***หญิงจิ้งจอก [ตั๋ง]
พวกมนุษย์นกได้บินจากไปแล้ว
อยู่ ๆ พวกมันก็เล่นมาบุกตอน่ที่กองทัพหลักออกไปจากเมือง แสดงว่าพวกมันต้องคอยสืบการเคลื่อนไหวของพวกเราอยู่ตลอดเวลาจากบนท้องฟ้าแน่นอน
คิดถูกจริง ๆ ที่เลือกสร้างศูนย์บัญชาการหลักด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแกร่ง ไม่อย่างงั้นคงถูกบุกรวดเดียวจนพังทลายและพ่ายแพ้ไปแล้ว
“แต่ว่าเสียหายหนักเลยแฮะ…”
ฉันออกมายืนบนดาดฟ้าคอนกรีตที่ร้อนระอุเพราะพึ่งผ่านามา
ไกลออกไปคือภาพของเศษซากเมืองที่ล่มสลาย
เสาไฟฟ้ากับโรงงานไฟฟ้า รวมไปถึงโรงงานผลิตอาวุธสมัยใหม่ที่กำลังก่อสร้างใกล้เสร็จนั้น ล้วนแต่ถูกเผาทำลายไปจนสิ้น
ทุ่งนา ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ กำแพงเมือง เหมืองแร่ ทุกอย่างต่างพังทลายจนหมด
ดินปืน รวมไปถึงพวกะุะเิต่าง ๆ ที่ได้เตรียมเอาไว้ ก็ถูกขนมาใช้ในศึกป้องกันเมื่อกี้จนไม่เหลือในคลังอีก
ซ้ำร้าย ประชากรที่รอดชีวิตจากการโจมตีเมื่อกี้ ก็น่าจะมีเหลือเพียงแค่ประมาณห้าร้อยคนที่ประจำการอยู่ภายในอาคารแห่งนี้เท่านั้น
คนที่ประจำอยู่ในเมืองกับแนวกำแพงนั้น น่าจะถูกไฟคลอกตายหมดแล้ว
ส่วนกองทัพที่ส่งไปช่วยในแนวหน้า ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาถึงเมื่อไหรเช่นกัน
แถมไม่รู้อีกว่าหัวเมืองหน้าด่านต่าง ๆ เป็ตายร้ายดียังไงอีก
“สถานการณ์เลวร้ายสุด ๆ …”
ฉันรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าควรจะเดินหน้าต่อในทิศทางไหน
แต่พอเบนสายตาไปทางด้านขวา ฉันก็เริ่มรู้สึกละอายใจขึ้นมา
ผิดกับคนอื่น ๆ ที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายด้วยความโกรธเสียใจ ที่ตรงนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนรับลมอย่างสงบนิ่งอยู่
บุรุษตัวสูงใหญ่ที่มีใบหน้าหล่อเหลาในชุดสูทสีดำ เขาคนนั้นยังคงสามารถยืนสงบนิ่งต่อหน้าเมืองที่พังทลายแทบทั้งหมดได้
ประกายในดวงตาของเขายังไม่ยอมแพ้
สมกับเป็คนที่ฉันเลือกมาเป็ผู้นำของเผ่ามนุษย์ทั้งหมด เขาคือชายที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้จริง ๆ
ท่านผู้นำ [กัง] ตอนนี้ท่านต้องมีแผนการอันยอดเยี่ยมอยู่ภายในใจแล้วอย่างแน่นอน
***ผู้นำหัวโขน [กัง]
ลมเย็นดีจัง
ทัศนียภาพของเมืองที่ล่มสลายแบบนี้ คงหาดูได้ยากยิ่งนัก
“อืม…”
เอายังไงต่อดีนะ?
