อาจจะเป็เพราะเขาแสดงอารมณ์ออกมาในน้ำเสียงที่พูดแม่จึงลุกขึ้นจากที่นั่งเดินไปทรุดตัวลงที่เท้าแขนเก้าอี้ตัวที่พ่อนั่งอยู่ลูบไล้ปอยผมที่ปรกลงตรงหน้าผาก
“ฉันทราบค่ะที่รักว่ามันเป็เื่น่าเบื่อที่เราจะต้องไปที่นั่นกันทุกปี และอีดิธเองก็ชอบจะสร้างความยุ่งยากลำบากใจให้กับเราสองคนอยู่ตลอดเวลาแต่ฉันคิดว่า ลึกลงไปในใจพี่ชายของคุณเขารอการที่จะได้พบคุณอยู่นะคะ”
“จอห์นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก” ท่านสาธุคุณตอบ “แต่เมียเขาช่างเหลือทนจริงๆลูกชายก็ยโสโอหังปานนั้น แถมมาริลีน เมื่อตอนเล็กๆ ก็เป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่น่ารักดีอยู่หรอก แล้วผมก็รักแกมากด้วยแต่พอโตขึ้นมาทำไมกลายเป็คนจองหองขนาดนั้นได้ก็ไม่รู้”
การที่ท่านสาธุคุณใช้คำพูดและแสดงท่าทางแบบนี้มันเหมือนกับไม่ใช่ตัวเขาเอาเสียเลยมิสซิสบรู๊คจึงได้แต่หัวเราะ เพราะไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านั้นได้ แล้วก็เอ่ยออกไปว่า
“อะไรก็ตามที่ไม่อาจแก้ไขได้ถ้าเราจำเป็ต้องเกี่ยวข้องก็ต้องอดทนเอา..แนนนี่ชอบพูดอย่างนี้เสมอละค่ะอีกอย่างหนึ่งเราก็ไม่ได้คิดจะไปอยู่ที่นั่นนานๆกันอยู่แล้วแต่ได้โปรดอย่าลืมว่าพรุ่งนี้คุณจะออกไปล่าสัตว์ซึ่งจะต้องใช้ม้าของพี่ชายคุณด้วย ฉันว่าบางที่คุณก็ควรจะต้องเสียสละบ้างเพื่อจะแลกกับสิทธิพิเศษนี้นะคะ”
“ผมน่ะรักคุณที่สุด..” ท่านสาธุคุณเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดัง “เพราะคุณเป็คนที่สามารถจะเอาอะไรก็ได้มาวางลงให้ผมได้เห็นในมุมมองที่ถูกต้องเสมอมันทำให้ผมสามารถอดทนกับคำพูดที่ไม่เข้าท่ามากมายของอีดิธได้ตราบใดที่ผมกับปีเตอร์สามารถจูงม้าของเขาออกมาขี่ได้อยู่”
ขณะที่กลับขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะออกไปร่วมรับประทานอาหารค่ำนั้นเฮอเมียคิดว่าแม่ของเธอพูดถูกที่
ว่า..ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะได้อะไรโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย..!
เธอรู้ว่าคุณป้ากับมาริลีนจะต้องมองเธอั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าเมื่อเห็นเธออยู่ในชุดเสื้อผ้าราคาถูกซึ่งมันเป็ชุดดีที่สุดเท่าที่พ่อจะมีเงินซื้อหาให้เธอได้
ทั้งสองคนแม่ลูกจะต้องใช้ทั้งวาจาและสายตาถากถางราวกับเธอเป็นางก้นครัวที่พลัดหลงเข้าไปในพระราชวังของพระาาก็ไม่ปาน..!
