บทที่ 2 : ลืมตาอีกครั้ง
คลิก...
เสียงนาฬิกานั่นอีกแล้ว
อธิชขมวดคิ้วก่อนจะลืมตาขึ้นมอง แสงสว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ส่องทะลุหมอกเทาเข้ามาทางหน้าต่างผ้าโปร่งสีขาวปลิวสะบัดตามแรงลมผ่านสายตาของเขาที่ยังมองเห็นไม่ชัดนัก
เอ่อ เหมือนจะจำได้ว่าผ้าม่านห้องของเขาเป็สีน้ำตาลเปลือกไม้ทำไมที่นี่เป็สีขาว
หรือเขายังไม่ได้กลับห้องตัวเองที่โลกเดิมอีกงั้นเหรอ?
อธิชกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับการมองพอเห็นทุกอย่างชัดเจนแล้วก็อดหัวเราะเสียงขึ้นจมูกสักทีไม่ได้
ใช่เลย เขายังไม่ได้กลับห้องตัวเอง แต่มาโผล่ที่โรงพยาบาลข้างเตียงที่เสาแขวนถุงเืและสายยางเจาะติดแขนเขาเพื่อถ่ายเืให้ที่ข้อมือมีผ้าพันแผลพันไว้อย่างแ่าทั้งสองข้าง ไม่ต้องคลำที่คอก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้ก็ถูกผ้าพันไว้แน่นไม่ต่างกัน
ร่างกายโทรมๆ แบบนี้ไม่ต้องคิดให้มากความก็รู้ว่าเป็ใคร
ทำไมยังอยู่โลกนี้อีกล่ะเฮ้ย!
แถมยังพ่วงการเป็ผู้ต้องหาอีก ช่างเป็การข้ามโลกมาได้บรรเจิดจนอยากจะเอามีดปาดคอตายซ้ำ
อธิชลุกขึ้นนั่งยกมือขึ้นเสยผมด้วยความเคยชินหลังตื่นนอนเขาหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง มองสภาพโรงพยาบาลที่เงียบสงบ แต่มองไกลออกไปหน่อยก็เห็นปล่องควันโขมงของโรงงานอุตสาหกรรม
น่าจะหนักหนากว่ามลพิษในโลกของเขา กฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศยังไม่มีหรือไง
ประตูห้องถูกเปิดออกเป็พยาบาลสาวคนหนึ่งที่ดูมีอายุสักหน่อย เมื่อเห็นว่าเขาฟื้นแล้วก็ไม่ได้เข้ามาทันทีแต่ปิดประตูลงแล้วเดินอย่างรีบร้อนไปตามหมอเ้าของไข้
ก็คงต้องอย่างนั้น ที่นี่น่าจะไม่มีเครื่องส่งสัญญาณจากห้องผู้ป่วยไปยังห้องของหมอถ้านี่คือ่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเื่ของไฟฟ้าก็ยังไม่น่าเป็พลังงานยอดนิยมอะไร
อธิชไม่ได้รีบร้อน เขานั่งนิ่งๆ รอการมาของหมออย่างใจเย็นทบทวนความทรงจำไปพลางๆ ความทรงจำที่เป็ของลูซีฟ ฮิลเกรมที่อยู่ในสมองไม่ได้เรียกออกมาได้อย่างชัดเจนนักบางอย่างอาจจะต้องพึ่งสภาพแวดล้อมเพื่อให้นึกออก
อย่างเช่นหน้าตาของพ่อและน้องชายของลูซีฟ ฮิลเกรมแต่ยังจำชื่อได้อยู่และจำเลขที่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบันถ้าให้เดินกลับไปก็ไม่มีปัญหา
แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็ต้องกลับบ้านแล้วมั้ง เพราะทางตำรวจคงไปที่บ้านของลูซีฟแล้วแจ้งว่าเขาเป็ผู้ต้องหาในคดีอะไรสักอย่างไปแล้วซึ่งอีกไม่นานก็คงเข้ามาเยี่ยม