ในฐานะผู้นำ กระผมควรที่จะต้องรีบหานโยบายออกมากอบกู้สถานการณ์เอาไว้
แต่คนโง่อย่างผมก็คิดอะไรไม่ออกเลย น่ากลัวว่าหากคิดออกไป จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิมมากกว่า
ดั่งที่คนชอบพูดกันว่า “คนโง่แต่ขยัน ควรรีบเอาไปฆ่าทิ้งเสีย”
ภายในหัวของผมตอนนี้มันว่างเปล่าดัง [วิ้ว~] เลยละ
“คุณตั๋งคงคิดแผนอะไรดี ๆ ออกเองแหละ”
เพราะว่าเธอคนนั้นเป็คนฉลาด เดียวยังไงก็คงคิดอะไรดี ๆ ออกมาได้เอง
กระผมเพียงแค่แสดงบทบาทเป็ผู้นำหัวโขนที่ดีต่อไปก็พอแล้ว
ที่สำคัญ ตอนนี้กระผมหิวข้าวสุด ๆ ไปเลยละ
กระผมหวังว่าโรงเก็บเสบียงอาหารจะยังไม่ถูกเผาไปหมดหรอกนะ
“จะกู้ (อาหาร) กลับมาได้เท่าไหรกันนะ… ”
ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ คุณตั๋งก็มองมาทางกระผมด้วยดวงตาที่เป็ประกาย
“ใช่แล้ว! สมกับที่เป็ท่านกัง! ตอนนี้ต้องเริ่มจากการเก็บกู้--ฮัดเช้ย! --- ขอโทษค่ะ… ใช่แล้วตอนนี้ต้องเริ่มจากการเก็บกู้ก่อน! ส่งคนลงไปหาผู้รอดชีวิต ตรวจสอบความเสียหาย แล้วก็กู้ทรัพยากรทั้งหมดที่ยังใช้ได้กลับมา! แล้วรวบรวมคนกับอาวุธมาป้องกันเฝ้าระวังจนกว่าทุกคนจะคืนชีพ จากนั้นก็เริ่มฟื้นฟูเมือง สมกับเป็ท่านกัง สามารถเยือกเย็นคิดแผนการออกมาได้ทุกสถานการณ์จริง ๆ ค่ะ! ---ฮัดเช้ย! ”
“เออ… ใช่”
ขอสาบานว่ากระผมไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น
แต่ก็สมกับเป็เธอดี โยนความดีความชอบทุกอย่างมาให้กระผม ส่วนเธอก็คอยชักใยอยู่ในเงามืดแบบนี้ต่อไป
ว่าแต่เป็หวัดแล้วไม่ใช่หรือไงนั่น?
***ปักษาผู้เป็ไท [เปอร์ไซด์]
“ฮักกะชิว ปิ๊ว ๆ! ”
“ปี้!? ”
หนูจามใส่หน้าเ้าออกไซด์เต็ม ๆ เลยเ้าคะ~ ขอโทษทีนะคะ
หลังจากบินหนีมาทางเหนือพร้อมเ้าหนูน้อยที่ตามมาตอนไหนก็ไม่รู้ได้ราวหนึ่งวัน หนูก็เริ่มรู้สึกไม่สบายขึ้นมา
ความจริงคือรู้สึกตัวร้อนั้แ่เมื่อวานแล้วละ
“ง่วงจัง~”
เพราะน้ำมูกน้ำตาไหลจนดูไม่ได้ เลยทำให้รู้สึกง่วง อีกทั้งยังบินไม่ค่อยจะไหว
หนูเลยร่อนลงมานอนพักตรงริมน้ำที่เห็นบนพื้นข้างล่าง
“ขอนอนพักก่อนนะคะ~”
“ปี้!? ”
เ้าหนูน้อยออกไซด์อ้าปากค้างอย่างใ เพราะอยู่ ๆ หนูก็ร่อนลงไปนอนโดยทันที
ก็มันไม่ไหวแล้วงะ ให้แม่ได้หยุดพักเถอะน้า~
ขอตัวนอนก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
แครอทไข้ขึ้นสูงจนน่าใ
ไม่เพียงแค่แครอท ทุกคนเองก็ล้มป่วยไปตาม ๆ กันอย่างน่าประหลาด
“… รอก่อนนะแครอท ข้าจะรีบออกไปหาสมุนไพรมาให้เ้าเอง! ”
“บานา.. แค๊ก! ”
เธอไอออกมาเป็เื
จะมามัวรอช้าไม่ได้แล้ว!
