้นก็เป็การดูถูกกันเกินไปแล้ว ความหน้าด้านหน้าทนของบัณฑิตเจี่ยงฉงนั้นหากเขาคืออันดับสองก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าตนเป็อันดับหนึ่งแล้ว“ใครสนใจชื่อเสียงจอมปลอมเ่าั้กัน ที่ข้าสนใจก็คือความเท่าเทียมต่างหาก ในการประลองบัณฑิตคนอื่นใช้อาวุธิญญาแต่เ้าดันใช้อาวุธสมบัติิญญาแบบนี้ไม่เรียกว่าขี้โกงแล้วจะเรียกว่าอะไร”
“ดี!ในเมื่อเ้ารับรองแล้วว่าจะไม่ใช้อาวุธระดับสมบัติิญญาในการแข่งขันข้าก็สบายใจ” เจี่ยงฉงวางจอกชาลงแล้วทำท่าจะลุกขึ้นแต่เห็นเฉินเจียหลางเอาแต่มองจ้องออกไปนอกหน้าต่างอยู่ตลอดเวลาก็อดหันไปมองอย่างใคร่รู้ไม่ได้
เบื้องล่างห่างออกไปคือทางเข้าสำนักศึกษาหลวงเวลานี้มีคนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันอยู่สำหรับเจี่ยงฉงแล้วภาพนั้นดูไม่มีอะไรมากไปกว่าเหล่าลูกหลานชนชั้นสูงกำลังใช้อำนาจกับสามพ่อแม่ลูกที่มีลักษณะเหมือนชาวบ้านมากกว่าบัณฑิต
คงเห็นปรมาจารย์หลอมกระบี่เป็คนบ้านนอกน่ารังแกเข้าแล้วกระมัง
“หึ!สำนักศึกษาหลวงก็มีแต่เศษสวะ รอสอบในรอบปีอะไรกันแค่รู้จักคนมีอำนาจสักคน มอบของกำนัลที่มีน้ำหนักมากสักหน่อยให้ก็เข้าเรียนได้แล้วไม่ใช่หรือเ้าก็หลอกลวงคนเสียจริงนะสหายเฉินเหตุใดไม่แนะนำขุนนางผู้มีอำนาจให้ปรมาจารย์คงอวิ๋นรู้จักสักคนเล่าไม่แน่เขาอาจจะรีบหลอมกระบี่เล่มนั้นให้เ้าภายในไม่กี่วันก็ได้...”
เฉินเจียหลางรินน้ำชาให้ตัวเองเอ่ยอย่างไม่เจ็บไม่คันว่า “คนที่มองคนอื่นในแง่ร้ายเสมอเช่นเ้าจะเข้าใจอะไรขืนข้าเสนอความช่วยเหลือเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าปรมาจารย์คงอวิ๋นจะยอมหลอมกระบี่ให้ข้า”
เจี่ยงฉงขมวดคิ้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง หันไปมองดูภาพเหตุการณ์เบื้องล่างอย่างสนอกสนใจ“น่าสนุก!อยากรู้นักเื่นี้จะมีบทสรุปอย่างไร บัณฑิตทำตัวเป็อันธพาลคงไม่ใช่ว่า...”
เจี่ยงฉงเหล่ตามองคนนั่งตรงข้ามแล้วจุ๊ปากส่ายหน้าพ่นคำปรามาสออกมาคำหนึ่ง “ไร้คุณธรรม!”
