บทที่สิบเจ็ด
ผูกข้อไม้ข้อมือ
ว่าที่เ้าสาวเ้าบ่าวที่โดนจับแยกให้นอนแยกห้องกันสองคืน แม้ว่าจริง ๆ แล้วสาวเ้าลูกสาวเ้าของบ้านจะแอบหนีลงมาหาคนรักและปรนเปรอกันจนเหงื่อชุ่มตัวในทุกค่ำคืนก็ตาม ในตอนนี้กำลังนั่งเคียงข้างกันและถือขันที่มีสายสิญจน์สีขาวอยู่กลางวงล้อมของญาติผู้ใหญ่ของทางฝั่งหญิง
คลานเข่าเข้าไปไหว้รับและยื่นข้อมือให้กับทางผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ถูกเชิญให้มาร่วมอวยพรในวันนี้ได้ผูกข้อไม้ข้อมือให้ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม กล่าวขอบคุณด้วยความนอบน้อมในยามที่ได้รับคำอวยพรที่เป็สิริมงคล
เพราะเวลาที่กระชั้นชิด และเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวของตัวเองเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ พ่อแม่ของแตงกวาเลยลงความเห็นว่า ทำเพียงแค่ผูกข้อไม้ข้อมือตามประเพณีของคนชนบท และจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ เพื่อรองรับคนที่มาร่วมงานเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ตรีพลและแตงกวาอยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงิน ที่เป็ภูมิปัญหาของชาวบ้านในหมู่บ้าน ที่มีการถักทอเอาไว้ขายเป็สินค้าโอท็อปของหมู่บ้านอยู่แล้ว คลานเข่าเข้าไปหาญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเ้าสาวเรื่อย ๆ และยิ้มรับคำอวยพรด้วยความสุขใจ
แม้ว่าจะไม่มีงานแต่งงานที่ใหญ่โต แต่บรรยากาศที่อบอุ่นของคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมาั้แ่เด็ก รายล้อมไปด้วยผู้คนที่คุ้นชินที่มาพร้อมกับคำอวยพรที่ไม่ได้ประดิษฐ์คำให้สวยหรู ทำให้แตงกวารู้สึกมีความสุขเป็อย่างมาก
และยิ่งได้เห็นรอยยิ้มของพ่อและแม่ที่มีอยู่เต็มใบหน้าแล้ว ก็ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยฟูฟ่องขึ้นมา เพราะความยากจนร้นแค้นที่ผ่านมา บีบบังคับชีวิตให้อยู่กับความทุกข์ ทำให้แตงกวาไม่ค่อยที่จะเห็นรอยยิ้มของพ่อแม่บ่อยนัก
แต่ในวันนี้ที่สภาพความเป็อยู่ของครอบครัวที่ดีขึ้น แม้จะยังไม่ได้ร่ำรวยเป็เศรษฐีอย่างใครเขา แต่ก็ปลอดหนี้และก็มีเงินทองพอใช้ ไม่ขัดสนเหมือนในอดีต จึงพอมีโอกาสได้มองเห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขนั้นบ้างกับตาของตัวเองบ้าง
แตงกวาผินใบหน้าไปส่งยิ้มหวานให้กับบุพการีที่มองตัวเองอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะหันกลับมาพนมมือไหว้ขอบคุณยายเนืองที่เป็ญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง หลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยอวยพรจบ
ร่างเล็กชำเลืองมองคนตัวสูงที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างกาย ก่อนจะต้องหลบสายตาด้วยความขวยเขิน เมื่อคนรักทอดสายตามองมาที่กันด้วยสายตาที่ซื่อความหมายอย่างลึกซึ้ง และมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา
พิธีผูกข้อไม้ข้อมือผ่านไปใน่เช้าท่ามกลางความยินดีของคู่บ่าวสาว ครอบครัวและผู้ที่มาร่วมงาน ลำดับถัดไปก็เป็งานกินเลี้ยงเล็ก ๆ ที่มีอาหารพื้นบ้านหลากหลายอย่าง ที่ทางเ้าภาพเตรียมเอาไว้ต้อนรับแเื่ที่มาร่วมแสดงความยินดี
มีเสียงเพลงคลอเคล้าจากกลุ่มเด็กนักเรียนจากชมรมดนตรีของโรงเรียนประจำตำบลมาช่วยสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงและไม่เงียบเหงาจนเกินไป ซึ่งก็เป็ความคิดของคะน้าน้องสาวของเ้าสาว ที่เสนอความคิดนี้ให้กับผู้ที่เป็พี่เขยอย่างตรีพล เพราะเ้าตัวเป็ส่วนหนึ่งของชมรมดนตรีด้วยเช่นกัน
และแน่นอนว่าคนที่พร้อมที่จะส่งเสริมและให้โอกาสคนอื่นแบบตรีพล ย่อมที่จะไม่ปฏิเสธ ร่างสูงควักเงินหลักหมื่นเพื่อเป็เงินค่าจ้างในการมาสร้างสีสันภายในงานวันนี้ และถือเป็การสมทบทุนให้กับเด็ก ๆ ที่ยังขาดเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นไปในตัว
“หิวหรือเปล่าคะ ทานข้าวก่อนไหม” แตงกวาเอ่ยถามคนรักขึ้น เพราะั้แ่เช้ามืด ตนเองและคนพี่ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย
“ค่อยทานก็ได้ แขกยังอยู่กันเยอะ หนูหิวหรือเปล่า” ตรีพลเอ่ยตอบก่อนจะถามกลับไป
“ค่อยทานพร้อมกันก็ได้ค่ะ” แตงกวาเอ่ยตอบพร้อมกับส่งยิ้มกลับไปให้คนรัก
เ้าบ่าวเ้าสาวเดินทักทายแขกตามโต๊ะอาหารที่เช่ามาเพื่อรองรับแขก คอยดูแลเื่อาหารไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ตรีพลเองแม้จะไม่รู้จักใครเป็การส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเกร็ง เพราะแขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็หยิบยื่นมิตรไมตรีมาให้เป็อย่างดี
“ผัวเอ็งหล่อจริงแตงกวา ฉันล่ะอิจฉาวาสนาแก” มะนาวที่เป็เพื่อนเล่นกันมาั้แ่เด็ก เอ่ยกระซิบกระซาบกับเ้าสาว ที่ในวันนี้ดูสวยสะพรั่ง
“เอ็งก็พูดเกินไป” แตงกวาเอ่ยตอบกลับเพื่อน ก่อนจะปรายตามองไปที่สามีหมาด ๆ ของตัวเอง ที่กำลังโดนกล่อมให้ลองดื่มยาดอง
“ไม่เกินหรอก ผิวพรรณหน้าตาดูดี เขามีเพื่อนหรือเปล่า แนะนำให้ฉันบ้าง” มะนาวเอ่ยพูดทีเล่นทีจริง
“เื่แนะนำให้ฉันแนะนำให้ได้อยู่แล้ว แต่แกไปขออนุญาตคนนู้นให้ดีก่อนนะ พ่อของลูกน่ะ” แตงกวาเอ่ยแซวเพื่อนกลับไป เพราะสามีของเพื่อนหันมองมาทางนี้พอดิบพอดี
“เออ ลืมผัวไปเลย” มะนาวเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเหลอหลา ก่อนจะเรียกเสียงหัวเราะจากกลุ่มเพื่อนได้เป็อย่างดี
แตงกวาส่ายหน้าอ่อนใจให้กับความขี้เล่นของเพื่อน ก่อนจะเอ่ยขอตัวไปหาเ้าบ่าวของตัวเอง ที่ยังคงปักหลักอยู่ที่โต๊ะของลุงจอมผู้ที่เป็ขี้เมาประจำหมู่บ้านด้วยความเป็ห่วง
