“จิตสังหารระดับนั้นต้องเป็นนักฆ่าแน่ๆ แถมเขาไม่ได้ฆ่ามาน้อยๆ เพียงแค่ออร่าอย่างเดียวก็สะกดข่มคนจำนวนมากได้นี่มันเป็นระดับที่เหนือกว่ามนุษย์ทุกคนที่ข้าเคยพบ….”
เซนกล่าวกับตนเองเงียบๆ และเหม่อลอยคิดอะไรบางอย่างอยู่ กว่าเขาจะหลุดออกจากความคิดของตนเองได้ก็ตอนเมื่อฮันน่าสะกิดแขนของเขา เมื่อเซนตื่นขึ้นมาจากห้วงความคิดของตนเองก็เห็นฮันน่าและอับบาสกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ก่อนที่อับบาสจะกล่าวบางอย่าง
“เป็นเจ้าใช่หรือไม่ที่ช่วยพวกเราไม่ให้เกิดอาการเหมือนกับพวกนักเรียนคนอื่นๆ”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย…”
เซนเลือกที่จะปกปิดความจริงที่เขาช่วยเหลือทั้งสองทำให้อับบาสนั้นแสดงสีหน้าท่าทางไม่พอใจออก อย่างไรก็ตามชายหนุ่มนั้นก็ไม่ได้ต่อว่าเซนหรืออะไรเขาเพียงเงียบไปและไม่ถามสิ่งใดอีก ในขณะเดียวกันฮันน่าก็กล่าวกับเซน
“เซน เจ้าจะต้องเดินทางไปที่ห้องเรียนของตนเอง ต่อจากนี้พวกเราอาจจะได้เจอกันน้อยลง ถ้าเจ้ามีเวลาว่างก็อย่าลืมแวะมากินข้าวกับพวกเราที่โรงอาหารกลาง…เอาไว้เจอกันนะ”
“เอาไว้เจอกัน”
เซนกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินจากไป ในขณะเดียวกันเสียงของอับบาสก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“เจ้าเดินช้าแบบนั้นจะดีเหรอ เวลาเหลือไม่มากนะ และห้องเรียนที่สิบของเจ้ามันอยู่ไกลกว่าห้องเรียนอื่นมาก…”
เซนเมื่อได้ยินอับบาสกล่าวก็มีสีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปทันที เขารีบวิ่งออกจากหอประชุมทันที ก่อนที่จะถามทางกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่แถวๆ บริเวณนั้นทำให้ชายหนุ่มพบว่าห้องเรียนของเขานั้นอยู่บนเกาะที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ และมันอยู่ห่างจากที่นี่ค่อนข้างไกล และเรือรับส่งได้ออกไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้าที่เซนจะมาถาม
เรือรับส่งนั้นจะออกมาอีกทีตอนพักกลางวัน ดังนั้นหากเซนจะรอเขาจะพลาดช่วงการแนะนำการเรียนการสอนและการที่เขาเข้าเรียนสายนั้นก็ไม่มีหลักประกันว่าเขาจะไม่ถูกลงโทษ
เซนได้วิ่งมาที่ท่าเรือและพบว่าไม่มีนักเรียนแม้แต่คนเดียวที่อยู่ที่นี่ นั่นแสดงให้เห็นว่านักเรียนที่เรียนห้องเดียวกันกับเขานั้นล้วนแล้วแต่ขึ้นเรือไปกันหมดแล้ว และมีเขาเพียงคนเดียวที่ตกเรือ ด้วยความไม่อยากไปสวยนั้นทำให้เซนตัดสินใจที่จะว่ายน้ำไป แต่นั่นจะทำให้ชุดของเขาเปียก ตอนแรกนั้นเขาต้องการจะใช้ความเร็วสูงสุดและวิ่งบนผิวน้ำเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าของตนเองเปียก แต่บริเวณท่าเรือนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนจำนวนมาก ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทำอะไรที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นเซนก็กระโดดลงน้ำทันที ทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเหล่านั้นต่างพากันวิ่งมาดูและเมื่อเห็นว่านักเรียนคนหนึ่งกำลังว่ายน้ำข้าวไปยังเกาะพวกเขาต่างพากันหัวเราะพร้อมกับกล่าว
“เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ เกาะนั่นไม่ได้อยู่ใกล้ๆนะ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นปลาหรือยังไงจะว่ายน้ำข้ามไป!”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
เซนไม่ได้สนใจการหยอกล้าของพวกนั้นเขาค่อยว่ายน้ำด้วยความเร็วปกติก่อนที่จะดำลึกลงไปใต้น้ำในระดับสิบกว่าเมตร ก่อนที่จะถีบตัวและเพิ่มความเร็วฉับพลันทำให้ผิวน้ำข้างบนนั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามไม่มีใครสังเกตและเห็นว่ามันผิดปกติเลยสักคนเดียว
ด้วยความเร็วใต้น้ำที่เร็วกว่าปลาทำให้เซนมาถึงเกาะกลางทะเลสาบซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องเรียนของเขา เซนเดินขึ้นไปบนเกาะในสภาพที่มีสาหร่ายและปะการังติดตามตัวเต็มไปหมด ทำให้คนที่เฝ้าอยู่บริเวณฝั่งของเกาะนั้นมองด้วยความงุนงง พวกเขาตอนแรกนึกกันว่าเซนนั้นเป็นผีทะเล
“นักเรียนเจ้าเป็น นักเรียนของห้องสิบหรือเปล่า?”