เฉินเจียหลางเหลือบตามองคู่ปรับก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่“ไม่ใช่ฝีมือข้า!เื่ต่ำช้าเช่นนี้เ้าทำได้แต่ข้าไม่คิดทำ”
บัณฑิตชุดน้ำเงินหัวเราะพรืดออกมา“หรือในใจเ้าไม่ได้้าเช่นนี้หวังให้ใครสักคนออกมาขวางประตูไม่ยอมให้การสมัครเข้าเรียนของเด็กคนนั้นราบรื่นเ้าจะได้ใช้โอกาสนี้แสดงตัวให้การช่วยเหลือ แล้วเสนอแนะทางเลือกที่ดีกว่าสถานศึกษาที่มีชื่อกว่า และยังเป็ที่ที่พร้อมต้อนรับคุณชายน้อยท่านนั้น”
เฉินเจียหลางส่ายหน้า“เ้าสงสัยข้าเช่นนี้เท่ากับเอาใจคนถ่อยมาวัดใจวิญญูชน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวาสนาแตงที่ฝืนเด็ดย่อมไม่หวาน แผนการใดๆ ล้วนไม่อาจเป็ความลับไปตลอดกาลลมลอดกำแพงได้ฉันท์ใดสุดท้ายข้าจะถูกปรมาจารย์จับได้อยู่ดีเ้าว่าเช่นนี้จะเป็วาสนาหรือเคราะห์กันเล่า?”
เจี่ยงฉงไม่เถียงสายตามองลงไปยังทางเข้าสถานศึกษาเวลานี้เหล่าบัณฑิตต่างพากันมาล้อมมุงดูอย่างคึกครื้นกระบะทรายก็ถูกยกมาวางกลางลานกว้างแล้ว
ยังพอจะมีศักดิ์ศรีของบัณฑิตอยู่บ้างที่คิดออกว่าควรจะทดสอบด้วยวิธีการของบัณฑิต
หารู้ไม่ว่า...ผู้ที่เสนอให้แข่งขันกันด้วยการเขียนอักษรบนกระบะทรายคือซือเฟิงหลง
การคัดอักษรบนกระดาษด้วยพู่กันเป็จุดอ่อนของซือเฟิงหลงอย่างแน่นอนเด็กที่ยังไม่เคยเรียนหนังสือ ยังไม่เคยฝึกเขียนพู่กันอย่างจริงจังย่อมรู้อักษรเพียงไม่กี่ตัวแต่หากใช้วิธีเขียนอักษรบนกระบะทราย สิ่งที่ต้องแข่งกันจะไม่ใช่การแข่งความรู้แล้วแต่เป็การแข่งขันความคิดสร้างสรรค์ สมาธิ ไม่มีกรอบตายตัวอาศัยจิติญญานำเสนอความงามแห่งศิลปะ บนปราชญ์แห่งอักษร เช่นนี้คนที่มีความรู้จำกัดอย่างซือเฟิงหลงย่อมแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเสรี
เหล่าคุณชายที่ถูกฝึกฝนมาั้แ่เด็กย่อมน้อมรับการท้าทายการเขียนอักษรก็ไม่ต่างจากการดื่มน้ำกินข้าว จะไม่ชนะเด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้อย่างไร
คู่แข่งของซือเฟิงหลงคือคุณชายตระกูลหลิ่ว บิดามีตำแหน่งจงหลางฝ่ายซ้าย หน้าที่การงานกำลังก้าวหน้าเขาที่เป็บุตรชายคนรองย่อมมีใจทะเยอทะยานไม่น้อยในสำนักศึกษาเขาไม่มีที่ให้แสดงฝีมือมากนักยามนี้เมื่อมีหินรองเท้ามาให้ใช้เป็เวทีแสดงเขาย่อมจะไม่ปฏิเสธข้อเสนอที่เต็มไปด้วยแผนการร้ายซ่อนไว้ครั้งนี้
หลิ่วเอ้อหรง(หรงที่แปลว่ารุ่งเรือง) มองกระบะทรายที่ถูกปรับพื้นผิวให้ราบเรียบทั้งสองกระบะก่อนจะหันไปมองเด็กชายวัยไม่เกินสิบขวบ จุดที่น่าเสียดายของเวทีแสดงครั้งนี้ ก็คือคู่แข่งของเขาเป็แค่เด็กที่อายุน้อยกว่าถึงสี่ปี
เขาสะบัดแขนเสื้อกว้างแล้วประสานมือหลวมๆแสดงมารยาทพิธีการของบัณฑิต “ข้าคืออันดับสองของระดับเสี่ยวเสวีย[1]ห้องอี่[2] หลิ่วเอ้อหรงหากแข่งขันกันด้วยศาสตร์อื่น ไม่ว่าจะเป็พิณ หมาก ภาพวาด บทกวี จะกลายเป็ว่าข้ารังแกเด็กใหม่จึงได้คล้อยตาม ‘คำท้า’ของเ้าแข่งกันประดิษฐ์อักษรในกระบะทรายโปรดชี้แนะด้วย!”