อธิชยกมือซ้ายแตะขมับครุ่นคิด จากสถานการณ์ที่ดูแล้วปวดกบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมตัวเอง การเดินทางข้ามโลกมาแบบไม่ถามความสมัครใจรวมไปถึงอยู่ในร่างของคนที่มีร่างกายฆ่าไม่ตาย สามารถสรุปได้ว่าเขาจะต้องอยู่ในร่างของลูซีฟฮิลเกรมไปก่อนชั่วคราว และต้องทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากการเป็ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมด้วย
เพราะถ้าถูกขังคุกไปทั้งอย่างนี้จะหาทางกลับโลกเดิมได้ยังไงจริงไหม
ตอนนี้เขาคือ ‘ลูซีฟ ฮิลเกรม’ ไม่ใช่ ‘อธิช’ ชั่วคราว
ในตอนนี้ความหวังของเขาอยู่ที่นาฬิกาที่อาจจะข้ามโลกมากับเขาด้วย
ลูซีฟมองซ้ายขวาอย่างสำรวจอีกรอบ ตอนตื่นเขาได้ยินเสียงนาฬิกาชัดเจนเป็เสียงขยับของเข็มนาฬิกาที่ดังอยู่ข้างหู แต่ข้างเตียงไม่มีนาฬิกา และเขานี้ใส่ชุดผู้ป่วยอยู่ไม่มีทางมีของติดตัวอยู่ได้ถึงมีมันก็ต้องถูกตำรวจยึดไปอย่างไม่ต้องสงสัย
แล้วเสียงนาฬิกาดังจากที่ไหน?
“ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงของหมอดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออกเขาเดินเข้ามาตรวจร่างกายของเขา
หมอถามคำถามสองสามคำเกี่ยวกับอาการของเขา ไม่มีอาการเ็ปเพิ่มเติมก็มีข้อสรุปว่าเขาพักฟื้นอีกหนึ่งวันก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้วาแก็จะให้พยาบาลทำความสะอาดให้ในตอนกลางวัน
ลูซีฟกล่าวขอบคุณความจริงแล้วไม่ต้องลำบากพยาบาลอะไรเพราะาแพวกนี้น่าจะไม่เหลือร่องรอยแล้วภายในวันนี้แหละ
แต่แผลที่หายเร็วเกินไปก็น่าสงสัย พันไว้ก่อนก็แล้วกัน
หลังจากพยาบาลเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ให้แล้วก็มีตำรวจเข้ามาเป็ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สองคน เป็ชายแบบตะวันตกที่มีใบหน้าคมสัน ผิวขาวสวมเครื่องแบบสีดำ รองเท้าหนัง สวมเข็มขัดที่มีตราตำรวจ บนบ่ามีดาวหกแฉกติดอยู่ แต่ดูไม่ออกว่ายศอะไร
หนึ่งในสองนั้นเป็ชายที่ดูค่อนข้างสะดุดตาเนื่องจากั์ตาสีฟ้าซีด ผมสีบลอนด์ทองสั้นและใบหน้าที่ดูดีมากต่อให้ี้เีสำรวจก็ยังเข้าตา เป็คนหน้าตาดีอย่างไม่น่าให้อภัย
จริงๆ ไม่ได้อิจฉาคนหน้าตาดีเลยนะ เชื่อไหม
“พวกคุณไปใครครับ” ถึงจะไม่อยากใส่ใจแค่ไหนแต่จะแสดงพิรุธไม่ได้สีหน้าของลูซีฟมีความฉงนแต่แววตาฉายชัดถึงความไม่ใส่ใจเป็อย่างมาก
ตำรวจหนุ่มสองคนที่เพิ่งเข้ามาก็ประหลาดใจเช่นกันเพราะนี่เป็ครั้งแรกของพวกเขาที่เจอคนที่พบตำรวจแล้วทำท่าทางแบบนี้ใส่ทุกครั้งเมื่อเอ่ยถึงตำรวจประชาชนทั่วไปมักมีความยำเกรงอยู่บ้างไม่มากก็น้อยแต่ถึงขนาดไม่ใส่ใจก็มักจะเป็ขุนนางมากกว่า
แต่ประวัติของชายตรงหน้าเป็คนธรรมดาไม่ใช่ขุนนางตกอับที่ไหนด้วย
“สวัสดีมิสเตอร์ พวกเราเป็ตำรวจ มีเื่จะสอบถามคุณ”
“สวัสดีครับ เชิญนั่ง” ลูซีฟพยักหน้าผายมือไปทางเก้าอี้ว่าง จะให้ยืนคุยกันก็ลำบากเขาที่ต้องแหงนหน้ามอง ไหนๆก็เล่นเป็คนเจ็บแล้วก็เสแสร้งให้เหมือนสักหน่อย
แต่รู้สึกเสียวไส้หน่อยๆ นะ
หรือจะหิว?
