รถม้าของเหวินเจาเหยียนเคลื่อนตัวเข้าสู่จวนตระกูลเหวินในยามค่ำคืน การเดินทางกลับจากเมืองเหนือทำให้เขาเหนื่อยล้า แต่ความคืบหน้าในการรักษาดวงตาทำให้เขารู้สึกมุ่งมั่น
แม้ดวงตาของเขาจะถูกปิดด้วยผ้าสีดำ แต่ความมืดที่เขาเคยเผชิญเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย เขาสามารถมองเห็นแสงและเงาได้บางส่วนแม้ยังไม่ชัดเจนทั้งหมด
“นายท่าน” ลูกน้องคนสนิทรายงานทันทีที่เขาก้าวลงจากรถม้า “ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ มีเื่เกิดขึ้น…”
“นางทำอะไร?” เขาถามเสียงเย็น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระแวง
“นายหญิง… ไม่ได้วางแผนอะไรเ้าค่ะ” ลูกน้องรีบตอบ “แต่ท่านอนุ… แม่ของนางเพิ่งสิ้นใจ นายหญิงเดินทางไปดูใจและเฝ้าจัดงานศพอยู่ที่ตระกูลซูในตอนนี้”
คำพูดนั้นทำให้เหวินเจาเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความเ็าในดวงตาจะเปลี่ยนเป็แววสงสารเล็กน้อย
“ข้าจะไปที่นั่น” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด เมื่อเหวินเจาเหยียนมาถึง เขาเห็นบรรยากาศเงียบงันรอบจวน เรือนเล็กที่เคยเป็ที่พักของแม่ซูเหมยหลินดูทรุดโทรมและมืดสลัว
ภายในเรือนเล็ก หยางลี่เจินนั่งอยู่ข้างโลงศพของแม่ ใบหน้าของเธอซีดเซียวจากการอดหลับอดนอน น้ำตาที่แห้งกรังยังคงปรากฏบนแก้ม เธอไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่แม่จากไป และร่างกายของเธอดูอ่อนแรงจนแทบพยุงตัวไม่ไหว
เหวินเจาเหยียนยืนนิ่งอยู่ตรงประตู เรือนที่เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและควันธูปทำให้บรรยากาศยิ่งหนักอึ้ง เขาจ้องมองเธอเงียบๆ
“แม่…” หยางลี่เจินพึมพำเบาๆ ขณะที่มองโลงศพ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเ็ป “ฉันขอโทษ… ฉันขอโทษที่ฉันช่วยอะไรแม่ไม่ได้เลย”
เหวินเจาเหยียนที่มองอยู่รู้สึกะเืใจโดยไม่ทันตั้งตัว เขาไม่เคยเห็นเธอในสภาพเช่นนี้มาก่อน
หยางลี่เจินพยายามพยุงตัวลุกขึ้นเพื่อจัดการสิ่งที่เหลืออยู่ แต่ร่างกายที่อ่อนแรงทำให้เธอทรุดลงกะทันหัน
“เหมยหลิน!” เสียงของเหวินเจาเหยียนดังขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เขาก้าวเข้ามาและคว้าร่างของเธอไว้ก่อนที่เธอจะล้มลงกับพื้น
หยางลี่เจินเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่พร่ามัวจากความเหนื่อยล้า “คุณ… คุณมาที่นี่ทำไม?”