ข้ารีบออกจากเต็นท์ แล้วขโมยอสูรปีกตัวหนึ่งจากฟาร์มเลี้ยงมาใช้โดยพลการทันที
“ท่านบานา! ”
“ข้าจะออกไปเก็บสมุนไพร! อย่ามาห้ามให้ยาก! ”
พูดเช่นนั้นแล้วบินถลาขึ้นท้องฟ้าไปในทันที
ข้าบินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อยู่บนอสูรปีกที่น่าเกรงขาม
ถึงคนในเผ่าจะบอกว่าปล่อยให้ตาย ๆ ไปซะ เพราะยังไงก็สามารถเกิดใหม่ได้อยู่แล้ว แต่ข้าไม่อาจทนเห็นยัยแครอทนอนตายอย่างทรมานแบบนั้นได้หรอก
“อดทนเอาไว้ ช่วยรอข้าก่อนนะแครอท อย่ารีบตายไปเสียก่อนละ! ”
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
งานที่เหลือจากสนามรบ ก็คือการเก็บกู้ซากที่เหลืออยู่
ไม่ว่าจะเป็ศพหรือสิ่งของ ทุกอย่างล้วนมีค่าทั้งนั้น
ส่วนศพก็ต้องจัดการเผาทิ้งให้เหี้ยน เพื่อป้องกันสิ่งเลวร้ายที่จะตามมา
“ได้ข้อมูลล้ำค่ามามากมายเลยแฮะ”
หลังจากทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ในที่สุดก็สรุปข้อมูลของศัตรูได้เป็รูปร่างเสียที
เริ่มจากพวกปีศาจปีก
เ้าพวกนี้ใช้ธนูในการรบเป็หลัก และมีกรงเล็บดาบที่ยืดหดได้เป็อาวุธ
น่าจะเอามาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีของพวกเราได้
แถมแิที่เอา [แร่ติดไฟ] มาติดที่ปลายลูกธนูเพื่อเพิ่มอำนาจการทำลาย ก็ช่างเป็แิที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
ส่วนชุดสวมใส่ของพวกมันนับว่าห่วยแตก
ผ้าใบที่ทอจากเส้นใยพืชบาง ๆ แบบนั้นจะไปป้องกันอะไรได้?
ต่อมาคือพวกปีศาจน้อย
พวกนี้น่ากลัวมาก พวกมันสามารถใช้งานสัตว์ร้ายในการรบได้เหมือนพวกปีศาจั์
ส่วนอาวุธอย่างดาบ หอก รวมไปถึงชุดเกราะของพวกมัน ต่างก็เป็ของชั้นเลิศที่คมและแข็งแรงกว่าของพวกเรา
เป็ของชั้นเลิศที่ล้ำหน้าเทคโนโลยีของพวกเราไปไกลเลยละ
มันมีเทคนิคในการผลิตยังไงกัน?
และที่สุดยอดที่สุด ก็คงเป็อาวุธท่อโลหะทรงกระบอก
มันคือตัวตนของเสียงะเิดังกังวาลในสนามรบ
ผมลองพยายามวิเคราะห์แล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำงานได้ยังไง
สงสัยต้องส่งไปให้ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] กับราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ในการวิเคราะห์
“อืม… มีเท่านี้ละมั้ง”
อาวุธตัวอย่างจะถูกส่งกลับไปที่รังภายในสี่วัน
ส่วนที่เหลือจะถูกเอามาใช้งาน จะมีก็แค่อาวุธท่อโลหะทรงกระบอก ซึ่งคงต้องใช้เวลากว่าจะรู้ว่ามันใช้งานได้ยังไง
“ที่เหลือก็… เอายังไงดีเนี่ย จะฆ่าตัวตายเพื่อเอาแขนคืนมา หรือว่าอยู่เฝ้าระวังที่ป้อมปราการจนแน่ใจในความปลอดภัยก่อนดีนะ? ”
แขนข้างซ้ายที่เสียไปในาไม่อาจเอากลับมาได้
แต่ถ้าตายแล้วเกิดใหม่มันก็อีกเื่หนึ่ง
ในตอนนั้นเอง---
“ (ท่านสเลบ! แย่แล้วครับ อยู่ ๆ ทุกคนก็ล้มป่วยกันหมดเลยครับ!) ”
ก็มีเสียงเตือนเช่นนั้นดังก้องขึ้นมาภายในหัวของผม
