ความล้มเหลวของร่างกาย
“แค่ก! แค่ก!”
เสียงไอโขลกอย่างรุนแรงดังสนั่นฉีกกระชากความเงียบกริบของชายป่าไซรัสโก่งตัวสำลักเอาน้ำเย็นเยือกออกจากปอด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มจนแทบควบคุมไม่ได้
ทุกครั้งที่ไอความเ็ปจากาแที่สีข้างจะแปลบขึ้นมาจนหน้ามืดเขาตื่นขึ้นมาในสภาพที่ใบหน้าซีดเผือดแนบอยู่กับดินโคลนและกรวดทรายที่เปียกชื้นเสียงคลื่นเล็กๆ ซัดเข้าหาฝั่งเบาๆเป็จังหวะราวกับเสียงกระซิบของทะเลสาบที่เพิ่งจะปลดปล่อยเหยื่อของมัน
ความหนาวเหน็บจากน้ำในแม่น้ำช่วยห้ามเืที่แผลจากหอกยาพิษได้บ้างจนมันเริ่มจับตัวเป็ก้อนแข็งแต่มันกลับทิ้งความชาหนึบที่น่ากลัวไว้แทนที่ความรู้สึกนั้นลามไปทั่วแผ่นหลังและท่อนขาจนเขาแทบขยับร่างกายไม่ได้
ไซรัสสลบไปนานแค่ไหนไม่มีใครรู้รู้เพียงว่าตอนนี้แสงตะวันรำไรสีทองอ่อนๆเริ่มทาบทับลงบนผิวน้ำที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แสงนั้นไม่ได้ให้ความอบอุ่นมากนักแต่มันช่วยให้เขามองเห็นขอบเขตของความเวิ้งว้างที่เขาเพิ่งถูกพัดพามา
เขากัดฟันแน่นใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพยุงกายที่หนักอึ้งและบอบช้ำขึ้นจากริมตลิ่งอย่างทุลักทุเลทุกการเคลื่อนไหวเหมือนมีเข็มน้ำแข็งนับพันทิ่มแทงไปตามกล้ามเนื้อ มือที่สั่นเทาจนแทบไม่มีความรู้สึกรีบควานไปตามสายคาดเอวอย่างลนลานและเมื่อปลายนิ้วััเข้ากับความเย็นของโลหะที่คุ้นเคยลูน่า ออร์บิส อาวุธคู่ใจยังคงติดอยู่ที่นั่น
ไซรัสถอนหายใจออกมาท่ามกลางไอกระเซ็นยามเช้าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยู่ตัวเปล่าในดินแดนที่เขาไม่รู้จักนี้
“ข้า... ยังไม่ตาย...”
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
ท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่ริมฝั่งแม่น้ำไซรัสไม่รู้เลยว่ากระแสน้ำได้พัดเขามาไกลเพียงใด สภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนจากหน้าผาหินชันเป็ป่าโบราณที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดั์รากของมันขดเลี้ยวราวกับงูั์สลับกับเนินเขาเตี้ยๆ ที่ปกคลุมด้วยหมอกจาง
“ต้อง... ต้องไปต่อ...”
ความทรมานที่ไซรัสเผชิญอยู่นั้นหนักหนาจนแทบจะเกินขีดจำกัดของมนุษย์ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มอย่างมั่นใจบัดนี้แห้งผากจนแตกเป็ขุยแดงฉาน
ทุกลมหายใจเข้าออกให้ความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันทิ่มแทงในปอดาแที่สีข้างซึ่งถูกพิษจากหอกของไซรอนเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำบวมเป่งจนตึงเกร็ง
ทุกครั้งที่ขยับขาความเ็ปจะแล่นปราดเข้าสู่ไขสันหลังราวกับไฟฟ้าช็อตเขาย้อนนึกถึงความบอบช้ำที่ผ่านมาในแต่ละวัน ขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวจากพิษไข้
หลังจากที่รอดพ้นจากกระแสน้ำมาได้วันที่สองคือการต่อสู้กับความเย็นจัด ไซรัสพยายามพยุงร่างที่สั่นเทาเดินลัดเลาะไปตามชายป่าที่ต่อกับที่ราบลุ่มความเย็นจากน้ำทำให้แผลชาหนึบใน่แรกแต่เมื่อร่างกายเริ่มอุ่นขึ้นพิษยาก็เริ่มทำงาน