“เงียบซะ” เขาพูดเสียงเบา แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด ขณะที่อุ้มเธอขึ้นอย่างระมัดระวัง
ขณะที่เหวินเจาเหยียนอุ้มหยางลี่เจิน ร่างของเธอเบาราวกับไร้น้ำหนัก ความอ่อนแอและความเ็ปของเธอทำให้เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“นางไม่เหมือนเดิม…” เขาคิดในใจ แต่รีบสะบัดความคิดนั้นออกไป
เขาหันไปบอกลูกน้อง “พานางกลับจวนทันที”
“แล้วงานศพของท่านอนุเล่า นายท่าน?” ลูกน้องถามอย่างลังเล
“จัดการให้เรียบร้อย ข้าจะดูแลเื่ค่าใช้จ่ายทั้งหมด”
เขาตอบเสียงเย็น
ในรถม้าระหว่างเดินทางกลับจวนตระกูลเหวิน
หยางลี่เจินหลับตาอยู่ในอ้อมแขนของเหวินเจาเหยียน ความเหนื่อยล้าทำให้เธอหมดสติไป ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยจากความอ่อนแรง
เหวินเจาเหยียนจ้องมองเธออย่างเงียบๆ ััได้ถึงความบอบบางของเธอในตอนนี้ ความโกรธและความเกลียดชังที่เขามีต่อเธอเริ่มถูกความสงสารเข้ามาแทนที่
“เ้าทำให้ข้าสับสนเหมยหลิน” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด รถม้าที่พาหยางลี่เจินกลับมาถึงจวนตระกูลเหวินแล้ว แต่ร่างของเธอในอ้อมแขนของ
เหวินเจาเหยียนยังคงไร้การตอบสนอง ใบหน้าของเธอซีดเซียวเหมือนคนที่หมดแรงและไร้เรี่ยวแรงจะลืมตา
“พานางไปที่เรือนพักทันที” เขาสั่งเสียงกร้าว ลูกน้องรีบจัดการตามคำสั่งอย่างเร่งรีบ
ในเรือนพักของหยางลี่เจิน
ท่านหมอถูกเรียกตัวมาดูอาการของหยางลี่เจินอย่างเร่งด่วน หลังจากตรวจอาการ ท่านหมอถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง
“นายหญิงไม่ได้ป่วยหนัก เพียงแต่อ่อนแรงเกินไปเ้าค่ะ” ท่านหมอพูด “ร่างกายของนางอ่อนล้าเพราะไม่ได้กินอาหารหรือพักผ่อนมาหลายวัน ถ้าดูแลฟื้นฟูร่างกายให้ดี นางจะฟื้นตัวได้ในไม่ช้า”
เหวินเจาเหยียนพยักหน้า ใบหน้าของเขายังคงเรียบนิ่ง
แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สงบ
“ดูแลนางให้ดีที่สุด ข้าไม่้าเห็นนางตายในจวนของข้า” เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินออกจากห้อง
ในห้องทำงานของเขา เหวินเจาเหยียนนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ผ้าสีดำที่ปิดดวงตาถูกถอดออก เผยให้เห็นดวงตาที่เริ่มมองเห็นเลือนราง
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดของยามค่ำคืนทำให้เขารู้สึกถึงความอ้างว้าง แต่ในใจของเขากลับมีความคิดที่ขัดแย้งกัน
“ข้าเกลียดนาง… หรือบางทีข้าอาจแค่เกลียดสิ่งที่นางเคยทำ” เขาคิดในใจ ความสงสารที่เขารู้สึกเมื่อเห็นสภาพของ
หยางลี่เจินทำให้เขาเริ่มสับสน
เขาย้อนนึกถึงวันที่เขากลับมาจากการรักษา เขาตั้งใจจะจับผิดนางอีกครั้ง แต่ภาพของนางที่นั่งเฝ้าศพแม่จนหมดเรี่ยวแรงทำให้ความตั้งใจนั้นเริ่มสั่นคลอน
ในเรือนพักของหยางลี่เจิน
บ่าวรับใช้จัดเตรียมทุกอย่างเพื่อฟื้นฟูร่างกายของ
หยางลี่เจิน แต่แม้ว่าจะมีการดูแลอย่างดี ร่างของเธอก็ยังคงนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น
เวลาล่วงเลยจนถึงกลางดึก บ่าวรับใช้ที่เฝ้าอยู่เผลอหลับไป
เหวินเจาเหยียนที่เดินตรวจรอบจวนเงียบๆ ตัดสินใจเข้าไปดูเธอในเรือนพัก