คำพูดแสดงถึงการเป็ผู้มีคุณธรรมสูงของเขาเรียกเสียงชื่นชมดังขึ้นรอบด้านหลิ่วเอ้อร์หรงอมยิ้มอย่างพึงพอใจ
ซือเฟิงหลงคาราวะกลับแนะนำตัวเพียงสั้นๆ “ซือเฟิงหลง”
หลิ่วเอ้อร์หรงหยิบไม้ยาวสำหรับเขียนอักษรขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วมองไปรอบๆ เอ่ยว่า “การแข่งขั้นย่อมต้องมีผู้ตัดสินหากเชิญอาจารย์มาชมการแข่งจะกลายเป็การสร้างเื่ราวใหญ่โตเกินไปเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะเชิญบัณฑิตในสำนักศึกษาที่มีคุณวุฒิเกรียรติของเขาย่อมเป็ที่ยอมรับ ส่วนเ้าก็เลือกใครมาสักคน ส่วนคนที่สาม...”
แววตาของหลิ่วเอ้อร์หรงเคลื่อนไปหยุดที่บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนอย่างโดดเด่นท่ามกลางผู้ติดตามซ้ายขวาบนระเบียงทางเดินด้านข้างเขาสวมอาภรณ์บัณฑิตเช่นคนอื่นๆ ส่วนที่แตกต่างคือกว้านทองบนศีรษะซึ่งบ่งบอกฐานะเชื้อพระวงศ์ของเขาอย่างชัดเจน
หลิ่วเอ้อร์หรงประสานมือโค้งกายคาราวะกล่าวว่า“ทูลเชิญองค์ชายรองเป็ผู้ถวายการตัดสินด้วยเถิดพะยะค่ะ”
องค์ชายรองเลิกคิ้วอาจเพราะไม่คาดคิดว่าคนผู้นี้จะกล้า เขามองประเมินคนทั้งคู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้ารับ“ย่อมได้ การนำการประดิษฐ์อักษรมาแข่งขันกันในระดับเสี่ยวเสวียนั้นมิใช่เื่ที่พบเห็นบ่อยนัก ด้วยเกณฑ์ตัดสินยังไม่อาจกำหนดให้ชัดเจนได้ผู้เป็กรรมการจำต้องมีความรู้และความเข้าใจในศาสตร์แห่งการประดิษฐ์อักษรอย่างถ่องแท้จึงจะให้คำตัดสินได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นข้าขอให้พวกเ้าทั้งสองจงถือเสียว่าเป็การแลกเปลี่ยนวิชาซึ่งกันและกันก็แล้วกัน”
“ขอบพระทัยองค์ชายรอง”หลิ่วเอ้อร์หรงลอบยิ้ม จากนั้นจึงหันไปทางบัณฑิตอันดับสองของระดับไท่เสวีย[3]ลู่ฉางเฟิงซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มบัณฑิตระดับขั้นสูง
อีกฝ่ายคล้ายจะรู้ตัวจึงก้าวออกมาประสานมือไปทางองค์ชายรองก่อนจะหันมาเอ่ยกับหลิ่วเอ้อร์หรงว่า“ในเมื่อองค์ชายรองคือหัวหน้าผู้ตัดสินข้าผู้แซ่ลู่ย่อมรู้สึกเป็เกียจที่ได้รับหน้าที่นี่”