เขาต้องซ่อนตัวอยู่ใต้โพรงไม้ใหญ่ในบางเวลาเพราะเขาได้ยินเสียงฝืเท้าของมนุษย์กลุ่มหนึ่งเดินอยู่ในป่าโบราณเขาใช้กิ่งไม้และไม้เลื้อยที่มีใบหนาหลายสิบกิ่งมาทำเสมือนเป็ผ้าห่่มเพื่อเอาไว้ห่มให้ความอบอุ่นและพรางตัวจากภยันตรายที่อยู่ในป่า
เขาประทังชีวิตด้วยการเลียหยดน้ำค้างบนใบไม้ใบหญ้ารสชาติของมันจืดชืดและปนเปื้อนด้วยกลิ่นอับชื้นที่อยู่ในอากาศ
ในวันที่สามความร้อนแรงของไข้เริ่มเข้าจู่โจมอย่างเต็มรูปแบบพิษจากหอกเริ่มซึมเข้าสู่กระแสเื าแเริ่มอักเสบจนเป็หนองสีขุ่นและส่งกลิ่นเหม็นไหม้จางๆเหมือนไม้ที่ถูกเผา ไข้ที่สูงลิบทำให้เขาเริ่มมองเห็นภาพหลอน
เขาเห็นเงาของเอเดรียนเดินอยู่ท่ามกลางสายหมอกคอยกวักมือเรียกเขาให้ก้าวต่อไซรัสพยายามเดินตามเงาไปจนพบกับดงผลไม้ป่ารสเปรี้ยวฝาด เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากินมันเข้าไปเท่าไหร่รู้เพียงว่ามันคือสิ่งเดียวที่ฉุดรั้งิญญาของเขาไม่ให้หลุดลอยไป
เขากลายเป็เหมือนซากศพเดินได้ที่ใช้เพียงสัญชาตญาณในการนำทาง
ย่างเข้าสู่วันที่สี่ของการเดินทางที่ดูเหมือนจะไร้จุดหมายและยาวนานชั่วนิรันดร์ไซรัสลากสังขารที่บอบช้ำข้ามเนินเขาแห่งหนึ่งที่มองเผินๆดูเหมือนทุ่งหญ้าสีทองที่แกว่งไสวตามลมอย่างสงบ แต่ความงามนั้นกลับซ่อนความผิดปกติที่น่าสะพรึงกลัวเอาไว้
ทุกย่างก้าวที่เขากดลงบนพื้นดินแทนที่จะััถึงความหนักแน่นของผืนธรณีเขากลับรู้สึกถึงความร่วนซุยและหยุ่นเท้าอย่างประหลาดราวกับว่าดินข้างใต้ถูกบางสิ่งกัดกินจนกลวงเปล่า
ด้วยร่างกายที่รุมเร้าด้วยไข้จากพิษาแและความอ่อนแรงที่สั่งสมมาตลอดสี่วันทำให้ประสาทััของเขาเชื่องช้าลง
ในจังหวะที่เขากำลังฝืนยกขาเพื่อข้ามผ่านเนินนั้นปลายรองเท้าหนังที่เปื้อนโคลนก็ขัดเข้ากับรากไม้ขนาดมหึมาที่ขดตัวโผล่พ้นดินขึ้นมาอย่างเงียบเชียบราวกับกับดักที่ถูกวางไว้อย่างตั้งใจไซรัสเสียหลักล้มคะมำลงกับพื้นอย่างรุนแรง
“อึก...”
ร่างกายที่หนักอึ้งเสียการทรงตัว ไซรัสกลิ้งหล่นลงจากไหล่เนินที่ลาดชันร่างของเขากระแทกกับหินและตอไม้อย่างต่อเนื่องจนแผลที่อักเสบฉีกขาดออกอีกครั้ง
ความเ็ปแล่นแปลบจนเขาแทบหมดสติแต่ฝันร้ายยังไม่จบเพียงเท่านี้ที่ปลายเนินนั้นไม่ใช่พื้นดินราบแต่เป็ปากหลุมลึกที่ถูกพรางไว้ด้วยเถาวัลย์และใบไม้แห้ง
“ตุ้บ”
ร่างของไซรัสตกกระแทกพื้นดินที่ชื้นแฉะเบื้องล่างความลึกของหลุมทำให้แสงตะวันส่องลงมาได้เพียงรำไรเขาพยายามจะขยับกายแต่ความเ็ปที่ทวีคูณทำให้เขาขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ในความเงียบสงัดของก้นหลุมไซรัสได้ยินเสียงบางอย่างมันไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าแต่มันคือเสียงกังวานของโลหะที่กระทบกันเบาๆและเสียงฝีเท้าที่สุขุม เขาพยายามปรือตาขึ้นมองและเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่บนขอบปากหลุม
“นั่นใครน่ะ”
ไซรัสเค้นเสียงออกมาได้เพียงแ่เบาก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำสติของเขาไปโดยสมบูรณ์
ในขณะที่ไซรัสหมดสติอยู่ในก้นหลุมลึกความลับของชนเผ่านิรนามก็กำลังจะเปิดเผยออกมา