“คุณจำเื่เมื่อคืนได้หรือเปล่าครับ”
“เมื่อคืน?” ลูซีฟทำท่านึก “หมายถึงที่ผมถูกเชือดคอน่ะเหรอผมจำได้อยู่หน่อยแต่หน้าตาคนร้ายผมเห็นไม่ชัดครับ”
ทำไมสีหน้าตำรวจดูพิลึกนัก แค่พูดว่าเชือดคอหน้าตายมันผิดปกติเหรอ
“ไม่ใช่ว่าคุณยกอาวุธเฉือนคอตัวเองเหรอ”
“ผมจะเอาของมีคมเฉือนคอตัวเองทำไมครับ นอกจากคอแล้วผมต้องเฉือนแขนขาด้วยเพื่อความสุขสมส่วนตัวงั้นสิ?”
หน้าตาของเขาเหมือนคนเป็มาโซคิสม์หรือไง จะใส่ความอะไรก็สร้างสรรค์หน่อย
แล้วก็ไม่ต้องมาพูดว่าอาวุธเป็นัยเลย เขาเห็นคนร้ายย่อมเห็นอาวุธอยู่แล้วแต่จะให้พูดว่าอาวุธนั่นคืออะไรเต็มปากเต็มคำก็อาจจะถูกสงสัยเพิ่มไปอีกได้ เงียบไว้แล้วกัน
ลูซีฟพ่นลมหายใจออกมาเบาๆไม่มองหน้าคนถามเหมือนกับเขากำลังคุยกับคนโง่ แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้สื่ออารมณ์ไม่ได้ทั้งตำหนิหรือโกรธเคือง แทบจะเจือความขบขันด้วยซ้ำ
ตำรวจคิดว่าผู้ต้องหาคนนี้สภาพจิตใจไม่ปกติ
ตำรวจหรี่ดวงตาสีฟ้าซีดมองเขาอย่างจับพิรุธ แต่ลูซีฟไม่มีอะไรให้จับผิดยิ่งไม่ต้องพูดว่าเขาเองก็เป็เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เป็ผู้เสียหาย ไม่ได้เป็คนร้ายแต่แรกแล้ว
“ถ้าคุณไม่ได้เชือดคอตัวเอง งั้นก็คงเชือดคอคนอื่น” ตำรวจั์ตาสีฟ้าซีดเอ่ย“ในสถานที่เกิดเหตุ เราพบอีกหนึ่งศพที่ชั้นหนึ่งอีกหนึ่งศพ อยู่ในลักษณะถูกวัตถุมีคมเฉือนคอตัดเส้นเืใหญ่ที่แขนขาเองก็ด้วย มีลักษณะแบบเดียวกับแผลของคุณ น่าจะเกิดจากอาวุธแบบเดียวกัน”
“อ้อ มีอีกศพหนึ่งนี่เอง” ลูซีฟพยักหน้าอย่างกระจ่างแจ้งมิน่าถึงได้กลายเป็ผู้ต้องสงสัย “แล้วพบอาวุธที่ใช้สังหารหรือเปล่าล่ะครับ”
“พบ เป็มีดสองเล่มหนึ่งในสองเล่มนั้นมีลายนิ้วมือของคุณอยู่ด้วย”
มีด?