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้าถามเซน หญิงวัยกลางคนคนดังกล่าวให้ความรู้สึกเหมือนกับผู้ใหญ่ที่รักการเรียน เธอสวมแว่นตาหนาและแต่งตัวเรียบร้อย ในมือของเธอถือแฟ้มที่ใส่กระดาษมากมายเอาไว้ ในขณะที่เธอถามเซนนั้นเธอก็ได้ใช้นิ้วนางของเธอดันแว่นหนึ่งที
“ใช่ขอรับ ข้าเป็นนักเรียนของห้องสิบ”
เซนกล่าวตอบในขณะที่หยิบสาหร่ายและปะการังที่ติดตามเสื้อผ้าของเขาทิ้งไป ในขณะเดียวกันหญิงวัยกลางคนก็ได้กล่าวแนะนำตนเอง
“ข้ามีนามว่าโซเฟีย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเจ้าและห้องเรียนที่สิบ เจ้าเป็นนักเรียนที่มาสายที่สุดในจำนวนนักเรียนทั้งหมด…แต่ยังดีที่เจ้ารักษาเวลา ดูจากสภาพของเจ้า เจ้าคงว่ายน้ำมาที่นี่?”
เซนเพียงยิ้มเท่านั้นเขาไม่ได้กล่าวใดๆ เพราะเกรงว่าคำกล่าวของเขานั้นจะกลายเป็นคำโกหก เพราะมันน่าเหลือเชื่อเกินไปที่คนธรรมดาจะว่ายน้ำข้ามเกาะโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
“ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปที่ห้องเรียนของเรา…”
อาจารย์โซเฟียได้กล่าวขึ้น เมื่อเธอเห็นว่านักเรียนของเธอเลือกที่จะไม่กล่าวสิ่งใดกับเธอ แม้เธอจะรู้สึกน้อยใจเล็กน้อยที่นักเรียนของเธอไม่เชื่อใจเธอ อย่างไรก็ตามเธอก็ตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงวันแรกที่เธอและพวกนักเรียนได้พบกันเท่านั้นดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา
พื้นที่บนเกาะนั้นค่อนข้างกว้าง อย่างไรก็ตามมันเป็นเกาะโล่งๆ และเป็นพื้นที่ราบส่วนใหญ่ มีทุ่งหญ้าสีเขียวและต้นไม้เล็กน้อย มันให้ความรู้สึกเหมือนกับสนามวิ่งเล่นของเด็ก และกึ่งกลางของเกาะนั้นเป็นที่ตั้งของอาคารขนาดใหญ่ที่ดูเก่า อย่างไรก็ตามมันกลับสะอาดและถูกดูแลเอาใจใส่อย่างดี
อาจารย์โซเฟียได้พาเซนเดินเข้ามาภายในอาคารและพาเขาขึ้นไปชั้นบนซึ่งชั้นบนนั้นมีเพียงแค่ห้องเดียว ซึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ และในตอนนี้อันแน่นไปด้วยนักเรียนกว่าร้อยชีวิต เมื่อเซนปรากฏตัวขึ้นมานักเรียนหลายคนทั้งหญิงทั้งชายต่างมองมาที่เขาเป็นตาเดียวเนื่องจากชายหนุ่มนั้นเป็นนักเรียนคนสุดท้ายที่มาถึงที่นี่ และสภาพของเขาค่อนข้างจะดึงดูดสายตาเพราะเครื่องแบบของเขานั้นเปียกชื้น