จากนั้นราวกับมาริลีน้าจะสร้างความประทับใจให้เธอมองเห็นว่าหล่อนมีความสำคัญเพียงไรในเมื่อหล่อนได้เดินทางเข้าในลอนดอนมาแล้วหล่อนจึงเล่าถึงความสำเร็จในการเดินทางครั้งนั้นหลายต่อหลายครั้งให้เฮอเมียฟัง
มารีลีนก็เช่นเดียวกับเด็กน้อยที่้าจะอวดว่าตนเองนั้นมีของขวัญทั้งใหญ่กว่าและมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขนาดไหนหล่อนจึงหวังอย่างเต็มที่ว่าเฮอเมียน่าจะแสดงออกถึงความชื่นชมประทับใจในตัวหล่อนอย่างเหมาะสมแต่เนื่องจากเฮอเมียไม่เคยรู้จักบรรดาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่มาริลีนกำลังพูดถึงอยู่มันจึงไม่ใช่การสนทนาที่น่าสนใจแต่อย่างใด ดังนั้นขณะที่เธอแสดงท่าว่าตั้งใจฟังแต่ความคิดของเฮอเมียก็เลื่อนลอยไปถึงปีเตอร์เธอรู้ว่าพี่ชายได้รับความทุกข์จากการกลั่นแกล้งของวิลเลียมมากเพียงใด
“สิ่งเดียวที่มันช่วยปลอบใจพี่ได้ก็คือ..”ปีเตอร์เล่าให้น้องสาวฟัง “ขณะที่พี่ตั้งใจแน่วแน่เลยว่าพี่จะต้องเอาปริญญาจากอ็อกซ์ฟอร์ดกลับมาให้พ่อแม่ชื่นชมให้ได้นั้นปรากฏว่าวิลเลียมวิ่งเข้าวิ่งออกกินเหล้าอยู่ตามสโมสรหลายต่อหลายแห่งไม่ต้องสงสัยหรอกว่าปีนี้เขาต้องสอบตกแน่ ที่ยิ่งกว่านั้นคือเมื่อเทอมที่แล้วเขาเกือบถูกรีไทร์เสียด้วยซ้ำ”
เฮอเมียสอดมือประสานอยู่กับพี่ชาย
“พี่จะต้องไม่ไปกังวลไม่ว่าเขาจะพูดว่ายังไงก็ตาม..เขาอิจฉาพี่แน่เพราะพี่หน้าตาก็ดีกว่าขี่ม้าก็เก่งกว่าเขาตั้งหลายเท่าและถ้าฉันเป็สาวสวยคนหนึ่งในจำนวนสาวสวยทั้งหลายในลอนดอนที่เขาเอามาโม้ให้เราฟังว่ากำลังไล่จีบอยู่แล้วละก็ฉันจะต้องเห็นว่าเขาเป็คนที่น่าเบื่อที่สุดแน่ๆ”
ปีเตอร์แหงนหน้าะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นแต่เฮอเมียรู้ว่าที่เธอพูดออกมานั้นมันคือความจริงอย่างที่สุด
ถ้าจะเปรียบกับปีเตอร์แล้ววิลเลียมเป็เด็กหนุ่มที่หน้าตาเรียบมาก ดวงตาชิดกัน ริมฝีปากบนค่อนข้างยาวอันเป็มรดกที่เขารับมาจากฝ่ายมารดา
เขาไม่ใช่นักขี่ม้าที่เชี่ยวชาญแต่อย่างใดเลยเขามักจะแสดงความโมโหออกมาให้เห็น เวลาที่ออกป่าล่าสัตว์ด้วยกันแล้วปีเตอร์มักจะขี่ม้านำอยู่ข้างหน้าทั้งยังสามารถบังคับม้าให้วิ่งควบขึ้นเนินสูงได้อย่างง่ายดายอีกด้วยส่วนวิลเลียมมักจะอยู่รั้งท้ายไม่ว่าเขาจะเลือกม้าฝีเท้าเยี่ยมระดับไหนจากคอกของบิดามาแล้วก็ตาม
เมื่อคริสต์มาสที่ผ่านมา เฮอเมียยังจดจำได้ว่ามันเป็การร่วมรับประทานอาหารที่ไร้ความหมายและไม่มีความสนุกเลยเท่าที่เคยจัดขึ้นที่เดอะฮอลล์
ที่เป็เช่นนั้นก็เพราะมาริลีนมีเจตนาที่จะแสดงออกถึงความไร้มารยาทเข้าใส่เธอตลอดเวลาจนเฮอเมียไม่อยากเชื่อว่าวันนี้หล่อนจะมาที่นี่ทั้งยังจะมาเพื่อขอให้เธอช่วยอีกด้วย..
ขณะนั่งรอฟังว่าญาติสาวจะพูดอะไรนั้นเฮอเมียสังเกตเห็นว่า มาริลีนี่ท่าทางอึดอัดราวกับไม่อาจสรรหาคำพูดมาอธิบายสิ่งที่หล่อน้าจะให้เธอทำได้..