ลูซีฟยกปลายนิ้วมือซ้ายแตะขมับ หลุบตามองพื้น
“เดี๋ยวก่อนขอผมคิดสักครู่... ที่คุณพูดมาคงไม่ได้หมายถึงว่ามีดทั้งสองเล่มคือผมและอีกหนึ่งผู้เสียชีวิตเป็ผู้ลงมือเชือดคอตัวเองหรอกใช่ไหม”
“ใช่”
“แบบนี้เอง” ชายหนุ่มบนเตียงหัวเราะหึๆ ในลำคอวางมือลงด้วยท่าทางผ่อนคลายคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว แต่ตำรวจไม่ได้เข้าใจไปกับเขาด้วย
“คุณมีอะไรจะแก้ตัวไหม”
“ยังต้องแก้ตัวรึ ดูยังไงผมก็ไม่ใช่คนร้ายในคดีนี่ครับถ้าจะจับผมคุณต้องมีหลักฐานมากกว่านี้แค่พบรอยนิ้วมือและพบศพอีกศพไม่เพียงพอจะใช้กับคนได้หรอกผมคงเป็ได้แค่ผู้ต้องสงสัยเฉยๆ”
“มิสเตอร์ คุณรู้เื่อะไรบางอย่างงั้นเหรอ” ตำรวจั์ตาสีฟ้าซีดถามลูซีฟยิ้มตอบเบาบาง
“ผมก็บอกไปแล้วว่าผมเห็นคนร้ายจะพูดว่าผมมีสติในระหว่างถูกเชือดคอก็ได้ ก็แผลของผมไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตนี่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนให้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดแล้วล่ะ”
“ความจริงคุณควรพูดอย่างนี้ั้แ่แรกก่อนกล่าวหาว่าผมเป็ผู้ต้องสงสัยนะ”ลูซีฟหัวเราะเบาๆ ท่าทางของเขานั้นช่างพิลึกจริงๆ คนที่ผ่านเหตุการณ์อย่างนั้นมาได้แล้วยังมีหน้ามาหัวเราะได้อีกช่างไม่เหมือนคนปกติจริงๆ
มันคงแปลกถ้าพวกเขาไม่สงสัยว่าลูซีฟ ฮิลเกรมเป็คนร้าย
ลูซีฟเล่าความทรงจำของเ้าของร่างเดิมให้กับตำรวจทั้งสองฟังโดยละเว้นรายละเอียดเื่ที่เขามาเข้าร่างแล้วลุกขึ้นเดินไปมาเพราะคิดว่าเป็ฝันและร่างกายที่ฟื้นฟูตัวเองได้ อย่างไรในตอนนั้นพูดไปก็คงไม่เชื่ออยู่ดี
ฉากฆาตกรรมเอา ‘วัตถุมีคม’ เชือดคอไม่ได้เชือดบนพื้นแต่เป็บนโต๊ะเก่าๆ เืที่ไหลออกจากแผลถูกรองไว้ด้วยชามดินเผาความรู้สึกเมื่อนึกถึงตอนถูกปาดคออาจจะทำให้ลูซีฟตัวสั่นนิดหน่อยแต่ความรู้สึกเจ็บไม่ได้ฝั่งในจิตใจเพราะิญญาภายในคนละคนกัน แต่ััของเืไหลออกจากร่างกายเขายังพอรู้สึกได้อยู่ทำให้แววตาของเขาแฝงความกลัวไว้อยู่บ้าง