“ (... เดียวจะออกไปดูสถานการณ์ ให้จับแยกคนป่วยกับคนที่ยังสุขภาพดีออกจากกันเดียวนี้เลย) ”
ผมรีบออกคำสั่งรับมือเฉพาะหน้ากลับไปเช่นนั้น
ดูท่าจะยังกลับไปหาท่านราชินีแฟตในเร็ว ๆ นี้ไม่ได้แฮะ
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
ข้อมูลจากสายลับภูติที่ภาคตะวันตกของทวีปได้ถูกรายงานกลับมาแล้ว
เนื้อหาของรายงงานนั้นมีข้อน่าใอยู่หลายส่วน
เอาเป็ว่าขอสรุปส่วนของข่าวดีก่อนแล้วกัน
ข่าวดีคือพวกเราสามารถถอดภาษาของทุกเผ่าได้เป็ผลสำเร็จ
พวกเรารู้ชื่อเรียกของแต่ละเผ่าที่แท้จริงแล้ว
[มนุษย์] [ยักษา] [ปักษา] และ [อาร์โธร์โพดา]
มีเพียงแค่เผ่าประหลาดที่เห็นเป็กลุ่มหมอกสีม่วงชมพูในวันแรกเท่านั้น ที่ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ไหน
“ต่อมาคือ---ฮัดเช้ย! ... ดอก~”
เป็หวัดแล้วมั้งเรา
ต่อมาคือผลลัพธ์ของาระหว่างสามเผ่าเมื่อวานนี้ของ [มนุษย์] [ปักษา] และ [อาร์โธร์โพดา]
ไม่น่าเชื่อว่าพวกมนุษย์จะสามารถใช้ะเิมาทำอาวุธที่ร้ายแรงได้
“สถานการณ์อันตรายแล้วดอง~”
ต้องเอาข้อมูลนี้ไปรายงานคณะรัฐบาล เพื่อให้เร่งรีบทุ่มทุนกับอาวุธา
พวกเราเผ่าภูติควรเป็ฝ่ายเปิดฉากโจมตีได้แล้ว จะรอให้พวกเผ่าอื่น ๆ ตั้งตัวได้ก่อนไปทำดอกอะไร? ... ดอง~”
“ฮัดเช้ย! โอ้ย!? ทำไมถึง...อั๊ก...หายใจ…”
ระหว่างที่กำลังอ่านรายงานในห้องทำงาน ฉันก็รู้สึกแน่นไปทั่วทั้งปีกของตัวเอง
อาการนี้มัน… สภาวะปีกล้มเหลว!?
เผ่าของเรามีปีกเป็อวัยวะสำคัญในการพอกเื บิน รวมไปถึงการควมคุมโมเลกุลของธรรมชาติโดยรอบ
สรุปคือหารปีกของพวกเราเกิดความผิดปกติ พวกเราก็จะตายลงในทันที
“ไม่จริง!? ฉัน…”
พอรู้ตัวอีกที แสงสว่างจากปีกทั้งสองของตัวเองก็มืดบอดลง
มืดบอดลงพร้อมกับชีวิตของฉันด้วย ดอก~...
ทั่วทั้งโลกได้ถูกโจมตีพร้อมกันด้วยโรคภัยที่ไม่รู้จัก
ตัวตนที่โจมตีเผ่าทั้งห้านั้น ก็คือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีความนึกคิดระดับสูง เผ่า [โพรแคริโอต]
ถึงจะมีข้อกังขาว่าการแบ่งตัวออก เพื่อขยายจำนวนของเผ่านี้เป็การผิดกฏของโลกหรือไม่
แต่เนื่องจาก [ิญญา] ไม่ได้เพิ่มหรือลดลง เลยทำให้เทพเ้าทั้งสามผู้สร้างโลกาใบนี้ ไม่ถือโทษเอาผิดพวกเขา
พวกโพรแคริโอตได้เริ่มโจมตีใส่ทุกเผ่าั้แ่วันแรกของเกมส์แห่งาแล้ว
พวกเขาแบ่งตัว ลอยไปตามลม แล้วสิ่งสู่ลงไปภายในร่างของทุกเผ่าโดยไม่มีใครรู้ตัวเลย
เฝ้ารอเวลา ค่อย ๆ กัดกินร่างกาย แล้วพอได้ข้อมูลโครงสร้างอย่างเป็ที่พอใจ พวกมันก็ลงดาบฆ่าเอาชีวิตไปในทันที
ประชากรเผ่ามนุษย์จำนวนสองแสนคน
ประชากรเผ่าปักษาจำนวนสี่แสนคน
ประชากรเผ่ายักษาจำนวนสามแสนคน
ประชากรเผ่าอาร์โธร์โพดาหนึ่งแสนคน
และประชากรเผ่าภูติเก้าแสนคน
นั่นคือจำนวนตัวเลขของผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งโลก
ถึงจะมีบางคนที่ร่างกายแข็งแรงรอดมาได้ แต่ก็ทำได้แค่ประคองอาการยืดชีวิตออกไปเท่านั้น