และแล้ว ราวกับหล่อนรู้สึกว่าก่อนอื่นหล่อนควรจะต้องแสดงน้ำใจต่อเฮอเมียมากกว่าปรกติเสียก่อน จึงเอ่ย
ออกมาว่า
“ฉันเพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้ละเฮอเมียว่าเธอน่ะตัวใหญ่กว่าเสื้อผ้าที่ใดที่ใส่อยู่มาก มันทั้งฟิตทั้งสั้นออกอย่างนั้นเออ..ที่จริงฉันเองก็น่าจะนึกถึงเื่นี้ก่อนจะมาที่นี่นะเพราะฉันมีเสื้อผ้ามากมายที่ตอนนี้มันก็ใส่ไม่ได้แล้วน่าจะเอามายกให้เธอยังจะดีกว่า”
เฮอเมียถึงกับนั่งตัวแข็งไปทันที..ขณะเดียวกันในใจก็คิดอยู่ว่าถ้าจะต้องเป็เช่นนั้นจริงแล้ว เธอยินดีที่จะสวม
เสื้อผ้าที่เป็ผ้าขี้ริ้วเสียยังจะดีกว่าเสื้อผ้าที่มาริลีนจะบริจาคเป็ทานมาให้..
แต่แล้วเธอก็เตือนตัวเองว่า..ความคิดแบบนี้เป็ความคิดที่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง
เธอคิดไปถึงพ่อกับแม่ที่เวลาจะตัดเสื้อใหม่ใส่สักตัวยังต้องค่อยๆ สะสมเงินไว้ทีละเล็กละน้อยเพราะเงินที่จะเอามาใช้ในเื่เสื้อผ้านั้น ควรจะให้เป็ประโยชน์ต่อการเรียนของปีเตอร์มากกว่า
เพิ่งจะเมื่อคืนนี้ที่ปีเตอร์พูดกับแม่ภายหลังจากที่พ่อเดินออกจากห้องไปแล้ว..
“มาม่าครับมาม่าคิดว่าผมจะมีโอกาสได้ชุดขี่ม้าใหม่ๆสักชุดไหมครับ ผมอายเต็มที่แล้วกับชุดเก่าที่ใส่อยู่ อีกอย่างหนึ่งนะครับมาม่าผมมีโอกาสที่จะได้เข้าไปแข่งขันขี่ม้าะโข้ามเครื่องกีดขวางที่พระราชวังเบลนเฮมผมไม่อยากให้มาม่ากับปาป้าต้องพลอยอับอายขายหน้าไปกับผม”
“ลูกรู้นี่จ๊ะว่าแม่จะไม่ยอมให้เป็อย่างนั้นแน่..”แม่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “อันที่จริงวันก่อนแม่ก็สังเกตเห็นอยู่เหมือนกันว่าเสื้อชุดนั้นของลูกมันเก่าเต็มทีแล้วแม่แน่ใจนะว่าปาป้ากับแม่คงจะพอหาเงินมาซื้อชุดใหม่ให้ลูกได้”
ปีเตอร์โอบแขนลงรอบไหล่มารดาและประทับจูบลงบนแก้มแรงๆ ..
“มาม่าเยี่ยมที่สุดในโลกเลย...”เขาร้อง “ผมรู้นะครับว่าปาป้ากับมาม่าใช้เงินสำหรับตัวเองน้อยแค่ไหนมันทำให้ผมมีความรู้สึกเหมือนแม่ม่ายที่เรียกร้องอะไรต่อมิอะไรมากเกินไปจริงๆ”
คำพูดของเขาทำให้มารดาต้องหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกลูกแม่มั่นใจว่าลูกจะต้องได้เสื้อขี่ม้าชุดใหม่แน่ เราต้องหาเงินได้สิไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่งก็ตาม”
เฮอเมียรู้ดีว่า การพูดแบบนี้หมายถึงว่าเสื้อตัวใหม่ที่แม่ตั้งใจไว้ว่าจะตัดให้ตัวเองนั้นไม่ใช่เื่สำคัญอีกต่อไปทั้งหมวกบอนเน็ตที่สัญญาว่าจะซื้อให้เฮอเมียทันทีที่มีเงินมากพอก็ยังจะต้องรอต่อไปก่อน
เื่ราวทั้งหมดผ่านเข้ามาในใจมันทำให้เธอต้องรีบตอบออกไปว่า
“เธอใจดีมากเลย มาริลีนที่ตั้งใจจะส่งอะไรก็ตามที่เธอไม่ใช้แล้วมาให้ฉันน่ะ เธอย่อมจะรู้ดีกว่าใครว่าพ่อกับแม่ฉันต้องใช้ความพยายามในการเก็บเงินอย่างมากแม้ว่าท่านจะใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุดแล้วก็ตาม”
“ฉันจะบอกสาวใช้ให้จัดการเก็บเสื้อผ้าทุกชุดที่ฉันใส่ไม่ได้ทันทีที่กลับถึงบ้านเอาละ เฮอเมีย ตอนนี้ฉันอยากจะขอบอกสิ่งที่ฉันจะขอความช่วยเหลือจากเธอก่อน”
“เื่อะไรล่ะ?”