ที่จำได้แม่นยำคือการวาดวงไสยเวทั้แ่จุดเริ่มตนจนกระทั่งการเติมสีลงในวงกลมสุดท้ายสติของลูซีฟมีความทรงจำครบถ้วน ปากของอีกฝ่ายก็พึมพำไปด้วย แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเสียงพึมพำของคนร้ายไม่ได้อยู่ในสมองเลยราวกับถูกลบทิ้งไปอย่างไรอย่างนั้น หลังจากนั้นเป็ความมืดมิดก่อนิญญาของอธิชเข้ามาในร่างและกลายเป็สภาพปัจจุบันที่ดูอารมณ์ขาดๆเกินๆ อย่างนี้
หลังตำรวจได้ฟังก็มีคำถามเก็บรายละเอียดอีกเล็กน้อยอะไรที่บอกได้ลูซีฟก็บอกไปหมดอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อหมดคำถามตำรวจก็เดินออกไปด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันเล็กน้อย
“ท่านครับ...” นายตำรวจข้างๆหันไปมองตำรวจั์ตาสีฟ้าซีด
“ไม่ต้องพูดอะไร ผมรู้แล้ว” ตำรวจคนนั้นพยักหน้า ั์ตาเ็าอย่างน่ากลัว
ที่อีกฝ่ายพูดมีความจริงอยู่ไม่ผิดแน่แต่ไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด ทว่าเขาก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ถูกเก็บซ่อนไว้เป็ความลับกันแน่เพราะในคำให้การของอีกฝ่ายไม่มีช่องโหว่ให้ล้วงเอาความลับนั้นออกมา
ที่น่าสงสัยไปกว่านั้นคืออารมณ์ของลูซีฟ ฮิลเกรมที่ยังคงความอารมณ์ดีเอาไว้ได้แม้จะผ่านคืนนองเืมาความขลาดกลัวต่อความตายไม่ปรากฏในแววตาสักนิด แม้จะพูดถึงฆาตกรก็ไม่หวั่นไหวเขาไม่เคยพบใครแบบนี้มาก่อน
ผู้ไม่หวาดกลัวความตายมีอยู่จริงหรือ?
เมื่อก่อนเขาไม่เคยเห็น แต่ตอนนี้จะพูดว่าไม่มีคงไม่ได้แล้ว
“ผมจะให้คนจับตาดูเขาต่อไปเอง” ตำรวจั์ตาสีฟ้าซีดกล่าว“ถ้าที่เขาพูดเป็ความจริงทั้งหมดเขาจะต้องถูกคนร้ายหมายหัวอีกครั้งแน่ คนร้ายไม่มีทางปล่อยให้เหยื่อที่หมายตาไว้หลุดรอดไปได้”
โดยเฉพาะกับเหยื่อพิธีกรรม
“รับทราบครับ”
ตำรวจั์ตาสีฟ้าซีดเดินออกไปพร้อมกับอารมณ์ที่ค่อนข้างขุ่นมัวเื่ที่คาใจเขาคงหาคำตอบเอาตอนนี้ไม่ได้ แต่เขาจะมารีดข้อมูลกับคนคนนี้แน่
คืนนี้เราจะได้เจอกันอีก ลูซีฟ ฮิลเกรม
หลังตำรวจออกไปแล้วลูซีฟไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งเหม่อ เขามีความรู้สึกแปลกประหลาดมากๆยามมองหน้านายตำรวจั์ตาสีฟ้าซีดคนนั้นมากความรู้สึกยามถูกจ้องทำให้เสียวไส้อย่างบอกไม่ถูก ตอนแรกนึกว่าตัวเองหิวที่แท้ไม่ใช่ เป็เพราะสายตาของหมอนั่นล้วนๆ
สายตากดดันให้หวาดกลัว...