“อย่าดื่มเยอะนะคะ ยังไม่ได้ทานข้าวเลย” ร่างเล็กแตะลง่เอวของคนพี่ ก่อนจะเอ่ยบอกขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“ครับ” ตรีพลหันมาพยักหน้ารับกับคนรัก ก่อนจะกระดกยาดองลงคอรวดเดียวหมดแก้วตามคำเรียกร้องของแขกผู้ใหญ่
“ไม่ต้องกลัวผัวเอ็งเมาจนเข้าหอไม่ไหวหรอกแตงกวา” ลุงจอมที่เริ่มเสียงยานเพราะความเมามายเอ่ยแซวหลานสาวตัวเอง ที่ในวันนี้เป็ฝั่งเป็ฝาไปกับไอ้หนุ่มเมืองกรุงผมยาว
“หนูไม่ได้กลัวเื่นั้นสักหน่อยลุง” แตงกวาเอ่ยปฏิเสธ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย
“เอ็งไม่ต้องมาปากแข็ง สูตรนี้ลุงดองเองกับมือ รับรองคืนนี้ผัวเอ็งคึกเป็ม้าศึก” ชายวัยกลางคนยังพูดไปหัวเราะไปอย่างครื้นเครง
ตรีพลและแตงกวาหันมาสบสายตากัน ก่อนจะต้องผินใบหน้ากันไปคนละทาง เพราะต่างก็รู้สึกเขินกันเอง จากคำพูดของลุงจอมที่ทะลึ่งตึงตัง สองบ่าวสาวอยู่พูดคุยที่โต๊ะของลุงจอมอีกเล็กน้อย ก่อนจะปลีกตัวเดินออกมาเมื่อเห็นว่ามีแขกมาเพิ่ม
เวลาผ่านไปจนถึง่เย็น แเื่ภายในงานถึงได้เริ่มน้อยลง และคู่บ่าวสาวก็เริ่มที่จะได้มีเวลานั่งพักและทานข้าวมื้อแรกของวันกัน แตงกวาตักอาหารพื้นบ้านใส่จานของคนพี่ให้อย่าง้าเอาใจ
“ทานได้ไหมคะ แตงกวาไปทอดไข่เจียวให้ไหม” แตงกวาเอ่ยถามสามี เพราะกลัวว่าอาหารที่มีอยู่จะไม่ถูกปากของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องหรอก พี่กินได้ เป็เขยที่นี่ ต้องกินอาหารพื้นบ้านของที่นี่ให้คุ้นชินเข้าไว้สิ” ตรีพลเอ่ยปฏิเสธ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ทานอาหารรสจัดจ้านแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็พอที่จะทานได้บ้าง
แตงกวาพยักหน้ารับ ก่อนจะลงมือตักข้าวขึ้นมาทานบ้าง มือเล็กที่ข้อมือเต็มไปด้วยเส้นด้ายสีขาว ยังคงตักเติมอาหารลงบนจานข้าวของผู้เป็สามี คอยดูแลอีกฝ่ายอย่างดีในฐานะของภรรยาและเ้าบ้านที่ดี
หลังจากที่ทานข้าวกันเรียบร้อย นั่งพักได้ไม่นาน แขกชุดสุดท้ายที่ก็เริ่มทยอยเข้ามานั่งภายในงาน คู่บ่าวก็ออกไปต้อนรับขับสู้ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม บางคนก็มาร่วมงานในชุดทำงานเลยก็มี เรียกได้ว่ากลับจากทำงานมา ล้างไม้ล้างมือเสร็จสรรพก็พุ่งตรงมาที่งานเพื่อมาร่วมแสดงความยินดีเลยทันที
แตงกวาเดินคล้องแขนสามีเดินไปทักทายแขกทุกโต๊ะด้วยใบหน้าที่ยิ้มละมุนอยู่ตลอดเวลา และแทบจะทุกโต๊ะก็มักจะเอ่ยแซวว่าแตงกวานั้นได้ผัวดีผัวหล่อ ทำเอาเ้าสาวเขินหน้าแดงเสียทุกครั้ง
ส่วนเ้าบ่าวก็ได้แต่เอ่ยขอบคุณไม่ขาดปาก หัวเราะครื้นเครงร่วมไปกับคำพูดหลอกล้อของคนในพื้นที่ มีบ้างที่รับแก้วเครื่องดื่มมากระดกเมื่อมีแขกยื่นมาให้เพื่อเป็การรับมิตรไมตรี