อดีตเมืองหลวง [อิกดราซิล] ของเผ่าภูติที่มีประชากรเพียงหนึ่งหมื่นคน ได้กลายเป็เมืองร้างภายในหนึ่งนาทีเท่านั้น
แม่แต่เมืองลอยฟ้าอื่น ๆ ที่กระจายไปทั่วป่า ต่างก็กลายเป็เมืองร้างไปเช่นกัน
เรียกได้ว่าเสียหายหนักสุดจากทั้งห้าเผ่าก็ว่าได้
พวกภูตินั้นมีร่างกายที่อ่อนแอเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะตายกันเยอะขนาดนี้จากโรคภัยไข้เจ็บ
ส่วนที่เมืองหลวงของมนุษย์ [ฮิวซิตี้] เองก็---
“คุณตั๋ง แข็งใจเอาไว้ครับ! คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ทางการแพทย์ รีบมาช่วยดูอาการเธอหน่อยเร็ว! ”
“ท่านผู้นำกังค่ะ…”
ผู้นำหัวโขน [กัง] คนนั้น เขากำลังลงมือเช็ดเหงื่อให้กับเลขาที่มีใบหน้าคล้ายจิ้งจอกอย่างร้อนรนอยู่
เขารีบสั่งการให้คนที่แข็งแรงลงมือทำการรักษาคนป่วยอย่างสุดชีวิต
ไม่สิ คงต้องบอกว่าเขาดูเป็ห่วงเลขาคนนี้ออกนอกหน้าเกินไปหรือเปล่า? แต่คงยากที่จะพูดถึงความรู้สึกจริง ๆ ของเขามีต่อเลขาคนนี้ได้
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามยื้อชีวิตเอาไว้เท่าไหร ยาตามขอบเขตความรู้ของมนุษย์ ณ ตอนนี้ มันไม่อาจรักษาโรคอันแปลกประหลาดนี้ได้
“ท่านผู้นำ… กรุณา...รออีกหนึ่งวัน...นะคะ...”
“คุณตั๋ง! ไม่!!! ”
สุดท้ายเขาก็ไม่อาจยื้อชีวิตเธอเอาไว้ได้อีก
สถานการณ์ตามเมืองหน้าด่านที่อยู่รอบนอกเองก็ไม่ต่างกัน
ผู้คนได้ล้มตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
มนุษย์ที่เจอเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้ บางคนถึงกับเริ่มสติแตกขึ้นมาอีกครั้ง ว่านี่เป็ฝีมือของพระผู้เป็เ้าที่กำลังโทษตามบาปของพวกเขาที่ได้ก่อเอาไว้
ดูท่าหลังผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไป ผู้นำกังคงจะได้พบกับงานที่น่าปวดหัวรออยู่อีกเป็ูเาแน่นอน
เผ่ายักษาเองก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน
ต่อให้แข็งแรงแค่ไหน แต่กับโรคร้ายมันก็เป็อีกเื่หนึ่ง
พวกเขาที่เริ่มเตรียมกองทัพอสูรซึ่งจับมาได้นั้น ต่างได้สิ้นชีวิตลงอย่างน่าใ
ทั้งผู้ฝึกและสัตว์อสูรจำนวนรวมกันสามแสนชีวิต ต่างได้ตายลงไปพร้อม ๆ กันอย่างน่าใจหาย
แผนเดิมที่เตรียมทัพอสูรเพื่อบุกโจมตีอาร์โธร์โพดาในวันพรุ่งนี้ของพวกเขา จึงต้องถูกยืดออกไปอีก
ส่วนพวกเผ่าปักษานั้น พวกเขาได้เสียหายไปถึงครึ่งของเผ่าพันธุ์
คนที่ติดเชื้อต่างตายพร้อมเพรียงกันทุกคน
มีเพียงแค่เปอร์ไซด์เพียงคนเดียว ที่ติดเชื้อแล้วกลับมีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะว่าเธอคือตัวตนแรกของโลกนี้จากทุกเผ่า ที่ร่างกายสามารถสร้าง [แอนติบอดี] ต่อต้านการจู่โจมของเผ่า [โพรแคริโอต] ได้นั่นเอง
เธอเลยกลายเป็ตัวตนขึ้นบัญชีดำของเผ่า [โพรแคริโอต] เป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนเผ่าอาร์โธร์โพดานั้นมีความเสียหายน้อยที่สุด