เมื่อหลิ่วเอ้อร์หรงเลือกผู้ตัดสินครบทั้งสองคนแล้วจึงได้หันมามองซือเฟิงหลง “ถึงคราวที่เ้าจะเลือกผู้ตัดสินแล้วรับรองว่าทุกคนที่มายืนอยู่ที่นี่ล้วนไม่มีใครลำเอียงเข้าข้างใครเพียงเพราะว่าข้าเป็บัณฑิตของสำนักศึกษาหลวงส่วนเ้าเป็ว่าที่บัณฑิต...อืม แต่ก็ต้องรอให้ถึง่วสันตฤดูเสียก่อนถึงจะใช่แม้เ้าจะแพ้ที่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสอบเข้าไม่ผ่าน”
จูหลันคิ้วขมวดขยับตัวหมายจะแก้ต่างให้บุตรชายตนเอง แต่ซือคงบีบมือนางไว้เบาๆ กระซิบปลอบใจว่า“รอดูเฉยๆ เถอะ ปัญหาเท่าขี้เล็บ ถ้ายังจัดการเองไม่ได้ไปเข้าศึกษาที่ไหนก็คงถูกเขารังแกจนต้องร้องไห้หามารดาทุกที่นั่นแหละนะ”
จูหลันหน้าบึ้งดวงตาที่เคยอ่อนโยนเป็นิจแข็งกร้าวดูเหมือนว่าความหวังว่าบุตรชายจะได้เรียนในสำนักศึกษาหลวงจะเป็เพียงความคิดไร้เดียงสาของนางเองการขัดแข้งขัดขากันในราชสำนักเป็เช่นไรภายในสำนักศึกษาหลวงก็คงมีเื่ทำนองนี้ไม่ต่างกัน
ซือเฟิงหลงหันไปมองรอบๆเขาไม่รู้จักใครสักคน ทันใดนั้นก็มีบัณฑิตหนุ่มร่างสูง รูปงามเดินโบกพัดเข้ามาช้าๆ
เอ่ยนำเสนอตัวเองว่า “ข้าฟู่เฉิงหากคุณชายน้อยไม่รู้จะเลือกใคร เ้าสามารถไว้ใจให้ข้าเป็ผู้ตัดสินได้นะข้าคือบัณฑิตชั้นไท่เสวีย ถือว่าคุณวุฒิไม่ต่ำเลยและข้าก็ไม่ได้มีไมตรีส่วนตัวกับหลิ่วเอ้อร์หรงด้วย”
ซือเฟิงหลงมองประเมินฟู่เฉิงรูปลักษณ์ภายนอกดูสง่างาม วาจาน่าฟังเช่นบัณฑิตท่าทางไม่ได้เลวร้ายแววตาดูกระตือรือร้นและสนุกสนานในเวลาเดียวกัน
ในเมื่อไม่รู้จะเลือกผู้ใดมาก็คงไม่แตกต่างมากกระมัง
ซือเฟิงหลงพยักหน้าตอบ“ถูกของท่าน ข้าไม่รู้จักใครจริงๆ...”
เหล่าบัณฑิตที่อยู่ราบรอบพากันหันไปลอบยิ้มซือเฟิงหลงเก็บภาพเหล่านี้ไว้ในสายตาขณะยกมือขึ้นชี้ เอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าเลือกเขา!”
[1]เสี่ยวเสวียคือชั้นเรียนระดับประถมผู้เรียนต้องผ่านชั้นเรียนระดับต้น(เิเสวียมาแล้ว)นักเรียนมีอายุประมาณ 8-14ปี
[2] การเรียงลำดับห้องตามความสามารถ จากนักเรียนหัวกะทิห้องเจี่ยระดับกลางห้องอี่ และระดับธรรมดาห้องปิ่ง
[3] ไท่เสวีย คือชั้นเรียนระดับมัธยม ผู้เรียนต้องผ่านระดับเสี่ยวเสวียมาก่อนนักเรียนส่วนใหญ่อายุระหว่าง 15-25 ปี