เซนเห็นว่ามีที่นั่งที่หนึ่งว่างอยู่พอดี เขาจึงเดินไปนั่งและเหลือบมองคนข้างๆ เขา ซึ่งคนคนนี้นั้นค่อนข้างจะดูเหมือนกับนักเลงไม่น้อยในโลกเก่าของเขา การแต่งกายที่ผิดระเบียบเนื่องจากปลดกระดุมเม็ดบน และปกคอเสื้อที่ไม่พับลง หน้าตาของเขาค่อนข้างหล่อเหลาและมีเสน่ห์ไม่น้อย จุดที่เซนชอบที่สุดก็คือไฝเล็กๆ บริเวณใต้ตาซ้ายของเขา และทรงผมที่เซ็ทขึ้นเปิดหน้าผาก พร้อมกับท่านนั่งเอนหลังที่เหมือนจะนอนพร้อมกับมือล้วงกระเป๋าและหลับตา
“เท่ชะมัด…”
เซนอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาเมื่อมองที่เพื่อนข้างโต๊ะของเขา ราวกับอีกฝ่ายนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาที่เซนมองมาเขาจึงลืมตาขึ้นเผยให้เห็นแววตาที่ดุร้ายราวกับสัตว์ป่า ทำให้นักเรียนบริเวณนั้นหลายคนต่างพากันก้มหน้าและหลบสายตาจากเขา
เซนพยักหน้าทักทายอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนที่อีกฝ่ายเองก็พยักหน้าตอบพร้อมกับหลับตาอีกครั้ง ในเวลานั้นเองอาจารย์โซเฟียก็ได้กล่าวบางอย่างขึ้นพร้อมกับเคาะกระดาน ทำให้นักเรียนในห้องเรียนหลายชีวิตต่างพากันเงียบลงพร้อมกับหันไปสนใจเธอ
“ยินดีต้อนรับนักเรียนใหม่ห้องสิบหรือห้องเรียนนรกทุกคน ต่อจากนี้พวกเจ้าคือนักเรียนของวิลโลอย่างเป็นทางการ…”
“เปาะแปะๆ”
อาจารย์โซเฟียได้ตบมือก่อนที่ทุกคนจะพากันตบมือตามเธอ ไม่เว้นแม้แต่เซนจากนั้นอาจารย์โซเฟียก็ได้กล่าวต่อเมื่อเสียงตบมือได้เงียบลง
“นักเรียนห้องเรานั้นมีอัตราการเรียนจบที่น้อยที่สุด ข้าจะไม่ปกปิดพวกเจ้า แต่ในปีหนึ่งก่อนที่จะขึ้นปีสองนั้นมีนักเรียนถูกไล่ออกกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และมีนักเรียนที่เสือชีวิตอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าภายในปีนี้ในหมู่พวกเธอร้อยกว่าคน จะมีเพียงห้าสิบกว่าคนเท่านั้นที่จะอยู่รอดถึงปีสอง!”
ทุกคนต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบากเมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์โซเฟียกล่าว แต่อาจารย์โซเฟียนั้นไม่ได้สนใจความรู้สึกของพวกเขาเลยว่าจะยอมรับหรือไม่ แต่นางเลือกที่จะกล่าวต่อไปว่า
“ปกติในช่วงคาบเช้านี้พวกเจ้าจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับหลักสูตรทฤษฎีต่างๆ แต่วันนี้พวกเจ้าจะต้องทดสอบความสามารถพื้นฐานกับข้าทีละคน เพื่อต่อยอดในการฝึกช่วงบ่าย ซึ่งเป็นการฝึกเฉพาะตัวและแต่ละคนจะได้รับการฝึกที่แตกต่างกัน ถ้าเข้าใจแล้วอย่ารอช้า ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ข้างนอกขอให้ออกไปหาข้าทีละคนหากข้าเรียกชื่อ!”