สาเหตุเดียวที่เสียหายน้อยสุด มันเป็เพราะพวกโพรแคริโอตกลัวว่าศัตรูเผ่านี้จะรู้ตัวถึงการมีอยู่ของพวกเขา
หากถูกล่วงรู้การมีอยู่ พวกโพรแคริโอตจะกลายเป็เผ่าแรกในทันที ที่พ่ายแพ้ในเกมส์านี้
นั่นก็เพราะ [คริสตั้นแห่งชีวิต] ของพวกเขาตั้งอยู่ใกล้ ๆ เมืองของพวกอาร์โธร์โพดานั่นเอง
พวกเซลล์เดียวอย่างพวกเขานั้น ไม่มีวิธีเคลื่อนย้ายคริสตั้นเหมือนเผ่าอื่น
ั้แ่ถูกส่งมาโลกนี้ พวกเขาก็ยังอยู่ที่เดิมบนทุ่งหญ้าแห่งการก่อกำเนิด
พวกเขาเลยใช้วิธีส่งพรรคพวกจำนวนหนึ่งของเผ่ามาเกาะตามแท่งคริสตั้น แล้วเปลี่ยนสีผิวของเซลล์ให้มันกลืนหายไปกับสิ่งแวดล้อม
ไร้สีไร้กลิ่น จนทำให้ทุกคนลืมซึ่งการมีอยู่ของพวกเขาไป
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเลือกทำร้ายเพียงส่วนน้อยของเผ่าอาร์โธร์โพดา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองในทางตะวันตกไกลแบบนี้นั่นเอง
ทั้งหมดที่ว่านี้เป็เพียงแค่จุดเริ่มเท่านั้น
พวกโพรแคริโอตรู้ดีว่าการทำให้ป่วยล้มตาย ไม่อาจจะทำลายคริสตั้นแห่งชีวิตของทุกเผ่าได้
นี่เป็เพียงแค่ขั้นแรกของการศึกษาทดลองประสิทธิภาพการต่อต้านโรคภัยในร่างกายของศัตรูเท่านั้น
พวกเขาที่ได้ข้อมูลจนเป็ที่น่าพอใจแล้ว จึงได้เริ่มพัฒนาตัวเองเพื่อเข้าสู้เชื้อไวรัสรูปแบบใหม่
เป้าหมายต่อไปของเผ่าโพรแคริโอตนั้น มันร้ายแรงและน่ากลัวยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นในวันนี้มากนัก
***บันทึกของเทพทั้งสาม-สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว [โพรแคริโอต]
เหตุผลที่เลือก - จากการสำรวจทุกชีวิตในอวกาศ ได้พบกับเผ่าเซลล์เดียวที่น่าสนใจ พวกมันเป็เพียงเผ่าเซลล์เดียวที่มี [ิญญาระดับสูง] เหมือนอย่างอีกทั้งห้าเผ่าที่คัดเลือกมา ดังนั้นจึงเลือกเผ่านี้มาทำา เพื่อดูว่าสิ่งมีชีวิตระดับต่ำ จะทำากับสิ่งมีชีวิตระดับสูงได้เช่นไรกัน
ระดับสติปัญญา - ไม่อาจทราบได้
ระดับความแข็งแกร่ง - ไม่อาจทราบได้
ระดับพลังชีวิต - ไม่อาจทราบได้
อื่น ๆ - เป็เผ่าที่มีหนึ่งดวงิญญาต่อการควบคุมหนึ่งล้านเซลล์ แม้แต่เทพเ้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดิญญาหนึ่งดวงถึงแยกกระจายออกอย่างอิสระเป็หนึ่งล้านเซลล์ที่แยกจากกันได้ ทุกเซลล์จะเชื่อมต่อสื่อสารด้วยคลื่นไฟฟ้า ทุกเซลล์ต่างมีชีวิตอิสระต่อกัน แต่กลับใช้ความคิดร่วมกันเป็หนึ่งเดียว
ดังนั้น นี่จึงเป็เผ่าเดียวที่มีกำลังพลทั้งหมด [หนึ่งล้านล้านเซลล์] ตามกฏของโลกที่ว่ามีเผ่าละ [หนึ่งล้านชีวิต] ได้
ความเห็นส่วนตัวของเทพไร้หน้า - “การโจมตีด้วยเชื้อโรคช่างน่ากลัว”
ความเห็นส่วนตัวของเทพไร้แขน - “ถึงจะไม่มีอารยธรรม แต่กลับมีความคิดในการเอาตัวรอด บางทีอาจเป็ม้ามืดของาครั้งนี้”
ความเห็นส่วนตัวของเทพไร้ขา - “ช่างเป็เผ่าที่ไร้ซึ่งความงดงาม”