“ไอ้หนุ่มเมืองกรุง มันมาสอยสาวหมู่บ้านเราไปอีกคนแล้ว” ตาแก้วผู้ที่ชอบพูดจาตลก เอ่ยขึ้นเสียงดัง เรียกเสียงหัวเราะจากแขกภายในงานได้เป็อย่างดี
“วาสนาผู้ใดว่ะนั่น” มะนาวเอ่ยขึ้นสำทับอย่างนึกสนุก
“วาสนาของฉันจ้ะ ของแตงกวามันเนอะ” แตงกวาเอ่ยตอบกลับไปเสียงดัง ก่อนจะหลุดหัวเราะร่วมไปกับทุกคน
ตรีพลบีบจมูกเล็กของคนแก่นเซี้ยวด้วยความเอ็นดู และก็ตกเป็หัวข้อในการพูดแซวของแขกอีกจนได้ ว่าหวานหยดกันปานน้ำผึ้งเดือนห้า แต่คู่บ่าวสาวก็ไม่คิดที่จะยี่หระ ยังคงหวานต่อหน้าธารกำนัลอย่างต่อเนื่อง
“ถึงฤกษ์เข้าหอแล้วแตงกวา พาพี่เขาเดินไปที่บ้านเล็กได้แล้ว” ผู้เป็แม่ที่หายไปจัดแจงห้องหอของลูกสาวและลูกเขยที่บ้านหลังเล็กนานสองนาน เอ่ยกระซิบกับลูกสาวของตัวเอง
“จ้ะแม่” แตงกวาเอ่ยตอบรับ ก่อนจะคล้องแขนสามีเดินปลีกตัวไปทางบ้านเล็กที่วันนี้ถูกจัดแจงเป็ห้องหอ
คู่บ่าวสาวทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น สายตาจับจ้องไปที่คู่สามีภรรยาผู้เฒ่าที่อยู่กินกันมานานถึงห้าสิบปี จนมีลูกหลานเต็มบ้าน นอนเจิมเตียงให้ตามธรรมเนียม ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้เพื่อรับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ที่ครองรักกันมานานเพื่อเป็สิริมงคลให้กับชีวิตคู่ที่กำลังจะเริ่มขึ้นต่อจากนี้
ผู้เฒ่าทั้งสองเมื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวเรียบร้อย ก็ผุดลุกขึ้นและเดินออกไปนอกห้อง ปล่อยให้พ่อแม่ของเ้าสาวได้เข้าไปนั่งแทนที่ เพื่อพูดคุยและอวยพรให้กับลูกสาวและลูกเขยที่ตัดสินใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
“แตงกวาลูก แต่งงานมีครอบครัวเป็ของตัวเองแล้ว ก็จงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยให้กันและกัน ตรีพลด้วยนะลูก ถ้าน้องทำผิดก็ขอให้เตือนให้สอนน้องด้วยความใจเย็น แม่ฝากดูแลลูกสาวของแม่ด้วยนะ” ผู้เป็แม่เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
อดที่จะใจหายไม่ได้ เมื่อลูกสาวคนโตที่เลี้ยงมาั้แ่ตีนเท่าฝาหอย ในวันนี้จะแยกตัวออกไปมีชีวิตครอบครัวเป็ของตัวเอง และต้องย้ายติดตามสามีกลับไปเมืองกรุง และใช้ชีวิตอยู่ที่นู่นเป็หลัก
แม้จะรู้ว่าอย่างไรแล้ว ลูกสาวและลูกเขยก็คงจะหมั่นมาเยี่ยมเยียน แต่คนเป็แม่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากที่จะให้ลูกรักต้องห่างจากอก แต่ก็เข้าใจและไม่คิดที่จะรั้งเอาไว้ เพราะที่ผ่านมาแตงกวานั้นก็เสียสละเพื่อครอบครัวของพวกเรามามากแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ลูกสาวคนโตจะมีความสุขและมีชีวิตเป็ของตัวเองบ้าง
“จ้ะแม่” แตงกวาเอ่ยตอบรับ ก่อนจะก้มลงกราบเท้าของบุพการีทั้งสอง หยดน้ำตาของความตื้นตันไหลลงมาอาบแก้ม