เมื่อเขาเข้าไปในห้อง ร่างของหยางลี่เจินที่นอนอยู่บนเตียงยังคงนิ่งสงบ ใบหน้าซีดเซียวที่เคยเต็มไปด้วยความเ็ปตอนนี้ดูเงียบงัน
เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงอย่างช้าๆ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของเธอ
“ทำไมเ้าถึงทำให้ข้ารู้สึกเช่นนี้?” เขาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของเขาฟังดูแ่เบากว่าที่เคย
เขายื่นมือออกไป แต่หยุดกลางคัน ราวกับลังเลที่จะััเธอ เขาถอนหายใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ฟื้นขึ้นมาให้ได้เหมยหลิน” เขาพูดเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความหมาย “ข้าไม่อนุญาตให้เ้าตาย”
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่ในห้องทำงานของเขา แสงเทียนที่ริบหรี่ทำให้เงาของเขาดูโดดเดี่ยวกว่าที่เคย ดวงตาของเขา ที่ตอนนี้เริ่มมองเห็นแสงรางๆ ได้บ้าง จับจ้องไปที่ผ้าสีดำที่เขาถอดวางไว้บนโต๊ะ
“เหมยหลิน…” เขาพึมพำชื่อของเธอเบาๆ
ั้แ่วันแรกที่นางฟื้นขึ้นมาหลังจากความตายเขาก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ หญิงที่เคยเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและความโกรธเกลียดกลับกลายเป็คนที่ดูอ่อนโยนและสับสน
เขาจำได้ถึงคำพูดและการกระทำของเธอที่ไม่เหมือนเดิม เธอไม่เคยโต้เถียงหรือวางแผนร้ายต่อเขาอีก เธอกลับดูเหมือนคนที่ไม่เข้าใจสิ่งรอบตัว และหลายครั้งที่เขาสังเกตเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของเธอ
“นางกำลังเสแสร้ง… หรือว่านางเปลี่ยนไปจริงๆ?” เขาถามตัวเองเขานึกถึงตอนที่เขากลับมาจากการเดินทางและพบว่าเธอไม่อยู่ในจวน ตอนแรกเขาคิดว่านางกำลังวางแผนบางอย่าง แต่เมื่อได้เห็นเธอในสภาพที่อ่อนแรงและหมดสิ้นเรี่ยวแรงข้างโลงศพของแม่ นางดูเหมือนคนที่แตกสลาย
“ข้าไม่เคยเห็นนางในสภาพนั้นมาก่อน…” เขาคิด
“เหมยหลินที่ข้ารู้จักจะไม่มีวันแสดงความอ่อนแอออกมา”
เขาเริ่มพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น เธอเปลี่ยนไปมากจนเขาไม่อาจละเลยได้
แม้ความแค้นที่เขามีต่อซูเหมยหลินจะยังคงอยู่ แต่ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา
“ถ้านางเปลี่ยนไปจริง…” เขาพึมพำเบาๆ “ข้าควรทำอย่างไรต่อ?”
เขาไม่อาจปล่อยวางความแค้นที่มีต่อเธอได้ง่ายๆ ความทรยศในอดีตยังคงเป็เงาที่ตามหลอกหลอนเขา แต่ความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอทำให้เขาสับสน
“หรือว่านี่เป็เพียงแผนการอีกครั้งของนาง?”
เขาถามตัวเอง
ในคืนนั้น เขาเดินออกจากห้องทำงานและมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของเธอ แม้ดวงตาของเขายังคงมองเห็นเพียงเลือนราง
แต่เขาก็สามารถเดินไปยังประตูห้องของเธอได้โดยไม่ลังเล
เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ฟังเสียงความเงียบในห้อง
ราวกับกำลังรอคำตอบที่ไม่มีใครสามารถให้ได้
“ถ้านางฟื้นขึ้นมา…” เขาคิด “ข้าจะต้องรู้ความจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม”
“ในความสับสนและความขัดแย้ง เขาจะสามารถแยกแยะความจริงจากความแค้นได้หรือไม่?”