น่าเสียดายที่ไม่อาจกดดันเขาให้กลัวได้ อย่างมากก็เสียวไส้แบบหิวๆ
จะว่าไปแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนต่อมอารมณ์ของตัวเองบกพร่องอยู่เหมือนกันอาจเพราะร่างกายกับิญญายังเข้ากันไม่ได้จึงทำให้มีอาการแปลกๆ
ช่างเถอะ เื่อารมณ์ไว้ควบคุมภายหลังก็ได้ตอนนี้สนใจร่างกายที่ดูเหมือนจะส่งเสียงโครกครากออกมาด้วยความหิวแล้วเขาควรรออาหารจากพยาบาลไหม หรือจะหาทางติดต่อกับครอบครัวดี
ระหว่างลังเลใจอยู่นั้นประตูห้องก็เปิดออกอย่างรีบร้อนพร้อมกับร่างของคนสองคนที่เพิ่งเข้ามาในห้องใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนักและเสียขวัญ
“ลูซีฟเป็ยังไงบ้างลูก าเ็หนักไหม” ชายที่ดูอายุมากแล้วคนนั้นจับใบหน้าของลูซีฟอย่างเบามือมือกร้านนั่นสั่นไม่หยุด ลูซีฟมีสีหน้าอ่อนโยนจับมืออีกฝ่ายไว้อย่างเบามือ
“ผมไม่เป็ไรครับพ่อ แค่ถูกบาดเท่านั้น พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว”
“งั้นเหรอ ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ดีจริงๆ องค์เทพทั้งสิบคุ้มครอง”อลัน ฮิลเกรม พ่อแท้ๆ ของลูซีฟถอนหายใจอย่างโล่งอก หมุนมือจากซ้ายไปขวาก่อนจะประสานมือกลางอกหัวใจที่เหมือนถึงทับด้วยหินหนักรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างมาก
หลังจากตอนเช้ามืดมีตำรวจมีที่บ้านเพื่อแจ้งว่าพบลูกชายได้รับาเ็และนำส่งโรงพยาบาลในฐานะผู้ต้องหาในคดีเขาก็ทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่มีลูกชายคนเล็กอยู่ใกล้ๆเขาจึงตั้งสติได้เตรียมสิ่งของที่จำเป็และเงินจำนวนหนึ่งมาโรงพยาบาลพอมาถึงก็ได้ทราบว่าลูกชายพ้นขอกล่าวหา เขาโล่งใจได้เปราะหนึ่ง
แต่พอเข้ามาถึงห้องอย่างรีบร้อนก็เห็นว่าร่างกายลูกชายคนโตดูซีดเซียวมากผ้าพันแผลที่คอทำให้หัวใจเขาดิ่งลง เ็ปแทบขาดใจ เมื่อได้คำยืนยันจากปากเขาแล้วถึงได้วางใจในที่สุด
ถ้าพรุ่งนี้ออกจากโรงพยาบาลได้ก็คงไม่ได้าเ็หนักหนาอะไร
“แล้วนี่พ่อไม่ไปทำงานหรือครับ? มาร์ชไม่ไปเรียน?” ลูซีฟถามวันนี้ไม่ใช่วันหยุดทำไมทั้งคู่ถึงมาอยู่ที่นี่กัน
“แกเป็อย่างนี้พ่อจะมีใจไปทำงานรึ”อลันถลึงตาใส่ลูกชายคนโต เงินน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ลูกคนนี้เขามีคนเดียวนะมาร์ชพยักหน้าสนับสนุน
“พี่เป็อย่างนี้ผมจะเรียนอย่างวางใจได้ยังไง”
“ก็ไม่ได้เป็อะไรมากนี่” ลูซีฟส่ายหน้า “เอาอย่างนี้แล้วกันพ่อไปทำงานเถอะแล้วให้มาร์ชอยู่เป็เพื่อนผมก็พอ น้องขาดเรียนสักวันก็ไม่เป็ไรหรอกแต่ถ้าพ่อขาดงานก็จะถูกนายจ้างตำหนิได้”
อลันมีสีหน้าลังเล “แต่ว่า...”
“ผมอยู่กับพี่แล้ว พี่เองก็ไม่เป็ไร แต่พ่อขาดงานจะถูกหักเงินไม่น้อยเลยแบบนั้นพ่อจะต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินชดเชยส่วนที่ขาดไปอีก พี่จะเสียใจนะฮะถ้าพ่อทำงานหนักจนล้มป่วยไปอีกคน”มาร์ชเกลี่ยกล่อม ลูซีฟพยักหน้าสนับสนุน
“มาร์ชพูดถูก ผมไม่เป็ไรจริงๆ แค่นี้อยู่ด้วยก็พอแล้ว”
“งั้นก็ได้ ตอนเย็นพ่อจะแวะมาหานะ” แล้วอลันก็ยอมแพ้เขาวางข้าวของและเงินไว้ให้ จากนั้นก็รีบออกไปทำงาน มีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงเขาสามารถเข้างานได้ทันอยู่แล้ว
ในห้องเหลือกันอยู่สองพี่น้องและบรรยากาศที่เงียบสงบผิดปกติ