“ก่อนอื่น ฉันขอเล่าให้เธอฟังก่อนว่าขณะนี้เรามีแขกที่เป็คนสำคัญอย่างยิ่งมาพักอยู่กับเราที่บ้าน”
สายตาของเฮอเมียจับอยู่ที่ใบหน้าของญาติสาวขณะรอฟังสิ่งที่มาริลีนจะพูดต่อไป
“เขาคือมาร์ควิสแห่งเดเวอริลล์..และฉันขอเปิดเผยกับเธออย่างตรงไปตรงมาเลยว่า..ฉันตั้งใจจะแต่งงานกับเขาอยู่..!”
“โอ..มาริลีน” เฮอเมียร้อง “น่าตื่นเต้นที่สุดเลย..เธอรักเขามากเลยใช่ไหม?”
“เื่นี้มันไม่เกี่ยวกับการที่ฉันจะรักหรือไม่รักเขาหรอก”มาริลีนตอบหยิ่งๆ “แต่ที่จะแต่ง เพราะมาร์ควิสแห่งเดเวอริลล์คนนี้จัดว่าเป็ผู้ชายที่มีความสำคัญเป็พิเศษในตลาดสมรสของกรุงลอนดอนก็ว่าได้”
“เหรอ..ทำไมเขาถึงได้มีความสำคัญขนาดนั้นล่ะ”เฮอเมียถามด้วยความแปลกใจ
“ก็เพราะว่าเขารวยมากน่ะสิ และเพราะเขาเป็ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์สูงด้วยสำหรับฐานะของเขานั้นไม่ต้องพูดถึง มีบ้านตั้งหลายหลัง มีที่ดินนับไม่ถ้วนม้าแข่งแต่ละตัวของเขาล้วนเป็ม้าชั้นยอด ฝีเท้า จัดเหนือม้าของใครๆ ทั้งสิ้น”
“ฉันคิดว่าเคยได้ยินปาป้าพูดถึงเขาอยู่บ้างเหมือนกัน”เฮอเมียขมวดคิ้วอย่างทบทวนความจำอยู่
“ฉันว่าเป็ไปไม่ได้หรอกที่อาสแตนตันจะรู้จักคนระดับมาร์ควิส” มาริลีนรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว“เพราะท่านมาร์ควิสน่ะจะอยู่แต่ในวงสังคมของผู้ดีชั้นสูงเท่านั้นแต่เนื่องจากม้าแข่งของเขาได้รับชัยชนะในการแข่งคลาสสิกเรซเซสเพราะฉะนั้นเป็ธรรมดาที่ใครๆ ก็ต้องแอบอ้างว่ารู้จักเขาซึ่งก็เพราะความมีชื่อเสียงของเขานั่นแหละ”
หล่อนทอดถอนใจและเอ่ยต่อด้วยซุ่มเสียงที่โอ้อวดโดยนัย
“ถ้าฉันอยู่ในฐานะภรรยาของเขาฉันก็จะต้องมีตำแหน่งเกือบจะเทียบเท่าพระราชวงศ์เชียวนะ ใครๆก็จะต้องอิจฉาริษยาฉันอย่างที่สุดเลยเชียวละที่สามารถจับเขาได้”
“แล้วเธอคิดว่าเขาจะให้ความสุขเธอได้หรือเปล่าล่ะ?”เฮอเมียถามและมาริลีนก็ลังเลอยู่บ้างก่อนจะตอบคำถามนั้น
“ฉันจะต้องมีความสุขแน่..มีความสุขอย่างที่สุดที่จะได้เป็คุณหญิงแห่งเดเวอริลล์ซึ่งฉันตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องเป็เช่นนั้นให้ได้”
หางเสียงของหล่อนเน้นหนักแบบที่เฮอเมียรู้จักดี..
เพราะเมื่อใดก็ตามที่มาริลีนตัดสินใจแน่วแน่ว่า้าในสิ่งใดก็ตามดูเหมือนทุกคนพร้อมที่จะหลีกทาง เพื่อให้เธอได้สิ่งนั้นมาโดยง่ายในทันที..