“ผมจะดูแลน้องให้ดีที่สุดครับแม่ จะพาน้องกลับมาเยี่ยมที่บ้านบ่อย ๆ แม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ” ตรีพลเอ่ยให้คำมั่นสัญญากับแม่ยาย
“ขอบใจลูก” ผู้เป็แม่ยกยิ้มให้กับลูกเขย ก่อนจะยกมือขึ้นซับน้ำตาที่หางตาของตัวเอง
“แตงกวาถึงมันจะเป็ลูกของตาสียายสาบ้านนอกคอกนา ไม่เพียบพร้อมและเหมาะสมเมื่อเทียบเคียงกันกับเอ็ง แต่วันไหนถ้าไม่รักมันแล้ว ก็ช่วยส่งคืนลูกสาวมาให้ฉันด้วยเถอะพ่อตรีพล อย่าทอดทิ้งมันหรือทำร้ายลูกสาวฉันเลย” ผู้เป็พ่อเอ่ยขึ้นกับลูกเขยตัวเองด้วยความจริงจัง
“ผมจะไม่สัญญา เพราะผมรู้ว่าแค่ลมปากจากผม มันคงไม่พอที่จะทำให้พ่อได้มั่นใจในตัวผม แต่ผมจะใช้การกระทำของผมเป็เครื่องพิสูจน์ตัวเองให้พ่อได้เห็นนะครับ ว่าผมรักลูกสาวของพ่อจริง ๆ” ตรีพลเอ่ยตอบ และไม่คิดที่จะหลบสายตาของพ่อตาแม้แต่น้อย
“ฉันจะรอดู และจะรออุ้มหลานนะ” ผู้เป็พ่อพยักหน้ารับคำ รับรู้ได้ถึงความจริงใจจากสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นคงนั้นของลูกเขย
“ขอบคุณครับพ่อ” ร่างสูงพนมมือไหว้ผู้เป็พ่อตา ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับภรรยาที่ยังคงร่ำไห้งอแงเพราะความตื้นตัน
“ไปเถอะพ่อ ลูกมันจะได้พักผ่อนกัน วันนี้เหนื่อยกันมามากแล้ว” ผู้เป็แม่เอ่ยชวนสามี
คู่บ่าวสาวก้มลงไปกราบลงแทบเท้าของผู้ให้กำเนิดของเ้าสาวอีกครั้ง ก่อนจะผุดลุกขึ้นประคองคนทั้งคู่ และเดินไปส่งถึงประตูห้องที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยตัวเอง
แตงกวายกยิ้มหวานส่งไปให้พ่อกับแม่ ที่ส่งรอยยิ้มเอ็นดูมาให้ตัวเอง มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า เพราะกลัวว่าจะเป็สิ่งที่ทำให้พ่อกับแม่รู้สึกเป็ห่วงไปมากกว่าเดิม
คู่สามีภรรยาจับมือกันเดินหันหลังให้กับลูกสาว ก่อนจะปล่อยให้หยาดน้ำตาของความตื้นตันใจที่กักเก็บเอาไว้ไหลรินออกมา ในฐานะของพ่อและแม่ มันช่างมีความสุขที่ได้เห็นลูกของตัวเองเติบโตไปอีกก้าว
นับจากนี้ไปก็คงจะต้องปล่อยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ได้แต่หวังว่าเส้นทางความรักและชีวิตความเป็อยู่ของลูกนับั้แ่นี้ไป จะพบเจอแต่ความสุขและความเจริญไปในทุก ๆ วัน
………………………….
รูปแบบของงานแต่งเป็แบบไหนมันไม่สำคัญเท่า ได้แต่งงานกับคนที่รักและคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตไปด้วยกันทั้งตลอดชีวิตนี้หรอก ฮืออออ มีความสุขกันมาก ๆ นะลูก
อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ คอมเม้นท์ให้อ่านกันหน่อยน้าาาาาา
อย่าลืมกดหัวใจ กดเข้าชั้น เพื่อเป็กำลังใจให้กับนักเขียนด้วยนะคะ
และที่สำคัญหากชอบนิยายแนวประมาณนี้ห้ามลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์เด็ดขาด เพราะในคลังมีเยอะมากค่ะ จะทยอยลงเรื่อย ๆ